สัมมาสมาธิ

กระดานธรรม ๒

 

 คลิกขวาเมนู

         สัมมา แปลว่า โดยชอบ, ดี, ถูกต้อง, ถูกถ้วน, สมบูรณ์, จริง, แท้

         สมาธิ แปลว่า ความมีใจตั้งมั่น, ความตั้งมั่นแห่งจิต, การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน, การมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง(อารมณ์)โดยเฉพาะ

         สัมมาสมาธิ จึงมีความหมายว่า การมีความตั้งใจมั่น อย่างถูกต้อง

         จึงมีการตีความหมายในสัมมาสมาธิกันไปต่างๆนาๆ  บ้างก็อ้างพระไตรปิฎกยกถอดความกันมา  จึงมีการตีความหมายกันไปหลากหลายรูปแบบ จนก่อให้เกิดวิจิกิจฉาแก่ผู้ปฏิบัติโดยทั่วไปว่า สัมมาสมาธิเยี่ยงไรจึงถูกต้อง  หรือมิฉนั้นก็เข้าใจผิดไปเลยด้วยอวิชชา  จึงทำให้การปฏิบัติพาลออกไปนอกลู่แนวทางพระศาสนาอันดีงามยิ่ง โดยไม่รู้ตัว

         สัมมาสมาธิ แปลกันตรงตัว ก็คือ สมาธิอย่างถูกต้อง  ในทางพุทธศาสนาจึงหมายถึง สมาธิที่ถูกต้อง อันยังผลเป็นไปตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์โดยบริบูรณ์ ทางพุทธธรรม  เป็นสมาธิในองค์มรรค จึงมีความหมายที่แตกต่างกับสมาธิโดยทั่วไปหรือสมถสมาธิ ที่วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติ   เหมือนดังคำว่า ชาติ  ชรา-มรณะ ฯลฯ ในปฏิจจสมุปบาทธรรม ดังที่กล่าวในเรื่อง ชาติ ว่าโดยทั่วไปแม้มีความหมายถึงความเกิดของตัวตนเป็นชีวิต  แต่ก็มีความหมายถึงการเกิดขึ้นของสังขาร(สิ่งปรุงแต่ง)ต่างๆทั้งปวงด้วยเช่นกัน   ดังนั้นชาติในปฏิจจสมุปบาทธรรม จะไปตีความว่า การเกิดขึ้นของชีวิตหรือตัวตนแต่อย่างเดียว จึงไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เป็นต้น

        ส่วนสัมมาสมาธิของพระอริยเจ้า นั้น มีความตามพระสูตรกล่าวไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร ไว้ดังนี้

        [๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

         ดังนั้นสัมมาสมาธิในองค์มรรคหรือการปฏิบัติ สำหรับนักปฏิบัติ จึงหมายถึง ความมีจิตหรือสติตั้งมั่นหรืออย่างต่อเนื่องในการปฏิบัตินั่นเอง  ส่วนการที่บางครั้งเกิดสมาธิในระดับประณีต หรือเกิดฌานในระดับละเอียดประณีตที่ประกอบด้วยองค์ฌานต่างๆขึ้นด้วยนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ที่ดีงามอย่างหนึ่งถ้าไม่ได้เกิดแต่การไปติดเพลินเสีย คือเป็นเครื่องอยู่เครื่องพักผ่อนหรือวิหารธรรมและกำลังของจิตอันดีเลิศ แต่ถ้าเกิดการติดเพลินเสียแล้วด้วยอวิชชา ก็กลับกลายไปให้โทษในเหล่าวิปัสสนูปกิเลสนั่นเอง,   แต่จุดประสงค์สำคัญของสมาธิในการปฏิบัติจริงๆแล้ว ก็คือ การมีสติ อย่างต่อเนื่องหรือตั้งมั่นนั่นเอง

         ส่วนมิจฉาสมาธิ แปลว่า ความตั้งใจผิด ได้แก่จดจ่อ ปักใจแน่วในกามราคะ เช่น จดจ่อความสุข, จดจ่อความสบายในสมาธิ,  ความจดจ่อในพยาบาท เป็นต้น (ข้อ ๘. ใน มิจฉัตตะ ๑๐)  หรือตีความในแง่ของการปฏิบัติทางพุทธศาสนาได้ว่า มิจฉาสมาธิ คือสมาธิที่มิได้นำไปใช้เพื่อการสนับสนุนการเจิรญวิปัสสนา  แต่เป็นการหลงผิดนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นๆทางโลกหรือโลกิยะ อันเป็นไปเพื่อความสุขสบาย เป็นไปทั้งโดยรู้ตัว และไม่รู้ตัวด้วยอวิชชาเป็นจำนวนมาก

         ผู้เขียนเพียงต้องการแจงเพื่อให้แยกแยะสัมมาสมาธิให้ถูกต้อง ถูกจุดประสงค์ของการปฏิบัติ  ตามความเห็นของผู้เขียน  เพราะมีการปฏิบัติกันไปในทางสมถสมาธิเสียฝ่ายเดียว จนขาดการวิปัสสนา  ก็เนื่องจากความเข้าใจผิดในเรื่องสัมมาสมาธิจากการตีตวามตามพระไตรปิฎกนั่นเอง  ที่บางครั้ง แม้ในสติปัฏฐานสูตร ก็มีการกล่าวถึงสัมมาสมาธิในรูปของฌาน คือปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุถฌาน ว่าเป็นสัมมาสมาธิ จึงเป็นที่ยืนยันยึดถือกันอย่างแน่นแฟ้นว่าต้องกระทำดังนี้ให้ได้เป็นสำคัญ  ความจริงแล้วเป็นการกล่าวในบทธรรมมานุปัสสนา ที่เพียงต้องการแสดงให้เห็นเข้าใจในฌานสมาธิอย่างเป็นลำดับขั้นเท่านั้น  จึงเป็นการกล่าวแสดงตัวธรรมเฉยๆ  จึงไม่ได้เน้นแสดงความจำเป็นอันสำคัญยิ่งว่า เพื่อนำไปเป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญา  จึงไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์เพื่อการดับทุกข์โดยตรงๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากความสุขสบายสงบจากอำนาจของฌานสมาธิแต่อย่างใด

         เมื่อต้องการปฏิบัติสมาธิ  และปฏิบัติได้จนเกิดฌาน,สมาธิในระดับประณีต  ก็ถือว่านั่นเป็น  สัมมาสมาธิ  แต่เป็นสมาธิที่ถูกต้องดีงามในแง่มุมของการปฏิบัตสมถสมาธิ  คือการมีจิตแน่วแน่ในอารมณ์หรือสิ่งที่จิตไปยึดกำหนดนั้นๆ จนมีความแน่วแน่นั่นเอง  ก็เป็นสัมมาสมาธิอันถูกต้อง หรือกล่าวให้ชัดเจ้งขึ้นได้ว่าเป็นสัมมาสมาธิของฝ่ายสมถสมาธิ กล่าวคือ เมื่อใดที่จิตตั้งมั่นหรือแน่วแน่อยู่ในสิ่งที่กำหนด(อารมณ์)ได้เป็นอย่างดี เป็นสัมมาสมาธิของฝ่ายสมถสมาธิ ดังในสมาธิ ๓ หรือ ฌาน

         แต่ถ้าเมื่อใดที่สัมมาสมาธิของสมถสมาธิ  ประกอบด้วยการติดเพลิน(นันทิ) หรือยึดติดดำเนินไปในสมถสมาธิแต่ฝ่ายเดียว โดยมีจุดประสงค์โดยตรง หรือแม้แต่โดยไม่รู้ตัวด้วยขาดสติ ปล่อยให้เลื่อนไหลไปติดเพลินหรือนันทิในการเสพความสุข ความสงบ ความสบาย ในผลที่เกิดขึ้นจากอำนาจของฌานสมาธิ   สัมมาสมาธิฝ่ายสมถสมาธินี้ ก็กลับกลายเป็นมิจฉาสมาธิหรือมิจฉาฌานโดยธรรม หมายถึงเป็นมิจฉาสมาธิในแง่มุมของพระพุทธศานาเลยทีเดียว  และยังให้เกิดโทษตามมาได้อย่างมากมายต่อผู้ไปงมงายแช่เสพ จึงยังผลร้ายทั้งต่อกายและจิตโดยไม่รู้ตัวเพราะอวิชชา ดังเช่นด้วยอาการจิตส่งในไปจดจ้องเสพสุขที่เกิดขึ้นแก่กายและจิตจนเกิดปัญหาในที่สุด

         ส่วนสมาธิที่ใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนา หรือปฏิบัติในการดับทุกข์ในชีวิตนั้น  เป็นสมาธิที่มีจุดประสงค์หรือความหมายต่างกัน คือเป็นสมาธิ ชนิดที่มีสติต่อเนื่อง  มีจิตหรือสติตั้งมั่นไม่ไหลเลื่อนด้วยอาการติดเพลินอยู่ในภวังค์หรือองค์ฌาน,สมาธิ   แต่เป็นการที่จิตกำหนดอยู่ที่สติ และให้เป็นไปอย่างตั้งมั่นหรือต่อเนื่อง กล่าวคือ การมีสติในธรรมหรือการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ซัส่ายออกไปปรงแต่งหรือฟุ้งซ่านนั่นเอง  อย่างนี้ จึงเป็นสัมมาสมาธิในการปฏิบัติวิปัสสนาหรือการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

         ดังนั้นสัมมาสมาธิ  จึงมีความหมายได้ทั้งในแง่สมาธิล้วนๆหรือสมถสมาธิ   หรือหมายถึงในแง่มุมของสัมมาสมาธิในการเจริญวิปัสสนาหรือพระศาสนาก็ได้

         ดังนั้น การปฏิบัติสมาธิในฝ่ายพระพุทธศาสนา ที่กล่าวกันตามพระไตรปิฎกจึงหมายถึงการฝึกสมถสมาธิเพื่อให้เกิดสัมมาสมาธิ  แต่เพื่อจุดประสงค์อันสำคัญยิ่ง กล่าวคือ นำสัมมาสมาธิของฝ่ายสมถสมาธิที่ฝึกปรือไว้นั่นเอง นำมาเป็นบาทฐาน เป็นกำลังของจิต มาดำเนินในขั้นการเจริญสัมมาสมาธิในการดับทุกข์หรือการวิปัสสนา กล่าวคือ นำมาเป็นเครื่องสนับสนุนสติและปัญญา  ให้สตินั้นเป็นไปได้อย่างตั้งมั่นหรือต่อเนื่องในการปฏิบัติหรือดำเนินชีวิต อย่างมีสติระลึกรู้เท่าทันหรือพิจารณาในธรรม หรือในกาย เวทนา จิต ธรรม ในสติปัฏฐาน๔   และยังทำหน้าที่เป็นกำลังของจิตหรือพลังจิตในการตัดกิเลสตัณหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้นในการปฏิบัติช่วงแรกๆที่อาจต้องช่วยให้จิตมีที่อยู่อันควร

          เพราะถ้าไม่เข้าใจธรรมหรือการปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว  ก็จักนำให้การปฏิบัตินั้นออกไปนอกลู่ผิดทางโดยไม่รู้ตัวหรืออวิชชา เพราะศรัทธาแบบอธิโมกข์เป็นเหตุนั่นเอง  จึงถูกน้อมนำไปโดยไม่รู้ตัวอย่างขาดเหตุผล  คิดว่าตนปฏิบัติสัมมาสมาธิตามผู้สอนตลอดจนคัมภีร์ที่กล่าวถึงสัมมาสมาธิแต่หมายถึงในสมถสมาธิอันเพื่อเป็นเครื่องหนุนการวิปัสสนาหรือปัญญาในภายหน้า  แต่ผู้ปฏิบัติยังไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่ายังต้องนำไปปฏิบัติต่อไปในการเจริญปัญญา ดังเช่น นำไปฝึกสติในสติปัฏฐาน๔, หรือนำไปเป็นกำลังในการปฏิบัติตามแนวทางปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น  เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจ จึงปฏิบัติแต่สมถสมาธิแต่ฝ่ายเดียว จนเกิดการติดเพลิน(นันทิ)โดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา เนื่องจากความสุขความสงบความสบายต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมาธิ อันเนื่องการระงับไปของนิวรณ์ ๕  และโดยธรรมชาติของจิตในปุถุชน ที่เมื่อมีสุขเวทนาเกิดขึ้น ก็ย่อมถูกใจ ชอบใจ เป็นธรรมดา จึงเกิดนันทิขึ้น  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสในที่สุด  อันมีโทษตั้งแต่น้อยไปถึงมาก  แต่ตามปกติไม่ค่อยกล่าวถึงตรงๆ เพราะในกาลก่อนไม่มีการสื่อสารมากมายทั้งทางหนังสือและสื่อต่างๆ จึงมีครูบาอาจารย์ผู้รู้ธรรมคอยกำกับดูแล  และด้วยความไม่อยากให้เกิดความกลัวหรือกังวลอย่างผิดๆในการปฏิบัตินั่นเอง  แต่ในสมัยนี้ที่การสื่อสารทุกรูปแบบแม้กระทั่งหนังสือหรือเว็บต่างล้วนมีอย่างมากมาย  ที่ทำให้นักปฏิบัติมีการศึกษาปฏิบัติกันเองได้ง่ายๆ  และเพราะความไม่รู้ด้วยอวิชชา จึงทำให้การปฏิบัติออกไปนอกลู่ผิดทางโดยไม่รู้ตัวจริงๆ  จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในสมัยนี้ที่ต้องกล่าวถึง ให้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปเพื่อระวังป้องกันนั่นเอง  เพราะเมื่อปฏิบัติผิดไปแล้วเป็นการยากในการแก้ไข  จึงควรรู้ทั้งคุณและโทษตามความเป็นจริง(ปรมัตถ์)   และเมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องกล่าวคือดำเนินไปทั้งสมถะและวิปัสสนาแล้วก็ไม่ต้องไปกังวลให้เป็นวิจิกิจฉาเพราะจะเป็นสังโยชน์ ที่ร้อยรัดไม่ให้ดำเนินก้าวหน้าในการปฏิบัติ,   เพราะจักไม่เกิดโทษแต่อย่างใด กลับยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ผู้ปฏิบัติ  เป็นเครื่องสนับสนุนอันจำเป็นยิ่งในการวิปัสสนาเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

          ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนหลักความจริง อันมีเหตุผลจริงๆ  และเป็นจริงถึงขั้นปรมัตถ์  ดังที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่เนืองๆ  และเปิดใจกว้างให้ใช้หลักกาลามสูตรเป็นเครื่องตัดสินใจว่าถูกหรือผิด  ถ้าศึกษาโดยโยนิโสมนสิการโดยแยบคายในหลักอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาทแล้ว  จักเห็นเข้าใจได้ด้วยตัวเองถึงหลักเหตุผล หรือการมีเหตุมาเป็นปัจจัยจึงเกิดผลขึ้นได้อย่างแจ่มแจ้งว่าเป็นไปตามธรรม(สภาวธรรมหรือธรรมชาติ)ที่ต้องเป็นเช่นนี้เองได้อย่างแจ่มแจ้ง  แสดงถึงสัจจธรรมอย่างปรมัตถ์จริงๆ   แต่กาลกลับตาลปัตรไปเสียว่า พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่กลับไปงมงายด้านอิทธิปาฏิหาริย์หรือไสยศาสตร์เสียอย่างงมงาย  ก็เนื่องแต่การขาดการโยนิโสมนสิการอย่างจริงจัง และสีลัพพตปรามาสตามที่ถ่ายทอดสืบๆต่อเนื่องกันมา  ส่วนในผู้ที่ปฏิบัติก็ไปปฏิบัติแต่สมถสมาธิฝ่ายเดียวด้วยความเข้าใจผิดหรืออวิชชา จนยังให้ต้องเป็นไปเช่นนั้นเอง กล่าวคือไปยึดสภาวะบางอย่างอันเกิดแต่อำนาจของฌานสมาธิว่าเป็นไปในการดับทุกข์อย่างถาวรหรือนิโรธ  หรือเห็นเป็นไปในแนวทางอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ไสยศาตร์เสีย  เพราะความไม่เข้าใจเหตุนั่นเอง

          ดังนั้นเมื่อปฏิบัติสมถสมาธิ  จึงควรปฎิบัติวิปัสสนาควบคู่ไปด้วย  กล่าวคือมีการพิจารณาธรรมควบคู่กันไปด้วย

          ธรรมอะไรดีเล่า ?  ธรรมที่ถูกจริต ต้องใจ แต่ควรเป็นแก่นธรรมที่ถูกต้องดีงาม

          แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่า ?  ปัญญาในการธรรมะวิจยะอันครอบคลุมถึงการเลือกเฟ้นธรรมด้วยนั่นเอง  ถ้าจะให้กล่าวก็ดังเช่น อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท พระไตรลักษณ์ ขันธ์๕ อุปาทานขันธ์๕ อิทัปปัจจยตา สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ.

          เอ๊ะ !  อิทัปปัจจยตาก็ไม่เห็นมีอะไร  แค่กล่าวว่า เพราะเหตุนี้มี ผลนี้จึงเกิดขึ้น    อ่านเที่ยวเดียวก็เข้าใจแล้ว จะให้พิจารณาอะไรอีก ?   นั่นแหละจึงเป็นปัญหาเพราะคิดว่าเข้าใจแล้ว  แต่ยังเป็นเพียงความเข้าใจอย่างโลกๆเท่านั้น   จึงไม่ได้โยนิโสมนสิการเพราะเห็นว่าถูกต้องแล้ว   แต่ไม่แจ่มแจ้งจนจิตน้อมยอมรับว่าเป็นดังนั้นจริงๆในทุกสรรพสิ่งจนเป็นสัญญาความจำยิ่ง(ปัญญา)

          "ว่าโดยสาระสำคัญ สมาธิที่ใช้ถูกทาง เพื่อจุดหมายในทางหลุดพ้น เป็นไปเพื่อปัญญา ที่รู้เข้าใจ สิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง มิใช่เพื่อผลในทางสนองความอยากของตัวตน เช่น จะอวดฤทธิ์ อวดความสามารถ เป็นต้น นั่นเอง เป็นสัมมาสมาธิ" (พุทธธรรม น.๘๒๕ โดยพระธรรมปิฏก)

วิปัสสนาสมาธิ

         คัมภีร์บางแห่งกล่าวถึง วิปัสสนาสมาธิ   เพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง  แทรกอยู่ระหว่างขณิกสมาธิ กับ อุปจารสมาธิ (เช่น ปฏิสํ.อ.๑๕๐)  พึงทราบว่า วิปัสสนาสมาธิ นั้นก็ คือ  ขณิกสมาธิที่นำไปใช้ในการเจริญวิปัสสนานั่นเอง  และมีความประณีตขึ้นไปเพราะการปฏิบัติ................

(พุทธธรรม หน้า ๘๒๘)

(webmaster - หมายความว่า เป็นการปฏิบัติโดยใช้สมาธิระดับขณิกสมาธิไปในการเริ่มพิจารณาธรรมหรือวิปัสสนา  กล่าวคือใช้การคิดพิจารณาธรรมนั้นเป็นอารมณ์หรือเป็นวิตกโดยตรงเลยนั่นเอง   เมื่อดำเนินไปได้อย่างแนบแน่นในธรรมในบางครั้งหรือบางขณะก็จะเกิดความประณีตเลื่อนไหลไปสู่สมาธิในระดับละเอียดประณีตขึ้นไปได้เองเป็นลำดับด้วย จึงเจริญสมาบัติระดับประณีตปด้วยในที่สุด  ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมิจฉาฌานหรือมิจฉาสมาธิชนิดไปติดเพลินหรือนันทิในองค์ฌานสมาธิอันยังให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสอีกด้วยอันมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มุ่งหวังในฌานสมาบัติระดับประณีตก่อน โดยขาดการวิปัสสนา,  วิปัสสนาสมาธิจึงเป็นสมถวิปัสสนาอันดีงามยิ่ง เหมาะกับทุกเพศ ทุกฐานะ ฯ.)

สัมมาสมาธิ

"ว่าโดยสาระสำคัญ สมาธิที่ใช้ถูกทาง เพื่อจุดหมายในทางหลุดพ้น เป็นไปเพื่อปัญญา ที่รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง มิใช่เพื่อผลในทางสนองความอยากของตัวตน เช่น จะอวดฤทธิ์ อวดความสามารถ เป็นต้น นั่นเอง เป็นสัมมาสมาธิ"

พระธรรมปิฎก

สมาธิ ๓  ฝ่ายวิปัสสนา คือ
           ๑. สุญญตสมาธิ   สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้น ด้วยการวิปัสสนากำหนด
อนัตตลักษณะ
           ๒. อนิมิตตสมาธิ    สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต คือ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้น ด้วยการวิปัสสนากำหนด
อนิจจลักษณะ
           ๓. อัปปณิหิตสมาธิ   การเจริญสมาธิที่ทำให้ถึงความหลุดพ้น ด้วยการวิปัสสนากำหนด
ทุกขลักษณะ

สมาธิ ๓  ฝ่ายสมถสมาธิ  อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่
           ๑.
ขณิกสมาธิ
           ๒.
อุปจารสมาธิ
           ๓.
อัปปนาสมาธิ

ข้อคิด แนวทางปฏิบัติ

หลักปฏิบัติ สมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน)

- ให้หยุดคิดหยุดนึกทั้งปวง  มีแต่สติหรือจิตตั้งมั่นอยู่แต่ในอารมณ์

หลักปฏิบัติ วิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน)

- ให้หยุดแต่การคิดนึกปรุงแต่ง  มีแต่สติหรือจิตอยู่กับการคิดพิจารณา(ใช้ปัญญา)ในเหล่าธรรมอันเป็นกุศล

หลักปฎิบัติ สมถวิปัสสนา

- เมื่อปฏิบัติสมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน)เป็นกำลังแล้ว ให้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน)

หนึ่งในสมถวิปัสสนาอันดีงามยิ่ง คือวิปัสสนาสมาธิ

พนมพร

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย