ไปสารบัญ

หัวข้อธรรม ๕

       

คลิกขวาเมนู

        ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนทำงานตามหน้าที่ของตนนั้นๆตามธรรมชาติ และยังต้องทำงานประสานเป็นเหตุปัจจัยกันทั้งในการดำรง และดำเนินไปของชีวิตอยู่ตลอดเวลา  แลดูคือเมื่อพิจารณาโดยไม่แยบคายแล้ว เหมือนกับว่าล้วนเป็นของเรา เป็นเรา อยู่ในอำนาจของเรา แต่แท้จริงแล้ว ล้วนเป็นอิสระจากเรา เพราะล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนของมันเองจริง จึงเข้าครอบครองเป็นเจ้าของไม่ได้  จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงเข้าไปควบคุมบังคับบัญชา หรือเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามใจปรารถนาย่อมไม่ได้ตามนั้น  เราโยนิโสมนสิการให้เห็นความจริงข้อนี้ให้อย่างแจ่มแจ้ง  เหตุที่ควรพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายเพราะ ปุถุชนเมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น โดยทั่วไปก็เกิด ความรู้สึกไม่อยากให้ความทุกข์นั้นๆเกิดขึ้น หรืออยากให้ทุกข์มันหายไป หรือเกิดทุกข์ขึ้นมาก็อยากให้มีความรู้สึกสงบหรือเฉยๆไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่โศก  หรืออยากให้มันดับไปโดยพลัน,  เพราะไม่รู้ความจริงดังนี้ว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนทำงานตามหน้าที่ตนตามธรรม เป็นอิสระจากการควบคุมบังคับของใครๆทั้งนั้น ทั้งเรา เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่กระทบปรุงแต่งกันเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงทำหน้าที่เช่นนี้เอง อย่างตรงไปตรงมาตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ไปห้าม ไปหยุด ไปดับ ไปเปลี่ยนแปลงใดๆในการทำงานตามหน้าที่ของขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ได้เลย  ดังนั้นจำต้องมีสติระลึกรู้เท่าทัน ทั้งสัมปชัญญะคือตระหนักรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้เอง  และการดับทุกข์เหล่านั้นได้ จึงหมายถึง การที่ไม่ให้เกิดทุกข์สืบเนื่องต่อไปอีก กล่าวคือถึงแม้ทุกข์นั้นเกิดขึ้นมาจากการผัสสะคราแรกแล้วนั้น แต่แท้จริงเกิดขึ้นแค่ชั่วขณะหนึ่งๆเท่านั้นแล้วย่อมเสื่อมดับไป  ถึงแม้เราไม่สามารถไปดับ ไปห้าม หรือไปควบคุมบังคับบัญชาในการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ ได้ดังที่กล่าว แต่สามารถแก้ไขหรือดับได้ที่เหตุ ก็ด้วยการปฏิบัติที่เหตุนั่นเอง จึงสามารถควบคุมบังคับหรือปฏิบัติให้ทุกข์นั้นเสื่อมดับไปได้ตามเหตุปัจจัยเช่นกัน

        ขันธ์ ๕ จึงทำงานอิสระตามหน้าที่ ตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยครบก็เกิดขึ้นประดุจดั่งเงานั่นเอง

        รูปขันธ์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เกิด แก่ เจ็บป่วยไข้ ตาย ฯ. เป็นธรรมดา ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้  รูปขันธ์ยังเป็นฐานที่ตั้งของอีกทั้ง ๔ ขันธ์ และทำงานเพื่อการดำรงขันธ์หรือชีวิต เช่น ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบต่างๆในร่างกาย ฯ.  โดยไม่ต้องบังคับควบคุม และควบคุมอย่างแท้จริงก็ไม่ได้  และทำการงานหรือกริยาต่างๆของร่างกายตามที่ได้สังขารขันธ์เจตนาคิดอ่านขึ้น  ซึ่งตัวนี้แหละที่ทำให้เกิดความหลงความเข้าใจยึดผิด เพราะการที่ไปควบคุมกริยาหรืออิริยาบถต่างๆให้รูปขันธ์ร่างกายทำงานตามใจสั่งคือตามสัญเจตนาได้นั่นเอง ตลอดจนอัตตวาทุปาทาน คือคำพูดคำจาว่า นั่นเรา นั่นของเรา จนซึมซ่านย้อมจิตว่า เป็นไปดังนั้นจริงๆ จึงพาลทำให้หลงผิดคิดไปว่ารูปขันธ์ร่างกายอีกทั้งแม้ชีวิตหรือขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นของเรา เป็นเรา เราเป็นเจ้าของ เราเป็นผู้ควบคุมบังคับ เกิดขึ้นและเป็นไปโดยไม่รู้ตัว  แต่แท้จริงแล้วขันธ์ทั้ง ๕ รวมทั้งรูปขันธ์ต่างล้วนทำงานตามหน้าที่ตน เป็นอิสระจากเราอย่างแท้จริง เป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น  อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด รูปขันธ์เขาทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือเป็นที่ตั้งอยู่ของขันธ์อื่นๆ และดำเนินกระบวนธรรมต่างๆในการดำรงขันธ์ของเขา ใครก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับรูปขันธ์ได้เลยว่า อย่าเกิด อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าตาย ขอให้รูปเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เช่นให้สวย ให้แข็งแรง ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา (นอกจากบังเอิญไปตรงกับเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง)  อีกทั้งทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะภายในทั้ง ๖ ที่ไว้สื่อสัมพันธ์กับโลกก็แฝงอยู่กับรูปขันธ์นี้อีกด้วย

        เวทนาขันธ์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ผัสสะกับสิ่งใด ก็ย่อมต้องเสวยอารมณ์สิ่งนั้น คือเสพเสวยรับรู้ในรสสัมผัสของสิ่งนั้นๆว่ามีรสชาดเยี่ยงไร เพราะเมื่อยังมีชีวิตอยู่ประสาทสัมผัสรับรู้ย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา จะไม่ให้เกิดขึ้นย่อมไม่ได้  อีกทั้งจึงเกิดการรับรู้ในรสสัมผัสเป็น สุขสบายใจหรือสุขเวทนาบ้าง ทุกข์ระคายเจ็บปวดหรือทุกขเวทนาบ้าง หรือเฉยๆอทุกขมสุขเวทนาบ้าง เป็นธรรมดา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยปัจจัยที่มาประจวบปรุงแต่งกัน  ไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาเองตามใจปรารถนาไม่ได้เลย  ยังไงก็ต้องรับรู้เวทนาที่เกิดการผัสสะหรือสัมผัสขึ้น ไม่รู้สึกก็ไม่ได้ จะสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ทำงานเป็นอิสระจากเรา มันเกิดขึ้นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา เป็นสภาวะธรรมของชีวิตที่ต้องใช้สื่อสารสัมพันธ์กับโลกคืออายตนะภายนอกทั้งหลาย  อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา  จึงคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด จึงต้องมีความเข้าใจเวทนาอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงอย่างปรมัตถ์ถึงแก่นแท้ จึงกล่าวว่าสักว่าเวทนา  เวทนาขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือเสวยอารมณ์ คือรับรู้ในรสชาดของสิ่งที่ผัสสะ เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เป็นสภาวธรรมของชีวิตและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต ไม่มีเสียก็อยู่ในโลกนี้ไม่ได้เลย  ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้น จึงต้องรู้ว่าสักว่าเวทนา มัน(ต้อง)เป็นเช่นนี้เอง(ตถตา) และใครๆก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับเวทนาขันธ์ได้เลยว่า จงอย่าเกิดทุกขเวทนา ขอจงเกิดแต่สุขเวทนา  ขอทุกขเวทนานี้จงดับไป  เมื่อทุกข์จรมากระทบก็ขอเกิดอทุกขมสุขเวทนา ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา

        "กิจกรรมสามัญที่สุดของทุกๆคน  ซึ่งเป็นไปอยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ก็คือ การรับรู้อารมณ์(คือเวทนา จากสิ่งที่จิตกำหนดหมายหรือผัสสะ)ต่างๆ ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ    เมื่อมีการรับรู้  ก็มีความรู้สึกพร้อมไปด้วย คือ  สุขสบายบ้าง(สุขเวทนา),  ทุกข์ระคายเจ็บปวด ไม่สบายบ้าง(ทุกขเวทนา,  เฉยๆบ้าง(อทุกขมสุขเวทนา)"

(จาก  เหตุใดสติที่ตามทันขณะปัจจุบัน จึงเป็นหลักสำคัญของวิปัสสนา โดยพระธรรมปิฏก)

        สัญญาขันธ์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา อยากจะจำ-กลับลืม อยากจะลืม-กลับจำ ผุดนึกผุดจำได้เองแม้ไม่ได้เจตนาขึ้น  หรือผุดขึ้นมาจากการผัสสะกับสิ่งกระตุ้นเร้าหรือจำได้โดยอัติโนมัติดังเช่น การรู้หนังสือที่สั่งสมเป็นสัญญาอันชำนาญยิ่ง เมื่อตากระทบตัวหนังสือซึ่งมีสัญญาย่อมจำได้ อีกทั้งหมายรู้ในความหมายนั้นๆได้ จึงย่อมอ่านออกเข้าใจได้  จะให้อ่านไม่ออกก็ไม่ได้  เมื่อเห็นหรือนึกในสิ่งใดสัญญาจำก็ทำงานของเขาเองจะให้ไม่รู้ความก็ไม่ได้  เมื่อเห็นคนคุ้นเคยรู้จัก ก็จะเกิดสัญญาจำได้หมายรู้ขึ้นได้เอง  แท้จริงจึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย ควบคุมบังคับบัญชาให้จำ,ให้ลืม,หรือบังคับควบคุมเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ สัญญาขันธ์ทำงานเป็นอิสระจากเรา อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด  สัญญาขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือ ความจำได้ หมายรู้ต่างๆอันได้สั่งสมอีกทั้งอบรมเก็บจำแต่อดีตรวมทั้งเหล่าปัญญาที่เกิดขึ้น,  ใครๆก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับสัญญาขันธ์ได้เลยว่า จงจำแต่กุศลสัญญา ขอจงอย่าจำในอกุศลสัญญาในอดีต สิ่งนี้ขอให้จำ สิ่งนี้อย่าจำ ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา  สัญญาก็แปรปรวนได้ เคยชอบ-กลับชัง เคยชัง-กลับชอบ อยากจะลืม-กลับจำ อยากจะจำ-กลับลืม ไม่อยู่ในอำนาจของเราจริงแต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

        สังขารขันธ์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา  สิ่งหรือธรรมหรืออาการของจิตหรืออารมณ์ทางโลก ที่ปรุงแต่งจิต ให้เกิดสัญเจตนาคือเจตนาหรือความคิดอ่านให้การกระทำในสิ่งต่างๆ ได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ  ก็ล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เป็นโลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ หดหู่ โกรธ รัก ตัณหา เป็นกลางๆ ฯ. เป็นไปตามเหตุปัจจัยของการผัสสะ ไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้เช่นกัน มันจึงเกิดขึ้นเช่นนั้นเอง  ดังนั้นเวลาโกรธ เวลาทุกข์ เกิดขึ้นคราแรกๆนั้น เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเช่นนี้เอง เพราะควบคุมบังคับเขาไม่ได้)  เพราะแท้จริงสังขารขันธ์ทำงานเป็นอิสระจากเรา  พระอริยเจ้าหลายท่านจึงได้กล่าวสอนไว้ในลักษณาการที่ว่า ทุกข์ โกรธ ฯ. มีอยู่ แต่ไม่เอา คือ ไม่เอาไปยินดียินร้าย ไม่เอาไปปรุงแต่ง คือปล่อยวาง ซึ่งก็ล้วนคือการทำอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสียนั่นเอง  อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สังขารขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือ อารมณ์ทางโลกคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่างๆ ที่จะปรุงแต่งจิต ให้เกิดสัญเจตนา  ใครก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับสังขารขันธ์ได้เลยว่า ขอจงเกิดแต่ความสุขใจ สบายใจ ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หดหู่ ไม่กังวล ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา   เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ให้มีสติรู้เท่าทัน อีกทั้งปัญญาญาณอันแจ่มแจ้ง จึงอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสีย  ทำดังนี้อกุศลสังขารขันธ์หรือสังขารขันธ์อันเศร้าหมองเหล่านั้นย่อมเสื่อมเสื่อมดับไปได้ และสามารถกระทำได้เพราะเป็นการระงับที่เหตุ ที่สติระลึกรู้เท่าทัน จึงสามารถกระทำได้ ไม่ใช่การควบคุมบังคับสังขารขันธ์อันเป็นอนัตตา  เพราะเมื่อเกิดสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นมาแล้ว ยังให้เกิดกรรมการกระทำทางใจเช่น ความคิดอันเศร้าหมองหรือให้โทษต่างๆขึ้น  เมื่อสติรู้เท่าทันแล้วอุเบกขาเสีย เป็นสิ่งที่พึงทำได้  เนื่องจากความคิดอันให้โทษเหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ได้แปรปรวนไปทำหน้าที่เป็นเหตุคือธรรมารมณ์นั่นเอง  จึงเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติได้อย่างแน่นอน ไม่เป็นการฝืนธรรมชาติ  จึงเป็นการดับไปที่เหตุ ไม่ใช่การไปดับผลคือสังขารขันธ์ซึ่งควบคุมบังคับบัญชาเขาไม่ได้  จึงเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา

        วิญญาณขันธ์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เมื่ออายตนะต่างๆกระทบกัน ก็ย่อมเกิดวิญญาณตามอายตนะภายในที่อาศัยใช้งานนั้นๆโดยธรรมชาติ เช่น ตากระทบรูป จักขุวิญญาณย่อมเกิด จึงย่อมเห็นรูปนั้น จะอยากให้ไม่เห็นในรูปนั้นก็ทำไม่ได้ คือเมื่อกระทบแล้วไม่ให้วิญญาณเกิดขึ้นมาทำงานก็ไม่ได้  หูกระทบเสียง ก็ย่อมเกิดโสตวิญญาณขึ้น ก็ย่อมต้องได้ยินเสียงนั้น ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ควบคุมบังคับบัญชาเขาไม่ได้  วิญญาณแท้จริงจึงทำงานเป็นอิสระจากเรา อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด ดังมีกล่าวไว้ใน มหาตัณหาสังขยสูตร  วิญญาณขันธ์เขาจึงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ไม่ทำอื่น คือ รู้แจ้งในสิ่งที่กระทบกับอายตนะภายใน  ใครๆก็ย่อมไม่สามารถไปควบคุมบังคับวิญญาณขันธ์ได้เลยว่า  ขอวิญญาณนี้จงอย่าเกิด ขอวิญญาณนี้จงอย่าดับ เช่น ขอจักขุวิญญาณในภาพนี้จงอย่าเกิดจะได้ไม่เห็น  ขอโสตวิญญาณในเสียงนี้จงอย่าเกิดจะได้ไม่ได้ยิน ฯ. ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา

        ขันธ์ทั้ง ๕ จึงทำงานเป็นอิสระตามหน้าที่ของตนแล้ว ยังต้องประสานสัมพันธ์กันในการทำงานต่างๆอีกด้วยในการดำรงชีวิตไปตลอดอายุไข  อุปมาดั่งรถยนต์ที่ต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆหรือสมมติเรียกว่าขันธ์ของเขา เช่น ระบบ(ขันธ์)เครื่องยนต์ ระบบเบรค ระบบไฟ ระบบขับเคลื่อน ระบบตัวถัง ฯ. เมื่อขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งก็ย่อมไม่ประสานเป็นเหตุปัจจัยกันให้สามารถทำหน้าที่ของรถได้ดีเลย ที่เราเรียกกันว่า รถเสียหรือรถตาย กล่าวคือ ย่อมนำไปทำหน้าที่ตามจุดประสงค์ของรถโดยสมบูรณ์คือการขับขี่ใช้งานไม่ได้เลย,  ขันธ์ ๕ ก็เฉกเช่นกัน เขาทำงานและประสานกันกับขันธ์อื่นๆ และทำงานตามหน้าที่ของตนเท่านั้น จึงไปห้ามไปหยุดขันธ์ต่างๆไม่ได้เลย ขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งก็ย่อมไม่สมบูรณ์เหมือนดังรถยนต์ เมื่อขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไปย่อมทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ถึงขั้นใช้งานไม่ได้เลย

        พิจารณาเยี่ยงนี้โดยละเอียด จะพบความจริงดังที่พระองค์ท่านได้ตรัสสอนไว้ แต่ปุถุชนไปหลงมัวเมาลืมตัวไปว่า ขันธ์ ๕ เป็นเรา เป็นของเรา เราเป็นเจ้าของ ดังที่กล่าวข้างต้นไว้เพราะเกิดจากการที่เราสามารถควบคุมบังคับการทำงานหรือกิริยาของรูปขันธ์หรือร่างกายได้บางอย่างบางประการ ให้ทำงานในสิ่งที่เราต้องการได้ ตั้งแต่รู้ความ จนดูประหนึ่งว่า เป็นของเรา เป็นเรา เราเป็นเจ้านาย เราควบคุมบังคับบัญชาเขาได้ เช่น อิริยาบถการเคลื่อนไหวต่างๆ การพูด ตลอดจนความคิดนึกต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นเพียง กรรม คือการกระทำอันเป็นเป็นผลแล้ว คือการกระทำทางกาย วาจา ใจ แม้สั่งบัญชาหรือควบคัมได้ดังกล่าวจริงในบางอย่างบางประการ  แต่แท้จริงแล้วก็ล้วนเป็นเพียงผลที่เกิดแต่เหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕ ได้ทำงานประสานสัมพันธ์กันเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเกิดขึ้นได้ จากการที่มีการผัสสะต่างๆ จนเกิดสังขารขันธ์ ซึ่งทำให้เกิดสัญเจตนาความจงใจความคิดอ่านในการกระทำในสิ่งต่างๆขึ้นได้ เพียงแต่เราเคยชินใช้งานในสิ่งเหล่านี้เป็นประจำเสมอๆอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดและใช้ในการดำเนินชีวิตโดยปกติธรรมดาอยู่เนืองๆเสมอๆ  จึงคล้ายการสวมใส่เสื้อผ้าของเรา ที่เคยชินยิ่ง แม้สวมใส่จึงมีการผัสสะอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ตั้งใจสังเกตุจะไม่รู้สึกรับรู้สัมผัสอะไรเลย แต่แท้จริงแล้วยังเป็นการทำงานตามเหตุปัจจัยอยู่ แม้กระทั่งการ กิน นอน เดิน นั่ง ดังเช่น

                                                            ผัสสะ

คิดเดิน(ธรรมารมณ์)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ anired06_next.gif  อทุกขมสุขเวทนา  สัญญา  สังขารขันธ์  anired06_next.gif จึงเกิดสัญเจตนา-ความจงใจความคิดอ่าน anired06_next.gif แล้วเกิดกายกรรมคือการกระทำคือเดินไปตามที่คิด  แท้จริงจึงทำงานไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน

        แต่ย่อมไม่รู้สึกสังเกตุใดๆเพราะเคยชินยิ่งนัก ใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นประจำสม่ำเสมอๆวันละหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นครั้ง จนเคยชินไม่ใส่ใจ และเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปมีสติระลึกรู้เท่าทันในสังขารขันธ์อันไม่ให้โทษเหล่านั้นทั้งหมด(ยกเว้นในการฝึกสติ) เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตเสียอีกด้วย ไม่มีเสียก็อยู่ไม่ได้ เพียงแต่เราสามารถนำมาฝึกสติได้ดังในกายานุปสสนา ฝึกสติให้ตามดูรู้เท่าทันในกาย เพื่อฝึกสติให้แววไว ฝึกสติให้สังเกตุระลึกรู้ในสิ่งต่างๆโดยฝึกผ่านทางกายกรรมต่างๆเหล่านั้นได้แก่ กิน เดิน นอน นั่ง ฯ. ซึ่งเมื่อฝึกสติให้เห็นของที่สังเกตุศึกษาได้ง่ายๆเบื้องต้นดีแล้ว ก็นำไปพัฒนาให้สติระลึกรู้เท่าทันในเวทนา(เวทนานุปัสสนา) และสังขารขันธ์(จิตตานุปัสสนา)ใดอันให้โทษ ว่าเป็นเช่นนั้นเอง  ซึ่งละเอียดอ่อนเป็นลำดับ ซึ่งมีประโยชน์ยิ่งในการดับทุกข์

       เราเคยชินยิ่งในการคิดที่ทำให้ให้เกิดการกระทำต่างๆทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่างๆในการดำเนินชีวิตโดยทั่วไป อีกตลอดจนการพูดจาสื่อสารเพื่อแสดงความหมายต่างๆเช่น ของเรา รถเรา เงินเรา ฯ.หรืออัตตวาทุปาทาน  จิตจึงหลงด้วยโมหะไปว่า ขันธ์ ๕ ใดขันธ์หนึ่งหรือทั้งหมดแม้ชีวิตนั้น เป็นของเรา เป็นเรา ซึมซาบย้อมจิตโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ยังไม่รู้ความ ว่านมเรา แม่เรา อาหารเรา บ้านเรา เงินเรา ทรัพย์สมบัติเรา ฯ. ย่อมไม่สามารถสำเหนียกรู้ได้เองว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ต้องได้ทำงานเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเกิดขึ้น แท้จริงจึงทำงานโดยอิสระจากเราจริงๆ

       ดังนั้นคงพอแลห็นได้ว่าความทุกข์ทั้งหลายดัง โลภ โกรธ หลง รัก ชอบ ชัง หดหู่ กลัว กังวล เสียใจ ตัณหา ฯ. ล้วนเป็นสังขารขันธ์ (คือสิ่งหรือธรรมหรืออาการต่างๆของจิต ที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนาความคิดอ่าน ในการทำกรรมคือการกระทำต่างๆทั้งทางดี ชั่ว หรือแม้กลางๆที่ใช้ในการดำเนินชีวิตทั่วๆไป)  ที่ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาโดยอิสระ ตามเหตุปัจจัย  และเราไปควบคุมบังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้  ดังนั้นเมื่อทุกขเวทนาหรือสังขารขันธ์อันเศร้าหมองให้โทษเช่น โกรธ ทุกข์ใจ หดหู่ใจ เหล่านี้เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาโดยธรรมชาติ จึงต้องใช้วิธีมีสติรู้เท่าทัน ว่ามันเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดาตามธรรม บังคับควบคุมเปลี่ยนแปลงไม่ได้  เมื่อไปยึดถือจึงเป็นทุกข์  แต่สามารถให้หยุดคือให้เสื่อมดับไม่สืบเนื่องต่อไปให้เป็นทุกข์เร่าร้อนเผาลนต่อเนื่องและยาวนานได้ ด้วยการดับที่เหตุ ที่จะไปเป็นเหตุปัจจัยกับขันธ์ทั้ง ๕ ต่อไปอีกนั่นเอง อันคือเหล่าธรรมารมณ์หรือความคิดนึกปรุงแต่งซึ่งก็คือสังขารขันธ์ความคิดนึกอันเป็นผลที่เกิดขึ้นแล้วแปรไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์นั่นเอง  ที่สามารถกระทำได้ เมื่อสติระลึกรู้แล้ว ด้วยการไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ยึดถือ และมีสัมปชัญญะด้วยการอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสียนั่นเอง จึงเป็นไปตามหลักธรรมอิทัปปัจจยตาได้  คือเกิดปรากฏการณ์ เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับนั่นเอง

ตัวอย่างกระบวนธรรมของขันธ์ ๕  ที่ล้วนทำงานตามหน้าที่ตนโดยอิสระ  ยังผลให้เกิดกรรม(การกระทำต่างๆ) เช่น มโนกรรม(คิดนึก)

                                        ผัสสะ

รูป    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ตา  จักขุวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ]

                                         ผัสสะ

เสียง    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป หู  โสตะวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ]

                                                    ผัสสะ

โผฐฐัพพะ    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป กาย  กายะวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ]

                                                     ผัสสะ

ธรรมารมณ์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] เช่น ความคิดเป็นทุกข์อันให้โทษ (คือเกิดมโนกรรมคือความคิดอันก่อทุกข์ขึ้นนั่นเอง)

(รูปที่ ๑)

ดังนั้นถ้าดับธรรมารมณ์ อันเป็นเหตุคือการหยุดคิดนึกปรุงแต่งหรืออุเบกขาในเรื่องนั้นๆเสีย ก็คือ"อวิชชา"ดับ ย่อมทำให้

   ด้วยการอุเบกขาเสีย                                                                         จิต                                       ผัสสะย่อมไม่มี

ธรรมารมณ์ดับ  ใจย่อมไม่เกิดการทำงาน ในเรื่องนั้น  มโนวิญญาณในเรื่องนั้นไม่เกิด anired06_next.gif สัญญาจําดับ  เวทนาดับ  สัญญาหมายรู้ดับ  สังขารขันธ์ทุกข์ย่อมดับไป

            จากมโนกรรมในรูปที่ ๑ มาทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์ของกระบวนจิตใหม่

(รูปที่ ๒)

กล่าวคือ ธรรมารมณ์ดับ ใจไม่เกิดการทำงาน มโนวิญญาณย่อมไม่เกิด ผัสสะย่อมไม่เกิด  สัญญาจำย่อมไม่เกิด  เวทนาย่อมไม่เกิด สัญญาหมายรู้ย่อมไม่เกิด สังขารขันธ์ย่อมไม่เกิด

หรือเขียนย่อสั้นลงไปได้ว่า

ธรรมารมณ์ดับ ใจไม่เกิด มโนวิญญาณดับ ผัสสะดับ  เวทนาดับ สัญญาดับ สังขารขันธ์ดับ

        การดับไปดังนี้เป็นไปในลักษณาการเดียวกันกับวงจรปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร(รูปประกอบ) หรือฝ่ายดับทุกข์นั่นเอง  เพียงแต่เป็นการกล่าวจำแนกแตกธรรมในรูปกระบวนคิดหรือกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ เท่านั้น แต่เนื้อแท้แล้วเป็นธรรมสิ่งเดียวกันที่เนื่องสัมพันธ์กับความเป็นเหตุปัจจัย ระหว่างกระบวนธรรมของจิตแบบขันธ์ ๕ ปกติธรรมดา กับ กระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นของทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท) ซึ่งเกิดขึ้นและดำเนินไปคล้ายๆกัน แต่มีตัณหา อุปาทาน ฯ. เข้ามาแทรกจนทำให้เป็นทุกข์

ส่วนสังขารทุกข์เดิม(จากรูปที่๑)ก็ย่อมคลายเสื่อมดับไปด้วยธรรมนิยาม เมื่อไม่มีเหตุก่อเกิดขึ้นมาอีกเพราะการอุเบกขา  ส่วนการดับธรรมารมณ์ข้างต้นดังนี้(ในรูปที่ ๒) เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ ด้วยเพราะธรรมารมณ์นี้ได้แปรปรวนเป็นเหตุหรือรูปไปเสียแล้ว ไม่ได้เป็นผลที่ทำหน้าที่เป็นสังขารขันธ์ขันธ์ อันเป็นขันธ์อย่างหนึ่งอันย่อมทำงานเป็นอิสระตามหน้าที่ของตนเท่านั้น ควบคุมบังคับไม่ได้,   แต่สำคัญยิ่งที่ต้องประกอบด้วยสติรู้เท่าทันและกำลังปัญญา(ปัญญาพละ)ที่เกิดจากความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจึงมั่นคงในเรื่องเหตุปัจจัย และความเนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕  มิฉนั้นจะไม่มีกำลังพอไปหยุดในคิดนั้นอันให้โทษ จึงคิดวนเวียนฟุ้งซ่านเป้นวงจรต่อเนื่องสัมพันธ์  เมื่อมีปัญญารู้แจ้ง รู้แจ้งที่หมายถึงรู้จริงและมั่นคง หมายถึง แม้ปัญญาเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งจัดอยู่ในเจตสิก ๕๒ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเก็บจำสั่งสมอบรมได้จนเป็นสัญญาหมายรู้อันดียิ่งอย่างหนึ่งด้วย จึงรู้ดีว่า เมื่อจิตคิดปรุงแต่ง ย่อมเกิดผลขึ้น และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์สืบเนื่องไป คือเห็นความเป็นเหตุปัจจัยอย่างแจ่มแจ้ง จึงเกิดปัญญาพละหยุดจิตคิดปรุงแต่งได้ ด้วยรู้แจ้งยิ่ง จึงเป็นการหยุดเสียด้วยสติและปัญญาญาณนั่นเอง  จึงเป็นการ"รู้เท่าทันจิต"อย่างแท้จริง จึงไม่ใช่สติรู้ตามจิต แต่เป็นสติรู้เท่าทันจิต

        ดังที่กล่าวในข้างต้น ขันธ์ ๕ ทำงานเป็นอิสระตามหน้าที่ตน ไปควบคุมบังคับเขาไม่ได้ แล้วทำไมมโนวิญญาณจึงดับไปได้ เพราะการดับนี้หมายถึงการไม่เกิดขึ้น เพราะมโนหรือมโนวิญญาณนั้น เกิดขึ้นและดับไปเหมือนดังเงานั่นเอง เมื่อเหตุปัจจัยไม่ครบองค์ก็ไม่เกิดขึ้น  ส่วนใจในกระบวนธรรมข้างต้นที่แสดงนั้นเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เป็นอายตนะภายในส่วนมโนทวารตามปกติ ยังไม่ได้รับรู้อารมณ์ในสิ่งที่กระทบผัสสะ ก็ต้องอาศัยรูปขันธ์อยู่เช่นอายตนะภายในอื่นๆจึงคงมีอยู่เป็นธรรมดาของชีวิต จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นจิตอันคือมโนวิญญาณ ใจแม้มีอยู่แต่เป็นปกติยังไม่ขึ้นสู่วิถีรับรู้อารมณ์ และเมื่อไม่เกิดการกระทบกับธรรมารมณ์ใดจึงย่อมไม่เกิดการทำงานตามหน้าที่ได้เช่นกัน หรือจะเรียกอีกนัยหนึ่งว่าดับนั่นเอง  

        ดังนั้นเมื่อเกิดครั้งแรกคือ ในรูปที่ ๑นั้น ย่อมยังให้เกิดผลคือสังขารขันธ์ เช่นโกรธหรือความทุกข์ ซึ่งเป็นขันธ์ แล้วเกิดผลคือมโนกรรม คือความคิดอันให้โทษคือเศร้าหมอง ก็ไปห้ามไปแทรกแซงควบคุมเขาไม่ได้จริงๆ ดังที่กล่าวว่าเป็นอิสระจากเรา ไม่ขึ้นอยู่กับใครๆ ดังรูปที่ ๑  แต่เมื่อเกิดการนำความคิดอันให้โทษนั้นไปปรุงแต่งต่อ  สังขารขันธ์คิดอันให้โทษนี้ได้แปรปรวนเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นธรรมารมณ์หรือความคิดอันเป็นทุกข์ที่แปรปรวนไปเป็นฝ่ายเหตุที่สติรู้เท่าทันเสียแล้ว คือทำหน้าที่เป็นรูป ที่หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้  จึงไม่ใช่ขันธ์ที่เป็นอิสระ,ควบคุมบังคับไม่ได้จากเราอีกต่อไป จึงสามารถแทรกแซงได้ควบคุมบังคับได้อย่างแน่นอน ไม่ฝืนธรรมหรือธรรมชาติ ด้วยการอุเบกขาเสียนั่นเอง ตั้งแต่สติเท่าทันเสียแต่ต้นมือ ก็ด้วยปัญญาที่รู้แจ้ง ดังรูปที่ ๒  เมื่อไม่มีเหตุก่อให้จิตได้ทำงานได้อีกต่อไป  สังขารขันธ์ทุกข์ที่เกิดมาแล้วนั้นจากรูปที่ ๑ จึงย่อมเสื่อมดับไป ด้วยธรรมนิยาม

แต่ถ้าไม่ดับธรรมารมณ์ คือ ยังฟุ้งซ่าน คิด นึก ปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน ไม่ว่ายินดี-ยินร้าย ชอบ-ชัง ถูก-ผิด ดี-ชั่ว แม้บุญ-บาป ฯ.

ก็จะเกิดกระบวนธรรมของจิต วนเวียนเป็นวงจรอยู่ในกองทุกข์ ดังนี้

 

แสดงกระบวนธรรมของจิต ที่เกิดการคิดนึกปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน จิตจึงทำงานเป็นวงจรของทุกข์ในที่สุด

ธรรมารมณ์ ทุกข์ + ใจ  anired06_next.gif มโนวิญญูาณ   anired06_next.gif เวทนาขันธ์   

   (ขันธ์ทั้ง ๕  อันเกิดวนเวียนอยู่ในชราอันเป็นทุกข์)      

สังขารขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์              สัญญาขันธ์   

และเมื่อประกอบด้วยอุปาทาน ก็กลายเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ อันเร่าร้อนด้วยไฟกิเลส

รูปที่ ๓

        จึงเกิดการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์ จนกว่าจะดับไปด้วยเหตุอันใดก็ดี เช่นเหนื่อยอ่อน จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่ามาแทรกแซง ภารกิจอื่นๆ แต่แม้ดับไปแล้วแต่ก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้อีกเมื่อระลึกรู้ขึ้นมาหรือสัญญาขันธ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ หรืออาสวะกิเลสนั่นเอง ได้ผุดระลึกรู้ขึ้นมาเอง หรือมีสิ่งมาผัสสะกระตุ้นเร้า ก็เกิดการคิดปรุงแต่ง ดังรูปที่ ๓ เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ เกิดดับๆ...ได้อย่างแสนยาวนาน ตลอดกาลนานก็มี

  

         รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์  แม้ชีวิตและสังขารทั้งปวง ต่างล้วนเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะความที่ไม่มีตัวตน ของตัวเขาเองจริง  แท้จริงแล้วจึงไม่สามารถไปบังคับบัญชาหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้เลย  เพราะมันเป็นไปตามเหตุต่างๆที่มาประชุมเป็นปัจจัยแก่กันและกัน (จึงเพียงแค่แก้ไขที่เหตุบางอย่างบางประการได้บ้างบางส่วนเท่านั้นเอง)  ดังนั้นมันจึงเป็นเช่นนี้เอง  แต่ปุถุชนมักไปคิดหรือคาดหวังคือปรารถนา หรืออยากสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในบางสิ่งบางอย่างให้เป็นไปตามความปรารถนาของตัวตนได้ด้วยอุปาทาน   ดังนั้น เราจึงมีหน้าที่เพียงแต่มีสติรู้เท่าทัน และประกอบด้วยปัญญาญาณว่า มันเป็นเช่นนี้เองตามธรรมคือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ จึงไม่เป็นอื่น  จึงเกิดการปล่อยวางไม่ยึดถือได้ด้วยปัญญาญาณ  ด้วยสักว่ามันต้องเป็นเช่นนี้เอง  อีกทั้งอุเบกขาไม่แทรกแซงเข้าไปปรุงแต่ง บรรดาทุกข์ทั้งหลายก็ย่อมเสื่อมดับไป

ลองโยนิโสมนสิการกระบวนธรรมดังนี้

                                                                                       ผัสสะ

ธรรมารมณ์ทุกข์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป (กระทบ)ใจ  (ย่อมเกิด)มโนวิญญาณ  anired06_next.gif (ย่อมยังให้เกิด) ทุกขเวทนา (ขึ้นเป็นธรรมดา) สัญญาหมายรู้ สังขารขันธ์ทุกข์

ลองพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)ดูว่า เป็นไปได้หรือไม่? ที่เมื่อเกิดการกระทบผัสสะกันจากธรรมารมณ์ทุกข์ดังข้างต้นแล้ว จะไปบังคับหรือควบคุมให้ไม่เกิดทุกขเวทนาอันเป็นสภาวะธรรมโดยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ในการรับรู้ในสิ่งที่ผัสสะ  หรือให้เกิดอทุกขมสุขเวทนาหรือให้เกิดสุขเวทนาแทนทุกขเวทนาเป็นไปได้ไหม?

         ด้วยเหตุดังนี้ เราจึงพึงมีหน้าที่เพียง มีสติรู้เท่าทัน  แล้วด้วยปัญญาพละที่รู้ดียิ่งว่า ถึงแม้มันเกิดขึ้นมาแต่สักว่าธรรมชาติมันเป็นเช่นนี้เอง(ตถตา)เป็นธรรมดา  แล้วไม่ปรุงแต่งต่อ หรืออุเบกขาเสีย ก็เพื่อไม่ให้เกิดทั้งทุกขเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ขึ้นต่อเนื่องสัมพันธ์วนเวียนเป็นวงจรอันยาวนานต่อไปได้  แล้วทั้งทุกขเวทนาและสังขารขันธ์ทุกข์ก็ย่อมต้องเสื่อม...แล้วดับไปอำนาจธรรมนิยามนั่นเอง  นั่นเป็นสิ่งที่พึงกระทำ  อย่าไปมีตัณหาอยากไปละมันเข้าจะเกิดทุกข์ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

         ถ้าทั้งสติและปัญญาพละกล้าแข็ง ก็อาจเกิดขึ้นเป็นดังนี้ได้

                                                                                       ผัสสะ

ธรรมารมณ์ทุกข์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป (กระทบ)ใจ  (ย่อมเกิด)มโนวิญญาณ  anired06_next.gif (ย่อมยังให้เกิด) ทุกขเวทนา (ขึ้นเป็นธรรมดา) สัญญาหมายรู้ที่ประกอบด้วยปัญญา สังขารขันธ์ชนิดเป็นกลางคือสังขารขันธ์ชนิดอุเบกขา(ข้อที่ ๓๔)

 

ธรรมข้อคิด

ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ  ไม่มีใครหยุด  หรือห้ามการทำงานของเขาได้  เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

มีผู้เรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า "ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?"

หลวงปู่ตอบสั้นๆว่า "มี  แต่ไม่เอา"   (อตุโล ไม่มีใดเทียม น.๔๖๑)

 หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

Webmaster - หลวงปู่ตอบตามความสัจจริงอันยิ่งว่า มี เหตุเพราะ "โกรธ" เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งนั่นเอง จึงเป็นไปของเขาเองตามเหตุปัจจัยของขันธ์ ๕ ของเขา ทำงานเป็นอิสสระ ไปควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ จึงยังคง "มี" อยู่เป็นธรรมดา แม้ในครูบาอาจารย์ตลอดจนพระอริยะเจ้า,  ซึ่งปุถุชนมักคาดเดากันไปเองว่า"ไม่มี",  แต่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ตอบอย่างชัดเจนอีกว่าว่าถึง "มี" แต่ "ไม่เอา" ที่มีความหมายยิ่งในการปฏิบัติ คือ มีสติระลึกรู้ว่าเป็นสังขารขันธ์อันให้โทษ(เช่น ความทุกข์ ความโกรธ ฯ.)แล้ว ท่านก็ปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น ไม่เอาไปปรุงแต่ง ทั้งปวงก็คือด้วยการอุเบกขาสัมโพชฌงค์เสียนั่นเอง  แต่ปุถุชนทั่วไปมักไปอยากให้สังขารขันธ์ที่เป็นทุกข์หรืออกุศลสังขารขันธ์ทั้งหลายไม่ให้เกิดไม่ให้มีขึ้น  หรืออยากดับไปทันใดเลย อันล้วนเป็นตัณหายิ่งพาให้เป็นทุกข์  และ"เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้" เนื่องด้วยเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ถ้ามีสติรู้เท่าทัน"อกุศลสังขารขันธ์"อันให้โทษ และมีสัมปชัญญะคือตระหนักรู้ว่า เขาทำงานเป็นอิสระ บังคับควบคุมเขาไม่ได้ มันเป็นเช่นนี้เองตามธรรม(ธรรมชาติ) จึงอย่าไปยึดถือว่าเป็นของเรา ด้วยการปล่อยวางหรือการอุเบกขาเสียนั่นเอง เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ อกุศลสังขารขันธ์ทั้งหลายเช่นความทุกข์ ความโกรธ ฯ. ก็ย่อมเสื่อมหรือคลายดับไปทั้งสิ้น ด้วยอำนาจธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณ์นั่นเอง ดังกระบวนธรรมที่แสดงข้างต้น

    หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ  ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์(หมายถึงสังขารขันธ์)เฉยๆ  อย่าไปพยายาม ละ อารมณ์นั้นเด็ดขาด  จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์(คือสังขารขันธ์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้) เป็นตัวทุกข์  ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น  อย่าอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

(webmaster-การดูจิตก็คือ การปฏิบัติแบบจิตตานุปัสสนา เมื่อสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่เศร้าหมอง สิ่งที่จะต้อง"ละ"คือสมุทัย "เหตุ" แห่งทุกข์นั้น เช่น ความคิดหรือธรรมารมณ์ปรุงแต่งต่างหากที่เป็นเหตุที่ัแปรมาจากสังขารขันธ์หรืออารมณ์ที่เศร้าหมองนั่นเองเช่นโทสะ  แต่ตัวอารมณ์เองนั้นเช่นโทสะ เป็นขันธ์ คือสังขารขันธ์ เป็นอนัตตา ไปบังคับบัญชามันไม่ได้ มันทำงานตามกระบวนธรรมตามหน้าที่ของมันโดยธรรม(ธรรมชาติ)  ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริงนั่นเอง จึงควบคุมบังคับบัญชามันไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้นและต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตาม"เหตุ"ข้างต้นที่กล่าว  จึงต้องละที่เหตุเท่านั้น ด้วย"เหตุ"ถึงแม้ก็ย่อมเป็นอนัตตา แต่ไม่ใช่ตัวขันธ์ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหน้าที่ของมัน  จึงสามารถ"ละ"ได้) ด้วยการไม่เอาหรือการอุเบกขา

 

 ความจริงอันน่ารู้ยิ่งเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู

ตัวกู ยังไม่ใช่ ของกู   แล้วสิ่งอื่นๆทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นของกูได้อย่างไร

ตัวกู ยังสักว่าธาตุ ๔    แม้ ชีวิตกู ก็สักว่าขันธ์ ๕

เพราะ ตัวกู เป็นอนัตตา

ถ้าตัวกูเป็นของกูแล้วไซร้  กูจะต้องควบคุมบังคับได้ตามปรารถนา

ไม่ใช่บังเอิญได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพียงเพราะความบังเอิญที่ไปตรงตามความปรารถนา

และไม่เป็นไปเพื่ออาพาธเจ็บป่วย

แต่เพราะตัวกู ไม่ใช่ของกู อย่างแท้จริง

จึงควบคุมไม่ได้ตามปรารถนา

เพราะแท้จริงดันไปขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งกัน

เพียงแต่บางครั้ง บังเอิญไปตรงเข้ากับความปรารถนา

จึงไปหลงคิดหลงยึดว่าเป็น ของกู ตัวกู

จึงเป็นทุกข์ร้อนกันไปทั่วทุกโลกธาตุ

(พนมพร)

หัวข้อธรรม

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ