ปวงเทพเจ้าหรือพระเจ้า

        ในโลกนี้ มีปวงเทพเจ้าหรือพระเจ้าอยู่หลายชื่อ หลายพระนาม มากมายเหลือคณานับจริงๆ นับแต่อดีตมีเป็นจำนวนนับพัน นับจำนวนหมื่น ถึงจำนวนแสน  รวมทั้งชื่อยังแตกต่างกันไปตามภาษา ความเชื่อ ความปรารถนา ท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ถ่ายทอดกันสืบต่อๆมา และยังผันแปรไปทั้งรูปลักษณ์และชื่อที่เรียกขานตามกาลเวลาอีกด้วย

แล้วพระเจ้าหรือเทพเจ้าองค์ใด ที่เป็นพระเจ้าหรือเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดอย่างแท้จริง?

        ตอบปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาอย่างโลกุตตระ และลัดสั้นและอย่างปรมัตถ์ที่สุดแล้วไซร้  ก็ต้องตอบว่า ธรรมชาติ นั่นเอง ที่เป็นปวงเทพเจ้าหรือพระเจ้าหรือพระผู้สร้าง ผู้สร้างสรรพสิ่ง  สร้างอะไร?  สร้างทุกๆสรรพสิ่ง ทุกสรรพชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง  และพระเจ้านี้นี่เอง ที่ได้ถูกมนุษย์ปรุงแต่งเป็นสังขารที่กล่าวเรียกขานกันไปตามความเชื่อ ความเข้าใจ และยึดมั่นสืบทอดกันต่อๆมาในพระนามหรือชื่อต่างๆกันไป ตามภาษาบ้าง ตามความเชื่อบ้าง ตามจุดประสงค์หรือความปรารถนาบ้าง ตามขนบธรรมเนียมบ้าง ตามประเพณี ตามวัฒนธรรม ต่างๆกันไปบ้าง ตลอดจนผลประโยชน์บางประการบ้าง แล้วยังได้ถ่ายทอดสืบต่อๆกันมาเป็นประเพณีจึงเกิดพระเจ้า หรือปวงเทพเจ้าในชื่อ ในรูปแบบต่างๆกันไปนานานับประการ ดังกล่าวข้างต้นขึ้น อันยังประโยชน์ในแง่ของโลกิยะ กล่าวคือแม้ยังประโยชน์ต่อขันธ์คือชีวิตในปัจจุบันและสังคม เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจอันดีเลิศ  แต่ยังไม่อาจดับภพชาติหรือทุกข์ได้อย่างบริบูรณ์แท้จริง

แต่พระเจ้าหรือธรรมชาตินี้ เมื่อร้องขอหรือบวงสรวงเซ่นไหว้แล้วเป็นไปดังใจปรารถนาจริงหรือ?

         แม้นับได้ว่าธรรมชาติเป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุดดังนี้จริงๆ แต่ท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติตนตามอำเภอใจ และทรงไว้ด้วยความยุติธรรมยิ่งอย่างเป็นที่สุด  ด้วยนับเนื่องแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ท่านไม่เคยลำเอียง ไม่รับสินบน เครื่องเซ่นไหว้ เครื่องบวงสรวง ไม่รับคำอ้อนวอน ฯ. ที่มีผู้พยายามทุกวิถีทางกันมาช้านานที่พยายามถวายเซ่นไหว้บวงสรวงอยู่เนืองๆเป็นเอนกในทุกรูปแบบทุกวิถีทาง เพื่อให้เป็นที่ถูกใจท่าน  แต่ล้วนไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง มาตลอดกาลนาน นับเนื่องเป็นเวลาจนไม่รู้ว่ากี่กัปกี่กัลป์กันมาแล้ว และจะเป็นเช่นนี้อีกตลอดกาลนาน   แท้จริงแล้วท่านไม่เคยลำเอียง ไม่ช่วยใคร ไม่ให้ใคร ไม่ใจอ่อน ทรงธำรงรักษาไว้ซึ่งกฏของท่านแต่อย่างเดียว อย่างศักสิทธิ์ยิ่งนัก!  กฏหรือกฏหมายของท่าน ก็คือ ธรรมหรือสภาวธรรมทั้งปวงนั่นเอง จึงครอบคลุมไปทั่วทุกโลกธาตุ ทุกสภาวธรรมแม้แต่สภาวธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นและเป็นไปในอนันตจักรวาล   แม้แต่สภาวธรรมดังที่พระบรมศาสดา พระผู้รู้ ผู้ตรัสรู้ชอบ ด้วยพระปัญญาธิคุณอันยิ่งใหญ่จึงได้ทรงทราบความลับเหล่านี้ จึงทรงเปิดเผยแสดงธรรมหรือสภาวธรรมคือพระเจ้า แต่ทรงเน้นโดยเฉพาะในเรื่องของทุกข์ เพื่อการนำไปดับทุกข์แก่เหล่าเวไนยสัตว์ อันยังประโยชน์ได้ อาทิเช่น สังขารทั้งปวงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย,  สังขารล้วนอนิจจังไม่เที่ยง  ทุกขังทนอยู่ไม่ได้จึงต้องดับไป  อนัตตาไม่ใช่ตัวใช่ตนของตน หรือของใครๆ, ปฏิจจสมุปบาท ว่าด้วยความเป็นเหตุปัจจัยกันจนเกิดเป็นความทุกข์ขึ้น ฯลฯ.

         ส่วนที่มีการกล่าวกันว่าท่านลำเอียง ไม่ยุติธรรม ไม่เสมอภาคกันนั้น นั่นแหละธรรมหรือธรรมชาติ หรือสภาวธรรมที่เป็นไปเช่นนั้นเอง เป็นธรรมดา

กำเนิดของปวงเทพเจ้า

         สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ต่างล้วนมีสัญชาตญาณ หรือญาณอันมีมาแต่การเกิดโดยธรรมหรือธรรมชาติอยู่แล้วทุกผู้นาม หนึ่งในสัญชาตญาณอันสำคัญยิ่งนี้ก็คือความกลัวนั่นเอง  สรรพสัตว์จึงมีความกลัวเป็นพื้นฐานโดยถ้วนหน้า แตกต่างกันก็เพียงแต่ในรายละเอียดปลีกย่อยอันเกิดจาการสั่งสมของสัญญาชนิดอาสวะกิเลสนั่นเอง  ขณะเมื่อมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ ย่อมต้องเผชิญอุปสรรคต่างๆนาๆในการดำเนินชีวิตเป็นธรรมดา ก็ย่อมเกิดความกลัวในสิ่งต่างๆกันไปตามประสบการณ์ ตามความปรุงแต่งบ้าง ตามความเชื่อบ้าง ตามคำบอกกล่าวสั่งสอนกันต่อๆมาบ้าง ฯลฯ.  เมื่อเกิดความกลัวแล้วจึงเกิดการอาศัยซึ่งกันและกันเป็นสังคมหมู่ของมนุษย์ ที่คอยช่วยเหลือจุนเจือแบ่งปันกันเพื่อความอยู่รอด  เมื่ออยู่รวมกันแล้วแบบพึ่งพาอาศัยกัน จึงลดทอนอุปสรรคและความกลัวไปได้ แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น   มนุษย์ก็ยังคงมีความกลัวในสิ่งต่างๆที่มนุษย์ทั้งหลายแม้รวมกำลังกันแล้ว ก็ยังไม่สามารถขจัดปัดเป่าหรือควบคุมบังคับบัญชามันให้เป็นไปตามความปรารถนาได้  จึงยังมีความกลัวในรูปแบบอื่นๆอยู่อีกระดับหนึ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้แม้รวมกำลังกันแล้วก็ตามดังกล่าว ดังเช่น ความกลัวในเหล่าปรากฏการณ์ต่างๆตามธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ความแห้งแล้ง โรคระบาด ความเจ็บป่วย ความแก่ ความตาย สงคราม ฯลฯ. ตลอดจนถึงความอยากให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามความต้องการ,ความปรารถนาของตัวตนที่เร่าร้อนเผาลน  และความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ จึงปรุงแต่งกันไปต่างๆนาๆจนเกิดความกลัวยิ่งนัก  เมื่อมนุษย์มีความกลัวในสิ่งที่มนุษย์ด้วยกันเองแม้ร่วมมือร่วมใจกันแล้ว ก็ไม่สามารถเอาชนะปัดเป่าในสิ่งเหล่านั้นไปได้   จึงมีมนุษย์ได้เกิดการปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านกันไปต่างๆนาๆตามภูมิตามภพ, ตามความเข้าใจ, ตามความเชื่อ, ตามความปรุงแต่งของตนหรือสังคมตนขึ้นมา  และยังได้ถ่ายทอดและสั่งสมกันสืบต่อๆกันไปอีกด้วย ดังเช่น กิดการปรุงแต่งไปว่า ธรรมชาติที่เกิดขึ้นและเป็นไปเหล่านี้  คงต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีอำนาจเหนือกว่ามนุษย์ เป็นผู้ควบคุมในสิ่งต่างๆเหล่านั้น ที่เกินอำนาจมนุษย์ด้วยกันจะควบคุมบังคับ หรือด้วยความอยากอย่างแรงกล้าที่จะให้มีผู้ใดหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดดลบันดาลคือเป็นผู้ควบคุมบังคับให้เป็นไปดังนั้นๆ   และด้วยความต้องการ ความปรารถนาของตน อันเกิดแต่ความกลัวอย่างแรงกล้าด้วยความไม่รู้จริง(อวิชชา) จึงเกิดการศึกษาค้นคว้าปรุงแต่งและถ่ายทอดกัน จนเกิดการอุปโลกขึ้นในที่สุดว่า มีสิ่งๆหนึ่ง ที่ในที่สุดสรุปเรียกกันทั่วๆไปว่า พระเจ้าหรือเทพเจ้าขึ้นว่า เป็นผู้หรือเป็นสิ่งที่ควบคุมบังคับบัญชาในธรรมชาตินั้นๆได้  แล้วย่อมเกิดความคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านสั่งสมและถ่ายทอดกันต่อๆมายิ่งขึ้นไปอีกในลักษณาการของทิฏฐุปาทานและสีลัพพตุปาทานด้วยอวิชชาว่า สิ่งนี้ๆมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จักยกย่องไว้กราบไหว้บูชา เพื่อท่านจะได้ให้ความเมตตา ไม่ทำทารุณ ตลอดจนช่วยเหลือเกื้อหนุนต่อเหล่ามนุษย์ผู้ยอมศิโรราบและกราบไหว้บูชา  เมื่อดำเนินไปได้ระยะหนึ่งแล้ว แม้แต่เมื่อกราบไหว้บูชาแล้วส่วนใหญ่ยังไม่สัมฤทธิ์ผลดังใจปรารถนา  ก็เริ่มปรุงแต่งเพิ่มเติมไปอีกว่า คงต้องมีการบนบานบ้าง หรือต้องติดสินบนเช่นที่มนุษย์ทั้งหลายกระทำต่อมนุษย์ด้วยกันบ้าง หรือต้องเซ่นสังเวยหรือบูชายัญในสิ่งที่คิดว่าเป็นที่ถูกใจท่านบ้าง ฯ. เป็นการปรุงแต่งไปในลักษณาการดังนี้ เองอยู่เสมออยู่เนืองๆตามกิเลสบ้าง ตามความเชื่อบ้าง ตามการปรุงแต่งกันไปบ้าง เป็นมาอย่างช้านาน,   และเมื่อบังเอิญสิ่งหนึ่งสิ่งใดบังเกิดผลสำเร็จขึ้นมาตามที่หมู่ตนได้ปรุงแต่งไว้นั้น ก็เกิดเป็นความเลื่อมใส ความเชื่อ เป็นความยึดมั่นอย่างแน่นแฟ้นด้วยอวิชชาไปว่า ต้องเป็นสิ่งที่พระเจ้าหรือเทพเจ้านั้นๆโปรดปรานเป็นแน่แท้  แล้วก็ได้ถ่ายทอดวิชชาคือความรู้ความเข้าใจเหล่าๆนั้นสืบต่อๆกันต่อไป เป็นระยะเวลายาวนานว่า ท่านทรงโปรดในสิ่งต่างๆเหล่าใดบ้าง ตลอดจนร่วมด้วยทุจริตชนคนชั่วได้เข้าร่วมหลอกล่อทั้งโดยรู้ตัว หรือไม่รู้ด้วยอวิชชาก็มี  ก็เพื่อหวังผลในลาภยศสักการะต่างๆที่พึงบังเกิดขึ้นจากการบรวงสรวง เซ่นไหว้   ส่วนผู้ที่บนบาน เซ่นสรวง เมื่อบังเอิญสัมฤทธิ์ผล ด้วยอวิชชา ก็ย่อมไม่รู้ไม่เข้าใจว่าความสำเร็จความสัมฤทธิ์ผลเหล่านั้น ตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์แล้ว ล้วนเกิดแต่ตัวเองเป็นผู้ทำเหตุจึงเกิดผลขึ้นเป็นเหตุปัจจัยหลักหรือสำคัญที่สุด อันเป็นไปตามหลักธรรมอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบันธรรม กล่าวคือตามความจริงแล้ว มิได้เกิดขึ้นแต่พระเจ้าหรือเทพไท้เทวาองค์ใดมาดลบันดาลโดยตรง แต่กลับไปยกผลประโยชน์แห่งความสำเร็จผลเหล่านั้นให้ปวงเทพไท้เทวาเสียด้วยอวิชชา  เพราะแลไม่เห็นความจริงในปฏิจจสมุปบันธรรมที่ตัวตนเองนั้นแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง จึงเกิดขึ้นทั้งสิ้น  กล่าวได้ว่าปวงเทพเจ้าทั้งปวงจึงเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการดัง "เขมาเขมสรณทีปิกคาถา" นี้

เขมาเขมสรณทีปิกคาถา

พาหุง เว สะระนัง ยันติ  ปัพพะตานิ วะนานิ จะ

มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดภัยคุกคามแล้ว, ก็ถือเอาภูเขาบ้าง

อารามะทุกรุกขะเจต์ยานิ  มะนุสสา ภะยะตัชชิตา,

ป่าไม้บ้าง, อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ;

เนตัง โข สะระณัง เขมัง  เนตัง สะระณะมุตตะมัง,

นั่นไม่ใช่สรณะอันเกษมเลย, นั่น มิใช่สรณะอันสูงสุด;

เนตัง สะระณะมาคัมมะ  สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ.

เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว  ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระนัง คะโต,

ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว;

จัตตาริ อะริยะสัจจาริ  สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ,

เห็นอริยสัจจ์ ความจริงอันประเสริฐสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ;

ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง  ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง

คือเห็นความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้,

อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง  ทุกขูปะสะมะคามินัง

และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์;

เอตัง โข สะระณัง เขมัง  เอตัง สะระณะมุตตะมัง

นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม, นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด

เอตัง สะระณะมาคัมมะ  สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ.

เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

        พระสูตรชื่อ อัคคัญญสูตร ได้ทรงแสดงความเป็นมาของสังคมมนุษย์เป็นลำดับ  โดยเริ่มแต่เกิดมีสัตว์ขึ้นในโลกแล้วเปลี่ยนแปลงตามลำดับ ตามวิวัฒนาการ  จนเกิดมีมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นพวกพ้วง  จึงเกิดความจำเป็นต้องมีการปกครอง   และมีการประกอบอาชีพ การงานต่างๆกัน  วรรณะทั้งสี่ก็เกิดจากความเปลี่ยนแปลง  ทรงแสดงว่าสิ่งเหล่านี้ มิใช่เป็นเรื่องของพรหมสร้างสรรค์  แต่ทรงแสดงว่าเกิดจากธรรม (ธรรมดา, กฎธรรมชาติ)หรือเป็นไปตามกฏปฏิจจสมุปบันธรรม  ทุกวรรณะประพฤติชั่วก็ไปอบายได้  ปฏิบัติธรรมก็บรรลุนิพพานได้.

อัคคัญญสูตร

 

 พระองค์ท่าน  เปรียบเหมือนบุคคลผู้หงายของที่คว่ำปิดอยู่,  เปิดของที่ปิด,  บอกทางแก่คนหลงทาง,

 หรือตามประทีปในที่มืด  ด้วยประสงค์ว่าผู้มีจักษุคือปัญญาจักขุจักเห็นรูปหรือเข้าใจได้นั่นเอง

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter