ข้อควรพิจารณาอยู่เนืองๆ

กระดานธรรม ๒

 

 คลิกขวาเมนู

        หมายถึง ธรรมที่ควรพิจารณา หรือบริกรรม หรือท่องบ่นภายในจิต อยู่เสมอๆด้วยจิตใจที่เบิกบาน แม้ในขณะปฏิบัติพระกรรมฐานหรือในวิถีจิตชีวิตตามธรรมดาก็ตามที อันล้วนยังให้เกิด อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อันมีคุณประโยชน์ยิ่ง กล่าวคือ เป็นสัญญาความจำได้หมายรู้อันแนบแน่นในเหล่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อนิพพิทาญาณเกิดความหน่ายจากการไปรู้ความจริงจึงย่อมยังให้คลายกำหนัดหรือตัณหา,  พึงเลือกพิจารณาธรรมตามที่ถูกจริตแห่งตน หรือตามอินทรีย์แห่งตน

ในขันธ์ ๕

        รูป  สังขารร่างกาย ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย (เฉกเช่นดังเงา) จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        เวทนา  ความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        สัญญา  ไม่ว่าในสุขในทุกข์ก็ตาม ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        สังขาร  การกระทำต่างๆ ล้วนแปรอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวคิด นั่ง นอน ยืน พูด ฯลฯ. ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        วิญญาณ  ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการที่อายตนะภายในไปกระทบกับอายตนะภายนอก ในผู้มีชีวิตินทรีย์ ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

 

ในอายตนะภายนอก

        รูป ที่กระทบตา ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        เสียง ที่กระทบหู  ไพเราะ ไม่ไพเราะ สรรเสริญ นินทา ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        กลิ่น  ที่กระทบจมูก ไม่ว่าหอม เหม็น  ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        รส ที่กระทบลิ้น ไม่ว่าอร่อย ไม่อร่อย เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        โผฏฐัพพะ ที่กระทบกาย ไม่ว่าจากเหตุภายในหรือภายนอกก็ตาม เป็นสุขกายก็ดี เป็นทุกข์กายก็ดี  ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

        ธรรมารมณ์  ที่กระทบใจ ไม่ว่าจากเหตุภายนอกหรือภายในก็ดี  ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตัวของตน

ในสังขาร

         สังขารทั้งปวง ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย (เฉกเช่นดังเงา)

         สังขารทั้งปวง จึงล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยง

         สังขารทั้งปวง จึงล้วนทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้

         สังขารทั้งปวง จึงเป็นทุกข์ เมื่อไปอยากด้วยตัณหา เนื่องเพราะความไม่เที่ยงต้องดับไป

         สังขารทั้งปวง ล้วนอนัตตา

         สังขารทั้งปวง จึงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน  จึงไม่ใช่ของตัวของตนแท้จริง

         สังขารทั้งปวง จึงเป็นทุกข์ เมื่อไปยึดด้วยอุปาทานว่า เป็นตัวตน หรือของตัวของตน

         (สังขารนี้ ให้หมายรู้ว่า สังขารในพระไตรลักษณ์ จึงครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ยกเว้นเพียงอสังขตธรรม อันคือ สภาวธรรมหรือธรรมชาติ จึงครอบคลุมทั้ง สังขารร่างกาย สิ่งที่ไปสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย แม้กระทั่งใจ ทั้งปวงว่าล้วนเป็นเช่นนี้ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น  และแน่นอนที่ควรมีความเข้าใจในพระไตรลักษณ์)

 

ในปฏิจจสมุปบาท

          พิจารณาจากปฏิจจสมุปบาทธรรมว่า กิเลสก่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  จึงเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์หรือนรกในปัจจุบันชาติ จนไม่สามารถสลัดหลุดออกไปได้  ด้วยการผุดเกิดดับของเหล่าสังขารกิเลส จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ เสพเสวยรสชาดอันแสนเผ็ดร้อนแรงกล้าของเวทนูปาทานขันธ์ที่เกิดขึ้นจากความทุกข์แม้แต่จากสุขอันยิ่งก็ตามที  จึงเวียนว่ายตายเกิดวนเวียนในภพชาติและวัฏฏะของชราอันแสนแปรปรวนอย่างยาวนานและสุดแสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวาย  แม้จนดับไปแล้วในที่สุด ก็ใช่ว่าหนีไปพ้นแล้วเสียที่ไหน กลับเป็นเหตุปัจจัยให้เก็บจำเป็นอาสวะกิเลส แล้วรอวันกำเริบเสิบสานขึ้นมาใหม่อีก อย่างแน่นอนเป็นที่สุด  จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงจรอุบาทก์ไปตลอดกาลนาน

ในชรา อันแสนเร่าร้อนในวงจรปฏิจจสมุปบาท

          พึงพิจารณาในชราอันสุดแสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายเป็นที่สุด  แม้รู้อยู่ว่าเป็นทุกข์อันสุดแสน แต่ก็ไม่สามารถสลัดหลุดออกไปได้ ด้วยอำนาจของเหล่ากิเลส ที่ได้แปรไปเป็นเหล่าตัณหา อุปาทาน  จนมีกำลังดึงดูดอันแรงกล้าเกินกำลังปุถุชนจะขัดขืน จึงยังให้วนเวียนเร่าร้อนเผาลนอยู่ในวังวนของนรกนั้นๆอย่างแสนสาหัส

ในทุกขอริยสัจ

         ทุกขอริยสัจ เป็นทุกข์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นแก่ทุกรูปนาม(ชีวิต)เป็นธรรมดา  อันมี

         ๑. ความเกิด ก็เป็นทุกข์  นอนคุดคู้ทรมานอยู่ในครรภ์ถึง ๙ เดือน  ขณะเกิดขึ้นมา ก็พร้อมกับการเจ็บปวดเป็นทุกข์จนร้องร่ำไห้กันระงมทุกรูปนาม

         ๒. ความแก่ ก็เป็นทุกข์ เกิดกังวล เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ เกิดจากความไม่เป็นไปตามปรารถนาในสังขาร

         ๓. ความเจ็บ ก็เป็นทุกข์  ป่วย เจ็บ ก็หนีไม่พ้น

         ๔. ความตาย ก็เป็นทุกข์ หนีไม่พ้นในที่สุด

         ๕. การประสบสิ่งที่ไม่รัก ไม่ถูกใจ ก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุจาก คน สัตว์ สิ่งของ ก็ตามที  หนีไม่พ้นเป็นที่สุด

         ๖. การพลัดพรากจากสิ่ง อันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุจาก คน สัตว์ สิ่งของ ก็ตามที  หนีไม่พ้นเป็นที่สุด

         ๗. การปรารถนาในสิ่งใด แล้วไม่ได้ตามปรารถนา ก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุจาก คน สัตว์ สิ่งของ ก็ตามที  แม้ว่าบางครั้งจะสมหวังบ้างแต่เป็นเพียงครั้งคราวเท่านั้นเอง และจิตจะไปหลงยึดว่าควบคุมบังคับได้ แต่ย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในที่สุด

         นอกจากนั้น ก็ยังมีทุกขเวทนาเป็นของทุกข์ธรรมชาติคู่กับชีวิตที่เกิดมา  เมื่อกายกระทบโผฏฐัพพะอันเจ็บปวด ตากระทบรูปอันแสนชัง หูกระทบเสียงนินทาอันแสนชัง ฯ. ย่อมเกิดทุกขเวทนาขึ้นเป็นธรรมดา จึงทำอย่างไรก็หนีไม่พ้น   แต่ต้องทำอย่างไร เมื่อเหล่าทุกขอริยสัจและเวทนาเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว จึงไม่กลับกลายแปรผันไปเป็นเวทนูปาทานขันธ์อันเร่าร้อนเผาลนดังไฟนรกในชรา

ในทุกข์

         ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่  ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป  นอกจากทุกข์ที่เกิด นอกจากทุกข์ที่ดับไปแล้วไม่มีอะไร

(จาก วชิราสูตร)

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย