ไปสารบัญ

หัวข้อธรรม ๕

       

คลิกขวาเมนู

ขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานโดยอิสระจากเรา จึงต้องปฏิบัติอย่างไร จึงใช้ประโยชน์ไปดับทุกข์ได้

        ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนทำงานตามหน้าที่ของตนนั้นๆตามธรรมชาติ และยังต้องทำงานประสานเป็นเหตุปัจจัยกันทั้งในการดำรง และดำเนินไปของชีวิตอยู่ตลอดเวลา  แลดูคือเมื่อพิจารณาโดยไม่แยบคายแล้ว เหมือนกับว่าล้วนเป็นของเรา เป็นเรา อยู่ในอำนาจของเรา แต่แท้จริงแล้ว ล้วนเป็นอิสระจากเรา เพราะล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนของมันเองจริง จึงเข้าครอบครองเป็นเจ้าของไม่ได้  จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงเข้าไปควบคุมบังคับบัญชา หรือเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามใจปรารถนาย่อมไม่ได้ตามนั้น  เราโยนิโสมนสิการให้เห็นความจริงข้อนี้ให้อย่างแจ่มแจ้ง  เหตุที่ควรพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายเพราะ ปุถุชนเมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น โดยทั่วไปก็เกิด ความรู้สึกไม่อยากให้ความทุกข์นั้นๆเกิดขึ้น หรืออยากให้ทุกข์มันหายไป หรือเกิดทุกข์ขึ้นมาก็อยากให้มีความรู้สึกสงบหรือเฉยๆไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่โศก  หรืออยากให้มันดับไปโดยพลัน,  เพราะไม่รู้ความจริงดังนี้ว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนทำงานตามหน้าที่ตนตามธรรม เป็นอิสระจากการควบคุมบังคับของใครๆทั้งนั้น ทั้งเรา เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่กระทบปรุงแต่งกันเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงทำหน้าที่เช่นนี้เอง อย่างตรงไปตรงมาตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ไปห้าม ไปหยุด ไปดับ ไปเปลี่ยนแปลงใดๆในการทำงานตามหน้าที่ของขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ได้เลย  ดังนั้นจำต้องมีสติระลึกรู้เท่าทัน ทั้งสัมปชัญญะคือตระหนักรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้เอง  และการดับทุกข์เหล่านั้นได้ จึงหมายถึง การที่ไม่ให้เกิดทุกข์สืบเนื่องต่อไปอีก กล่าวคือถึงแม้ทุกข์นั้นเกิดขึ้นมาจากการผัสสะคราแรกแล้วนั้น แต่แท้จริงเกิดขึ้นแค่ชั่วขณะหนึ่งๆเท่านั้นแล้วย่อมเสื่อมดับไป  ถึงแม้เราไม่สามารถไปดับ ไปห้าม หรือไปควบคุมบังคับบัญชาในการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ ได้ดังที่กล่าว แต่สามารถแก้ไขหรือดับได้ที่เหตุ ก็ด้วยการปฏิบัติที่เหตุนั่นเอง จึงสามารถควบคุมบังคับหรือปฏิบัติให้ทุกข์นั้นเสื่อมดับไปได้ตามเหตุปัจจัยเช่นกัน

        ขันธ์ ๕ คือชีวิต จึงทำงานอิสระตามหน้าที่ ตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยครบก็เกิดขึ้นประดุจดั่งเงานั่นเอง   อีกทั้งทุกๆขันธ์เองก็ล้วนเกิดขึ้นประดุจดั่งเงา   โยนิโสมนสิการเพื่อการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายในขันธ์ทั้ง ๕ ดังนี้

        รูปขันธ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้  เกิด แก่ เจ็บป่วยไข้ ตาย ฯ. เป็นธรรมดา ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้  รูปขันธ์ยังเป็นฐานที่ตั้งของอีกทั้ง ๔ ขันธ์ และทำงานเพื่อการดำรงขันธ์หรือชีวิต เช่น ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบต่างๆในร่างกาย ฯ.  โดยไม่ต้องบังคับควบคุม และควบคุมอย่างแท้จริงก็ไม่ได้  และทำการงานหรือกริยาต่างๆของร่างกายตามที่ได้สังขารขันธ์เจตนาคิดอ่านขึ้น ซึ่งเป็นเพียงกายกรรม การกระทำต่างๆทางกายโดยอาศัยวิญญาณต่างๆเป็นสื่อกลางเท่านั้น  ไม่ใช่สภาวธรรมของรูปขันธ์  ซึ่งตัวนี้แหละที่ทำให้เกิดความหลง ความเข้าใจไปยึดผิด ก็เพราะการที่ไปควบคุมกริยาหรือการกระทำต่างๆ ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้รูปขันธ์คือร่างกายสามารถทำงานตามใจสั่ง คือตามสัญเจตนาได้นั่นเอง  อุปมาดั่งรถยนต์ ที่ประกอบด้วยขันธ์(ส่วน,กอง)ต่างๆ เช่น ระบบเบรค ระบบเครื่องยนต์ ระบบไฟ ระบบขับเคลื่อน ระบบตัวถัง ฯ. เป็นเหตุปัจจัยกันครบองค์ประกอบต่างๆจึงเรียกว่า"รถ"  แต่เมื่อนำออก แล่นไป เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ถอยหลัง เร่งเร็ว ช้า ฯ. ทำการงานต่างๆได้เพียงตามหน้าที่ของตนได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่รถ!  ดังเช่น ระบบเบรคก็ทำหน้าที่แต่เพียงหยุดรถ ไปทำหน้าที่ส่งกำลังก็ไม่ได้,  ทั้งหมดที่ใช้งานล้วนเป็นเพียงแค่การทำงานของรถ(ดั่งกริยาหรืออิริยาบถต่างๆของขันธ์ ๕ หรือชีวิต) ไม่ใช่องค์ประกอบหรือสภาวธรรมของรถยนต์  เป็นเพียงเป็นไปตามเจตนา(สัญเจตนา)ของผู้ขับขี่  จนหลงลืมคิดไปว่า รถเป็นของเรา อยู่ในอำนาจควบคุมของเราแท้ๆ จนประมาท แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ คงอยู่ในอำนาจธรรมนิยามเหมือนสังขารทั้งปวง,   ตลอดจนอำนาจของอุปาทานประเภทอัตตวาทุปาทาน คือคำพูดคำจาว่า นั่นเรา นั่นของเรา จนซึมซ่านย้อมจิตว่า เป็นไปดังนั้นจริงๆ จึงพาลทำให้หลงผิดคิดไปว่ารูปขันธ์ร่างกายอีกทั้งแม้ชีวิตหรือขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นของเรา เป็นเรา เราเป็นเจ้าของ เราเป็นผู้ควบคุมบังคับ เกิดขึ้นและเป็นไปโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่เกิด จึงเกิดอวิชชาเข้าใจผิด คิดไปว่าสามารถควบคุมบังคับรูปขันธ์ร่างกายพาลรวมอีกทั้งชีวิตได้ตามใจปรารถนา   แต่แท้จริงแล้วขันธ์ทั้ง ๕ รวมทั้งรูปขันธ์ต่างล้วนเพียงทำงานตามหน้าที่ของตนเท่านั้นเอง เป็นอิสระจากเราอย่างแท้จริง เป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น  อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด รูปขันธ์เขาทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือเป็นที่ตั้งอยู่ของขันธ์อื่นๆ และเพียงดำเนินกระบวนธรรมต่างๆในการดำรงขันธ์ของเขา เช่น กิน นอน เดิน คิด ฯลฯ.,  ใครๆก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับในธรรมชาติของ"รูปขันธ์"ได้เลยว่า เจ้าจงอย่าเกิด อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ อย่าตาย หรือขอให้รูปเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เช่นให้สวย ให้แข็งแรง ฯ.  ขอรูปเราจงอย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ย่อมไม่ได้ตามใจปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น จึงอาจดูแลที่เหตุได้เพียงบางประการเท่านั้น แต่ในที่สุดก็อยู่ในอำนาจของอนิจจัง ทุกขังเป็นที่สุด,  อีกทั้งทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะภายในทั้ง ๖ ที่ไว้สื่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกก็แฝงอยู่กับรูปขันธ์นี้อีกด้วย,  รูปขันธ์ก็เป็นอนัตตาที่เป็นเพียงกลุ่มก้อนมวลรวม (ฆนะ)ของธาตุ ๔ ที่มาประกอบรวมกันเพียงขณะหนึ่งๆ  ที่พึงเกิดขึ้นจากแรงบีบคั้นโดยธรรม(ธรรมชาติ)ในธาตุทั้ง ๔ ให้รวมตัวกัน แต่เมื่อแรงบีบคั้นนั้นคลายตัวลงด้วยอนิจจัง  ธาตุทั้ง ๔ ก็ย่อมเริ่มคลายการยึดเกาะต่างๆลงจนเกิดการแปรปรวนต่างๆนาๆ จนถึงดับไปเป็นที่สุด

        เวทนาขันธ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้ ขอเวทนาจงเป็นอย่างนี้เถิด หรือขอเวทนาจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา,  เวทนาเพียงทำหน้าที่เมื่อผัสสะกับสิ่งใด ก็ย่อมต้องเสวยอารมณ์สิ่งนั้น คือเสพเสวยรับรู้ในรสสัมผัสของสิ่งนั้นๆว่ามีรสชาดเยี่ยงไร เพราะเมื่อยังมีชีวิตอยู่ประสาทสัมผัสรับรู้ย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา จะไม่ให้เกิดขึ้นย่อมไม่ได้  อีกทั้งย่อมเกิดความรู้สึกรับรู้ในรสสัมผัสเป็น สุขสบายใจหรือสุขเวทนาบ้าง ทุกข์ระคายเจ็บปวดหรือทุกขเวทนาบ้าง หรือเฉยๆอทุกขมสุขเวทนาบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยปัจจัยที่มาประจวบปรุงแต่งกัน  ไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาเองตามใจปรารถนาไม่ได้เลย  ยังไงก็ต้องรับรู้เวทนาที่เกิดจากการผัสสะหรือสัมผัสขึ้น จะไม่ให้เกิดขึ้น ให้ไม่รู้สึกก็ไม่ได้ จะสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ทำงานเป็นอิสระจากเรา มันเกิดขึ้นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา เป็นสภาวะธรรมของชีวิตที่ต้องใช้สื่อสารสัมพันธ์กับโลกคืออายตนะภายนอกทั้งหลาย  อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา  จึงคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด จึงต้องมีความเข้าใจเวทนาอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์ถึงแก่นแท้ จึงกล่าวว่าสักว่าเวทนา  เวทนาขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือเสวยอารมณ์ คือรับรู้ในรสชาดของสิ่งที่ผัสสะ แล้วย่อมเกิดความรู้สึกเกิดพร้อมไปอีกด้วย คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น เป็นสภาวธรรมของชีวิตและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต ไม่มีเวทนาทั้ง ๓ แม้ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ก็อยู่ในโลกนี้ไม่ได้เลย  ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้น จึงต้องรู้ว่าสักว่าเวทนา มัน(ต้อง)เป็นเช่นนี้เอง(ตถตา) และใครๆก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับเวทนาขันธ์ได้เลยว่า จงอย่าเกิดทุกขเวทนา ขอจงเกิดแต่สุขเวทนา  ขอทุกขเวทนานี้จงดับไป  เมื่อทุกข์จรมากระทบก็ขอเกิดอทุกขมสุขเวทนา ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา   เวทนาขันธ์ก็ล้วนเกิดแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกัน  จำต้องเสวยอารมณ์นั้นๆที่มาผัสสะ  จึงสักว่าเวทนา  และอย่าไปอยาก"ละ"มันคือไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอันเป็นตัณหาและเป็นไปไม่ได้ และทำให้แปรเป็น"เวทนูปาทานขันธ์"อันเร่าร้อนทวีคูณขึ้นไปอีก

        "กิจกรรมสามัญที่สุดของทุกๆคน  ซึ่งเป็นไปอยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ก็คือ การรับรู้อารมณ์(คือเวทนา จากสิ่งที่จิตกำหนดหมายหรือผัสสะ)ต่างๆ ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ    เมื่อมีการรับรู้ ก็มีความรู้สึกพร้อมไปด้วย คือ  สุขสบายบ้าง(สุขเวทนา),  ทุกข์ระคายเจ็บปวด ไม่สบายบ้าง(ทุกขเวทนา,  เฉยๆบ้าง(อทุกขมสุขเวทนา)"

(จาก  เหตุใดสติที่ตามทันขณะปัจจุบัน จึงเป็นหลักสำคัญของวิปัสสนา โดยพระธรรมปิฏก)

        สัญญาขันธ์ ความจำได้หมายรู้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้  อยากจะจำ-กลับลืม อยากจะลืม-กลับจำ สามารถผุดนึกผุดจำขึ้นได้เองแม้ไม่ได้ตั้งใจหรือเจตนาขึ้นตามวิสัยของชีวิต  หรือผุดขึ้นมาจากการผัสสะกับสิ่งกระตุ้นเร้า หรือการจำได้โดยอัติโนมัติจากการสั่งสมอบรมมา ดังเช่น การรู้หนังสือที่สั่งสมเป็นสัญญาอันชำนาญยิ่ง เมื่อตากระทบตัวหนังสือซึ่งมีสัญญา ย่อมจำได้ อีกทั้งหมายรู้ในความหมายนั้นๆได้ จึงย่อมอ่านออก ทั้งเข้าใจได้  จะให้อ่านไม่ออกก็ไม่ได้  เมื่อเห็นหรือนึกในสิ่งใดสัญญาจำก็ทำงานของเขาเองจะให้ไม่รู้ความก็ไม่ได้ เช่น เมื่อเห็นคนคุ้นเคยรู้จัก ก็จะเกิดสัญญาจำได้ อีกทั้งหมายรู้ว่าเป็นใครขึ้นได้เอง  แท้จริงจึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย ควบคุมบังคับบัญชาให้จำ,ให้ลืม,หรือบังคับควบคุมเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ตามใจปรารถนา   สัญญาขันธ์จึงทำงานเป็นอิสระจากเรา อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ จึงจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด  สัญญาขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือ ความจำได้ หมายรู้ต่างๆอันได้สั่งสมอีกทั้งอบรมเก็บจำแต่อดีตรวมทั้งเหล่าปัญญาที่เกิดขึ้น,  ใครๆก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับสัญญาขันธ์ได้เลยว่า จงจำแต่กุศลสัญญา ขอจงอย่าจำในอกุศลสัญญาในอดีต สิ่งนี้ขอให้จำ สิ่งนี้ขอให้ลืมอย่าจำ ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา  สัญญาก็แปรปรวนได้ เคยชอบ-กลับชัง เคยชัง-กลับชอบ อยากจะลืม-กลับจำ อยากจะจำ-กลับลืม ไม่อยู่ในอำนาจของเราจริงแต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย สัญญาขันธ์ก็ล้วนเกิดแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกัน  จึงกล่าวว่า สักว่าสัญญา มันเป็นเช่นนี้เอง  อย่าไปยึดมั่นหมายมั่นใดๆ

        สังขารขันธ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงเข้าไปควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้  สิ่ง(หรือธรรมหรืออาการของจิตหรืออารมณ์ทางโลก) ที่ปรุงแต่งจิต ให้เกิดสัญเจตนา(คือเจตนาหรือความคิดอ่าน)ให้กระทำในสิ่งต่างๆ ได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ ได้ทั้งทางดี ชั่ว และกลางๆ  ก็ล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ทางโลกต่างๆ เป็นโลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ หดหู่ โกรธ รัก ตัณหา เป็นกลางๆ ฯ. เป็นไปตามเหตุปัจจัยของการผัสสะ  จึงไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้เช่นกัน  มันจึงต้องเกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนั้นเอง  ดังนั้นเวลาโกรธ เวลาทุกข์ ฯ. เกิดขึ้นคราแรกนั้น เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเช่นนี้เอง เพราะย่อมควบคุมบังคับบัญชาเขาไม่ได้  เพราะแท้จริงสังขารขันธ์ทำงานเป็นอิสระจากเรา  พระอริยเจ้าหลายท่านจึงได้กล่าวสอนไว้ในลักษณาการที่ว่า ทุกข์ โกรธ ฯ. "มีอยู่ แต่ไม่เอา" คือ แม้เกิดขึ้นแต่ไม่เอาไป ยินดียินร้าย ไม่เอาไปปรุงแต่ง ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น คือปล่อยวาง ซึ่งก็ล้วนด้วยการกระทำ"อุเบกขาสัมโพชฌงค์"เสียนั่นเอง,   สังขารขันธ์อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สังขารขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือ อารมณ์ทางโลกคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่างๆ ที่ไปปรุงแต่งจิต ให้เกิดสัญเจตนา  ใครก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับสังขารขันธ์ได้เลยว่า ขอจงเกิดแต่ความสุขใจ สบายใจ ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง ไม่หดหู่ ไม่กังวล ไม่กล้ว ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา   เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ให้มีสติรู้เท่าทัน อีกทั้งปัญญาญาณอันแจ่มแจ้ง จึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสีย  ทำดังนี้อกุศลสังขารขันธ์หรือสังขารขันธ์อันเศร้าหมองเหล่านั้นย่อมเสื่อมดับไป และสามารถกระทำได้เพราะเป็นการระงับที่เหตุ จากการที่สติระลึกรู้เท่าทัน  จึงสามารถปฏิบัติได้ ไม่ใช่การควบคุมบังคับสังขารขันธ์อันเป็นอนัตตา  เพราะเมื่อเกิดสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นมาแล้ว ยังให้เกิดกรรมการกระทำทางใจเช่น มโนกรรมความคิดอันเศร้าหมองหรือให้โทษต่างๆขึ้น  เมื่อสติรู้เท่าทันแล้วอุเบกขาเสีย จึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้  เนื่องจากความคิดอันให้โทษเหล่านั้น(มโนกรรม)เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สามารถแปรปรวนไปทำหน้าที่เป็นเหตุคือธรรมารมณ์ได้อีกนั่นเอง  จึงเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติได้อย่างแน่นอน ไม่เป็นการฝืนธรรมชาติ  จึงเป็นการดับไปที่เหตุ ไม่ใช่การไปดับผลคือสังขารขันธ์ซึ่งควบคุมบังคับบัญชาเขาไม่ได้  จึงเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา   สังขารขันธ์ก็ล้วนเกิดแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกัน เกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนั้นเอง เพียงแต่ถ้าเป็นโทษหรือควรแก่เหตุแล้ว ก็"ไม่เอา" ไม่ใช่พยายามไป"ละ"มันที่หมายถึง ไม่ให้เกิดขึ้นอันเป็นไปไม่ได้ด้วยเป็นขันธ์  แต่ไม่เอาที่หมายถึงอุเบกขา ไม่เอาอารมณ์หรือมโนกรรมที่เกิดขึ้นไปปรุงแต่งต่ออีกนั่นเอง อันยังให้เกิดอุททัจจะ

        วิญญาณขันธ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  เมื่อเป็นอนัตตาจึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้  ทำงานตามหน้าที่ตน ตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ดังเมื่ออายตนะต่างๆกระทบกัน ก็ย่อมเกิดวิญญาณตามอายตนะภายในที่อาศัยใช้งานนั้นๆโดยธรรมชาติ เช่น ตากระทบรูป จักขุวิญญาณหรือจิตหนึ่งย่อมเกิดขึ้น จึงย่อมรู้คือเห็นในรูปนั้น ทำงานตามหน้าที่ตน จะอยากให้ไม่รู้เห็นในรูปนั้น ก็ทำหรือบังคับบัญชาไม่ได้ คือเมื่อกระทบแล้วจะบังคับให้วิญญาณไม่เกิดขึ้นมาทำงานย่อมไม่ได้  หูกระทบเสียง ก็ย่อมเกิดโสตวิญญาณขึ้น ก็ย่อมต้องรู้คือได้ยินเสียงนั้น ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ควบคุมบังคับบัญชาเขาไม่ได้  วิญญาณหรือจิตแท้จริงจึงทำงานเป็นอิสระจากเรา อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุดอีกด้วย ดังมีกล่าวไว้ใน มหาตัณหาสังขยสูตร  วิญญาณขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือ รู้แจ้งในสิ่งที่กระทบกับอายตนะภายใน  ใครๆก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับวิญญาณขันธ์ได้เลยว่า  ขอวิญญาณนี้จงอย่าเกิด ขอวิญญาณนี้จงอย่าดับ เช่น ขอจักขุวิญญาณในภาพนี้จงอย่าเกิดจะได้ไม่รู้ไม่เห็นในรูปนั้น  ขอโสตวิญญาณในเสียงนี้จงอย่าเกิดจะได้ไม่ได้ยิน ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา  อีกทั้งวิญญาณยังทำหน้าที่ติดต่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างขันธ์ต่างๆอีกด้วย   วิญญาณขันธ์ก็ล้วนเกิดแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกันจากการกระทบกันของอายตนะภายในกับภายนอกต่างๆดังกล่าวข้างต้น

        ขันธ์อื่นๆ ก็เป็นไปในลักษณาการเดียวกับวิญญาณทั้งสิ้น คือเมื่อเหตุปัจจัยครบองค์ประกอบ คือการที่มีอายตนะภายนอกและภายในกระทบกัน ย่อมต้องเกิดวิญญาณขึ้น ทำงานตามหน้าที่ตน บังคับบัญชาไม่ได้,  ดังนั้นแม้ รูป เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆ เมื่อเหตุปัจจัยครบองค์ ก็ล้วนเป็นเฉกเช่นกันคือเกิดขึ้นและต่างล้วนเพียงทำงานตามหน้าที่ของตนเท่าทัน  ห้ามไม่ได้เหมือนวิญญาณ  จึงเพียงมีสติรู้เท่าทัน แล้วไม่ยึดถือ หรืออุเบกขา มันก็เสื่อมสลายดับไปเอง

        ถ้านึกภาพไม่ออก  ให้ลองหลับตาดู  แล้วลืมตาขึ้น  จักขุวิญญาณย่อมต้องเกิดขึ้นทันที คือรู้หรือเห็นในรูปที่กระทบ จะไปควบคุมบังคับบัญชาไม่ให้เกิด คือไม่ให้รู้ ไม่ให้เห็นในรูปนั้นๆก็ไม่ได้ เป็นไปดังนี้ทุกคราไปตราบที่ยังดำรงขันธ์(ชีวิต)อยู่  ขันธ์อื่นๆก็เป็นไปในลักษณาการนี้เช่นกันทั้งสิ้น คือเมื่อเหตุปัจจัยครบองค์ก็ต้องเกิดขึ้น  จึงไม่สามารถไปดับหรือควบคุมบังคับเขาได้  จึงอย่าพยายามไปดับหรือละมัน ย่อมไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ท่านจึงสอนให้เพียงมีสติรู้เท่าทัน อีกทั้งปัญญาแจ่มแจ้งจึงเกิดปัญญาพละ จึงเกิดนิพพิทาญาณความหน่ายจากการไปรู้ความจริง อีกทั้งรู้ว่าสังขารทั้งหลายล้วน อนิจจัง ทุกขังคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ในที่สุด  จึงไม่เข้าไปยินดียินร้าย ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ไปมั่นหมาย หรืออุเบกขาเสีย เพราะมันเกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนี้เองตามวิสัยโลก แล้วมันก็ต้องเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยาม นี่คือหลักธรรมแท้จริงขั้นปรมัตถ์ในการปฏิบัติ

        ขันธ์ทั้ง ๕ จึงทำงานเป็นอิสระตามหน้าที่ของตนแล้ว ควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้  ยังต้องประสานสัมพันธ์กันในการทำงานต่างๆอีกด้วยในการดำเนินชีวิตไปตลอดอายุขัย  อุปมาดั่งรถยนต์ที่ต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆหรือสมมติเรียกว่าขันธ์ของเขาเช่นเดียวกัน ดังเช่น ระบบ(ขันธ์)เครื่องยนต์ ระบบเบรค ระบบไฟ ระบบขับเคลื่อน ระบบตัวถัง ฯ. เมื่อขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งก็ย่อมไม่ประสานเป็นเหตุปัจจัยกันให้เป็นรถได้ เราเรียกว่ารถยังไม่ได้  หรืออาจเรียกว่ารถเสียหรือรถตาย กล่าวคือ ย่อมนำไปทำหน้าที่ต่างๆี่ตามจุดประสงค์ของรถโดยสมบูรณ์คือการขับขี่ เพื่อขนส่ง หรือใช้งานใดๆไม่ได้เลย,  ขันธ์ ๕ ก็เฉกเช่นกัน เขาทำงานและประสานกันกับขันธ์อื่นๆ และทำงานตามหน้าที่ของตนเท่านั้นดังรถ ที่ระบบเบรคก็จะทำหน้าที่เพียงการหยุดรถเท่านั้น จะให้ไปเร่งเครื่องยนต์หรือทำอื่นใดไม่ได้เลย ฯ.   จึงไปห้ามไปหยุดขันธ์ต่างๆไม่ได้เลย ขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งก็ย่อมไม่สมบูรณ์เหมือนดังรถยนต์ เมื่อขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไปย่อมทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ถึงขั้นใช้งานไม่ได้หรือตายไปเลย

        พิจารณาเยี่ยงนี้โดยละเอียด จะพบความจริงดังที่พระองค์ท่านได้ตรัสสอนไว้ แต่โดยธรรมชาติปุถุชนย่อมหลงมัวเมาลืมตัวไปว่า ขันธ์ ๕ เป็นเรา เป็นของเรา เราเป็นเจ้าของ ดังที่กล่าวข้างต้นไว้เพราะเกิดจากการที่เราสามารถควบคุมบังคับการทำงานหรือกิริยาของรูปขันธ์หรือร่างกายคือกายกรรมได้บางอย่างบางประการ ให้ทำงานในสิ่งที่เราต้องการได้ ตั้งแต่รู้ความ จนดูประหนึ่งว่า เป็นของเรา เป็นเรา เราเป็นเจ้านาย เราควบคุมบังคับบัญชาเขาให้ทำงานได้ เช่น อิริยาบถการเคลื่อนไหวต่างๆ ยืน นอน เดิน นั่ง การพูด ตลอดจนความคิดนึกต่างๆ ฯ. ซึ่งแท้จริงแล้วล้วนเป็นเพียง"กรรม" คือการกระทำอันเป็นเพียงผลแล้วเท่านั้น คือการกระทำทางกาย วาจา ใจ แม้สั่งบัญชาหรือควบคุมได้ดังกล่าวจริงในบางอย่างบางประการ  แต่แท้จริงแล้วก็ล้วนเป็นเพียงผลที่เกิดแต่เหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕ ได้ทำงานประสานสัมพันธ์กันเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเกิดขึ้นได้ จากการที่มีการผัสสะต่างๆ จนเกิดสังขารขันธ์ ซึ่งทำให้เกิดสัญเจตนาความจงใจความคิดอ่านในการกระทำในสิ่งต่างๆขึ้นได้ เพียงแต่เราเคยชินใช้งานในสิ่งเหล่านี้เป็นประจำเสมอๆอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดและใช้ในการดำเนินชีวิตโดยปกติธรรมดาอยู่เนืองๆเสมอๆ  จึงคล้ายการสวมใส่เสื้อผ้าของเรา ที่เคยชินยิ่ง แม้สวมใส่จึงมีการผัสสะอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่พูดให้ตั้งใจสังเกตุ ก็จะไม่รู้สึกรับรู้รสสัมผัสอะไรเลย แต่แท้จริงแล้วยังเป็นการทำงานตามเหตุปัจจัยอยู่ แม้กระทั่งการ กิน นอน เดิน นั่ง ดังเช่น

                                                            ผัสสะ

คิดเดิน(ธรรมารมณ์)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ anired06_next.gif  อทุกขมสุขเวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์(ชนิดเป็นกลางคืออุเบกขาหรือตัตรมัชฌัตตตา)  anired06_next.gif จึงเกิดสัญเจตนา-ความจงใจความคิดอ่านเป็นกลางเพียงที่จะเดิน anired06_next.gif จึงเกิดกายกรรมคือการกระทำคือเดินไปตามที่คิด  แท้จริงจึงเป็นเพียงอิริยาบถที่ทำงานไปตามเหตุปัจจัย

        แต่ย่อมไม่รู้สึกสังเกตุใดๆเพราะเคยชินยิ่งนัก ใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นประจำสม่ำเสมอๆวันละหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นครั้ง จนเคยชินไม่ใส่ใจ และเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปมีสติระลึกรู้เท่าทัน ในสังขารขันธ์อันมีประโยชน์และไม่ให้โทษเหล่านั้นทั้งหมด(ยกเว้นใช้ไปในการฝึกสติ เช่น จิตตานุปัสสนา) เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตเสียอีกด้วย ไม่มีเสียก็อยู่ไม่ได้  เพียงแต่เราสามารถนำมาฝึกสติได้ดังในกายานุปสสนา ฝึกสติให้ตามดูรู้เท่าทันในกาย เพื่อฝึกสติให้แววไว ฝึกสติให้สังเกตุระลึกรู้ในสิ่งต่างๆโดยฝึกผ่านทางกายกรรมต่างๆเหล่านั้นได้แก่ กิน เดิน นอน นั่ง ฯ. ซึ่งเมื่อฝึกสติให้เห็นของที่สังเกตุศึกษาได้ง่ายๆเบื้องต้นดีแล้ว ก็นำไปพัฒนาให้สติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา(เวทนานุปัสสนา) และสังขารขันธ์(จิตตานุปัสสนา)ใดอันให้โทษ ว่าเป็นเช่นนั้นเอง  ซึ่งละเอียดอ่อนเป็นลำดับ ซึ่งมีประโยชน์ยิ่งในการดับทุกข์

       เราเคยชินยิ่งในการคิดที่ทำให้ให้เกิดการกระทำต่างๆทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่างๆในการดำเนินชีวิตโดยทั่วไป อีกตลอดจนการพูดจาสื่อสารเพื่อแสดงความหมายต่างๆเช่น ของเรา รถเรา เงินเรา ฯ.หรืออัตตวาทุปาทาน  จิตจึงถูกซึมซ่านย้อมจิตจนหลงด้วยโมหะไปว่า ขันธ์ ๕ ใดขันธ์หนึ่งหรือทั้งหมดแม้ชีวิตและทรัพย์สินเงินทองนั้น ฯ. เป็นของเรา เป็นเรา ซึมซาบย้อมจิตไปโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่รู้ความว่า นมเรา แม่เรา อาหารเรา บ้านเรา เงินเรา ของเล่นเรา ทรัพย์สมบัติเรา ฯ. ย่อมไม่สามารถสำเหนียกรู้ได้เองว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ต้องได้ทำงานเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเกิดขึ้น แท้จริงจึงไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ ทำงานโดยเป็นอิสระจากเราจริงๆ

       ดังนั้นคงพอแลห็นได้ว่าความทุกข์ทั้งหลายดัง โลภ โกรธ หลง รัก ชอบ ชัง หดหู่ กลัว กังวล เสียใจ ตัณหา ฯ. ล้วนเป็นสังขารขันธ์ (คือสิ่งหรือธรรมหรืออาการต่างๆของจิต ที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนาความคิดอ่าน ในการทำกรรมคือการกระทำต่างๆทั้งทางดี ชั่ว หรือแม้กลางๆที่ใช้ในการดำเนินชีวิตทั่วๆไป)  ที่ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาโดยอิสระ ตามเหตุปัจจัย  และเราไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้  ดังนั้นเมื่อทุกขเวทนาหรือสังขารขันธ์อันเศร้าหมองให้โทษเช่น โกรธ ทุกข์ใจ หดหู่ใจ เหล่านี้เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาโดยธรรมชาติ จึงต้องใช้วิธีมีสติรู้เท่าทัน ว่ามันเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดาตามธรรม บังคับควบคุมเปลี่ยนแปลงไม่ได้  เมื่อไปยึดถือจึงเป็นทุกข์  แต่สามารถให้หยุดคือให้เสื่อมดับไม่สืบเนื่องต่อไปให้เป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลนต่อเนื่องและยาวนานได้ ด้วยการดับที่เหตุ ที่จะไปเป็นเหตุปัจจัยกับขันธ์ทั้ง ๕ ต่อไปอีกนั่นเอง อันคือเหล่ามโนกรรมความคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นผลซึ่งเกิดจากสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น แล้วแปรไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์อีกนั่นเอง,  สิ่งที่นักปฏิบัติสามารถกระทำได้ เมื่อสติระลึกรู้แล้ว ด้วยการไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ยึดถือ และมีสัมปชัญญะด้วยการอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสียนั่นเอง จึงเป็นไปตามหลักธรรมอิทัปปัจจยตาได้  คือเกิดปรากฏการณ์ เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับนั่นเอง

ตัวอย่างกระบวนธรรมของขันธ์ ๕  ที่ล้วนทำงานตามหน้าที่ตนโดยอิสระ  ยังผลให้เกิดกรรม(การกระทำต่างๆ) เช่น มโนกรรม(คิดนึก)

                                        ผัสสะ     รูปสัญญา                            รูปสัญเจตนา

รูป    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ตา  จักขุวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] ทางใจเช่นมโนกรรม

 

                                         ผัสสะ    คันธสัญญา                          คันธสัญเจตนา

เสียง    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป หู  โสตะวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] ทางใจเช่นมโนกรรม

 

                                                    ผัสสะ   สัมผัสสัญญา                       สัมผัสสัญเจตนา

โผฐฐัพพะ    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป กาย  กายะวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] ทางใจเช่นมโนกรรม

 

                                                     ผัสสะ     ธัมมสัญญา                         ธัมมสัญเจตนา   

ธรรมารมณ์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] เช่น ความคิดเป็นทุกข์อันให้โทษ (คือเกิดมโนกรรมคือความคิดอันก่อทุกข์ขึ้นนั่นเอง)

(รูปที่ ๑)

        ดังนั้นถ้าดับมโนกรรม ด้วยการอุเบกขา คือการหยุดคิดนึกปรุงแต่งหรืออุเบกขาในมโนกรรมนั้นๆเสีย ไม่ว่ามโนกรรมนั้นจะเกิดจากเหตุอันคืออายตนะภายนอกใดๆก็ตามที   แต่เมื่ออุเบกขาก็ย่อมทำให้ธรรมารมณ์เกิดขึ้นมาใหม่อีกไม่ได้ หรือดับไปนั่นเอง

   ด้วยการอุเบกขาเสีย                                                                         จิต                                       ผัสสะย่อมไม่มี

ธรรมารมณ์ดับ  ใจย่อมไม่เกิดการทำงาน ในเรื่องนั้น  มโนวิญญาณในเรื่องนั้นไม่เกิด anired06_next.gif สัญญาจําดับ  เวทนาดับ  สัญญาหมายรู้ดับ  สังขารขันธ์ทุกข์ย่อมดับไป

            จากมโนกรรมในรูปที่ ๑ มาทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์ของกระบวนจิตใหม่ไม่ได้ จึงประหนึ่งว่าธรรมารมณ์ดับไป

(รูปที่ ๒)

กล่าวคือเมื่อ ธรรมารมณ์ดับ ใจไม่เกิดการทำงาน มโนวิญญาณย่อมไม่เกิด ผัสสะย่อมไม่เกิด  สัญญาจำย่อมไม่เกิด  เวทนาย่อมไม่เกิด สัญญาหมายรู้ย่อมไม่เกิด สังขารขันธ์ย่อมไม่เกิด

หรือเขียนย่อสั้นลงไปได้ว่า

ธรรมารมณ์ดับ ใจไม่เกิด มโนวิญญาณดับ ผัสสะดับ  เวทนาดับ สัญญาดับ สังขารขันธ์ดับ

        การดับไปดังนี้เป็นไปในลักษณาการเดียวกันกับวงจรปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร(รูปประกอบ) หรือฝ่ายดับทุกข์นั่นเอง  เพียงแต่เป็นการกล่าวจำแนกแตกธรรมในรูปกระบวนคิดหรือกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ เท่านั้น แต่เนื้อแท้แล้วเป็นธรรมสิ่งเดียวกันที่เนื่องสัมพันธ์กับความเป็นเหตุปัจจัย ระหว่างกระบวนธรรมของจิตแบบขันธ์ ๕ ปกติธรรมดา กับ กระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นของทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท) ซึ่งเกิดขึ้นและดำเนินไปคล้ายๆกัน แต่มีตัณหา อุปาทาน ฯ. เข้ามาแทรกจนทำให้เป็นทุกข์

ส่วนสังขารทุกข์เดิม(จากรูปที่๑)ก็ย่อมคลายเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยาม เมื่อไม่มีเหตุก่อเกิดขึ้นมาอีกเพราะการอุเบกขา  ส่วนการดับธรรมารมณ์ข้างต้นดังนี้(ในรูปที่ ๒) เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ ด้วยเพราะธรรมารมณ์นี้แม้จะเป็นฝ่ายเหตุ แต่ดันเกิดขึ้นไม่ได้เสีย จึงดุจดั่งการ"ดับไป"นั่นเอง ก็ด้วยจากการอุเบกขาในมโนกรรม  แต่สำคัญยิ่งที่ต้องประกอบด้วยสติรู้เท่าทันและกำลังปัญญา(ปัญญาพละ)ที่เกิดจากความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจึงมั่นคงในเรื่องเหตุปัจจัย และความเนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕  มิฉนั้นจะไม่มีกำลังพอไปหยุดในคิดนั้นอันให้โทษ จึงคิดวนเวียนฟุ้งซ่านเป็นวงจรต่อเนื่องสัมพันธ์  เมื่อมีปัญญารู้แจ้ง รู้แจ้งที่หมายถึงรู้จริงและมั่นคง หมายถึง แม้ปัญญาเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งจัดอยู่ในเจตสิก ๕๒ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเก็บจำสั่งสมอบรมได้จนเป็นสัญญาหมายรู้อันดียิ่งอย่างหนึ่งด้วย จึงรู้ดีว่า เมื่อจิตคิดปรุงแต่ง ย่อมเกิดผลขึ้น และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์สืบเนื่องไป คือเห็นความเป็นเหตุปัจจัยอย่างแจ่มแจ้ง จึงเกิดปัญญาพละหยุดจิตคิดปรุงแต่งได้ ด้วยรู้แจ้งยิ่ง จึงเป็นการหยุดเสียด้วยสติและปัญญาญาณนั่นเอง  จึงเป็นการ"รู้เท่าทันจิต"อย่างแท้จริง จึงไม่ใช่สติรู้ตามจิต แต่เป็นสติรู้เท่าทันจิต

        ดังที่กล่าวในข้างต้น ขันธ์ ๕ ทำงานเป็นอิสระตามหน้าที่ตน ไปควบคุมบังคับเขาไม่ได้ แล้วทำไมมโนวิญญาณข้างต้นจึงดับไปได้ เพราะการดับนี้หมายถึงการไม่เกิดขึ้น เพราะมโนหรือมโนวิญญาณนั้น เกิดขึ้นและดับไปเหมือนดังเงานั่นเอง เมื่อเหตุปัจจัยไม่ครบองค์ก็ไม่เกิดขึ้น  ส่วนใจในกระบวนธรรมข้างต้นที่แสดงนั้นเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เป็นอายตนะภายในส่วนมโนทวารตามปกติ ยังไม่ได้รับรู้อารมณ์ในสิ่งที่กระทบผัสสะ ก็ต้องอาศัยรูปขันธ์อยู่เช่นอายตนะภายในอื่นๆจึงคงมีอยู่เป็นธรรมดาของชีวิต จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นจิตอันคือมโนวิญญาณ ใจแม้มีอยู่แต่เป็นปกติยังไม่ขึ้นสู่วิถีรับรู้อารมณ์ และเมื่อไม่เกิดการกระทบกับธรรมารมณ์ใดจึงย่อมไม่เกิดการทำงานตามหน้าที่ได้เช่นกัน หรือจะเรียกอีกนัยหนึ่งว่าดับนั่นเอง  

        ดังนั้นเมื่อเกิดครั้งแรกคือ ในรูปที่ ๑นั้น ย่อมยังให้เกิดผลคือสังขารขันธ์ เช่นโกรธหรือความทุกข์ ซึ่งเป็นขันธ์ แล้วเกิดผลคือมโนกรรม คือความคิดอันให้โทษคือเศร้าหมองที่เป็นผลเกิดขึ้น  ก็ไปห้ามไปแทรกแซงควบคุมเขาไม่ได้จริงๆ ดังที่กล่าวว่าเป็นอิสระจากเรา ไม่ขึ้นอยู่กับใครๆ ดังรูปที่ ๑  แต่เมื่อเกิดการนำความคิดอันให้โทษนั้นไปปรุงแต่งต่อ  มโนกรรมนี้จึงจะแปรปรวนเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นธรรมารมณ์หรือความคิดอันเป็นทุกข์ได้อีก  แต่เมื่ออุเบกขาในมโนกรรมเสียแล้ว  ธรรมารมณ์ก็ย่อมเกิดขึ้นอีกไม่ได้  ทั้งเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ที่แม้จะเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ย่อมเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยามในที่สุด

แต่ถ้าไม่หยุดมโนกรรมเสียด้วยการอุเบกขา คือ ยังฟุ้งซ่าน(อุทธัจจะ)ปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน ไม่ว่ายินดี-ยินร้าย ชอบ-ชัง ถูก-ผิด ดี-ชั่ว แม้บุญ-บาป ฯ.

ก็จะเกิดกระบวนธรรมของจิต วนเวียนเป็นวงจรอยู่จนเป็นทุกข์ได้ ดังนี้

 

แสดงกระบวนธรรมของจิต ที่คิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่าน(อุทธัจจะ)ไม่หยุดหย่อน จิตจึงทำงานเป็นวงจรจนเป็นทุกข์ในที่สุด

ธรรมารมณ์ (คิดที่เป็นเหตุ เมื่อเกิดแล้ว จึงย่อมดำเนินไปตามเหตุ)        กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป   ใจ   anired06_next.gif    มโนวิญญูาณขันธ์    anired06_next.gif   เวทนาขันธ์

X มโนกรรม X                                  แสดงวงจรกระบวนธรรมการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕                                              

สังขารขันธ์ (เกิดคิดที่เป็นผล(มโนกรรม) แม้ต้องรับผล ไม่สามารถดับได้ แต่อุเบกขาได้ จึงไม่ไปเป็นเหตุอีกได้)  สัญญาขันธ์

รูปที่ ๓

        จึงเกิดการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ จนกว่าจะดับไปด้วยเหตุอันใดก็ดี เช่นเหนื่อยอ่อน จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่ามาแทรกแซง กิจอื่นๆ แต่แม้ดับไปแล้วแต่ก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้อีกเมื่อระลึกรู้ขึ้นมาหรือสัญญาขันธ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ หรืออาสวะกิเลสนั่นเอง ได้ผุดระลึกรู้ขึ้นมาเอง หรือมีสิ่งมาผัสสะกระตุ้นเร้า ก็เกิดการคิดปรุงแต่ง ดังรูปที่ ๓ เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ เกิดดับๆ...ได้อย่างแสนยาวนาน ตลอดกาลนานก็มี

  

         รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์  แม้ชีวิตและสังขารทั้งปวง ต่างล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะความที่ไม่มีตัวตน ของตัวเขาเองจริง  แท้จริงแล้วจึงไม่สามารถไปบังคับบัญชาหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้เลย  เพราะมันเป็นไปตามเหตุต่างๆที่มาประชุมเป็นปัจจัยแก่กันและกัน (จึงเพียงแค่แก้ไขที่เหตุบางอย่างบางประการได้บ้างบางส่วนเท่านั้นเอง)  ดังนั้นมันจึงเป็นเช่นนี้เอง  แต่ปุถุชนมักไปคิดหรือคาดหวังคือปรารถนา หรืออยากสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในบางสิ่งบางอย่างให้เป็นไปตามความปรารถนาของตัวตนได้ด้วยอุปาทาน   ดังนั้น แท้จริงเราจึงมีหน้าที่เพียงแต่มีสติรู้เท่าทัน และประกอบด้วยปัญญาญาณว่า มันเป็นเช่นนี้เองตามธรรมคือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ จึงไม่เป็นอื่น  จึงเกิดการปล่อยวางไม่ยึดถือได้ด้วยปัญญาญาณ  ด้วยสักว่ามันต้องเป็นเช่นนี้เอง  อีกทั้งอุเบกขาไม่แทรกแซงเข้าไปปรุงแต่ง บรรดาทุกข์ทั้งหลายก็ย่อมเสื่อมดับไป

ลองโยนิโสมนสิการกระบวนธรรมดังนี้

                                                                                       ผัสสะ

ธรรมารมณ์ทุกข์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป (กระทบ)ใจ  (ย่อมเกิด)มโนวิญญาณ  anired06_next.gif (ย่อมยังให้เกิด) ทุกขเวทนา (ขึ้นเป็นธรรมดา) สัญญาหมายรู้ สังขารขันธ์ทุกข์

ลองพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)ดูว่า เป็นไปได้หรือไม่? ที่เมื่อเกิดการกระทบผัสสะกันจากธรรมารมณ์ทุกข์ดังข้างต้นแล้ว จะไปบังคับหรือควบคุมให้ไม่เกิดทุกขเวทนาอันเป็นสภาวะธรรมโดยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ในการรับรู้ในรสของสิ่งที่ผัสสะ  หรือให้เกิดอทุกขมสุขเวทนาหรือให้เกิดสุขเวทนาแทนทุกขเวทนาเป็นไปได้ไหม?

         ด้วยเหตุดังนี้ เราจึงพึงมีหน้าที่เพียง มีสติรู้เท่าทัน  แล้วด้วยปัญญาพละที่รู้ดียิ่งว่า ถึงแม้มันเกิดขึ้นมาแต่สักว่าธรรมชาติมันเป็นเช่นนี้เอง(ตถตา)เป็นธรรมดา  แล้วไม่ปรุงแต่งต่อ หรืออุเบกขาเสีย ก็เพื่อไม่ให้เกิดทั้งทุกขเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นต่อเนื่องสัมพันธ์วนเวียนเป็นวงจรอันยาวนานต่อไปได้  แล้วทั้งทุกขเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ก็ย่อมต้องเสื่อม...แล้วดับไปอำนาจธรรมนิยามนั่นเอง  นั่นเป็นสิ่งที่พึงกระทำ  อย่าไปมีตัณหาอยากไปละมันเข้าจะเกิดทุกข์ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

         ถ้าทั้งสติและปัญญาพละกล้าแข็ง ก็อาจเกิดขึ้นเป็นดังนี้ได้

                                                                                       ผัสสะ

ธรรมารมณ์ทุกข์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป (กระทบ)ใจ  (ย่อมเกิด)มโนวิญญาณ  anired06_next.gif (ย่อมยังให้เกิด) ทุกขเวทนา (ขึ้นเป็นธรรมดา) สัญญาหมายรู้ที่ประกอบด้วยปัญญา สังขารขันธ์ชนิดเป็นกลางคือสังขารขันธ์ชนิดอุเบกขา(ข้อที่ ๓๔) หรือกุศลสังขารขันธ์ก็ย่อมได้ หรือแม้เป็นทุกข์แต่ย่อมเบาบางลง  หรือดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทเมื่อมีตัณหาร่วมด้วย

          ดังนั้น รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ล้วนอนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังคงสภาพอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนจริง จึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้เลย จึงยังคงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  ท่านจึงสอนให้อย่าไปอยาก ไปยึด อันคือตัณหา ด้วยจักเป็นทุกข์ในที่สุด,  ด้วยการไม่ไปยึดมั่น ถือมั่น ปล่อยวาง ไม่เอา หรือด้วยการอุเบกขาเสียนั่นเอง 

          ขันธ์ทั้ง ๕ จึงคล้ายดั่งสรีระยนต์ หรือเครื่องจักรยนต์  ที่ทำงานแล้วก็เหมือนเครื่องยนต์ที่ทำงานไปเพียงตามหน้าที่ตนเท่านั้น  ควบคุมบังคับให้ทำนอกเหนือจาหน้าที่เขาเองไม่ได้เลย  จึงควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้

รวมคำสอนที่แสดงว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของเรา เป็นอิสระจากเรา

 

ธรรมข้อคิด

ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ  ไม่มีใครหยุด  หรือห้ามการทำงานของเขาได้  เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

มีผู้เรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า "ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?"

หลวงปู่ตอบสั้นๆว่า "มี  แต่ไม่เอา"   (อตุโล ไม่มีใดเทียม น.๔๖๑)

 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Webmaster - หลวงปู่ตอบตามความสัจจริงอันยิ่งว่า มี เหตุเพราะ "โกรธ" เป็นสังขารขันธ์คืออารมณ์ทางโลกอย่างหนึ่งนั่นเอง จึงเป็นไปของเขาเองตามเหตุปัจจัยของขันธ์ ๕ ของเขา ทำงานเป็นอิสสระ ไปควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้เลย จึงยังคง "มี" อยู่เป็นธรรมดา แม้ในครูบาอาจารย์ตลอดจนพระอริยะเจ้า,  ซึ่งปุถุชนมักคาดเดากันไปเองว่า"ไม่มี",  และหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ตอบอย่างชัดเจนอีกว่าถึง "มี" แต่ "ไม่เอา" ที่มีความหมายยิ่งในการปฏิบัติ คือ ถึงแม้ว่ามีเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของขันธ์(แค่ในระดับขันธ์) แต่มีสติระลึกรู้ว่าเป็นสังขารขันธ์อันให้โทษ(เช่น ความทุกข์ ความโกรธ ฯ.)แล้ว ท่านก็ปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น ไม่เอาไปปรุงแต่ง ทั้งปวงก็คือด้วยการอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสียนั่นเอง  แต่ปุถุชนทั่วไปมักไปอยากให้สังขารขันธ์ที่เป็นทุกข์หรืออกุศลสังขารขันธ์ทั้งหลายไม่ให้เกิดไม่ให้มีขึ้น  หรืออยากดับไปทันใดเลย อันล้วนเป็นตัณหายิ่งพาให้เป็นทุกข์  และ"เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้" เนื่องด้วยเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ถ้ามีสติรู้เท่าทัน"อกุศลสังขารขันธ์"หรือมโนกรรมอันให้โทษ และมีสัมปชัญญะคือตระหนักรู้ว่า เขาทำงานเป็นอิสระ บังคับควบคุมเขาไม่ได้ มันเป็นเช่นนี้เองตามธรรม(ธรรมชาติ)วิสัยโลก  จึงอย่าไปยึดถือว่าเป็นของเราเพราะเกิดการยึดถือ(อุปาทาน)จึงเป็นทุกข์  ท่านจึงให้ปล่อยวางหรือการอุเบกขาเสียนั่นเอง เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ อกุศลสังขารขันธ์ทั้งหลายเช่นความทุกข์ ความโกรธ ฯ. ก็ย่อมเสื่อมหรือคลายดับไปทั้งสิ้น ด้วยอำนาจธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณ์นั่นเอง  ดังกระบวนธรรมที่แสดง ถ้ายังฟุ้งซ่าน(อุทธัทจะ)ปรุงแต่งต่อไปเรื่อย ย่อมเกิดการวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์ในที่สุด

ธรรมารมณ์     กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป  ใจ   anired06_next.gif  มโนวิญญูาณขันธ์   anired06_next.gif  เวทนาขันธ์

มโนกรรม               ขันธ์ทั้ง๕ ที่เป็นวงจร                         

สังขารขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมขึ้น                    สัญญาขันธ์

วงจรแสดงขันธ์ทั้ง ๕ ที่วนเวียนฟุ้งซ่านจนเป็นทุกข์ในที่สุด

ธรรมารมณ์     กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป   ใจ anired06_next.gif วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์

มโนกรรม        อุปาทานขันธ์ทั้ง๕ในชราวนเวียนเป็นวงจร             

สังขารูปาทานขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมทุกข์ขึ้น        สัญญูปาทานขันธ์

วงจรอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ในชรา ที่ล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทาน จึงยิ่งเร่าร้อน

    หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ  ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์(หมายถึงสังขารขันธ์)เฉยๆ  อย่าไปพยายาม ละ อารมณ์นั้นเด็ดขาด  จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์(คือสังขารขันธ์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้) เป็นตัวทุกข์  ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น  อย่าอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

(webmaster-การดูจิตก็คือ การปฏิบัติแบบจิตตานุปัสสนา เมื่อสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่เศร้าหมอง สิ่งที่จะต้อง"ละ"คือสมุทัย "เหตุ" แห่งทุกข์นั้น เช่น ความคิดหรือ์มโนกรรมปรุงแต่งต่างหากที่เป็นเหตุที่ัแปรมาจากสังขารขันธ์หรืออารมณ์ที่เศร้าหมองนั่นเองเช่นโทสะ  แต่ตัวอารมณ์เองนั้นเช่นโทสะ เป็นขันธ์ คือสังขารขันธ์ เป็นอนัตตา ไปบังคับบัญชามันไม่ได้ มันทำงานตามกระบวนธรรมตามหน้าที่ของมันโดยธรรม(ธรรมชาติ)  ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริงนั่นเอง จึงควบคุมบังคับบัญชามันไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้นและต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตาม"เหตุ"ข้างต้นที่กล่าว  จึงต้องละที่เหตุเท่านั้น ด้วย"เหตุ"ถึงแม้ก็ย่อมเป็นอนัตตา แต่ไม่ใช่ตัวขันธ์ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหน้าที่ของมัน  จึงสามารถ"ละ"ได้) ด้วยการไม่เอาหรือการอุเบกขา

 

 ความจริงอันน่ารู้ยิ่งเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู

ตัวกู ยังไม่ใช่ ของกู   แล้วสิ่งอื่นๆทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นของกูได้อย่างไร

ตัวกู ยังสักว่าธาตุ ๔    แม้ ชีวิตกู ก็สักว่าขันธ์ ๕

เพราะ ตัวกู เป็นอนัตตา

ถ้าตัวกูเป็นของกูแล้วไซร้  กูจะต้องควบคุมบังคับตัวกูได้ตามปรารถนา

ไม่ใช่บังเอิญได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพียงเพราะความบังเอิญที่ไปตรงตามความปรารถนา

และไม่เป็นไปเพื่ออาพาธเจ็บป่วย

แต่เพราะตัวกู ไม่ใช่ของกู อย่างแท้จริง

จึงควบคุมไม่ได้ตามปรารถนา

เพราะแท้จริงดันไปขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งกัน

เพียงแต่บางครั้ง บังเอิญไปตรงเข้ากับความปรารถนา

จึงไปหลงคิดหลงยึดว่าเป็น ของกู ตัวกู

จึงเป็นทุกข์ร้อนกันไปทั่วทุกโลกธาตุ

(พนมพร)

การทำงานของขันธ์ทั้ง ๕  เปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ ๔ จังหวะ คือทำงานตามหน้าที่เท่านั้น

จังหวะดูด  จังหวะอัด  จังหวะระเบิด  จังหวะคาย    ทำให้เกิดกรรม คือเกิดการกระทำให้รถวิ่งได้     เหยียบเบรค     ปลดเกียร์เสีย   ก็หมดกำลัง

กระทบ      ผัสสะ      อารมณ์        เจตนา         ทำให้เกิดกรรม การกระทำต่างๆ                     มีสติระลึกรู้      อุเบกขาเสีย     ก็หมดกำลัง

        โยนิโสมนสิการ จากการชมภาพยนตร์ต่างๆ  พิจารณาดูว่าในขณะชมอยู่นั้น มีทั้งเวทนาคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาจากการดูหรือได้ยิน  และสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆเป็นสุข เป็นทุกข์ หดหู่ สนุกสนาน ฯ.  อีกทั้งมโนกรรมความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆจากสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นมาในชั่วขณะนั้นๆ  เกิดร่วมไปตามการผัสสะในเนื้อหาเรื่องราวของภาพยนต์นั้นๆ   ทั้งๆที่สิ่งที่ดูอยู่นั้น ไม่มีตัวตน ไม่ได้เป็นความจริงใดๆดั่งเนื้อหาเรื่องราวนั้นๆเลยแม้แต่น้อย  เป็นเพียงมายาของ"รูป"และ"เสียง"จากการแสดง อีกทั้งมโนกรรมที่เกิดขึ้น  เพราะขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานตามหน้าที่ตนอย่างเป็นอิสระจากเราที่ใช้ร่วมในการชมอยู่นั้น เช่น ตา หู ใจ ที่ทำงานอย่างเต็มที่ในขณะชมอยู่นั้น ด้วยล้วนเป็นอนัตตา จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย ต่างทำงานเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาใดๆของเรา เขาทั้ง ๕ จึงทำงานดั่งเครื่องยนต์ของรถยนต์  จนเกิดมายาจิต  ถึงมีสติรู้อยู่ว่าเป็นเพียงมายาการแสดง ไม่ใช่ความจริง เป็นการแต่งขึ้นแท้ๆ   แต่เมื่อปล่อยให้ขันธ์ทั้ง ๕ ดำเนินไปตามธรรมเกิดการผัสสะ ก็ย่อมดำเนินเป็นไปตามกระบวนธรรมของขันธ์ ๕  เกิดเวทนา เช่น สุขเวทนาเพราะสวยดีนะ ถูกใจนะ ทุกขเวทนาเพราะขัดเคืองใจ น่ารังเกียจ ฯ.  และเกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ สุข ทุกข์ โศก สนุกสนานต่างๆไปตามเนื้อหาที่ผัสสะ  แล้วอีกทั้งเกิดมโนกรรมความคิดนึกปรุงแต่งที่เป็นไปตามอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้นอีกด้วย  บางครั้งก็เกิดสังขารขันธ์ชนิดตัณหาได้อีกด้วย ด้วยไม่ได้ดั่งใจ ด้วยอยากให้เป็นไปดังโน้น อยากให้เป็นไปดังนี้  ขันธ์ทั้ง ๕ เพราะทำงานดังเครื่องจักรกล หรือดังเครื่องยนต์เท่านั้นเอง  จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย  คือเป็นไปตามการผัสสะ

หยุดการดูภาพยนต์ ก็คือดับการผัสสะ และอุเบกขา  ก็ย่อมเสื่อมดับไป

ชมต่อไป แม้แต่อย่างมีสติ  รู้อยู่ว่าเป็นมายา แต่เมื่อยังทำเหตุอยู่จึงย่อมยังเกิดผล แต่มีความเห็นเป็นไปตามเนื้อหา เพียงแต่ไม่เป็นไปตามตัณหาหรือทิฏฐิของตน

ด้วยเหตุที่ขันธ์ทั้ง ๕ เขาทำงานเป็นอิสระดั่งนี้นี่เอง ด้วยเป็นอนัตตา เราจึงไปสั่งหรือควบคุมอย่าให้เกิด ให้เป็นไปดังนั้นดังนี้ใน เวทนา สังขารขันธ์อารมณ์(เช่นทุกข์ใจ หดหู่ใจ ฯ.)  อีกทั้งมโนกรรมต่างๆไม่ได้เลย เพราะเป็นไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อมนั้นๆ  จึงต้องใช้วิธีนี้ คือมีสติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา หรือในสังขารขันธ์(อารมณ์)ทั้งมโนกรรม แล้วอุเบกขาเสีย คือสติระลึกรู้เท่าทันในเวทนาหรือในสังขารขันธ์หรือมโนกรรม  แล้วอุเบกขาเสีย  เพื่อตัดวงจรของทุกข์ให้ขาดความสืบเนื่องต่อไปอีกเป็นสำคัญ จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  คือหาทางดับ"เหตุ"ต่างๆที่จะมาเป็นปัจจัยกับขันธ์ทั้ง ๕ นั่นเอง เช่นมโนกรรมที่จะไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์ได้คือ"เหตุ"อีกนั่นเอง

ส่วนมโนกรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แม้จะเป็นอนัตตาเช่นกัน ย่อมบังคับบัญชาเขาไม่ได้ เราจึงไม่ไปควบคุมบังคับเขา  เพียงแต่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวพัวพัน หรือไม่เอา หรือก็คือการอุเบกขาเสียนั่นเอง  เพื่อไม่ให้เป็นเหตุคือธรรมารมณ์ได้อีก

ส่วนธรรมารมณ์ ทำไมไม่อุเบกขาเสียเลย เหตุเพราะเมื่อเกิดขึ้นมาทำหน้าที่เป็นเหตุหรือรับรู้แล้ว ย่อมต้องทำงานต่อไปจนเกิดผลนั่นเอง อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

 

หัวข้อธรรม

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ