buddha

หัวข้อธรรม ๒๑

ทุกข์

 คลิกขวาเมนู

        สังขารขันธ์ความทุกข์หรืออารมณ์เป็นทุกข์ เป็นสังขารอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นสังขารสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น จึงย่อมเกิดมาจากมีเหตุมาเป็นปัจจัยแก่กัยและกันจึงจะเกิดขึ้นมาได้ เกิดแต่เหตุ เว้นแต่เหตุมิได้มี คือ เกิดจากเพราะการผัสสะ ของอายตนะทั้งภายนอกและภายในต่างๆเป็นเหตุปัจจัยกัน จึงยังให้เกิดเวทนา สัญญา สังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นเป็นลำดับ  แล้วยังเนื่องให้เกิดการผัสสะของธรรมารมณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นจากสังขารขันธ์ทุกข์ดังกล่าวซ้ำๆเติมวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์เนื่องต่อไปอีกได้นานๆ(ดูภาพประกอบด้านล่าง)  จึงยิ่งเป็นทุกข์เร่าร้อนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน  ทั้งที่ความจริงขั้นปรมัตถ์แล้วทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ต้องเสื่อมดับไป เป็นไปตามธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณะ ตั้งอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นไม่นานนักแล้วก็ต้องเสื่อมดับสิ้นไป แต่ขณะที่ยังไม่เสื่อมดับไปนั้นเอง  ซึ่งปุถุชนผู้ไม่ได้เรียนรู้ มักคิดนึกปรุงแต่งต่างๆเนื่องต่อในทุกข์นั้น (อันคือธรรมารมณ์ต่างๆที่รุมกันผุดขึ้นมา) จึงเกิดการผัสสะกับธรรมารมณ์นั้นจนเกิดการผัสสะจึงเกิดสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นอีกอยู่เรื่อยๆ  เหล่าธรรมารมณ์ก็คือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาในทุกข์นั้นๆ จึงเกิดทุกข์ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นไปอย่างนี้อย่างต่อเนื่องวนเวียนเป็นวงจรไม่รู้จบได้ยาวนาน(จนกว่าจะหยุดการปรุงแต่งหรือธรรมารมณ์นั้นด้วยปัญญา หรือจนกว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าเป็นอารมณ์ เบี่ยงเบนไป)  ความที่เกิดต่อเนื่องเกิดดับๆๆๆอยู่เยี่ยงนี้ จึงรู้สึกราวกับว่าความทุกข์นั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องแสนยาวนานราวกับว่าเป็นชิ้นหนึ่งเดียวกัน  ทั้งๆที่ความจริงแล้ว  ทุกข์นั้นเกิดดับๆ....แต่ดำเนินต่อเนื่องเป็นวงจรทุกข์ได้ยาวนานด้วยธรรมารมณ์คิดนึกปรุงแต่งต่อนั้นนั่นเอง จนราวกับว่าเป็นความทุกข์เกิดจากการผัสสะครั้งเดียวแล้วคงทนอยู่ได้ยาวนาน แต่แท้จริงแล้วทุกข์เหมือนดังหลอดไฟที่กระพริบตามความถี่ของกระแสสลับ แม้กระพริบอยู่ เพียงแต่ด้วยความเร็วที่ตาเราจับไม่ได้ จึงเพียงแลดูหลอดไฟสว่างโร่ต่อเนื่องราวกับว่าเป็นแสงชิ้นเดียวกันไม่มีการกระพริบใดๆ  ทั้งที่ความจริงแล้วมีการกระพริบแบบเกิดดับๆอยู่ตลอดเวลาตามความถี่ของกระแสสลับ ซึ่งเป็นที่เรียนรู้กันในวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นการเกิดดับหรือกระพริบนี้ในนามธรรมคือความทุกข์เช่นกัน คือทุกข์ใจก็เป็นเฉกเช่นกัน เกิดการกระพริบแบบเกิดดับๆอยู่ตลอดเวลา จนเรารู้สึกราวกับว่าเกิดทุกข์จากความคิดครั้งเดียวเท่านั้นแล้วยาวนานต่อเนื่อง แต่ถ้าเราหยุดเหตุคือการปรุงแต่งเสียด้วยกำลังของปัญญาที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง การเกิดดับๆหรือการกระพริบก็จะเสื่อมดับไป ด้วยการอุเบกขาเสียนั้นเอง ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นก็ย่อมเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยามหรือพระไตรลัษณ์ ไม่เป็นอื่นไปได้

มีสติเห็นจิตสังขารอันให้โทษอยู่เนืองๆเสมอๆ  และสติเท่าทันว่า สังขารขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดาตามหน้าที่เขา  แต่อุเบกขาเสีย   

การปฏิบัติดังนี้ จึงครอบคลุมทั้งสติ สมาธิ และปัญญา

        สติ-ระลึกรู้เท่าทันจิตสังขารคือสังขารขันธ์อันให้โทษ และอีกทั้งสัมปชัญญะ (ความรู้ชัด, ตระหนัก, เข้าใจชัดตามความเป็นจริง)ที่รู้ว่าสังขารขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้นเองเช่นนี้เป็นธรรมดา เพราะล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้  เป็นขันธ์ย่อมทำงานเป็นอิสสระตามหน้าที่เขาได้เท่านั้นเอง ไปควบคุมบังคับไม่ได้ เพราะเป็นสภาวธรรมจึงต้องเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา

        สมาธิ- การมีสติระลึกรู้อยู่เนืองๆเสมอๆ ฝึกให้สังเกตุเห็นความคิดอันให้โทษอยู่เสมอๆ จนจิตสามารถทำได้เองโดยอัตโนมัติในที่สุดหรือมหาสติ

        ปัญญา-การอุเบกขา ด้วยปัญญาที่รู้ยิ่งว่า ทุกข์เกิดได้แต่การมีเหตุปัจจัยเท่านั้น คือเกิดการผัสสะของความคิดต่างๆหรือจากการกระทบผัสสะของอายตนะต่างๆ

 

        ดังนั้นพึงซึมทราบไว้ให้ดีอย่างแนบแน่นว่าขันธ์ทั้ง ๕ เขาทำงานตามหน้าที่ของตนได้เท่านั้น ไปแทรกแซงควบคุมบังคับเขาดังใจนึกหรือปรารถนาไม่ได้เลย ทำงานตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น เราพึงมีสติและปัญญารู้เท่าทันว่าเป็นเช่นนั้นเองเป็นธรรมดา จึงจักทำให้เกิดการยอมรับตามความจริง และเกิดการปล่อยวางเป็นไปได้อย่างดี(อ่านได้ใน ขันธ์ ๕ ทำงานโดยอิสระ)  การดับทุกข์นั้นเป็นการดับทุกข์อันเกิดแต่ตัวเรา ไม่ได้หมายถึงไปดับในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วไม่สมหวัง หรือว่ามันจะเกิดได้ดังความปรารถนา ดังเช่น ความรัก หนี้สิน ร้อนเงิน ความปรารถนาต่างๆ ความทุกข์ต่างๆจากอดีต ในความต้องการในสิ่งเหล่านั้นโดยตรงๆ แต่เมื่อเราดับทุกข์ที่ตัวเราได้แล้ว ก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่ทุกข์เหล่านั้นก็จะจางคลายเสื่อมดับลงไปได้ในที่สุดเช่นกัน เพราะเมื่อทุกข์ต่างๆจางคลายแล้วย่อมมีสติปัญญาแก้ไขสถานะการณ์ต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์  อีกทั้งทุกข์ทั้งหลายทางโลกๆก็ล้วนอยู่ภายใต้ธรรมนิยามทั้งสิ้น

 

กระบวนธรรมของจิต ซึ่งดำเนินไปในลักษณะดังนี้

ธรรมารมณ์(คิด)   กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้น  [ผัสสะ]  สัญญาจําได้   เวทนา  สัญญาหมายรู้  สังขารขันธ์(ความทุกข์) [ เกิดสัญเจตนา(เจตนา,ความจงใจ,ความคิดอ่าน)  เกิดกรรม (คือ เกิดการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ) เกิดมโนกรรม เป็นคิดต่างๆอันเป็นทุกข์

เกิดทุกข์จากการผัสสะแรกซี่งย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าดำเนินต่อไปด้วยสติที่ระลึกรู้เท่าทัน ทั้งสัมปชัญญะตระหนักรู้ความจริง

ความทุกข์(ข้างต้นอันเป็นธรรมารมณ์สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยใจอย่างหนึ่ง)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  [ผัสสะ]  สัญญาจําได้   เวทนา  สัญญาหมายรู้แต่ประกอบด้วยปัญญา  สังขารขันธ์(คราวนี้เป็นสติอันเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง) [ เกิดสัญเจตนา(ความคิดอ่าน)  เกิดกรรม (คือ เกิดการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ต่างๆ) เกิดมโนกรรมทางใจ คือการอุเบกขาสัมโพชฌงค์)

หรือเขียนกระบวนธรรมของจิต ย่อลงอีกหน่อย

ธรรมารมณ์(คิด)   กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้น  [ผัสสะ]  เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์(ความทุกข์) [ เกิดสัญเจตนา(ความคิดอ่าน)  เกิดกรรม (คือ เกิดการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ) เช่นเกิดมโนกรรม เป็นคิดต่างๆอันเป็นทุกข์)

ถ้ามีสติรู้เท่าทัน

ความทุกข์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  [ผัสสะ]  เวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์(เป็นสติ) [ เกิดสัญเจตนา(เกิดเจตนาความคิดอ่าน)  เกิดกรรม เกิดการกระทำทางใจคือมโนกรรมทางใจ คือการอุเบกขาสัมโพชฌงค์)

 

เมื่อชำนาญขึ้นก็จะเป็นไปดังที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้กล่าวสอนไว้ "ประโยชน์ของการดูจิตนั้นมีอยู่มากนัก เบื้องต้นดูจิตเพื่อให้เห็นความคิด  การเห็นความคิดบางทีเผลอบ้าง หลงลืมบ้างไม่เป็นไร  ฝึกบ่อยๆ จนชำนาญก็เอาอยู่ เมื่อฝึกจนชำนาญแล้วแขกจะไม่ค่อยมาเยือน  เมื่อถึงที่สุดเมื่อแขกมา...ยืนหน้าบ้าน เราก็รู้ แต่ไม่ต้อนรับแขกให้เข้ามาแล้ว"

เมื่อฝึกดีแล้ว หรือเชี่ยวชาญชำนาญยิ่งในเวทนา คือรู้เท่าทันเวทนา ก็อาจเกิดกระบวนจิตเพียงครั้งเดียวได้ดังนี้

ธรรมารมณ์(คิด)   กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  [ผัสสะ]  ทุกขเวทนา  สัญญา(ประกอบด้วยปัญญา)  สังขารขันธ์(สติ) [ เกิดสัญเจตนา(ความคิดอ่าน)  เกิดกรรม (คือการอุเบกขา)

 

กล่าวคือเกิดทุกขเวทนาขึ้น และสติระลึกรู้เท่าทันในเวทนาคือรู้เวทนานุปัสสนา สติระลึกรู้เท่าทันว่าเป็นทุกขเวทนาชึ่งเป็นเพียงการเสวยหรือเสพอารมณ์คือความรู้สึกในการรับรู้ในรสสัมผัสของสิ่งที่ผัสสะเท่านั้นเองตามหน้าที่ของเขาซึ่งควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา  จึงเกิดสัญญาที่ประกอบด้วยปัญญา จึงทำให้เกิดสังขารขันธ์อันคือสติขึ้นในกระบวนธรรมแต่แรก จึงอุเบกขา  จึงเสพแค่ทุกขเวทนาในขณะจิตแรกเท่านั้น แล้วเสื่อมสิ้นไป ไม่เสวยสังขารขันธ์คือความทุกข์ใจ ซึ่งย่อมเสื่อมสิ้นไปเช่นกัน

ข้อสำคัญต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า ขันธ์ทั้ง ๕ นั้น เขาทำงานตามหน้าที่ของเขาเท่านั้นเอง ไม่สามารถไปควบคุมหรือบังคับบัญชาในขันธ์ทั้ง ๕ ได้เลยแม้แต่ขันธ์เดียว และเป็นสิ่งที่จำเป็นและทำงานประสานกันโดยอัติโนมัติในการดำรงชีวิต ไม่มีก็ไม่ได้ แต่ด้วยขันธ์ทั้ง ๕ ต่างก็ล้วนเป็นอนัตตา เกิดขึ้นมาแต่เหตุปัจจัย แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุที่มาเป็นปัจจัยกัน จึงไม่ขึ้นอยู่กับเรา จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เป็นอิสระจากเราอย่างแท้จริง แล้วขันธ์ทั้ง ๕ เขาก็จะทำหน้าที่ของตนไปตามธรรมหรือธรรมชาติของตน  เราทำได้เพียงควบคุมเหตุก่อคือความคิดหรือเหล่าอายตนะภายนอกซึ่งไม่ใช่ขันธ์ ๕ ที่จะจรมากระทบกับอายตนะภายในเราได้เท่านั้นเอง ซึ่งล้วนเป็นไปผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะภายในทั้งหลายอันคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง

        ดังนั้นเหตุเกิดขึ้นของทุกข์ จึงพอจำแนกได้ เป็น ๓ ทางใหญ่ๆ คือ

        ๑. เกิดจากการผัสสะกับอายตนะภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ จึงเกิดเวทนา สัญญา แล้วสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์ขึ้น เป็นสภาวธรรมโดยธรรมชาติของชีวิตหรือขันธ์ ๕ จึงหลีกหนีไม่พ้น แต่เกิดขึ้นชั่วขณะจิตหนึ่งแล้วก็เสื่อมสิ้นไป ถ้าไม่เข้าไปปรุงแต่งด้วยความยินดียินร้าย ไม่ยึดถือยึดมั่นหรือปล่อยวาง หรือการอุเบกขา

        กล่าวคือ ตา กระทบ รูป ย่อมเกิด จักขุวิญญาณ เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นได้

        หู กระทบ เสียง ย่อมเกิด โสตวิญญาณ เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นได้

        จมูก กระทบ กลิ่น ย่อมเกิด ฆานวิญญาณ เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นได้

        ลิ้น กระทบ รส ย่อมเกิด ชิวหาวิญญาณ เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นได้

        กาย กระทบ สัมผัส ย่อมเกิด กายวิญญาณ เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นได้

        ธรรมารมณ์ กระทบ ใจ ย่อมเกิด มโนวิญญาณ เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นได้

 

        ๒.เกิดจากสัญญา หรืออาสวะกิเลสที่นอนเนื่อง ผุดนึกจำขึ้นมา อันเป็นวิสัยของชีวิต  สิ่งที่ผุดนึกจำนี้ก็จะไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์ ทำให้เกิดเวทนา สัญญา สังขารขันธ์อันเป็นทุกข์ขึ้น อันนี้ก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต ดังข้อ ๑. เกิดขึ้นชั่วขณะจิตหนึ่งแล้วก็เสื่อมสิ้นไป แต่มักแฝงกิเลสมาด้วย จึงมีกำลังแรงกว่า ถ้าไม่มีสติรู้เท่าทัน ก็มักดำเนินการปรุงแต่งต่อให้เป็นทุกข์ดังข้อ ๓.

 

        ๓. เกิดจากสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์ข้างต้นในข้อ ๑.และ ๒. ทำให้เกิดสังขารขันธ์ทางใจหรือมโนกรรม(ธรรมารมณ์)ชนิดเป็นทุกข์ขึ้น  แล้วเกิดการปรุงแต่งดำเนินวนเวียนเป็นวงจรเนื่องต่อให้เป็นทุกข์อันแสนเร่าร้อนยาวนาน  ยิ่งคิดนึกปรุงแต่งวนเวียนยาวนานก็ยิ่งเป็นทุกข์เร่าร้อนขึ้นและยาวนานขึ้นเป็นลำดับ วงจรดำเนินไปดังภาพ

 

รูป - ธรรมารมณ์ + ใจ + มโนวิญญูาณขันธ์  anired06_next.gif เวทนาขันธ์

                            ขันธ์ทั้ง๕                              

สังขารขันธ์                                         สัญญาขันธ์

วงจรแสดงขันธ์ทั้ง๕

รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์

                           อุปาทานขันธ์ทั้ง๕                            

สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์          สัญญูปาทานขันธ์

วงจรอุปาทานขันธ์ทั้ง๕ที่ล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทาน

จึงเกิดเป็นวงจร วนเวียนอยู่ในกองทุกข์

 

ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ  ไม่มีใครหยุด หรือห้ามการทำงานของเขาได้ เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

webmaster - เพราะขันธ์ทั้ง ๕ เขาทำงานตามหน้าที่ของงเขาเท่านั้นตามธรรมหรือธรรมชาติ ไปบังคับบัญชาเขาไม่ได้เลย เพราะเป็นอนัตตา เกิดแต่มีเหตุเป็นปัจจัยกัน จึงขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย จึงล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เราอย่างแท้จริง  ทำงานตามหน้าที่เป็นอิสระจากเรา

ความทุกข์

       ทั้งๆที่ความจริงแล้ว  ทุกข์นั้นเกิดดับๆ....แต่ดำเนินต่อเนื่องเป็นวงจรทุกข์ได้ยาวนานด้วยมโนกรรมคือคิดนึกปรุงแต่งอยู่เรื่อยๆนั่นเองด้วยไม่รู้ตัวและความจริง จนราวกับว่าเป็นความทุกข์ที่เกิดจากการกระทบผัสสะขึ้นเพียงครั้งเดียว แล้วคงทนอยู่ได้แสนยาวนาน  แต่แท้จริงแล้วทุกข์เหมือนดังหลอดไฟที่กระพริบเกิดดับๆ..ตามความถี่ของกระแสไฟสลับ แม้มีการกระพริบอยู่ เพียงแต่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตามนุษย์เราจับภาพได้ (ส่วนทุกข์ต้องใช้ปัญญาจับให้ทัน) จึงเพียงแลดูเหมือนหลอดไฟสว่างโร่ต่อเนื่องราวกับว่าเป็นแสงต่อเนื่องชิ้นเดียวกัน ไม่มีการกระพริบของการเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับๆใดๆ  ทั้งที่ความจริงซึ่งมีการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาตร์ในยุคปัจจุบันว่า มีการกระพริบแบบเกิดดับ เกิดดับๆ...อยู่ตลอดเวลาตามความถี่ของกระแสสลับ ซึ่งเป็นที่เรียนรู้กันในวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน  แต่พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นการเกิดดับหรือกระพริบนี้แม้ในนามธรรมคือความทุกข์เช่นกัน คือทุกข์ใจก็เป็นเฉกเช่นกัน เกิดจากการกระพริบแบบเกิดดับๆอยู่ตลอดเวลา จนเรารู้สึกราวกับว่าเกิดทุกข์จากความคิดครั้งเดียวเท่านั้นแล้วยาวนานต่อเนื่อง แต่ถ้าเราหยุดเหตุคือการปรุงแต่งมโนกรรมที่เกิดขึ้นเสียด้วยกำลังของปัญญาที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจึงเกิดปัญญาพละ  การเกิดดับๆหรือการกระพริบก็จะเสื่อมดับไป ด้วยการอุเบกขาเสียนั้นเอง ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นก็ย่อมเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยามหรือพระไตรลัษณ์ ไม่เป็นอื่นไปได้

 

หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ