กระดานธรรม ๓

   

 

 คลิกขวาเมนู

        แสดงขันธ์๕ ไม่ใช่ตัวตน,ไม่ใช่ของตัวตน แต่เป็นไปตามอำนาจไตรลักษณ์อันมี  อนิจจังความไม่เที่ยง๑  ทุกขังความทนอยู่ไม่ได้จึงดับไป๑  อนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงจึงล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา๑  ของขันธ์ทั้ง ๕ อันมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ที่เรามักพากันหลงไปว่าเป็นเราเป็นของเรา อย่างซึมซาบย้อมจิตโดยไม่รู้ตัวมาตั้งแต่เกิด

        รูป ที่ย่อมหมายถึงรูปขันธ์ รูปสังขาร หรือสังขารร่างกายนั่นเอง  ล้วนอนิจจัง มีความไม่เที่ยงแปรปรวนตั้งแต่เกิด เด็ก จนแก่เฒ่าชรา  จนในที่สุดย่อมทุกขังทนอยู่ไม่ได้จึงดับไปเป็นที่สุด  เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนแท้จริง ตัวตนที่เห็นชั่วขณะระยะนั้นๆ เป็นเพียงกลุ่มก้อนมายาคือฆนะของเหล่าเหตุต่างๆที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน คือธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือมหาภูต ๔ จึงย่อมไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาในรูปสังขารของเราว่า เจ้าจงอย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย  ถ้ารูปสังขารเป็นของเราจริงแล้วไซร้ เราย่อมต้องสวมารถบังคับบัญชาในรูปนั้นๆได้  แต่เราไม่สามารถทำได้สามารถเพียงแค่สั่งรูปสังขารให้กระทำบางอย่างเช่น เดิน นอน กิน อันเป็นเพียงสังขารขันธ์คือการกระทำทางกายเท่านั้นเอง

        เวทนา ความรู้สึกรับรู้ ที่ย่อมต้องเกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะ เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นอทุกขมสุขเวทนาคือเฉยๆบ้าง กล่าวคือย่อมต้องเกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา  เวทนาเหล่านี้ย่อมแสดงอนิจจังความไม่เที่ยงอยู่เนืองๆ เดี๋ยวแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามผัสสะอยู่เสมอๆเป็นธรรมดา  และเมื่อเกิด สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วก็ล้วนย่อมต้องทุกขังดับลงไปเป็นธรรมดา  ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  เพราะเวทนาที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นไปตามธรรม คือเกิดขึ้นเองตามเหล่าเหตุที่มาเป็นปัจจัยกัน  เราไม่สามารถควบคุมให้เกิดสุข ทุกข์ หรือเฉยได้ (พิจารณาจากเรื่องเวทนา)

ดังเช่นเมื่อ ลิ้น กระทบ รสอาหาร  ชิวหาวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง๓ เรียกว่าการผัสสะ  อันย่อมทำให้เกิดสัญญาคือทั้งจำได้ทั้งหมายรู้ในสิ่งที่เสพรสนั้น  ถ้าอาหารที่เสพรสมีสัญญาว่าเป็นสิ่งที่ถูกใจ,ชอบใจ ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาชนิดเป็นสุขเวทนาคือสุข   ถ้าสัญญาความจำได้ในรสอาหารนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกใจไม่พอใจหรือเกลียดในรสชาดที่เคยเสพนั้นๆ ก็ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกขเวทนาหรือทุกข์ขึ้นเป็นต้น  จึงล้วนไม่ใช่เราหรือของเราเพราะแท้จริงแล้วล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้น ดังที่แสดง  ไม่สามารถไปควบคุมบังคับได้ให้ถูกใจหรือไม่ถูกใจหรือเฉยๆ คือบังคัยให้เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ(อุเบกขาเวทนา)ย่อมไม่ได้ แต่เป็นไปเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งกัน ถ้ามองยังไม่เห็นชัด ลองพิจารณาจาดเหตุปัจจัยดังนี้

        บุคคลโดยทั่วไป มักถูกใจชอบใจในรสหวาน  และมักไม่ถูกใจในรสขมจัด เค็มจัดฯ.  ดังนั้น

        ลิ้น กระทบ รสหวาน การประจวบกันของปัจจัยทั้ง๓ เรียกว่าผัสสะ ย่อมเกิดชิวหาวิญญาณขึ้นเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ แล้วย่อมเกิดสัญญาคือความจำได้และหมายรู้ในรสที่สัมผัสนั้นๆ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสุขเวทนาขึ้นเป็นธรรมดาโดยธรรมคือธรรมชาติ  เราไปสามารถเปลี่ยนแปลงให้เป็นอื่นได้ไหม?

        ลิ้น กระทบ รสขมจัด การประจวบกันของปัจจัยทั้ง๓ เรียกว่าผัสสะ ย่อมเกิดชิวหาวิญญาณขึ้นเป็นไปโดยธรรมหรือธรรมชาติ แล้วย่อมเกิดสัญญาคือความจำได้และหมายรู้ในรสที่สัมผัสนั้นๆ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกขเวทนาขึ้นเป็นธรรมดาโดยธรรม

        ถ้ายังมองไม่เห็นชัด ก็ให้พิจารณาจาก กาย กระทบกับ ของร้อนจัด  และกระทบกับของที่ละมุนละไมถูกใจ  ย่อมมองเห็นได้ว่า เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นเป้นไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยกัน  แท้จริงจึงไม่ได้เกิดจากเราที่จะไปเลือกมันได้

        สัญญา ความจำได้ ความหมายรู้ ล้วนเป็นอนิจจังไม่เที่ยง แปรปรวนไปมา เดี๋ยวจำเรื่องนั้น เดี๋ยวจำเรื่องนี้  แล้วล้วนทุกขังทนอยู่ไม่ได้จึงดับไป  ล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนแท้จริง จึงล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ที่อยากจะจำก็กลับลืม  ที่อยากจะลืมกลับจำ ไม่สามารถควบคุมบังคับให้เป้นไปตามปรารถนา  ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยคือสมองและอดีตอันเคยเกิดเป็น

        สังขาร หมายถึงสังขารขันธ์ในขันธ์๕ ที่มีความหมายว่า ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ คือการกระทำทางกาย วาจา ใจ นั่นเอง  ซึ่งย่อมล้วนไม่เที่ยง แปรปรวนไปตามการกระทํบที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา  อีกทั้งย่อมดับไป คือหยุดการกระทำนั้นๆเป็นที่สุด  อีกทั้งย่อมเป้นอนัตตา ที่ไม่มีตัวตนเป็นแก่นแกนแท้จริง จึงย่อมควบคุมบังคับไม่ได้ตามปรารถนา  เช่นขอให้เก่งอย่างนั้น เก่งอย่างนี้  ขอให้อย่าคิดดังนั้นดังนี้  ล้วนไม่สามารถเป็นไปได้ดังใจปรารถนา

        วิญญาณ วิญญาณที่หมายถึงการรู้แจ้ง หรือส่วนที่เชื่อมสัมพันธ์ขันธ์ต่างๆ วิญญาณนั้นเกิดขึ้น เมื่ออายตนะภายในกระกบกับอายตนะภายนอก ในผู้มีชีวิต วิญญาณของอายคนะภายในนั้นย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  วิญญาณนี้ย่อมไม่เที่ยง แปรปรวนไปตามการกระทบกันของอายตนะ  แล้วก็ต้องดับไปเป็นที่สุด  เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของ  ไม่สามารถบังคับบัญชามันได้ ดั่งเช่นเมื่อตากระทบกับรูป จักษุวิญญาณย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เป็นอื่นไปได้  จะไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เป็นไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยกันนั่นเอง

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter