เนื่องมาจาก สมุดเยี่ยม

        จากคำถามในสมุดเยี่ยมที่ ๒๙๐ ว่า - ก่อนนั้นดิฉันหลีกเลี่ยงการนั่งสมาธิมาโดยตลอดนะคะ  ด้วยเหตุผลที่ การนั่งหลับตาไม่ค่อยถูกกับจริตของตัวเองเท่าไหร่ และก็พบว่า สามารถเป็นสมาธิได้ในขณะที่ทำงานอย่างอื่นมากกว่า (เช่นพวกงานบ้านงานฝีมือน่ะค่ะ) แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่านั่งสมาธิได้ง่ายขึ้น และจากการที่ปฏิบัติและศึกษามาเรื่อยๆ ก็เข้าใจว่า การนั่งสมาธิ เป็นหนทางที่สำคัญที่จะช่วยให้จิตมีกำลัง และสามารถขจัดกิเลสได้ดีขึ้น จึงเริ่มที่จะนั่งสมาธิให้จริงจังมากยิ่งขึ้น
       รบกวนช่วยตอบข้อสงสัยดังนี้ค่ะ ปัญหาเรื่องฟุ้งซ่านมีไม่ค่อยมากนะคะ เพราะพบว่าสามารถดึงให้จิตสงบได้แบบไม่ยากเย็นนัก แต่ปัญหาที่พบคืออาการปวดขา หลายสำนักมักจะแนะนำให้พิจารณาที่ความปวดจนกระทั่งมันหายไป แต่ก็ยังไม่เข้าใจนะคะ แต่สิ่งที่ทดลองกับตัวเองก็คือ เคยลองเพ่งไปที่ความปวด กลับพบว่า มันยิ่งปวดมากขึ้น จนบางครั้งต้องหยุดทำสมาธิไปเลย ในครั้งหลังเลยลองไม่สนใจ คือเอาจิตไปจับอยู่ที่ลมหายใจต่อไป พบว่า อาการปวดก็ยังอยู่ แต่ทนได้ แต่จิตก็ไม่นิ่งนะคะ วิ่งไปมา อยู่ที่ลมหายใจบ้าง วิ่งไปตรงที่เจ็บบ้าง วิ่งไปที่ปวดทีไรก็รู้ได้เลยว่าปวดจริงๆ วิธีอย่างหลังนี่ ทำให้นั่งได้นานขึ้น แต่พอเลิกสามาธิที่ไรก็พบว่า ขาชามาก จนต้องเอามืองัดออกเลยล่ะค่ะ เลยเกิดความสงสัยว่า ความพอดีมันอยู่ตรงไหน และควรทำอย่างไรจึงจะถูก

 

        ผมขอตอบดังนี้ครับ  ถ้ามีปัญหาแล้ว ขอให้เปลี่ยนท่านั่งเสียก็ได้ครับ  การปฏิบัติจริงๆแล้วไม่ได้อยู่ที่ท่าทางในการปฏิบัติสมาธิหรือสมาธิโดยตรงแต่อย่างใด แต่อยู่ที่ปัญญา  แต่ครั้งพุทธกาล หรือเมื่อไปวัดก็ย่อมต้องนั่งไปลักษณะนั้นเป็นของธรรมดาตายุคสมัยและขนบธรรมเนียม กล่าวคือขัดสมาธิเพชรแล้ว ย่อมมั่นคงแน่นหนาไม่โยกคลอนง่ายดังขัดสมาธิธรรมดาๆ  แต่เมื่อปฏิบัติเองอย่างจริงจังสม่ำเสมอแล้วถ้ามีปัญหาจากความเจ็บปวด  เจ็บป่วย ก็อย่าไปฝืนครับ  นั่งเก้าอี้เสียก็ได้ครับ สบายกว่า พระองค์ท่านไม่ได้สอนให้ทรมานกายตน และย่อมเป็นสมาธิได้ง่ายกว่า,  อย่าลืมว่า ถ้าท่านต้องการเจริญสมาธิ  สมาธินั้น หมายถึง การมีจิตหรือสติแน่วแน่อยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใช้เป็นอารมณ์คือเครื่องกำหนด เมื่อจิตแน่วแน่กำหนดได้ในสิ่งนั้นๆย่อมถือว่าสมาธิเป็นอันสำเร็จ  และถ้าไปกำหนดเอาทุกขเวทนาอันเร่าร้อนเผาลนเป็นอารมณ์ แล้วจะแน่วแน่กับสิ่งที่เร่าร้อนเผาลนใจอยู่ได้ง่ายๆไหม? สมาธิย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างง่ายๆแน่นอน,  ครับ สมาธิลืมตาก็ได้นะครับ เหมือนดังที่คุณทำงานฝีมือนั่นไง ลืมตาอยู่ไม่ใช่หรือ? แล้วเป็นสมาธิได้ใช่ไหมครับ กล่าวคือ เป็นขณิกสมาธิ ที่เหมาะแก่การงานหรือการเจริญวิปัสสนา กล่าวคือ อยู่กับกิจหรืองานนั้น จิตไม่ฟุ้งซ่าน ซัดส่าย สอดแส่ปรุงแต่งไปในภายนอก(ในรูป รส...ฯ.)ให้เกิดการผัสสะให้เป็นทุกข์ ใจกายจึงย่อมสงบ สุข สบาย โดยธรรมหรือโดยธรรมชาติของจิตนั่นเอง

        การใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนดหรืออารมณ์ในการปฏิบัตินั้น  สามารถปฏิบัติเพื่อการเจริญสมาธิโดยตรง  หรือเพื่อการฝึกสติในสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้

        ดังนั้นในกรณีคำถามที่ว่าเมื่อนั้งสมาธิแล้วปวดขารุนแรง แล้วบ้างก็ว่าให้อยู่กับเวทนา  บ้างก็ว่าให้อยู่กับลมหายใจ  จึงควรอยู่ที่ไหนกันแน่?  และความพอดีอยู่ที่ไหน?

        ย่อมขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของนักปฏิบัติเองนั่นแหละเป็นสำคัญ  ว่าต้องการปฏิบัติสมาธิ  หรือปฏิบัติเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ กันแน่ !

        ก่อนอื่นขอให้ทำความเข้าใจดังนี้เสียก่อน  จากคำถามเรื่องการนั่งสมาธิที่คุณที่ถามนั้น แสดงจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติ ๒ ประการ  แต่มักไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริง กล่าวคือ เป็นการทำสมาธิก็ได้  หรือเป็นการฝึกสติในสติปัฏฐาน ๔ ฯ. ก็ได้ ดังกล่าวข้างต้น  กล่าวคือ

        สามารถใช้ลมหายใจหรือคำบริกรรมใดๆเป็นเครื่องกำหนด หรือเป็นวิตก ก็เพื่อเจริญสมาธิ กล่าวคือ ให้จิตมีที่ยึดกำหนด ยึดเหนี่ยว เพื่อไม่ซัดส่ายส่งออกไปปรุงแต่งภายนอก จิตย่อมเกิดสมาธิเป็นลำดับโดยธรรมหรือธรรมชาติ

        อีกแบบหนึ่งนั้นก็คือการฝึกสติ  แต่ในกรณีดังนี้ เป็นการทำสมาธิเป็นสำคัญเบื้องต้น แล้วเกิดความเจ็บปวดขึ้น  จึงนำเอาเวทนาความปวดนั้นมาเป็นวิตกหรืออารมณ์คือสิ่งที่จิตกำหนดแทนอารมณ์ที่กำหนดเดิมเสีย กล่าวคือ เป็นเทคนิคของผู้สอนตามความเข้าใจตน คือ ผู้สอนมีเจตนาสอนสมาธิ แต่เมื่อมีความเจ็บปวดจาการนั่งสมาธิ จึงหันเหไปในลักษณะของเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน กล่าวคือ เริ่มแรกก็ทำสมาธิใช้ลมหายใจเป็นที่วิตกหรือเป็นอารมณ์  แต่เมื่อเกิดเวทนาเจ็บปวดหรือทุกขเวทนาขึ้นมา ใจย่อมซัดส่าย ก็ใช้กำหนดในทุกขเวทนานั้นๆเป็นอารมณ์ไปเลย ด้วยบางท่านคงแลเห็น คือคิดว่าสามารถใช้ทุกขเวทนาที่รุมเร้าเกิดขึ้นมานั้นแหละ เป็นอารมณ์หรือวิตกไปเสียเลยกล่าวคือ ฝึกให้มีความอดทน และอาจเห็นเข้าใจในทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้แจ่มแจ้ง  สำหรับผมเองมีความเห็นไม่ชอบในการที่เอาความเจ็บปวดมาเป็นกสิณหรืออารมณ์โดยไม่รู้ว่าทำอะไรเพื่ออะไร ดังที่ปรากฏกันเป็นส่วนใหญ่

        ถ้าตั้งใจทำเวทนานุปัสสนาเพื่อฝึกสติและปัญญาแล้ว  เบื้องต้นก็ทำสมาธิระดับขณิกสมาธิแล้ว ดำเนินวิปัสสนาในเหล่าเวทนาธรรมได้เลย

        ความพอดีอยู่ที่ไหน จึงกล่าวได้ว่า ขึ้นกับคุณและจุดประสงค์ของคุณเป็นสำคัญ ก่อนอื่นคุณต้องถามตนเองเสียก่อนว่า ขณะนี้คุณตั้งใจจะทำสมาธิ หรือเวทนานุปัสสนาในสติปัฏฐาน ที่หมายถึง การใช้สติเป็นประธานในการพิจารณาเวทนา  ถ้าคุณปฏิบัติเพื่อสมาธิให้ใจสงบเสียเป็นสำคัญ เพื่อไปเจริญวิปัสสนาใดๆก็ตามที ก็ควรกลับไปกำหนดในอารมณ์นั้นให้สงบระงับ ในกรณีของคุณก็ลมหายใจ หรืออาจเปลี่ยนอารมณ์อื่นๆก็ได้  แต่ถ้าคุณต้องการดูเวทนาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะทุกขเวทนาที่เกิดในขณะนั้น ก็ถือว่าปฏิบัติอย่างถูกต้องได้เหมือนกัน  แต่อย่าลืมนะครับเวทนาไม่ได้มีแต่ทุกขเวทนานะครับ มีทั้งสุขเวทนา และอุเบกขาเวทนา ล้วนยังให้เป็นทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลนได้ทั้งสิ้น  และการจับจ้องจดจ่อทุกขเวทนาโดยขาดการวพิจารณาหรือวิปัสสนาก็ย่อมไร้ผลทางด้านปัญญา นอกจากความอึด หรืออดทน หรือความเคยชินที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง  ดังนั้นข้อสำคัญคือ คุณต้องมีสติรู้ว่าปฏิบัติอะไรอยู่นั่นเอง เป็นสำคัญ   ดังนั้น คุณต้องการสมาธิ แต่ทนเอาความปวดหรือทุกขเวทนามาเป็นวิตกหรืออารมณ์  ผมก็กล่าวว่า ผิดครับ

        และถ้าคุณกำลังเจ็บปวดด้วยเวทนากำลังรุมเร้า ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ง่ายจริงหรือ?  เหมือนบุคคลใกล้ตายถูกรุมเร้าด้วยโรคภัยเจ็บป่วยจึงปฏิบัติธรรม เกิดปัญญาได้ง่ายจริงไหม?  ซึ่งตามปกติ จึงกล่าวไว้ในเรื่องการสอนว่า ไม่สอนทารกไม่รู้ความ คนเจ็บป่วยใกล้ตาย คนแก่ชราที่หลงลืมแล้ว เพราะสอนไปก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด หรือเกิดประโยชน์น้อยนั่นเอง

        อนึ่งดังที่กล่าวมาแล้ว  ถ้ามีเจตนาเจริญสมาธิ เมื่อใจสงบ หรือเมื่อออกจากสมาธิแล้ว ขอให้เจริญวิปัสสนาอย่างจริงจังหรือจริงใจด้วย  มิฉนั้นมักจะเกิดความติดเพลินไปในความสงบ ในความสบายต่างๆโดยไม่รู้ตัวที่ย่อมเป็นผลอันพึงเกิดขึ้นจากอำนาจของสมาธิหรือฌานเป็นธรรมดาหรือเป็นไปโดยธรรมชาติ  อันเเมื่อไปติดเพลินเสียแล้ว สมาธิอันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือมีคุณ ก็สามารถกลับกลายเป็นให้โทษได้  อุปมาดั่งยาที่สามารถกลายเป็นยาพิษได้ฉันใด  สมาธิที่มิได้ประกอบด้วยด้วยการเจริญวิปัสสนาก็ฉันนั้น  จะจมแช่อยู่แต่ภายใน แต่ความสงบ ความสบายต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งต่อกายและจิต  อันมีอำนาจเสียยิ่งกว่ากามคุณเสียอีก

        มีอีกอย่างที่ควรรู้  สมาธิที่ลึกหรือประณีตเกินไป ย่อมไม่สามารถดำเนินการเจริญวิปัสสนาได้ในขณะนั้นๆ  เมื่อถอนออกมาจากความสุขสงบสบายแล้ว จึงสามารถดำเนินวิปัสสนาต่อไปได้  แต่ถ้าเป็นสมาธิระดับขณิกสมาธิ หรือปฐมฌานแล้วสามารถดำเนินการเจริญวิปัสสนาได้เลย

        ดังนั้นในเวทนานุปัสสนาเมื่อมีสติที่แน่วแน่แล้ว ไม่ประณีตเกินขณิกสมาธิหรือปฐมฌาน หรืออยู่ในระดับที่เรียกกันว่าวิปัสสนาสมาธิ ก็ให้ดำเนินวิปัสสนาในเวทนาต่างๆได้เลยก็ได้  เพราะสติปัฏฐาน ๔ เป็นสมถวิปัสสนา กล่าวคือ เป็นทั้งสมถะคือสมาธิ และการเจริญวิปัสสนา   ส่วนสมาธินั้นเป็นสมถะหรือสมาธิล้วนๆ ที่ควรต้องนำธรรมใดธรรมหนึ่งนำมาโยนิโสมนสิการให้เกิดปัญญา ดังเช่น ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปบาท พระไตรลักษณ์ อริยสัจ ฯ. จึงจะถือว่าได้เจริญวิปัสสนา

        หวังว่าคงให้ความกระจ่างคุณได้พอสมควร

จากคำถามในสมุดเยี่ยมที่ ๒๙๒ ว่า -

สวัสดีค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ปฏิบัติไป ไม่ได้สนใจอะไร รู้แต่ว่าเบาขึ้น ดีขึ้น สุขขึ้นนะคะ
แต่วันนี้ คิดว่าก็่น่าจะทำความเข้าใจในหนทางบ้าง จะได้ไม่เดินสะเปะสะปะ
ตอนนี้เข้าใจ และสบายใจมากค่ะ รู้แล้วว่าจะทำอะไรต่อไป
ปฏิฆะนี้ ช่างทำให้รำคาญใจจริงหนอ เหมือนมียุงมาบินอยู่ข้างหู
จะน้อมจิตอย่างไรในการวิปัสสนาคะ เพื่อทำให้ ปฏิฆะ เบาบางและหมดสิ้นไป
ช่วยบอกเล่าประสบการณ์ เพื่อเป็นธรรมทานด้วยนะคะ
ขออนุโมทนา และขอบคุณในคำตอบนะคะ

 

          พิจารณาโดยอาศัยปฏิจจสมุปบาท  ปฏิฆะเกิดแต่ทุกขเทนาหรือทุกข์ ที่เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แม้ดับไปแล้ว (ชรา-มรณะ)แต่ย่อมเก็บจำสั่งสมเป็นโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส(อาสวะกิเลส) ที่ย่อมนอนเนื่อง รอเวลากำเริบเสิบสานขึ้นมาย้อมจิต เมื่อประสบกับอารมณ์มากระตุ้นเร้า

         โยนิโสมนสิการพิจารณาให้เห็นความจริงดังนั้น  ย่อมเห็นสภาวธรรมที่เมื่อน้อมจิตเข้าไปพัวพันฟุ้งซ่านปรุงแต่ง  ย่อมต้องเกิดการผัสสะขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา

         ดังนั้นจึงมีหลักโดยทั่วไปเกี่ยวกับทุกขเวทนาหรือทุกข์ที่จรมากระทบว่าไว้ดังนี้ว่า

         อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ไม่พิรี้ ไม่พิไรรำพันว่าลำบาก ไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญทุ่มอก ไม่ถึงความหลง(โมหะ)เข้าไปปรุงแต่ง ให้ถืออุเบกขาเป็นกลางวางที่เฉยเสีย รู้สึกไม่ถูกใจไม่ชอบใจอย่างไรไม่เป็นไร  แต่ไม่แทรกแซงเข้าไปปรุงแต่งด้วยถ้อยคิดกริยาจิตใดๆในเรื่องนั้นๆ  แล้วเข้าใจด้วยว่ามันก็ต้องดับไปเร็วเป็นธรรมดาเมื่อไม่มีเชื้อไฟไปคอยกระตุ้นเร้านั่นเอง กล่าวคือพระไตรลักษณ์ก็ทำหน้าที่แม้ต่อทุกข์เช่นกัน  จึงไม่มีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ (นิสัยอันนอนเนื่องด้วยความขุ่นเคือง,ขัดข้อง,คับแค้นใจ)  

         ดังนั้นเมื่อเกิดปฏิฆะขุ่นข้อง ขัดเคืองใจใดๆขึ้นมา  เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็อุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ เสียด้วยเช่นกัน

         อ่านรายละเอียดเรื่องเวทนา  เพราะเนื่องสัมพันธ์กันโดยตรง

         ส่วนปัญหาเรื่องสมาธินั้น  อาจไปอ่านเพิ่มเติมได้ใน หลวงพ่อชา ตอบปัญหาธรรม มีกล่าวเรื่องฌานสมาธิไว้  หรือในเรื่องฌาน-สมาธิ โดยตรงเลยเพราะกล่าวไว้อย่างปรมัตถ์ที่สุด ทั้งคุณทั้งโทษอย่างตรงไปตรงมาเป็นที่สุด

จากคำถามในสมุดเยี่ยมที่ ๓๐๒ ว่า -

สวัสดีค่ะ 
มีเรื่องมารบกวนอีกแล้ว ขอถามดังนี้ค่ะ
       1. มีอาการอย่างนี้ค่ะ พูดคุยกับตัวเองอยู่บ่อยๆ (บ้าไปแล้ว) คือ ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ ไม่ได้นั่งคุยอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องของจิตที่ถามตอบกันอยู่เป็นประจำ จริงๆก็เป็นมานานแล้ว แต่พอมาปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา มันก็ชัดเจนขึ้น อย่างนี้ มันปกติมั้ยคะ
       
ครับ บางครั้งในการคิด ในการพิจารณา หรือการโยนิโสมนสิการ ก็เป็นไปในลักษณะถามตอบกันเองดังนั้นได้ครับ  ผมเองก็ถามตอบตนเองในเรื่องธรรมอยู่เสมอๆ ขอยืนยันว่าเป็นปกติดีครับ,  ส่วนอาการ มันก็ชัดเจนขึ้น นั่นเป็นอาการที่จิต(เจตสิก ในข้อที่๒๙)คือสติ เห็นจิตสังขารคือความคิดความนึกของตนเองได้ชัดเจนขึ้นครับ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจิตตานุปัสสนาอันดีงาม กล่าวคือ มีสติรู้เท่าทันหรือเห็นความคิดความนึกได้ดีขึ้นเป็นลำดับ จนต่อไปพัฒนาให้เห็นจิตสังขารอื่นๆ ดังเช่น จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ  จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ จิตมีโลภะหรือไม่มีโลภะ ฯ. อันเป็นจิตตานุปัสสนา รวดเร็วคือเท่าทันและชัดเจนขึ้นไปเป็นลำดับ.
       2. อาการง่วง นั่งสมาธิไปได้ระยะหนึ่ง แล้วรู้สึกได้ว่าหลับ แต่ก็หลับทั้งที่ยังนั่ง แต่สติไม่ขาดซะทีเดียว รู้แต่ว่ามันงัวเงีย ไม่มีกำลัง ข้างในก็ยังได้ยินเสียงตัวเอง ยังคุยกับตัวเองอยู่ บอกว่านี่งัยเธอหลับ แล้วก็ต่อสู้ชักกะเย่อกัน พยายามจะให้ตื่น ซักพักใหญ่ๆ ถึงจะตื่นขึ้นมา เป็นเกือบทุกครั้ง อย่างนี้ควรทำอย่างไรดีคะ สู้เหมือนเดิม หรือเลิกทำ หรือหลับไปเลยดี
       
นั่นแหละ การนั่งสมาธิแล้ว สติเริ่มขาดจึงไหลเลื่อนไปลงภวังค์  หรือเมื่อเกิดความสงบจึงสบาย จึงเคลิบเคลิ้มไหลเลื่อนไปจนง่วงจนหลับ,   ส่วนที่ว่าคุยกับตนเองนั่น  เป็นการคุยในภวังค์อันเกิดแต่อำนาจหรือกำลังของฌานสมาธินั่นเอง  อ่านรายละเอียดได้ในเรื่องนิมิตและภวังค์  ภวังค์เป็นอาการของจิตที่หยุดการรับรู้ต่างๆจากทวารทั้ง ๖ แต่สติเกิดขาดเสียก่อน(สติจะพึงเกิดขึ้นจากการสั่งสมจากการปฏิบัติ)จึงไปไหลเลื่อนหรือท่องเที่ยวอยู่ในจิตภายในของตน คือสัญญาของตน ที่เรียกว่า ภวังคจลนะ กล่าวคือ จิตจึงก่อให้เกิดนิมิตแบบต่างๆได้ตามสิ่งที่จิตตนผุดขึ้นมาในขณะนั้นๆ หรือตามสิ่งที่แทรกซ้อนที่อาจหลุดแทรกเข้าไปได้เช่นเสียงผู้ที่สอนกรรมฐานในขณะนั้นอยู่ หรือตามคำบริกรรมภาวนาหรือกสิณนั้นๆ,    ส่วนอาการที่ว่า แต่สติไม่ขาดซะทีเดียว รู้แต่ว่ามันงัวเงีย นั่นก็คืออาการของเคลิบเคลิ้ม หรือใกล้ลงภวังค์หรือลงภวังค์ดังกล่าวนั่นเอง  อันเกิดแต่อำนาจหรือกำลังของฌานสมาธิ ดังที่กล่าวเสมอๆในบทฌานสมาธิ  หรือในเรื่องนิมิตและภวังค์,    อย่างนี้ควรทำอย่างไรดีคะ สู้เหมือนเดิม หรือเลิกทำ หรือหลับไปเลยดี  - คราวหน้าจึงแค่ขณิกสมาธิพอให้
ใจสงบไม่ซัดส่าย หรือวิปัสสนาสมาธิก็พอ ไม่ต้องให้ถึงสงบนิ่ง หรือเคลิบเคลิ้ม หรือซาบซ่านจนมีปีติอิ่มเอิบจนเกินไป แล้วหยิบธรรมใดๆที่คิดไว้หรือกระทบจิตในขณะนั้นๆ ขึ้นมาพิจารณาหรือถามตอบตนเองเลย   อ้อ ลืมตาในการโยนิโสมนสิการได้นะครับ จะได้ไม่เคลิบเคลิ้มไหลเลื่อนไปลงภวังค์ตามความเคยชินได้ง่ายๆดังเดิม,   ขอเพียงให้ใจไม่ซัดส่ายสอดแส่ไปปรุงแต่งหรือแสวงหาในอารมณ์ต่างๆหรือเรื่องอื่นๆ ก็เป็นสภาวะที่เหมาะยิ่งต่อการวิปัสสนาครับ    สมาธิมีเพียงเพื่อไม่ให้ใจซัดส่ายไปในเรื่องอื่นๆ เพราะเมื่อซัดส่ายไปในเรื่องอื่นๆย่อมเกิดเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่เสมอๆ จนย่อมไม่สามารถรวบรวมความคิดหรือปัญญาได้นั่นเอง เพื่อเป็นกำลังของจิตดังนี้จริงๆ,   นักปฏิบัติส่วนใหญ่จึงพากันไปติดเพลินอยู่ในฌานสมาธิโดยไม่รู้ตัว
       3. อาการตกใจ บางครั้งตั้งนาฬิกาปลุกไว้ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา แต่พอนาฬิกามันดัง กลับตกใจ สะดุ้งโหยงเลย ทั้งๆที่ไม่ใช่คนขี้ตกใจ ดิฉันวางจิตไว้ผิดที่รึปล่าวคะ
       
แม้ไม่ได้กังวลเรื่องเวลา แต่มาจากผลของสมาธิในข้อ ๒ ที่เคลิบเคลิ้มสุขสบาย หรือจากภวังค์ จึงทำให้สติเริ่มขาด แล้วนาฬิกาได้ปลุกขึ้น  เป็นไปดังที่กล่าวไว้ในบทเรื่องนิมิตและภวังค์ คือ เมื่ออยู่ในภวังค์ย่อมเคลิบเคลิ้มอ่อนไหวเปราะบางและเริ่มขาดการรับรู้จากภายนอก เมื่อความรับรู้จากภายนอกคือนาฬิกาเข้ากระทบอย่างรุนแรงหรือบีบบังคับ ก็ย่อมสะดุ้งตกใจได้เป็นธรรมดา

        คราวนี้ถ้าพิจารณาดีๆ แล้วย้อนไปดูคำถามที่ถามผมมาเมื่อคราวแรก  ที่ผมแนะให้เจริญวิปัสสนาโดยการใช้สมาธิแค่ขณิกสมาธิ หรือวิปัสสนาสมาธิก็ด้วยเหตุดังข้อ ๒ นั้นนั่นเอง  ที่ไม่ลึกละเอียดเกินไปจนไม่มีกำลังพิจารณา  หรือไม่ก็สบายเสียจนไหลลื่นไปง่วงหรือหลับไป  นี่แหละจึงเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ในที่สุดแล้วจึงไปติดเพลินอยู่ในฌานสมาธิโดยไม่รู้ตัว นั่งที่ไรก็ไหลเลื่อนสบายไปสับนก  จึงไม่ได้เจริญวิปัสสนาอย่างจริงจังเลย  ทำไปทำมาเข้าใจว่าเจริญวิปัสสนา แต่กลายเป็นติดเพลินไปในฌานสมาธิจนจิตเก่งจิตแข็งกร้าวไปเสียแล้ว  การเจริญวิปัสสนาทุกชนิด ที่สุดแล้วล้วนเพื่อให้เกิดนิพพิทาญาณ คือเกิดความหน่ายจากปัญญาไปรู้ความจริงยิ่ง จึงคลายกำหนัดอันคือดับตัณหาอันเป็น สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ หรือเป็นการตัดทำลายวงจรปฏิจจสมุปบาทที่ตัณหาเสียนั่นเอง
พอจะปฏิบัติก็มีเรื่องจุกจิกให้สงสัย กำลังหาความสมดุลในความวิตกจริตอยู่ค่ะ รบกวนช่วยเมตตาตอบด้วยนะคะ

ถ้ามี Email ก็แจ้งมาด้วยนะครับ  เพราะบางอย่างก็ไม่อยากตอบโดยสาธารณะ
ขอบคุณค่ะ

 

        จากคำถามในสมุดเยี่ยมที่ ๓๑๙ ว่า - ที่เขามักจะพูดว่าการนั่งสมาธิหรือสวดมนต์แล้วได้บุญ  ถ้าพิจารณาตามภาษาทางโลกแล้วจะไม่เข้าใจว่าจะได้บุญเพราะเหตุใดเพราะไม่ได้ช่วยผู้อื่นเลย

 

        ทำความเข้าใจของคำว่า บุญ เสียก่อน

บุญ จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ หมายความว่า  เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกายวาจาและใจ, กุศลธรรม  และท่านพุทธทาสได้เพิ่มเติมแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า ความใจฟู ความอิ่มเอิบ ความสุขนั่นเอง

        บุญสูงสุด ทางพุทธศาสนาก็คือ ดับทุกข์ของตน หรือนิพพานนั่นเอง เป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุด  เป็นสุขที่สะอาด สงบ บริสุทธิ์แท้จริง

        จึงขออธิบายแบบโลกุตระ คือการนั่งสมาธิหรือสวดมนต์แล้วได้บุญก็ด้วยเมื่อจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นหรือตั้งมั่นในคำสวดมนต์ได้ดีแล้วนั้น  จิตย่อมไม่ซัดส่าย สอดแส่ ออกไปปรุงแต่งภายนอกให้เกิดทุกข์ขึ้นอย่างแน่นอน  ขณะจิตที่ไม่ซัดส่ายไปเป็นทุกข์นั้นเป็นสภาวะของความสุขนั่นเอง มีทั้งความอิ่มเอิบจากปีติ จากการปล่อยวาง ณ ขณะนั้นๆ เนื่องจากการระงับไปของนิวรณ์ อันเป็นปฏิปักษ์โดยธรรมหรือโดยธรรมชาติกับสมาธิ  จึงย่อมเกิดบุญนั้นๆขึ้นกับผู้ปฏิบัติ  แม้ไม่เป็นการช่วยผู้อื่น  แต่เกิดผลอันยิ่งแก่ตนเอง อันถูกต้องที่สุดแล้วครับ  ดังจะได้ยินได้เห็นอยู่เนืองๆในพระไตรปิฎกว่า

การดับทุกข์ทั้งปวงของตนนั้น เป็นกิจอันสำคัญยิ่งเพื่อประโยชน์ตน  กิจอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว  ดังกล่าวไว้ในพระสูตรต่างๆอยู่เนืองๆ ว่า

 กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี

เพราะบุญทั้งปวงที่กระทำให้ผู้อื่นนั้น  ตามความจริงแล้ว ก็เพื่อประโยชน์ตนนั่นเอง คือหวังให้ผลของบุญนั้นบังเกิดขึ้นกับตนในภายหน้า คือ หวังอานิสงส์ในความสุขในภายหน้า ซึ่งความจริงแล้วก็คือ การดับทุกข์ทั้งปวงของตนเพื่อตน  อันเป็นสุขยิ่งแห่งตนนั่นเอง   ดังคำกล่าวของหลวง)ุ่เทสก์ เทสรังสี ได้กล่าวถึงเรื่องบุญไว้ดังนี้

หาอุบายทำบุญ  ด้วยบุญที่เกิดจากกุศลจิต

ป็นการทำบุญภายใน  ไม่ใช่การทำบุญภายนอกด้วยวัตถุสิ่งของ

แต่เราทำบุญโดยการสร้างกุศลจิต

สร้างจิตที่ผ่องใสมีคุณงามความดี  เป็นจิตไม่ตระหนี่เหนียวแน่น

จิตไม่เกิดโทสะมานะทิฏฐิ  จิตไม่ประกอบด้วยกิเลส

จึงเป็นบุญมหาศาลหาค่ามิได้  เกิดจากจิตภายใน

ถ้าเราทำอย่างนี้อยู่เสมอๆ   ก็เป็นบุญอยู่ทุกอิริยาบถ

และเราก็เห็นบุญในตัวของเรา  ชมเชยบุญของเรา

หรือการที่เราละความชั่วได้  เราไม่เก็บความชั่วไว้ในตัวของเรา

อันนั้นก็เป็นบุญกุศลเกิดขึ้นที่จิต

เราเองก็รู้สึกชิ่นชมยินดีในตัวของเรา

จะพากันไปหาบุญที่ไหนอีก

บุญไม่ได้นอกเหนือไปจากจิตนี้หรอก

ขอให้พากันสะสมบุญอย่างนี้ขึ้นภายใน "จิต " ของตนทุกๆคน

        แต่สมาธิและการสวดมนต์นั้น แม้ได้บุญ แต่ยังเป็นบุญที่ยังผลชนิดวิกขัมภนวิมุตติ คือกลับกลายหายสูญได้  จึงต้องนำความสุข สงบ สบาย อันเกิดขึ้นมาในการปฏิบัตินั้นมาดำเนินการวิปัสสนาให้เกิดปัญญาวิมุตติ อันไม่กลับกลายหายสูญ

 แก่นบุญคือจิต

เราเข้าถึงจิต  ปฏิบัติให้ถึงจิต

อันนั้นแหละเป็นแก่นบุญ(สูงสุดแล้ว)

 (โอวาสของหลวงปู่ เทสก์ เทสรังสี)

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter