สังขารทั้งปวง เกิดแต่เหตุปัจจัย

กล่าวคือ

สังขารทั้งปวง เกิดแต่ปฏิจจสมุปบันธรรม

จึงเป็นเหตุให้เกิดสามัญญลักษณะของสังขารทั้งปวง คือ พระไตรลักษณ์

        สังขาร เกิดขึ้นมาแต่ มีเหตุต่างๆหรือก็คือสิ่งต่างๆ  มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น   ดังนั้นฆนะมวลรวมหรือกลุ่มก้อนที่เห็นล้วนคือมายาให้เห็นผิดไปจากความจริง คือไม่ใช่สิ่งๆเดียวหรือชิ้นเดียวกันแท้จริงโดยสมบูรณ์ จึงล้วนมีความไม่สมบูรณ์ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเอง สภาวะของแรงที่แอบแฝงบีบเค้นขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาติต่อสังขาร เพื่อให้คืนสู่สภาพเดิมหรือธรรมชาติเดิมก่อนการปรุงแต่ง   จึงทำให้เกิดสภาวะของอนิจจังหรือความไม่เที่ยงเกิดขึ้น คือเกิดการแปรปรวนต่างๆจากอำนาจของแรงบีบเค้นนั้นๆขึ้นเป็นธรรมดา

    เมื่อไม่เที่ยง คือมีอาการของการแปรปรวนไปมาแล้ว  ในที่สุดย่อมมาถึงที่สุดของอาการแปรปรวน คือทุกขัง สภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้อีกต่อไป จึงดับไปเป็นที่สุด

    สังขารทั้งปวงจึงล้วนอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน หรือไม่มีตัวตนแท้จริง เป็นเพียงมายาของกลุ่มก้อนที่ปรุงแต่งกันขึ้น ดังกล่าวข้างต้น   ส่วนอสังขตธรรมนั้นก็เป็นเพียงธรรมหรือนามธรรมและยังไม่เกิดเป็นปรากฏการณ์ขึ้น ของการที่มีเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น ให้เป็นตัวเป็นตนเป็นผลขึ้นแต่อย่างใด  จึงเป็นอนัตตาอยู่โดยธรรมหรือโดยในที  ด้วยเหตุดังนี้   ธรรมทั้งปวงจึงล้วนอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน หรือไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง

หรือ

        สังขาร เมื่อถูกปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้ว ในที่สุดย่อมคืนสู่สภาพเดิมหรือธรรมชาติเดิมก่อนการปรุงแต่งโดยธรรมหรือธรรมชาติ กล่าวคือย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา  จึงบังเกิดอาการของอนิจจังความไม่เที่ยงขึ้น ที่มีอาการของความแปรปรวนเพื่อคืนสู่ธรรมชาติเดิมเป็นธรรมดา  จนทุกขังทนอยู่ไม่ได้ในที่สุด จึงย่อมต้องดับไปเป็นธรรมดา  จึงล้วนเป็นอนัตตาเพราะไม่มีตัวตนแท้จริงอีกแล้ว เพราะดับไปเสียแล้ว

 

        เมื่อนำภูมิรู้ทางโลก ที่พอรู้กันบ้างในโลกปัจจุบันนี้มาพิจารณากันอย่างหาเหตุหาผลกัน  ตามที่มนุษย์ผู้ชาญฉลาดในโลกแต่แสวงหาเติมเต็มไปด้วยทุกข์ ได้ค้นพบรวบรวมความรู้หรือปัญญาญาณระดับทางโลกเกี่ยวกับมวลหรือสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้งมาเป็นลำดับไม่ช้านานมานี้เอง  พึงนำความรู้นี้มาพิจารณาตามธรรมหรือเปรียบเทียบกับธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านทรงตรัสรู้ด้วยตัวพระองค์เองตั้งแต่ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว  ว่าธรรมของท่านจริงเท็จประการใด มีเหตุมีผลหรือไม่ อันเป็นไปตามหลักกาลามสูตรของพระองค์ท่านเช่นกัน

พระองค์ท่านทรงสอนไว้ว่า ธรรมหรือสิ่งทั้งหลาย ล้วนเกิดแต่เหตุ

        กล่าวคือ มีเหตุหรือสิ่งต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน  จึงเกิดผลต่างๆขึ้น หรือก็คือหลักอิทัปปัจจยตา หรือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยในปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง

        สังขารก็เช่นกัน  สังขาร มิได้มีความหมายว่า สังขารร่างกายแต่อย่างเดียว แต่มีความหมายครอบคลุมถึงสังขารต่างๆทั้งสิ้น อันยกเว้นก็แต่เพียงอสังขตธรรมเท่านั้น  เพราะสังขารในทางธรรม หมายถึง สิ่งปรุงแต่ง หรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น  หรือถ้าจะให้ระบุชัดลงไปอีกก็คือ สิ่งที่มีเหตุ(สิ่งอื่นต่างๆ) มาเป็นปัจจัยหรือประชุมปรุงแต่งกันขึ้นมา  พูดดังนี้อาจไม่เข้าใจชัด ลองพิจารณาดังต่อไปนี้

        ข้าวผัด เป็นสังขาร เกิดแต่เหตุต่างๆอันมี ข้าว น้ำมัน เนื้อ กระเทียม ซอส ผู้ลงมือกระทำ ฯลฯ. มาประชุมปรุงแต่งกันจึงเกิดสังขารที่ เราเรียกกันทั่วๆไปว่า ข้าวผัด

        สังขารร่างกาย ก็เป็นสังขาร กล่าวคือ เกิดแต่เหตุต่างๆอันมี ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือธาตุ ๔ มาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยกัน  ดังที่ได้กล่าวไว้โดยละเอียดในเรื่องพระไตรลักษณ์

        เวทนา ก็เป็นสังขาร กล่าวคือ เกิดแต่เหตุต่างๆเช่นกัน อาทิเช่น  เหล่าอายตนะภายนอก๑  อายตนะภายใน๑  วิญญาณของอายตนะนั้นๆ๑  การผัสสะกัน๑  สัญญา๑   เหตุต่างๆเหล่านี้มาปรุงแต่งกันหรือมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ดังกระบวนธรรมนี้

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิด    วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น เรียกว่า ผัสสะ  ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   สัญญา    เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา เป็นสุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดา

        คราวนี้ เรามาพิจารณาในบรรดามวลที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ค้นพบและพอรู้กันอยู่โดยทั่วไปในทางโลกทางวิทยาศาสตร์ดูกันบ้าง ก็คือ บรรดาอะตอม ที่มีอิเลคตรอน โปรตอน ฯ.เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นเหตุปัจจัย

        ในบรรดาอะตอมทั้งหลายนี้  ต่างล้วนประกอบปรุงแต่งขึ้นด้วย  อิเลคตรอน โปรตอน และนิวตรอน เหมือนกันล้วนสิ้น ไม่ว่าจะสิ่งของหรือในสิ่งมีชีวิตใดๆก็ตามที จึงล้วนคือสังขาร  จึงเป็นพื้นฐานมวลขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ภูมิปัญญาของมนุษย์โดยทั่วไปในปัจจุบันเข้าถึง  อันปรากฏการณ์นี้ ถ้าจะกล่าวกันโดยธรรมหรือภาษาธรรมแล้ว ก็คือ อิเลคตรอน และโปรตอน และนิวตรอน เป็นเหตุ มาเป็นปัจจัยกันหรือปรุงแต่งแก่กันและกัน จนเกิด ผล เป็นอะตอมขึ้นมา  หรือเกิดขึ้นและเป็นไปภายใต้ปฏิจจสมุปบันธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

        อิเลคตรอน และโปรตอน และนิวตรอน ในอัตราส่วนต่างๆ  กล่าวคือ เหตุทั้ง ๓ มาเป็นปัจจัยกัน จึงยังให้เกิดอะตอมของธาตุต่างๆขึ้น  ดังภาพที่แสดงนี้

        เหล่าอิเลคตรอนและโปรตอนและนิวตรอนเอง ก็เป็นกลุ่มก้อนสังขารของพลังงานอย่างหนึ่ง จึงมีความไม่เสถียรไม่เที่ยงไม่สามารถอยู่แต่ลำพังโดยดีได้ เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติเช่นนี้เอง ถ้ากล่าวโดยธรรมแล้วก็เรียกว่าอนิจจัง  จึงเกิดการพยายามจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ดังภาพเป็นแบบต่างๆนาๆ  ก็เพื่อให้ตัวเองมีความเสถียรหรือพยายามให้เที่ยงขึ้น  จึงต้องมาเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจึงเกิดเป็นสิ่งที่เราเรียกกันโดยภาษาสมมติหรือภาษาทางโลก(สมมติสัจจะ)กันว่าอะตอม  จึงมีความเสถียรขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ถาวรยังทรงตัวอยู่อย่างเที่ยงแท้ไม่ได้  เพราะแม้เมื่อรวมตัวกันแล้วก็จริงอยู่ แต่ตามความจริงอย่างยิ่งหรือปรมัตถ์เนื่องด้วยมิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยดังกล่าวแล้ว จึงย่อมต้องมีความไม่สมบูรณ์แฝงเร้นอยู่ในตัวของมันเองเป็นธรรมดา กล่าวคือเกิดแรงต่างๆภายในนั้นเอง  จึงเกิดกันหมุนเวียนเคลื่อนไหวของอิเลคตรอนอยู่ตลอดเวลามิขาดสาย กล่าวคือ เป็นการแสดงอาการของความแปรปรวนหรือความไม่เที่ยงนั่นเอง อะตอมทุกอะตอมจึงเป็นไปในลักษณาการ ดังภาพนี้ กล่าวคือ มีอิเลคตรอนต่างๆที่เคลื่อนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลารอบๆมวลของนิวเคลียส(ที่ประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน)

  

        เหล่านั้น เป็นอาการแปรปรวนหรือไม่เที่ยง อย่างเป็นไปในทางสร้างสรรในเบื้องต้น  ตั้งอยู่อย่างแปรปรวนต่างๆนาๆเป็นเบื้องกลาง และแปรปรวนจนถึงระดับสุดท้ายถึงดับไปเป็นเบื้องปลาย  หรืออนิจจังอยู่ตลอดเวลาอายุขัยของมัน  ดังนั้นอะตอมของทุกๆธาตุ รวมถึงสิ่งต่างๆที่ประกอบขึ้นจากธาตุนั้นๆ จึงย่อมมีความไม่เที่ยงหรืออนิจจังเป็นพื้นฐานแต่เริ่มต้นของมวลทั้งหลายทั้งปวงกันทั้งหมดทีเดียว  มวลอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยดังนี้ ในทางธรรมก็เรียกกันว่า สังขาร ที่หมายถึง สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา ดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ ถูกปรุงขึ้น ถูกแต่งขึ้น,  ต้องมีการอิงอาศัยอยู่กับเหตุอื่นๆด้วย

        อะตอมเหล่านี้ เมื่อยังไม่เสถียรหรือไม่เที่ยงด้วยอนิจจัง จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอีกสืบเนื่องต่อไป กล่าวคือ จึงเกิดการจับรวมตัวกันเป็นโมเลกุล กล่าวคือเกิดการรวมตัวของอะตอมแบบต่างๆขึ้น เป็นมวลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็เนื่องจากความไม่เที่ยงจึงมีการเคลื่อนไหวของตัวมันเองแล้วเกิดการรวมตัวกันเข้าด้วยการกาะทบกันนั่นเอง จึงรวมกันเพื่อที่จะให้ตัวเองเสถียรขึ้น หรืออนิจจังแปรปรวนไปน้อยที่สุด  แต่มิว่าอย่างไรก็ตามเมื่ออะตอมอันเป็นเหตุ มีความไม่เที่ยงแล้ว  โมเลกุลอันเป็นผล จักมีความเที่ยงได้อย่างไร?  อุปมาได้ดั่ง ตึกแม้มี ๑๐๐ ชั้น อันแสนสลับซับซ้อน วิจิตรพิสดาร แข็งแรงยิ่ง เมื่อพื้นฐานหรือเหล่าเหตุปัจจัย อันคือชั้น ๑ ๒ ๓....ฯ. อยู่ไม่ได้เสียแล้วด้วยเหตุอันใดก็ดี  สังขารอันแสนวิจิตร ยิ่งใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเหตุปัจจัยเหล่าใดเหล่านั้นจะคงอยู่ได้อย่างไรเล่า?

        เมื่อโมเลกุลต่างๆเหล่านี้  ก็ไม่เที่ยง ในเบื้องต้น จึงเกิดการรวมตัวกันก็เนื่องจากอนิจจังไม่เที่ยงอีกนั่นเอง จึงพยายามให้เที่ยงหรือเสถียรขึ้นไปอีก เป็นสิ่งต่างๆ เป็นวัตถุหรือสารประกอบ(ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า สารหรือสิ่ง ที่ประกอบขึ้นมาจากสิ่งต่างๆนั่นเอง)ขึ้น  ถ้าเป็นในสิ่งที่มีชีวิตก็เรียกว่าเซลต่างๆเป็นต้น  ดังนั้นในทางธรรม ถ้ากล่าวถึงสิ่งต่างๆหรือเซลต่างๆแล้ว เพราะความที่รู้เข้าใจอย่างปรมัตถ์อย่างถึงที่สุดแล้ว จึงเรียกสิ่งต่างเหล่านี้ทั้งหมดที่มีหลักการเกิดขึ้นอย่างเดียวกันอย่างนี้ว่า สังขาร   

        และเพราะความที่เป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาดังกล่าว จึงต่างล้วนเกิดขึ้นมาจากอะตอม,โมเลกุลที่ต่างล้วนไม่เที่ยง  แล้วสิ่งต่างๆหรือเซลต่างๆจักมีความเที่ยงได้อย่างไร?

        เมื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่เที่ยงจึงพยายามสร้างความเสถียร หรือพยายามให้เที่ยงขึ้น โดยการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนมายาต่างๆนาๆขึ้นในเบื้องต้น หรือภาษามนุษย์ก็คือเกิดการสร้างสรรสิ่งต่างๆนาๆขึ้นนั่นเอง  แต่ในทางธรรมแม้ในช่วงแรกจะเป็นการแปรปรวนในลักษณะของการสร้างสรรก็ตามที แต่ตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์แล้วย่อมหมายถึงความแปรปรวนเนื่องด้วยความไม่เที่ยงอย่างหนึ่งนั่นเอง!

 สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

(เวทนาปริคคหสูตร)

        เมื่อสิ่งทั้งหลายอันคือสังขาร มีการเปลี่ยนแปลง แปรปรวน อยู่ตลอดเวลาดังนี้  ในที่สุดก็ย่อมมาถึงจุดๆหนึ่งอันเป็นจุดที่ สังขารทนอยู่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว กล่าวคือจึงเกิดการแตก แตกสลาย แยกย้าย แปรเปลี่ยน สูญ  หรือภาษาธรรมก็ใช้คำว่า ดับ ในทุกสิ่งนั่นเอง

        เมื่อเกิดสูญ หรือดับไปแล้วขึ้น อันเนื่องจากการ แตกสลาย แยกย้าย แปรเปลี่ยน ฯ.  สังขารที่เกิดแต่เหตุมาประกอบเป็นปัจจัยกันนั้นๆ ก็ย่อมทรงสภาพเดิมๆของมันไม่ได้อีกต่อไป จึงแสดงอาการแปรปรวนในขั้นต้น จนดับไปเป็นที่สุด  ตัวตนหรือสังขารนั้นๆจึงไม่สามารถทรงสภาพอยู่ได้อีกต่อไป จึงแสดงสภาวะที่เรียกกันในพระพุทธศาสนาว่า "อนัตตา" ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวใช่ตน อีกต่อไป.

        สิ่งต่างเหล่านี้พระองค์ท่านทรงรู้ด้วยพระปัญญาอันยิ่งมาแต่ ๒๕๐๐ กว่าปีก่อนมาแล้วว่า สิ่งของหรือวัตถุต่างๆเหล่านี้  ล้วนเกิดแต่เหตุ มาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน นอกจากนั้นด้วยพระปัญญาญาณอันยิ่ง พระองค์ท่านทรงเห็นลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้นอีก จนบันลือไปทั่วทุกโลกธาตุว่า ไม่ใช่เฉพาะเพียงสิ่งของ,วัตถุหรือสังขารฝ่ายวัตถุเท่านั้น อันจัดเป็นฝ่ายรูปธรรมหรือสิ่งที่สัมผัสรู้ได้ด้วยอายตนะต่างๆเท่านั้น  เพราะพระองค์ท่านยังทรงประกาศไปอีกว่า เห็นยิ่งไปกว่านั้นว่าแม้แต่ฝ่ายนามธรรมหรือความสุขความทุกข์หรือสิ่งที่สัมผัสรู้ได้ด้วยใจนั้น  ก็เกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกันกับฝ่ายนามธรรม กล่าวคือ ล้วนเกิดขึ้นแต่เหตุปัจจัยเช่นกัน  ตลอดจนยิ่งไปกว่านั้นเป็นการตรัสรู้อย่างยอดเยี่ยม ละเอียดละออ ทุกขั้นตอน อย่างถ่องแท้ในเหตุปัจจัยของความทุกข์ทั้งหลาย ที่เผาลนมนุษย์ชาติมาทุกกาลสมัย  แต่โบราณกาล ตราบจนปัจจุบัน และตลอดไปในอนาคต จนกว่าจะมีวิชชาของพระองค์ท่าน

         เมื่อพิจารณาแบบโยนิโสมนสิการโดยแยบคายแล้ว จักพึงเห็นได้ด้วยตนเองว่า สังขารหรือสิ่งต่างๆล้วนเกิดขึ้นแต่เหตุปัจจัยนั่นเอง จึงเป็นเหตุให้เกิดสามัญญลักษณะหรือลักษณะประจำตัวโดยทั่วไปของบรรดาสังขารทั้งปวงขึ้นนั่นเอง  กล่าวคือ

มีความไม่เที่ยง ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงหรืออนิจจัง๑  

มีความคงทนอยู่ไม่ได้หรือทนอยู่ด้วยยาก จึงดับไปหรือทุกขัง๑  

ไม่ใช่ตัวใช่ตนอย่างแท้จริง เพราะล้วนเกิดขึ้นมาแต่เหตุมาเป็นปัจจัยกันชั่วระยะหนึ่ง จึงไม่มีตัวตนหรืออะไรเป็นของตัวของตนอย่างเป็นแก่นแกนแท้จริง จึงเพียงแต่แลดูประหนึ่งหรือเสมือนหนึ่งว่า เป็นสิ่งๆเดียวกันหรือชิ้นเดียวกัน หรืออนัตตา๑

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย