อะไร? ที่ทำให้"อุปาทานขันธ์ ๕"ที่ทำให้เป็นทุกข์ เกิดการหมุนเวียนต่อเนื่องเป็นเหตุปัจจัยกันในวงจรของทุกข์ใน"ชรา"ได้

 anired06_next.gif      anired06_next.gif      anired06_next.gif ตัณหา anired06_next.gif อุปาทาน anired06_next.gif ภพ anired06_next.gif ชาติ anired06_next.gif......ธรรมารมณ์      ใจ   anired06_next.gif วิญญูาณูปาทานขันธ์    anired06_next.gif   เวทนูปาทานขันธ์  

                   วงจร ปฏิจจสมุปบาท                                  อุปาทานขันธ์๕ อันเกิดวนเวียนอยู่ใน ชรา อันเป็นทุกข์                   

   ดำเนินไปตามวงจรใหม่  anired06_next.gif อาสวะกิเลส anired06_next.gif มรณะ anired06_next.gif......สังขารูปาทานขันธ์ เกิดมโนกรรมคิดที่เป็นทุกข์      สัญญูปาทานขันธ์    

ภาพขยายในชรา   ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ อันเป็นทุกข์ เพราะเกิดจากสังขารูปาทานขันธ์ในชาติ อันถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว

ภาพแสดงการขยายความของ "ชรา"ธรรม ในวงจรปฏิจจสมุปบาทโดยพิศดาร (ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบขยายความ"ชรา")

        โยนิโสมนสิการ ในภาพขยาย"ชรา"ธรรม ของวงจรปฏิจจสมุปบาทข้างต้น  เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย จะเกิดปัญญาอันยิ่งว่า  การที่จะหยุดการหมุนหนุนเนื่องการเป็นเหตุปัจจัยกันในวงจรของ"ชรา"ธรรม(แสดงโดยสีแดง)อันเป็นทุกข์เร่าร้อนด้วยกิเลสเนื่องด้วยประกอบจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ในวงจรปฏิจจสมุปบาทได้นั้น  ก็คือต้อง"หยุด" หรือบางท่านเรียกว่าการ"ดับ"  แต่แท้จริงแล้วการดับทุกข์คือการทำให้"ไม่เกิดการทำงานขึ้นเนื่องต่อไป"อีกของอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นแรงที่ทำให้เกิดการหมุนหนุนเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันเป็นลำดับขึ้นอีก  เพราะดังที่พระองค์ท่านได้ตรัสแสดงอยู่เนืองๆว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นอนัตตา แม้ทั้ง"อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕" คือขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานหรือกิเลสของตัวตนนั้น ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของขันธ์จึงจำเป็นในการดำรงและดำเนินชีวิต ทั้งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  จึงย่อมไปควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้  ขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานเพียงตามหน้าที่ของตน และเป็นไปตามเหตุปัจจัยได้เท่านั้น   ดังนั้นอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ที่เกิดดับๆ..อย่างวนเวียนเป็นวงจรอยู่ในชรานั้น จึงย่อมไม่สามารถสั่งให้ดับ คือให้หยุดได้โดยตรงๆตามใจปรารถนา จึงย่อมไม่สามารถทำได้  แต่ขณะที่อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ดำเนินไปจนสุดสิ้นกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ แล้ว คือ จนเกิดสังขารขันธ์ชนิด"สังขารูปาทานขันธ์"ขึ้นแล้ว  ทั้งๆที่ควรจะจบคือ เสื่อมดับไป  แต่เกิดมีเหตุปัจจัยไปหนุนให้เกิดการหมุนหนุนเนื่องสืบต่อกันไปอีกได้ขึ้นมา ซึ่งจำต้องอาศัย"รูปูปาทานขันธ์"เพิ่มขึ้นมาอีกขันธ์หนึ่งจึงจะเกิดการสืบเนื่องเป็นเหตุปัจจัยต่อไปได้อีก  จึงไปอาศัยมโนกรรมคือความคิดนึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาจาก"สังขารูปาทานขันธ์"นั้น(ดูรูปด้านบนประกอบ) มาทำหน้าที่เป็น"รูป"คือสิ่งที่ถูกรู้อีกครั้ง  แต่ย่อมเป็น"รูป"ชนิด"รูปูปาทานขันธ์"คือสิ่งที่ถูกรู้ ที่ประกอบด้วยอุปาทานคือถูกครอบงำด้วยกิเลส เหตุเพราะเกิดมาแต่เหตุปัจจัยคือมโนกรรมจากสังขารูปาทานขันธ์อันประกอบด้วยกิเลสจากอุปาทานแล้วนั่นเอง  เมื่อเกิด"รูปูปาทานขันธ์"เป็นเหตุขึ้นมาอีก จึงเกิดการขับเคลื่อนให้หมุนหนุนเนื่องให้ดำเนินไปตามกระบวนธรรมของขันธ์ที่เนื่องสัมพันธ์กันโดยธรรมหรือธรรมชาติ จึงเกิดการขับเคลื่อนให้หมุนเวียนเป็นวงจรของทุกข์ขึ้นอยู่อย่างนี้ได้ยาวนาน และยิ่งประกอบเพิ่มด้วยดีกรีของความรุ่มร้อนเผาลนสั่งสมคุกรุ่น จนกว่าจะเหนื่อยอ่อน  หรือ"จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า"มาแทรกแซง จึงดับไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็เก็บจำเป็นอาสวะกิเลส ที่สามารถผุดระลึกขึ้นมาอีกเมื่อใดก็ได้,   หรือทำให้ดับไปด้วยสติและปัญญาจากการปฏิบัติ โดยการ"อุเบกขาสัมโพชฌงค์"ใน"มโนกรรม"ความคิดนึกอันเกิดจากสังขารขันธ์อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาและเล็งเห็นว่าให้โทษหรือสมควรแก่เหตุแล้ว  จึงทำให้วงจรของทุกข์ขาดสะบั้นลงไปได้  เนื่องจากขาด"รูปูปาทานขันธ์"ที่ต้องมาเสริมเติมแต่งจึงจะทำให้วงจรหมุนหนุนเคลื่อนต่อไปได้

        "มโนกรรม"หรือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆที่เป็นผลจากอารมณ์(สังขารขันธ์)นี้นี่เอง ที่เป็นตัวขับเคลื่อนขับดัน คือเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการหมุนเวียนเป็นวงจรของความทุกข์ให้เชื่อมต่อเนื่องสัมพันธ์กันได้อย่างยาวนาน และเร่าร้อนทวีคูณ

        อีกทั้งสามารถทำลายวงจรของทุกข์ โดยการอุเบกขาได้ที่องค์ธรรม"ชาติ"เช่นกัน  เพราะที่"ชาติ"นี้นี่เอง ที่หมายถึงการเกิด แต่เป็นการเกิดของทุกข์ที่ประกอบด้วยกิเลสหรืออุปาทานอย่างเต็มตัว เพราะตัณหาอันคืออกุศลสังขารขันธ์อย่างหนึ่งที่ได้เกิดขึ้นมานั้น  ได้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทาน จึงถูกครอบงำด้วยอุปาทานเสียแล้ว  จึงแปรไปเป็นสังขารูปาทานขันธ์ คืออารมณ์หรือสิ่งที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดเจตนาหรือความคิดอ่าน(สัญเจตนา)ให้การกระทำ(กรรม)ต่างๆที่ประกอบด้วยกิเลสหรืออุปาทานความยึดมั่นหรือความพึงพอใจของตัวตน  ซึ่งย่อมยังให้เกิดผลตามมาคือเกิดมโนกรรมความคิดนึกต่างๆแต่ล้วนย่อมแฝงด้วยกิเลสขึ้น  ซึ่งมโนกรรมความคิดนึกปรุงแต่งแฝงกิเลสนี้จะไปทำหน้าที่เป็น"รูปูปาทานขันธ์ใน"ชรา"ธรรมอีกได้   แต่เมื่ออุเบกขาในมโนกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้วงจรปฏิจจสมุปบาทขาดการต่อเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกันต่อไป จึงหยุดการหมุนเวียนเป็นวงจรของทุกข์ต่อไปอีกได้  แล้วจึงต้องเสื่อมคลายและดับไปเป็นที่สุด ด้วยพระไตรลักษณ์

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ