สารบัญ                   

คลิก เลื่อนลง                  

  เลื่อนลง                            

 

blue_red.gif

xblue_red.gifx

 

 

                                 สารบัญ

ค้นหาคำศัพท์   กระดานธรรม ๑       

๑.คํานํา                     หัวข้อธรรม ล่าสุด                 ธรรมะประจำวันนี้

       

เวทนา : อาพาธสูตร : ทวัตติงสาการ : เหตุปัจจัย : เมื่อทุกข์กำลังเผาลน : สติ ระดับใดที่ยังผลยิ่ง โลกิยะและโลกุตระธรรม : ดับทุกข์ คือสุขนั่นเอง :  ราหุลสูตร

๒.ทุกข์ เห็นทุกข์อะไร?   จึงเห็นธรรม                           ข้อธรรมแนะนำอาทิตย์นี้

๑๗.ดับอุปาทานหรือดับทุกข์ทั้งมวล                                                               

๓.วงจรจําลอง เพื่อความเข้าใจในวงจรปฏิจจสมุปบาท

๑๘. ดับทุกข์ที่จะเกิด                                                                     คลิก เลื่อนลง

๔.ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ & พุทธอุทานาถาทั้ง ๓

๑๙.วิปัสสนูปกิเลส อุปสรรค หรืออุปกิเลส๑๐แห่งวิปัสสนา ที่นักปฏิบัติจำต้องผ่าน

๕.ปฏิจจสมุปบาท ปรมัตถธรรม บันลือโลก    การดับทุกข์โดยอาศัยปฏิจจสมุปบาท

๒๐.พุทธพจน์,พระสูตร :  สติปัฏฐาน : กายคตาสติสูตร

   อุเบกขา  องค์สำคัญยิ่งในการปฏิบัติให้ถึงซึ่งวิมุตติ ใน โพชฌงค์ ๗

๒๑.ข้อคิดคํานึง                                                               นิวรณ์ ๕     

๖.ขันธ์๕โดยลำดับ กระบวนธรรมอันสําคัญยิ่งของชีวิต

๒๒.นิพพาน  เป็นอนัตตา  มีจริงๆอยู่ที่ใด  

๗.อุปาทานขันธ์ ๕ ขันธ์๕ที่ถูกครอบงําโดยอุปาทาน

๒๓.สังโยชน์ ๑๐ ธรรมหรือสิ่งที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์

๘.การปฏิบัติในชีวิตประจําวัน ปฏิบัติอะไร ?

๒๔.ฌาน,สมาธิ เรื่องที่ควรรู้ไว้ยิ่ง

 

๙.วงจร แสดงกระะวนจิตของมวลมนุษย์โดยพิศดาร

๒๕.ถาม - ตอบ เรื่องฌานสมาธิ

๑๐.ธรรมข้อคิด จากพระอริยเจ้า

๒๖.เวทนา        :         แยกแยะเวทนา

๑๑.อริยสัจ กิจอันพึงกระทําในอริยสัจ๔

๒๗.อทุกขมสุข หรืออุเบกขาเวทนาดูจากชื่อดูเป็นของดี !

๑๒.พระไตรลักษณ์ กฎธรรมชาติที่มีอยู่                                อนัตตา    :     อัตตา

๒๘.ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ตรัสกับพระอานนท์

๑๓.สติปัฏฐาน ๔ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ

๒๙.ปฏิจจสมุปบาท โดยย่อ         

๑๔.การปฏิบัติสมถวิปัสสนา แนวทางปฏิบัติ

๓๐.วิปัสสนา,โยนิโสมนสิการ กันอย่างไร

๑๕.อานิสงส ของการเข้าใจปฏิจจสมุปบาท

๓๑.รายละเอียดของขันธ์ ๕                                                               คลิก เลื่อนลง

สารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า        

๓๒.สติ สติที่ใช้ในการปฏิบัติ       

 จิตเกิดอย่างไร?  อยู่ที่ใด?  และธรรมชาติของจิต 

๓๓.แสดง ตําแหน่งดีที่สุดในวงจรปฏิจจสมุปบาท

 แสดงจิตขณะทำงาน  อุปมาดุจดั่งดอกไม้ไฟในงานฉลอง

๓๔.แสดง การเกิด อุปาทานขันธ์ อันเป็นทุกข์ในวงจรปฏิจจสมุปบาท

แนะนําหนังสือ ธรรมะ       

๓๕.วันสำคัญทางพระศาสนา                                วันเข้าพรรษา

ไหว้พระ สวดมนต์        

๓๖.มุมพักผ่อน ความงดงามพุทธศิลป์จากเว็บต่างๆ

เว็บธรรมะ        

๓๗.กระดานธรรม ๑

 สมุดเยี่ยม        

สมุดเยี่ยม                                 

๓๘.กระดานธรรม ๒       

break

 ติดสุข    จิตส่งในเป็นภัย    นิมิตและภวังค์     เกร็ดธรรม     ทำดีได้ดี     เหนือกรรม    จิตเห็นจิต     ตัวกู  ไม่ใช่ของกู

ประมวลภาพ วงจรปฏิจจสมุปบาท  

 เหตุใดสติที่ตามทันขณะปัจจุบัน จึงเป็นหลักสำคัญของวิปัสสนา - พระธรรมปิฎก               หลวงพ่อชา ตอบปัญหาธรรม

สติรู้เท่าทันระดับใด จึงยังผลยิ่ง      พจนานุกรม ต่างๆ  

Google


ทั่วโลก  ค้นหาเฉพาะใน"ปฏิจจสมุปบาท"

พระอริยเจ้า      คิดนึกปรุงแต่ง      วิธีเปลี่ยนอารมณ์  

buddha1-1.gif

ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท

        ปฏิจจสมุปบาทเป็นปรมัตถธรรมที่แสดงถึง กระบวนธรรมของจิต หรือกระบวนการธรรมชาติของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์   และกระบวนธรรมของจิตในการดับไปแห่งทุกข์,  ท่านได้จําแนกออกเป็น

        แบบอนุโลม หรือ สมุทยวาร - อันเป็นธรรมคือธรรมะหรือหลักธรรมของ กระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์

        แบบปฏิโลม หรือ นิโรธวาร - อันเป็นหลักธรรมของ กระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์

        องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและตรัสรู้ จึงได้บัญญัติเปิดเผย"ปฏิจจสมุปบาท"อันคือสภาวะธรรมในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพื่อใช้ในการดับไปแห่งทุกข์, เพื่ออํานวยประโยชน์แก่ เวไนยสัตว์  อันเป็นการค้นพบก่อนตรัสรู้และจึงเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้, และได้ทรงพิจารณาทบทวนเรียบเรียงปฏิจจสมุปบาทภายหลังการตรัสรู้คือตั้งแต่วันแรกในขณะเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาตลอดสัปดาห์ จนบังเกิดพุทธปีติอิ่มเอิบพระทัยเปล่ง พุทธอุทาน ขึ้นถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ณ.ขณะนั้น, ซึ่งบังเกิดเป็น "พุทธอุทาน" ในพระศาสนาทั้ง ๓ ครั้ง ๓ ครานั้น  ซึ่งแต่ละครั้งนั้นทรงแสดงถึงความปีติพระทัยในสัจจธรรมความลึกซึ้งของปรมัตถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" อันคือกระบวนการจิตของการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งทุกข์ จึงเป็นแก่นธรรมที่สมควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่งยวดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ(สัมมาญาณ)และนําไปปฏิบัติให้จางคลายจากทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน  หรือถึงที่สุดแห่งการดับสนิทไปของทุกข์อันเป็นสุขอย่างยิ่ง

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๑ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบว่า "เพราะมารู้ธรรม พร้อมทั้งเหตุ"  อันหมายถึงเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น ล้วนเกิดแต่มีเหตุาเป็นปัจจัยกัน คือมาประชุมเป็นปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์แก่กันและกัน จึงเกิดขึ้นได้,  อันเป็นสภาวธรรมหรือกฏธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จริงแท้แน่นอน  ความทุกข์นั้นจึงล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน คือประกอบด้วยการที่มีมีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยเช่นกัน จึงจักเกิดเป็นความทุกข์ที่แสนเร่าร้อนจนเผาลนกระวนกระวายขึ้นมาได้

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๒ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงพบว่า "เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย"อันหมายถึงการที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นพบว่าเมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกัน แม้กระทั่งความทุกข์  ดังนั้นถ้าดับหรือทําให้เกิดความสิ้นของเหตุบางสิ่งหรือบางประการ ที่มาเป็นปัจจัยกันได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นแม้กระทั่งความทุกข์ก็ย่อมไม่สามารถประชุมรวมตัวเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเป็นทุกข์อุปาทานหรือก็คือความทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเผาลนใจได้  อันย่อมต้องดับสลายหรือถูกทําลายไปเพราะความสิ้นไปแห่งเหตุปัจจัยนั้นเอง

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๓ แสดงถึงพุทธปีติอิ่มเอิบในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบนั้นว่า"ย่อมสามารถกําจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทําอากาศให้สว่างฉนั้น" อันแสดงถึงความปีติพระทัยในการที่ทรงทราบว่า เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจในธรรมนี้และนําไปปฏิบัติตามความเข้าใจนั้น  ย่อมมีคุณอันยิ่งใหญ่ในการกําจัดเสียซึ่งบรรดามารและเสนาอันคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ออกไปเสียได้  อันจักยังให้จิตคือชีวิตนั้นสว่างไสว ประดุจดั่งพระอาทิตย์อุทัยที่ทอแสงอันยิ่งใหญ่ให้ความสว่างเจิดจ้าและอบอุ่นแก่โลกและชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้

        ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่กล่าวถึงกระบวนการทางกายและจิตในอันที่ทํางานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นลำดับขั้นจนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ และดับทุกข์,  อันแสดงเหตุปัจจัยใดๆบ้างที่เป็นเหตุเป็นผลกัน  อันเมื่อรู้เมื่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ก็กําจัดเหตุปัจจัยบางเหตุปัจจัยนั้นออกไปเสีย ตามกําลังจริต, กําลังสติ และปัญญาของผู้ปฏิบัติ  อันย่อมทําให้ความทุกข์นั้นต้องดับหรือขาดความสมดุลย์ ไม่สามารถเป็นเหตุปัจจัยให้ก่อตัวขึ้นเป็นอุปาทานทุกข์ได้ ประดุจดั่งท่านไม่เพิ่มฟืนหรือดึงท่อนฟืนออกจากกองไฟ ไฟนั้นย่อมจักต้องค่อยๆมอด ค่อยๆมอด..จน.ดับไปในที่สุด ซึ่งอุปาทานทุกข์นี้แหละที่มนุษย์ทุกผู้นาม"รู้สึกเป็นทุกข์"กันอยู่เป็นมารยาจิต เพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออก เพราะยังไม่มีวิชชา จึงถูกมันครอบงํามาทุกกาลสมัย  จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์นี้ ที่ได้ทรงเปิดเผยความลับของธรรมชาติหรือสภาวะธรรมนี้ให้บันลือไปทั่วทุกโลกธาตุ เพื่อเป็นหลักชัยแก่ชีวิตของผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ และผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ หรือเพื่อการจางคลายจากความทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน ไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาส, ตามกําลังสติ, ปัญญา, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา และความเพียรของผู้ปฏิบัตินั้นเอง อันได้ผลตั้งแต่จางคลายจากทุกข์ตามควรแห่งฐานะตน จนถึงการดับสนิทไปแห่งทุกข์, อันเป็นดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง  ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น

(ธรรมบท ๒๕/๔๓)

        ความทุกข์นั้นเป็น "ปฏิจจสมุปบันธรรม" อันคือธรรมหรือสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุปัจจัย อันมาประชุมกัน เป็นปัจจัยแก่กันและกันชั่วระยะหนึ่ง  ดังนั้นเมื่อเราต้องการดับทุกข์ เราจึงควรศึกษาให้เกิดปัญญาญาณหรือเรียกง่ายๆว่าความเข้าใจถึงใจ อันจักเกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จากการพิจารณาธรรมโดยละเอียดและแยบคายเท่านั้น, เพื่อจะได้เกิดกําลังของปัญญาญาณในการตัดวงจรหรือวัฏฏะแห่งทุกข์ที่หมุนสืบเนื่องกันอยู่ตลอดกาลนานให้ขาดสะบั้น หรือเคลื่อนช้าลง

        สามารถกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุปัจจัยให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยะสัจอันเป็นผลให้เป็นแนวทางคําสอนและแนวทางปฏิบัติ, จริงๆแล้วปฏิจจสมุปาทและอริยสัจ ตลอดจนแก่นธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนานั้นต่างล้วนเป็นหลักธรรมเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท ก็จักเกิดปรากฎการณ์ดังที่ท่านได้ตรัสไว้

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม

(มหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘)

และเป็นแก่นธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันถูกต้องสมดั่งพุทธประสงค์, จึงจักยังให้มีความเข้าใจใน อริยสัจ ไตรลักษณ์ และแก่นธรรมต่างๆได้อย่างถ่องแท้ เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วสมดั่งพระพุทธดํารัส. 

buddha1-1.gif

ปฏิจจสมุปบาท

ปรมัตถธรรมเพื่อความจางคลายจากทุกข์

จนถึงการดับสนิทแห่งทุกข์

ได้ตามควรแห่งฐานะตน

เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติแท้ๆ)นั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด

อันไม่มีสิ่งใดๆควบคุมบังคับได้อย่างจริงแท้แน่นอน  จึงควรใฝ่ใจปฏิบัติ,ศึกษา

เมื่อเหตุแห่งทุกข์นั้นมาเยือนโดยสภาวธรรม ก็จักไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

หรือจางคลายจากทุกข์นั้นๆ

อันยังให้เกิดปรากฎการณ์ที่พระอริยะเจ้ากล่าวอยู่เนืองๆว่า

เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่  แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

(ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น, กิริยา วิชฺชติ)

blue_red_1.gif

     

คติธรรม         

จิตมีตัณหาเป็นปัจจัยปรุงแต่งอุปาทานเป็นเหตุ

เป็นสมุทัย เหตุแห่งทุกข์

ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งอุปาทาน

เป็นทุกข์อุปาทาน อันเป็นทุกข์

สติเห็นกาย,เวทนา,จิตหรือธรรม

เป็นมรรค ปฏิบัติ           

ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม

เป็นนิโรธ อันพ้นทุกข์    

พนมพร คูภิรมย์

กล่าวคือ

จิตที่ส่งออกนอกไปฟุ้งซ่านปรุงแต่ง  ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการผัสสะ ย่อมยังให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้นโดยธรรมคือธรรมชาติ เป็นธรรมดา

อันเวทนาที่ย่อมเกิดขึ้นเหล่านี้นั่นแล  อาจเป็นปัจจัยไปปรุงแต่งให้เกิดตัณหาขึ้นได้  ถ้าไม่เท่าทัน

เมื่อเกิดตัณหาแล้ว ย่อมยังให้เกิดอุปาทาน เป็นธรรมดา จึงเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทธรรมคือการเกิดขึ้นของทุกข์

อันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อุปปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลน อีกทั้งวนเวียนปรุงแต่งไม่หยุดหย่อนจึงแสนยาวนานขึ้น ในที่สุด

คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา

อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น เพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ เครื่องพิจารณา

อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย  จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่   อันมี

อิทัปปัจจยตา

แสดงหลักธรรม"อิทัปปัจจยตา"ที่มีใจความว่า

เพราะเหตุนี้มี

ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น

เพราะเหตุนี้ดับ

ผลนี้จึงดับ

 

ปฏิจจสมุปบาท

เวทนาเป็นเหตุปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึง เมื่อเกิดเวทนา ที่เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากการเสวยอารมณ์ในสิ่งที่สัมผัสผัสสะ ที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  แล้วเวทนาอาจเป็นปัจจัยจึงมีตัณหาความทะยานอยาก(ภวตัณหา) หรือความไม่อยาก(วิภวตัณหา)เกิดเนื่องต่อจากเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น   

แล้วตัณหานั้นไปเป็นเหตุปัจจัยให้จึงมีอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นให้เป็นไปตามกิเลสตนเป็นสำคัญ จึงไปปรุงแต่งจิตให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา)ในการกระทำต่างๆ ได้ทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นไปตามอำนาจอุปาทานความเชื่อ ความเข้าใจ ความยึดมั่นด้วยกิเลสของตัวตนเป้นสำคัญ ที่ครอบงำอยู่  จึงทำให้เป็นทุกข์อันแสนเร่าร้อน เผาลน กระวนกระวายเพราะประกอบด้วยอุปาทาน อีกทั้งยังวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์ได้อีกแสนยาวนานในชราด้วย อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อันเป็นทุกข์

 

อริยสัจ ๔

ทุกขอริยสัจหรือทุกข์ธรรมชาติ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์  

สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์

นิโรธคือการดับทุกข์   

มรรคคือทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์

สติปัฏฐาน๔

ทางสายเอกในการปฏิบัติ  อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน  กล่าวคือ เห็นธรรมใดคือสติระลึกรู้เท่าทันในธรรมคือในกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรมใดก่อน ก็ปฏิบัติไปในธรรมนั้นๆ

สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา) ในสติปัฏฐาน๔, อันคือมีสติรู้เท่าทัน และทั้งเข้าใจในเวทนา เช่นเกิดอย่างไร ดับอย่างไร มีอะไรบ้าง จึงจะทำให้รู้ว่าเป็นเพียงขันธ์เพื่อใช้การใช้งานในการดำรงชีวิตเท่านั้น คือเมื่อมีการผัสสะย่อมต้องเกิดขึ้นทุกคราไปเป็นธรรมดา เพื่อการรับรู้รสสัมผัสต่างๆจากการกระทบผัสสะกับโลก(อายตนะภายนอกทั้งปวง) ถ้าไม่รู้เท่าทันและเข้าใจแจ่มแจ้ง ก็อาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา ความทะยานอยากหรือไม่อยากให้เกิดขึ้น จึงย่อมเป็นทุกข์

สติเห็นจิต คือสังขารขันธ์ หรือ จิตตานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในจิตตสังขาร) ในสติปัฏฐาน๔ อันคือสติรู้เท่าทันและเข้าใจในจิตที่หมายถึงสังขารขันธ์ชนิดจิตตสังขาร(ราคะ, โทสะ, ฟุ้งซ่าน, หดหู่ ฯลฯ หรือความคิด, ความนึก)อันให้โทษ  เมื่อเท่าทันจึงปล่อยวางได้ ด้วยอุเบกขา เพื่อตัดวงจรของทุกข์ไม่ให้หมุนหนุนเวียนเป็นวงจรอีกต่อไป

สติเห็นกาย หรือ กายานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในกาย) ในสติปัฏฐาน๔ อันคือ ฝึกสติโดยใช้กายสังขารดังเช่น ลมหายใจ การเดิน ฯ. เป็นอารมณ์ เพื่อระงับความดำริพล่าน เมื่อสงบระงับแล้วนำไปพิจารณาในกาย เพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อให้เกิดนิพพิทาความหน่ายเพื่อความปล่อยวาง  โดยใช้กายและกายสังขาร(กิน นอน เดิน ฯ.)ต่างๆเป็นฐานในการปฏิบัติและนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา เช่น สักว่าธาตุ๔ บ้าง  สักว่าปฏิกูลบ้าง ฯลฯ.

สติเห็นธรรมหรือ ธรรมานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันในธรรม) ในสติปัฏฐาน๔ สติเห็นคือรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)อันสําคัญยิ่งในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

      เมื่อมีสติรู้เท่าทันในธรรมทั้ง๔ คือกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม กล่าวคือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในธรรมทั้ง ๔ นี้ที่บังเกิดขึ้นขณะนั้นๆแล้ว  ก็ให้ไม่ยึดมั่น หมายมั่นในสิ่งนั้นๆดังปรากฏในสติปัฏฐาน๔ ด้วยอาการของการเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา) โดยการปฏิบัติก็คือ เมื่อเกิดการผัสสะย่อมยังให้เกิดเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าเป็นสุข หรือทุกข์ หรืออทุกขมสุขเวทนา อันย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมคือตามเหตุปัจจัยที่มาผัสสะกันนั่นเอง  แล้วเนื่องให้เกิดสังขารขันธ์ เช่น โทสะ หดหู่ ฯ. ต่างๆขึ้น,  เมื่อสติรู้เท่าทันสังขารขันธ์อันให้โทษแล้ว ที่ต้องปฏิบัติคือ การไม่เอนเอียงไปแทรกแซงโดยการคิดนึกหรือปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด(ความคิดนึก)หรือกริยาจิตใดๆ(ชอบชัง ผิดถูก ชั่วดี บุญบาป ยินดียินร้าย ฯ.) ในเรื่องหรือกิจที่สติเท่าทันนั้นๆ  แม้ทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ  กล่าวคือไม่ไปยึดแม้ทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ   เพราะต่างล้วนเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันให้เกิดการปรุงแต่งจนๆเกิดเวทนาต่างๆขึ้น อันอาจเป็นเหตุเป็นปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลนขึ้นในที่สุดโดยไม่รู้ตัว อันดำเนินเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

 

         พระไตรลักษณ์   

       สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น(สังขาร-สิ่งปรุงแต่ง) มีสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ที่ล้วนดั่งต้อง"เป็นเช่นนี้เอง"

       คือ ล้วนเกิดมาแต่เหตุปัจจัยอันมาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัย(สนับสนุน)แก่กันและกันชั่วขณะหรือระยะหนึ่ง, ตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที ล้วนเป็นเพียงมวลรวมหรือกลุ่มก้อน(ฆนะ)ของเหล่าเหตุปัจจัยนั้นๆ   ตัวตนเหล่านั้นแท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุหรือสิ่งต่างๆที่มาเป็นปัจจัยกัน  จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเรา

       และเพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย  อันต้องอาศัยเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน หรือมาประชุมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน,  จึงเพียงแลดูดุจประหนึ่งว่าเป็นสิ่งๆเดียว, แต่ก็มิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง   จึงมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองแฝงอยู่โดยธรรมหรือธรรมชาติ   สังขารทั้งปวงจึงล้วนมีสามัญญลักษณะหรือลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ ประการดังนี้

อนิจจัง

ล้วน"อนิจจัง"มีความไม่เที่ยง  มีอันต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆเป็นอาการธรรมดา  ก็เนื่องด้วยความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง  จึงพยายามคืนสู่สภาพเดิมๆก่อนการเป็นเหตุปัจจัยกัน  และไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนา(ได้อย่างแน่นอน และตลอดไป)

 

ทุกขัง

จึงล้วน"ทุกขัง" เมื่อไม่เที่ยงจึงมีการคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ จึงต้องเสื่อมไปเป็นอาการธรรมดา จนดับไปเป็นที่สุด  จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุดจากการบีบคั้นต่างๆของการเกิดการดับ ความเสื่อมสลาย คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้

 

อนัตตา

จึงล้วนเป็น"อนัตตา"ม่มีตัวไม่มีตน ที่เป็นแก่น เป็นแกน อย่างถาวรและแท้จริง กล่าวคือ ตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ดี  ล้วนเกิดแต่การที่มีเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)  ตัวตนเกิดขึ้นขณะประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันชั่วขณะๆหนึ่งเท่านั้นนั้น  สังขารทั้งปวง อุปมาดั่งเงา  เงาย่อมไม่มีตัวตนแท้จริง เกิดแต่เหตุคือแสงและวัตถุทึบแสง มาเป็นปัจจัยกันคือมากางกั้น พรั่งพร้อมด้วยพื้นผิวที่รับการตกกระทบของแสง จึงย่อมเกิดเงาขึ้นบนพื้นผิวนั้น เงาน้นหามีตัวตนแท้จริงไม่ เกิดมาแต่เหตุปัจจัยดังกล่าว  เมื่อไม่มีเหตุต่างๆดังกล่าวมาเป็นปัจจัยกัน ก็ย่อมดับไป  หรือดุจดั่งแสงแดด แว่นขยาย และเชื้อไฟ(ขยายความ),  แต่เมื่อเหตุปัจจัยหลากหลายต่างๆอันมาประชุมกันเหล่านั้น มีอันต้องแปรปรวน, เสื่อม และดับด้วยเหตุอันใด อันต้องเป็นเช่นนั้นเอง เพราะสิ่งเหล่านั้นเกิดแต่เหตุหลายๆเหตุมาประชุมรวมกัน ย่อมไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างแท้จริงนั่นเอง  จึงเกิดแรงบีบคั้นกระทำให้คืนสู่สภาพเดิมโดยธรรมนั่นเอง,  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น จึงต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้นด้วย

       ดังนั้น แม้กระทั่งตัวตน,ของตน ที่แอบหลงแอบยึดมั่น,ถือมั่นตามความพึงพอใจของตัวของตนนั้น ก็ล้วนไม่ใช่ตน,ไม่ใช่ของตน ต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไป ตามเหตุปัจจัยเช่นกัน

       เพราะต้องแปรปรวน เสื่อมและดับไปเป็นอาการธรรมดา ทําให้ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง(อนัตตา)  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นทุกข์ถ้าไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทานความพึงพอใจของตัวของตน เพราะความที่ควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้อย่างจริงแท้แน่นอนนั่นเอง เพียงดูประหนึ่งสามารถควบคุมบังคับได้ในบางเหตุปัจจัยจนก่อให้เกิดความสมปรารถนา จึงก่อให้เกิดมายาจิตหลงคิด,หลงยึดว่าอยู่ภายใต้อํานาจ สามารถควบคุมบังคับได้  แต่แท้จริงแล้วไม่สามารถควบคุมได้อย่างจริงแท้แน่นอน, แต่ต้องแปรปรวนไปตามสภาวะธรรม(ชาติ)อย่างจริงแท้แน่นอน  อันล้วนเป็นไปตามสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆ  เหมือนดั่ง ตัวกู ยังไม่ใช่ของกู

ไตรลักษณ์

นี้คือแก่นธรรมของพระไตรลักษณ์

ที่ควรหมั่นพิจารณา(ธรรมะวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ)   เพี่อให้บังเกิดปัญญาหรือญาณหยั่งรู้ ในความจริงว่า

สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตลอดจนตัวตนของตน

ล้วนอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น

แก่นของอนัตตานั้นมิได้อยู่ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน,  แต่หมายถึงขั้นปรมัตถ์

ที่ตัวตนไม่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง เหตุเพราะล้วนแล้วแต่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งกันทั้งสิ้น

ย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนา เพราะย่อมแปรปรวนไปตามเหล่าเหตุที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน

เมื่อรู้และสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริงแห่งธรรมเช่นนี้ จนเกิดนิพพิทา

จึงไม่เป็นทุกข์ จากการไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทาน

ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทที่มีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ากระทบ คลิกที่นี่

ภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบขยายความโดยพิศดาร คลิกที่นี่

แก่นธรรม

ทุกข์ของขันธ์ ๕ ทั้งทางใจและกาย  อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิต  ยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา

แต่เราปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดทุกข์อุปาทานหรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์อันเร่าร้อนเผาลน

กล่าวคือ

เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

หรือ

เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ทุกข์นั้นทําอะไรใจไม่ได้

จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกๆขณะจิตก็คือ "ทุกข์อุปาทาน"นี้นั่นเอง

เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงจําแนกไม่ออก จึงถูกครอบงำทุกกาลสมัย

ปฏิจจสมุปบาท

กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์

หาอ่านและปรับปรุงข้อธรรมที่เกิดขึ้นได้ใน

www.nkgen.com

nkgen.com

 

คําแนะนําในการใช้โฮมเพจ "ปฏิจจสมุปบาท"

ควรเปิดอ่านในคอมพิวเตอร์จะได้ประโยชน์กว่า  เพราะมือถือหรือTablet ภาพอาจจะเพี้ยนไป

คำที่มีเครื่องหมาย link  หรือขีดเส้นใต้   สามารถเอา cursor ไปชี้ หรืออาจคลิก ดูความหมายได้

เครื่องหมายที่ควรรู้      = คลิกดู menu ที่เม้าส์ขวาได้,       Magnify0b.gif = + ขยาย I - ย่ออักษร,      = คลิกดูขยายความได้

คลิกที่นี่ Banner ของโฮมเพจนี้

คลิกที่นี่ เพื่อแจ้งข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด

Ctrl + หมุนเม้าส์  เป็นวิธีขยายตัวอักษรให้ ใหญ่ หรือ เล็ก

ยินดีให้เผยแพร่ ส่วนหนึ่งส่วนใด ข้อเขียน ข้อความ ทั้งหลายทั้งปวง ในรูปแบบต่างๆได้ โดยไม่สงวนสิทธิใดๆทั้งสิ้น

เพราะย่อมยังประโยชน์แก่ผู้อ่าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติ พระพุทธศาสนา และโลกเป็นที่สุด

 

 

สารบัญ

 

 

 

 Anti Spam

 

 

 

 

หัวข้อธรรมใหม่

ปฏิจจสมุปบาท

พระไตรลักษณ์

ขันธ์๕โดยลำดับ

ทำดีย่อมได้ดี