กระดานธรรม

 พระไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕

 

 คลิกขวาเมนู

        แสดงอาการพระไตรลักษณ์ที่ดำเนินไปในขันธ์ทั้ง ๕ โดยลำดับ  ดังมีพุทธพจน์ที่กล่าวแสดงเป็นอเนกเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ไว้ ในลักษณาการดังนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กล่าวคือขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นทุกขังทนอยู่ไม่ได้  จึงเป็นทุกข์ ล้วนเป็นอนัตตา

        จึงนำมาจำแนกแจกแจงให้ละเอียดขึ้น พร้อมแสดงอาการอ้างอิงพอสังเขป ก็เพื่อแสดงให้เห็นอาการไม่เที่ยง ทุกขังทนอยู่ไม่ได้ และอนัตตาในขันธ์แต่ละขันธ์ ให้ชัดเจนขึ้น

อนิจจัง ไม่เที่ยง

        รูปหรือรูปขันธ์ ไม่เที่ยง มีอาการแปรปรวนให้เห็น คือ ความเสื่อม ความแก่ ความเจ็บ ความป่วย ความแปรปรวน แสดงให้เห็นอยู่เสมอๆ ตลอดระยะเวลาที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่

        เวทนา ไม่เที่ยง เกิดเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง อทุกขมสุขบ้าง แปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาเป็นธรรมดา ตามการผัสสะนั่นเอง จึงแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาที่ยังดำรงขันธ์คือชีวิตอยู่

        สัญญา ไม่เที่ยง ย่อมจดจำและหมายรู้ อยู่ในอาการแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวจำเรื่องนี้ เดี๋ยวจำเรื่องนั้น, เดี๋ยวหมายรู้ไปว่านั่น เดี๋ยวหมายรู้ไปว่านี่,  เดี๋ยวเกิดจำได้ เดี๋ยวดับไป เป็นไปเยี่ยงนี้อยู่ตลอดเวลา,  ที่ว่าจำได้แม่น จำได้ตลอดเวลา ความจริงก็คือการจำได้หรือหมายรู้แบบเกิดๆดับๆ  หรือแบบเดี๋ยวจำเดี๋ยวลืมอันแสนแปรปรวนนั่นเอง

        สังขารขันธ์ ไม่เที่ยง เดี๋ยวปรุงแต่งทางใจให้กระทำนั่น กระทำนี่  จึงกระทำการในรูปแบบต่างๆทั้งทางกาย วาจา ใจ อยู่เสมอๆตลอดเวลา เช่น เดิน นอน กิน ดื่ม นั่ง พูด คิด ทำงาน ฯลฯ. อย่างแปรปรวนไปอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์

        วิญญาณ ไม่เที่ยง มีอาการแปรปรวน เกิดดับตามการกระทบของอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ เมื่ออายตนะภายในใดๆกระทบกับอารมณ์ก็ย่อมต้องเกิด วิญญาณของอายตนะภายในนั้นๆ ขึ้นเป็นธรรมดา  จึงแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามการกระทบอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์อยู่  

ทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้

        รูปหรือรูปขันธ์ ล้วนทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้  เมื่อแปรปรวนถึงที่สุดแล้ว ก็ย่อมถึงความดับไปเป็นธรรมดา จึงต้องแตกดับคือตายไปเป็นที่สุด

        เวทนา ล้วนทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้  ต้องดับไปเป็นที่สุด  เมื่อเกิด สุข ทุกข์ อทุกขมสุขก็ตามที แล้วย่อมต้องดับไป

        สัญญา ล้วนทุกขัง จำได้หมายรู้ ผุดเกิดขึ้นมา แล้วก็ดับไปอยู่อย่างนี้ เกิดดับ เกิดดับ อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา

        สังขารขันธ์ ล้วนทุกขัง ไม่ว่ากระทำในสิ่งใดก็ตามที ไม่ว่าคิด พูด กระทำ ก็ย่อมต้องดับไปในที่สุด

        วิญญาณ ล้วนทุกขัง เมื่ออายตนะภายในและภายนอกแยกพรากจากกัน หรือการกระทบได้ดับไป  วิญญาณนั้นๆก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา

อนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน ไม่มีตัวไม่มีตน แท้จริง

        รูป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน ไม่มีตัวมีตน  เพราะล้วนเป็นเพียงแต่เหตุปัจจัยของธาตทั้งุ ๔ มาประชุมปรุงแต่งกันขึ้นชั่วระยะหนึ่ง  จึงไม่มีตัวตนแท้จริง จึงไม่มีตัวตนให้ควบคุมบังคับบัญชา จึงบังคับไม่ได้ว่า ขอรูปจงอย่าเกิด อย่าแก่ อย่าแปรปรวน อย่าเจ็บ อย่าตาย   แต่มักเข้าใจกันไปผิดๆว่า ควบคุมบังคับรูปได้ด้วยมายาจิตโดยไม่รู้ตัว (อ่านรายละเอียดได้ว่าทำไมใน  อัตตา)  จึงขึ้นอยู่หรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัย  จึงมิได้ขึ้นอยู่กับอัตตาหรือตัวตนแต่อย่างใด

        เวทนา เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน ไม่มีตัวมีตน เกิดแต่เหตุปัจจัยหรือเป็นเพียงเหตุปัจจัยของขันธ์ต่างๆกับอารมณ์ จึงไม่มีตัวไม่มีตน ให้ควบคุมบังคับได้อย่างแท้จริง จึงขึ้นอยู่หรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัย อาทิเช่น อารมณ์ สัญญา อาสวะ ฯ.

        สัญญา เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวใช่ตน ไม่มีตัวมีตน เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงไม่มีตัวตนให้ควบคุมบังคับอย่างแท้จริง จึงขึ้นอยู่หรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัย เช่นหทัยวัตถุส่วนสมอง อารมณ์ที่จรมาเร้า ฯ.

        สังขาร เป็นอนัตตา ไม่มีตัวมีตน เกิดแต่เหตุปัจจัยหรือเนื่องมาจากการที่ขันธ์อื่นๆปรุงแต่งกันขึ้นมา เป็นการสิ่งปรุงแต่งทางใจเป็นการกระทำต่างๆนาๆ

        วิญญาณ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวมีตน  เกิดแต่เหตุปัจจัยของอายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกเป็นธรรมดา  จึงขึ้นอยู่หรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัย ไม่ขึ้นกับอัตตาหรือตัวตน

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ 

 

 

hit counter