นั่งสมาธิแล้วเกิดปัญญาขึ้นได้จริงหรือ?

กระดานธรรม ๓

 

 คลิกขวาเมนู

        เป็นปัญหาที่เป็นที่สงสัยกันเป็นอย่างยิ่งว่า  การปฏิบัติสมาธิต่างๆเช่นการปฏิบัติสมาธิอย่างมีรูปแบบแผน เช่น การนั่งสมาธิดังที่นิยมปฏิบัติกันโดยทั่วไปนั้น ทำให้เกิดปัญญาขึ้นจริงหรือเปล่า   จะว่าจริงก็ถูก จะว่าไม่จริงก็ถูก  เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น  จึงต้องจำแนกแตกธรรมกันให้ถูกต้อง

        นักปฏิบัติโดยทั่วไป  มักเชื่อถือกันโดยอธิโมกข์ว่า เมื่อปฏิบัติสมถสมาธิเช่นการนั่งสมาธิได้ดีงามแล้วจะทำให้เกิดปัญญาผุดขึ้นได้นั้น  ยังเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่ถูกตรงตามความเป็นจริงอย่างแท้จริง  ยังเป็นความเชื่ออย่างผิดๆ   สามารถกล่าวได้ว่าสมาธิมิได้ทำให้เกิดปัญญาโดยตรงๆ   ดังจะเห็นว่า สมาธินั้นก็มีการปฏิบัติกันในหมู่อัญญเดียรถีร์กันอย่างแพร่หลายมาช้านานก่อนพุทธกาลเสียอีก  แถมบางศาสนานั้นทั้งฝึกฝนทั้งแกร่งกล้าเป็นอย่างยิ่ง   ซึ่งต่างล้วนมีหลักสำคัญเหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น กล่าวคือ การปฏิบัติที่มีจุดประสงค์อยู่ที่ การทำให้จิตแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง  อันเป็นอารมณ์อย่างใดก็ได้ เพราะเป็นเพียงอุบายคือวิธีให้จิตรวมแน่วแน่เป็นหนึ่ง  อารมณ์นั้นพึงแตกต่างกันไปตามจริต ความเชื่อ ความเข้าใจ คำสั่งสอน ฯลฯ เท่านั้น  ดังเช่น ในพุทธศาสนิกชน ก็มักใช้ พุทโธบ้าง สัมมาอรหังบ้าง ยุบหนอพองหนอบ้าง ลมหายใจบ้าง การเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆ ฯลฯ.  ส่วนในศาสนาอื่นๆก็อาจใช้พระนามของพระเจ้าของตนเป็นอารมณ์ ฯลฯ.  เมื่อปฏิบัติได้ดีแล้ว กล่าวคือแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ที่กำหนดได้อย่างดีงามแล้ว ใจย่อมไม่ซัดส่ายสอดแส่ ก็ย่อมล้วนยังให้เกิดสมาธิกันถ้วนหน้า ที่ย่อมอาจเกิดฌานตามมาได้อีกเช่นกัน  ผลของสมาธิที่เกิดขึ้นโดยตรงคือ ความสงบ จึงเกิดความสุข ความสบายต่างๆเป็นผลตามมา  แม้แต่องค์ฌานทั้งหลายอีกด้วยในที่สุด   ดังนั้นผลโดยตรงของการปฏิบัติสมาธิจริงๆแล้ว ก็คือความสงบ ความสุข ความสบาย ที่เกิดขึ้นเท่านั้น   แต่ก็มีข้อเสียที่แอบนอนซ่อนเงื่อนอยู่อีกด้วย โดยไม่ค่อยรู้หรือกล่าวถึงกัน กล่าวคือ เมื่อไม่ได้นำไปเจริญวิปัสสนาคือการนำความสงบไม่ซัดส่ายนั้นไปพิจารณาธรรมให้เกิดปัญญา ก็จะเกิดการติดสุข ในฌานสมาธิขึ้น  อันเป็นผลเสียอย่างรุนแรงในภายหน้า

        แต่ถึงแม้สมาธิมิได้ยังให้เกิดปัญญาขึ้นโดยตรงดังกล่าวเบื้องต้น เพียงแต่ยังให้เกิดความสงบ ความสุข ความสบาย   แต่สมาธินั้นนั่นเองสามารถเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญาขึ้น กล่าวคือ เมื่อนำไปเป็นเครื่องอุดหนุนคือเป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาขึ้น คือนำสมาธิที่ยังให้เกิดความสงบสุขสบาย ที่ย่อมไม่ซัดส่ายออกไปฟุ้งซ่าน คือระงับความดำริพล่านลงไปเสียได้นั้น ไปในการใช้ความคิดพิจารณาในธรรมต่างๆ ให้เห็นความจริงต่างๆอย่างแจ่มแจ้งคืออย่างปรมัตถ์ ดังเช่น ปฏิจจสมุปบาท, ขันธ์ ๕, อริสัจ๔, พระไตรลักษณ์, สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ. อันพึงพิจารณาเลือกได้ตามจริต สติ สมาธิ ปัญญาแห่งตน   ในกรณีเยี่ยงนี้ ก็ถือว่า สมาธิยังให้เกิดปัญญา  อันเป็นไปดังคำกล่าวที่ว่า

"สมาธิปริภาวิตา  ปญฺญามหปฺผลา  โหติ มหานิสํสา"

 สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา

        ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า นั่งสมาธิแล้วเกิดปัญญาขึ้นได้  ที่ถูกต้องอย่างแท้จริงหรือปรมัตถ์แล้วจึงควรเป็น การนั่งสมาธิหรือการปฏิบัติสมถสมาธิเป็นเครื่องหนุนให้เกิดปัญญา  เมื่อนำไปใช้ในการพิจารณาธรรม

 

 

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย