รวมคำสอนที่แสดงว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของเรา เป็นอิสระจากเรา

คลิกขวาเมนู  

ขันธ์ ๕

        ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ   ไม่มีใครหยุด  หรือห้ามการทำงานของเขาได้  เพียงแต่มีสติ ระลึกรู้ แล้ววาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

โกรธ

        มีผู้เรียนถาม"หลวงปู่ดูลย์ อตุโล"ว่า "หลวงปู่ ยังมีโกรธไหม" หลวงปู่ตอบว่า "มี แต่ไม่เอา"

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

webmaster-เป็นคำตอบตามความสัตย์จริงอันยิ่ง เหตุที่ท่านกล่าวยอมรับว่า"มี" ความโกรธอยู่นั้น เพราะโกรธนั้นก็เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง จึงมีอยู่เป็นธรรมดาของขันธ์ ไม่ว่าอริยบุคคลระดับไหน การไปดับตรงๆดื้อๆ หรือจะไม่ให้เกิดขึ้นเลยย่อมเป็นไปไม่ได้,   แต่"ไม่เอา"ไปปรุงแต่งต่อหรือปล่อยวาง หรือการอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสียนั่นเอง เพื่อไม่ให้เกิดการสืบเนื่องต่อไปได้  โกรธก็ย่อมเสื่อมดับไป ในขณะจิตหนึ่ง  จึงเป็นการตัดวงจรของทุกข์ไม่ให้เกิดการสืบเนื่องต่อไปเสียนั่นเอง  แต่ในความคาดเดาของปุถุชนนั้น มักคาดเดาไปกันเองว่าท่านต้อง "ไม่มี"  เมื่อเข้าใจผิดไปดั่งนั้น เมื่อมีการปฏิบัติจึงเห็นเป็นไปตามแนวทางตามที่เข้าใจผิด(ทิฏฐุปาทาน)ที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปโดยไม่รู้ตัว คือโน้มเอียงศึกษาค้นหาไปในทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ หรือดับสังขารขันธ์ทุกข์ต่างๆอย่างตรงๆดื้อๆอย่างหักหาญโดยห้าวหาญ โดยหารู้ไม่ว่าไม่สามารถไปดับขันธ์ต่างๆอันเป็นสภาวธรรมของชีวิตได้โดยตรงๆดังปิดสวิตช์ไฟ ด้วยกำลัง แม้ด้วยฌานสมาธิที่แม้มีกำลังมากแต่ก็ได้เพียงกดข่มไว้ในชั่วขณะที่อยู่ในสภาวะนั้นเท่านั้น ที่ท่านกล่าวว่าจึงเป็นเพียง วิกขัมภนวิมุตติ  การพยายามดับโดยหักหาญจึงเปรียบเสมือน วิ่งเอาหัวชนภูเขา จึงย่อมไม่สามารถก้าวหน้าได้ในการปฏิบัติได้  เพราะเป็นการไปต่อสู้กับธรรมชาติ อันเป็นวิสัยของโลก  จึงต้องดำเนินกลยุทธตามหลัก"อิทัปปัจจยตา" จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ตามหลักพระศาสนา   และแม้ความโกรธนี้เป็นเป็นปฏิฆะ แต่เป็นไปในระดับขันธ์ ๕ อันเพียงเป็นไปตามธรรมชาติหรือวิสัยโลก แต่เมื่อรู้เท่าทันและไม่เอาหรืออุเบกขา ก็ไม่นอนเนื่องเป็นอนุสัย(ปฏิฆานุสัย)คือไม่เป็นปฏิฆะในสังโยชน์ ๑๐ (รายละเอียดอยู่ในสังโยชน์ ๑๐)

 

         อีกครั้งหนึ่ง มีผู้เรียนถามหลวงปู่เรื่องการละกิเลส "หลวงปู่ครับ ทําอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้"

หลวงปู่ตอบว่า  "ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก  มีแต่รู้ทัน... เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง."    (น.๔๖๒) 

 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

webmaster-หลวงปู่กล่าวไว้ชัดว่า ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก เพราะความโกรธเป็นขันธ์คือสังขารขันธ์ อันทำงานเป็นอิสระจากการควบคุมบังคับของเรา ดังกล่าวข้างต้นมามากแล้ว  จึงตัดให้ขาดหรือไม่ให้เกิดขึ้นจึงเป็นไปไม่ได้   แต่เมื่อรู้ทัน แล้วอุเบกขา มันก็ดับไปเอง

 

ทุกข์

        ทุกข์มันมีอยู่ตลอดเวลา  ทุกข์เพราะหิวกระหาย  ทุกข์เพราะเจ็บป่วย   (ส่วน)ทุกข์เพราะความทะเยอทะยานดิ้นรน อยากได้นั่นอยากได้นี่   ทุกข์เพราะความกังวลเกี่ยวข้องพัวพัน กลุ้มอกกลุ้มใจ (คือ)ทุกข์ที่เป็นนามธรรม     (ส่วน)ทุกข์ที่เป็นรูป ก็ทุกข์เพราะหิวกระหาย กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง ทุกอย่างที่มากระทบ    เพราะสัมผัสมันมีอยู่  ประสาท(วิญญาณ ๖)มันยังไม่ทันดับ ยังไม่ทันตาย  สิ่งทั้งหลายจะต้องมากระทบอยู่ตลอดเวลา  จะหนีทุกข์พ้นที่ไหนได้ ไปไม่พ้นหรอก   จึงว่าใครจะทิ้งทุกข์ก็ทิ้งไม่ได้  มีชีวิตอยู่ตราบใดก็ยังมีทุกข์อยู่ตราบนั้น   พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน  พระอริยสงฆ์สาวกก็เหมือนกัน   ถึงแม้ท่านจะพิจารณาเห็นทุกข์แล้ว  ทุกข์ก็ยังอยู่เหมือนเดิม  ท่านก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน  แต่ว่าทุกข์มาแล้วไม่สามารถมารบกวนท่านได้  ด้วยเหตุที่ท่านเห็นชัดตามเป็นจริง ดังที่อธิบายมานั้น.......

จากเรื่อง "ทุกข์"  โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

webmaster-ปุถุชนมักไปคาดเดากันไปว่า ไม่มีเลย มีแต่พ้นทุกข์อย่างสุข สงบ สบาย แต่ฝ่ายเดียว ตามสีลัพพตุปาทานและทิฏฐุปาทาน ที่ซึมซ่านย้อมจิตกันมาแต่อ้อนแต่ออก  โดยไม่รู้ว่ายังคงมีทุกข์ธรรมชาติหรือทุกขอริยสัจยังคงเกิดมีอยู่เป็นธรรมดาของโลก เพียงแต่ทุกข์เหล่านั้นล้วนไม่สามารถมารบกวนท่านให้เร่าร้อนลนใจได้  กล่าวคือ พระอริยเจ้านั้น แม้ทุกขอริยสัจหรือทุกข์ธรรมชาติทั้งหลายยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา คือยังมีทุกข์ในระดับขันธ์ ๕ อันเป็นวิสัยโลก  แต่ท่านทั้งหลายไม่มีอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ คือทุกข์หรือขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานจึงเร่าร้อน,  ทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานทั้งหลายเหล่านั้นจึงรบกวนท่านไม่ได้  จึงเป็นไปดังคำกล่าวนี้

เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่    แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

(ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น, กิริยา วิชฺชติ)

        หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ  ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์(หมายถึงสังขารขันธ์อารมณ์ทางโลกๆ)เฉยๆ  อย่าไปพยายาม ละ อารมณ์นั้นเด็ดขาด  จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์(คือสังขารขันธ์ จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้) เป็นตัวทุกข์(เพราะเป็นสังขารอย่างหนึ่งจึงทุกขัง เป็นตัวทุกข์อยู่ในที)  ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น  อย่าอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

(webmaster-การดูจิตก็คือ การปฏิบัติแบบจิตตานุปัสสนา เมื่อสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่เศร้าหมอง สิ่งที่จะต้อง"ละ"คือสมุทัย "เหตุ" แห่งทุกข์ที่ทำให้เกิดขึ้นนั้น เช่น ความคิดหรือมโนกรรมปรุงแต่งต่างหากที่เป็นเหตุที่ัเกิดจากสังขารขันธ์หรืออารมณ์ที่เศร้าหมองนั่นเองเช่นโทสะ  แต่ตัวอารมณ์เองนั้นเช่นโทสะ เป็นขันธ์ คือสังขารขันธ์ เป็นอนัตตา ไปบังคับบัญชามันไม่ได้ มันทำงานตามกระบวนธรรมตามหน้าที่ของมันโดยธรรม(ธรรมชาติ)  ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริงนั่นเอง จึงควบคุมบังคับบัญชามันไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้นและต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตาม"เหตุ"ข้างต้นที่กล่าว  จึงต้องละที่เหตุเท่านั้น ด้วย"เหตุ"ถึงแม้ก็ย่อมเป็นอนัตตา แต่ไม่ใช่ตัวขันธ์ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหน้าที่ของมัน  จึงสามารถ"ละ"ได้ ด้วยการไม่เอาหรือการอุเบกขา

        มีผู้เรียนถาม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า   พระอรหันต์ท่านเคยนอนหลับฝันเหมือนคนธรรมดาด้วยหรือเปล่าครับ ฯ

        ท่านตอบว่า  "การหลับแล้วเกิดฝัน  เป็นเรื่องของสังขารขันธ์ไม่ใช่หรือ."

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

(webmaster-ท่านสอนธรรมะอยู่ในที ในคำตอบนั้นด้วย  เมื่อฝันเป็นขันธ์อย่างหนึ่งคือสังขารขันธ์   ขันธ์ทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตา ย่อมเป็นอิสระจากเราหรือใครๆ  ทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไปควบคุมบังคับห้ามเขาไม่ได้เลย  จึงย่อมต้องมีอยู่เป็นธรรมดาของชีวิตเหมือนปุถุชน   คำตอบจึงยังคงมีฝันเป็นธรรมดา

        "สติ" ให้นำมาใช้ในขณะตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้ดมกลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายต้องโผฏฐัพพะ  ใจได้สัมผัสธรรมารมณ์  ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกยินดี ยินร้ายครอบงำ,  ส่วนความรู้สึกยินดียินร้ายก็คงมีอยู่(เป็นธรรมดาของขันธ์)   แต่ว่าไม่ให้มันครอบงำเราได้

หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม

webmaster-ความรู้สึกยินดียินร้าย ยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา เพราะเป็นขันธ์คือสังขารขันธ์(อารมณ์)อย่างหนึ่ง เป็นอนัตตาจึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้ตามใจปรารถนา ซึ่งทำงานเป็นอิสระตามหน้าที่ของเขาเท่านั้น จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย,  แต่ไม่ปล่อยให้มันครอบงำ เสียด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือปล่อยวาง ช่างมัน ไม่ยินดียินร้าย  ด้วยการอุเบกขาเสียนั่นเอง

 

สารบัญ