ถึงแม้อุเบกขาแล้วก็ตาม แต่ว่า.......เป็นกลาง วางใจเฉยไม่ได้

        อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย เมื่อสติเห็นเหตุอันควรที่ให้โทษ เช่น โทสะ(โกรธ) โลภะ(โลภ, ราคะ, ตัณหา) โมหะ(หลง, กังวล, กลัว) หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ฯ. โดยการ ไม่เอนเอียงเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง ด้วยถ้อยคิด หรือกิริยาจิตใดๆ ในเรื่องหรือเหตุนั้น   ผลก็คือจางคลายหรือดับทุกข์จากอารมณ์หรือสังขารขันธ์ที่สติเห็นว่าเป็นโทษดังเช่นที่กล่าวข้างต้น

        อุเบกขา ในที่นี้จะกล่าวถึงการอุเบกขาในโพชฌงค์(องค์ของการตรัสรู้)ที่ต้องประกอบด้วยสัมมาปัญญา ในการดับทุกข์  (เนื่องจาก"อุเบกขา"มีหลากหลายความหมาย คลิกไปดูได้)

        ควรมีสติระลึกรู้อยู่เสมอๆให้เห็นความคิด และมีการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายจนยอมรับตามความเป็นจริงอันยิ่งว่า  เมื่อผัสสะเช่นการกระทบกันของความคิดกับใจ หรือตากับรูป ฯ.ย่อมเกิดทั้งเวทนาและสังขารขันธ์ขึ้นทุกๆครั้งไป เป็นธรรมดา ห้ามไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ไม่ให้เป็นไป ไม่ได้อย่างเด็ดขาด เป็นการทำงานตามธรรมหรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

แจงความสัมพันธ์ของขันธ์ ๕  เป็นเพียงการจำแนกเพื่อพอให้เข้าใจในการทำงานโดยประมาณ ของขันธ์ทั้ง ๕

ที่ต้องทำงานประสานร่วมกันทำหน้าที่โดยธรรมชาติ  ซึ่งไม่สามารถไปแทรกแซงบังคับการทำงานใดๆของเขาได้เลย

จึงต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเหตุเท่านั้น

ใจ    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ธรรมารมณ์  ย่อมเกิด มโนวิญญาณ  (การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ คือ ผัสสะ)  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้ (รวมวิเคราะประมวลผล)  สังขารขันธ์ต่างๆ

อย่าลืมว่า ความจริงแล้ว "ขันธ์ ๕" ต่างล้วนทำตามหน้าที่ของมันเท่านั้น เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จึงบังคับบัญชามันไม่ได้ ไม่เป็นไปตามปรารถนา

ส่วนธรรมารมณ์ความนึกคิด ไม่ได้เป็นขันธ์ ๕ แต่เป็น"เหตุ" ที่จะไปเป็นปัจจัยกับขันธ์ ๕

(ธรรมชาตฺิการทำงานของขันธ์ ๕)

        แม้เมื่อมีสติเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เช่น มีสติเห็นในสังขารขันธ์หรือจิตต่างๆอันให้โทษที่เกิดขึ้นก็ตาม เช่นเห็นใน โทสะ(โกรธ,ขุ่นเคือง), โมหะ(หลง, กลัว, กังวลใจ ฯ.), โลภะ(โลภ ราคะ ฯ.), ฟุ้งซ่าน, รำคาญใจ, หดหู่, ริษยา ฯ. แล้วถืออุเบกขา เป็นกลาง วางทีเฉย  แต่ถึงแม้อุเบกขาแล้วมันก็ใช่ว่าจะหายไปในทันทีดังใจ  ไม่สามารถเปิดปิดได้เหมือนดังสวิตช์ไฟหรอก มันเป็นเช่นนี้เอง แต่เปรียบดั่งเปลวไฟที่แม้เราดับเปลวไฟอันเผาไหม้ร้อนแรงลงไปแล้วก็ตาม แต่ย่อมมีควันลอยคุกรุ่นบ้างระยะหนึ่ง มันเป็นเช่นนี้เองเช่นกัน เป็นธรรมดา  มีสติเข้าใจจึงอย่าดิ้นรนหรือ"อยากไปละ"มันจนเป็นตัณหา  เพราะสักพักควันไฟที่ลอยคุกรุ่นอยู่นั้นก็ย่อมค่อยๆลดลงๆเป็นธรรมดา จนดับสิ้นไป เมื่อไม่มีเหตุคือไม่ใส่เชื้อเพลิงและเชื้อไฟเข้าไปเพิ่มเติมอันคือธรรมารมณ์หรือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ  แล้วย่อมต้องดับไปเป็นที่สุด เป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

    เป็นปัจจัย จึงมี     เป็นปัจจัย จึงมี

        ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การอุเบกขานั้นเป็นการอุเบกขาที่เหตุ ไม่ใช่ผล  ดังเช่น อุเบกขาเป็นกลาง วางใจเฉย ในเหตุคือธรรมารมณ์หรือความนึกคิดปรุงแต่ง   ไม่ใช่การวางใจอุเบกขาในผลแต่ฝ่ายเดียว เช่นความโกรธ อันเป็นผลและเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงบังคับบัญชามันไม่ได้ มันทำตามหน้าที่ของมัน คือเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยได้เท่านั้นเอง ไปเปลี่ยนแปลงบังคับใดๆไม่ได้  เมื่อไม่เข้าใจจึงพยายามไปละหรือดับสังขารขันธ์คือความโกรธเสียอย่างเดียว อย่าโกรธ...อย่าโกรธ...อย่าโกรธเลย ฯ. หรือถ้าเช่นการทุกข์ใจเสียใจ ก็มักว่า อย่าไปทุกข์....อย่าทุกข์ใจไปเลย  จึงย่อมไม่ได้ผล เพราะเมื่อเหตุยังมีอยู่ ผลก็ย่อมเกิดขึ้นวนเวียนเป็นวงจรของทุกข์อีกเป็นธรรมดา เพราะไม่ใช่การดับที่เหตุ  ต้องดับที่เหตุให้เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา จึงได้ผลยิ่ง กล่าวคือ "เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี.....เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ" หรือตามหลักวิทยาศาตร์นั่นเอง  ดังนั้น"อุเบกขา" จึงหมายกระทำ การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย โดยการไม่คิดนึกเอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งใน "เหตุ" คือความคิดนั้นๆ เป็นสำคัญนั่นเอง

        การอุเบกขานี้จะได้ผลดียิ่งถ้าเข้าใจในหน้าที่การทำงานและความสัมพันธ์กันของขันธ์ ๕  ด้วยจะมีกำลังของปัญญา(ญาณ) ที่เกิดจากการพิจารณาแล้วเห็นเข้าใจจริงๆว่า เมื่อมีการคิดปรุงแต่งหรือมีการต่อล้อต่อเถียงกับจิตอีก ย่อมทำให้เกิดการไปผัสสะกระทบของธรรมารมณ์หรือความคิดต่างๆนาๆนั้นกับจิต อันย่อมยังให้เกิดเวทนาและสังขารขันธ์ต่างๆนาๆ สืบเนื่องเป็นวงจรของทุกข์ต่อไปอีก เป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

        ด้วยเหตุเหล่านี้ เราจึงอุเบกขา ด้วยการวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย  "การวางใจเฉยนี้ ไม่ใช่การที่ต้องมีความรู้สึกเฉยๆ"  มีความรู้สึกอย่างไรที่เกิดขึ้นจากการผัสสะของเหตุ  ไม่ว่าจากสติระลึกรู้ความรู้สึกจากเวทนา(เป็นสุขเวทนา เป็นทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข) หรือสติอาจระลึกรู้จากความรู้สึกของอารมณ์(สังขารขันธ์ เช่นโกรธ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯ.)ที่เกิดขึ้น  เบื้องแรกนั้นก็ย่อมต้องรู้สึกเยี่ยงนั้นเอง เป็นธรรมดาหรือโดยธรรมชาติของขันธ์ ๕ อยู่แล้วคือเป็นการทำตามหน้าที่,ตามเหตุปัจจัยของเขา "ซึ่งถูกต้องแล้ว" จึงต้องไม่ไปดิ้นรนขับไสความรู้สึกใดๆนั้น เช่น อยากให้มันหายไปทันทีทันใด ซึ่งย่อมไม่ได้   เพียงแต่เราปฏิบัติโดยการไม่ให้จิตนั้นคิดนึกเอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด(ความคิด ความนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆ) หรือด้วยกิริยาจิต(ชอบ-ชัง, ดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, บุญ-บาป, ยินดี-ยินร้าย) ใดๆในเรื่อง(เหตุ)นั้น  ซึ่งเมื่อขาดเหตุเสียแล้ว ทุกข์ก็ย่อมต้องจางคลายจนดับไปเป็นธรรมดา ดั่งเปลวไฟที่กล่าวเบื้องต้น

        แต่ถ้ารู้สึกว่าสังขารขันธ์(หรืออารมณ์)ที่เกิดขณะนั้นช่างเร่าร้อนเผาลนรุนแรงยิ่งนัก เกินกว่ากำลังที่จะอุเบกขาได้เอง ยังฟุ้งซ่านเข้าไปปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน ก็อาจใช้วิธีการเปลี่ยนอารมณ์(อารมณ์ คราวนี้หมายถึงในทางธรรมที่หมายถึง สิ่งที่จิตไปกำหนดหมายหรือยึดเหนี่ยว จึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนอารมณ์(สังขารขันธ์)ที่หมายถึงความรู้สึกในชั่วขณะๆหนึ่ง เช่นเปลี่ยนอารมณ์เสียเป็นอารมณ์ดี อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์เมตตา อารมณ์หดหู่เป็นสุขใจ ซึ่งย่อมทำไม่ได้ ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า สังขารขันธ์เช่นความโกรธ เป็นขันธ์ที่ล้วนเกิดและเป็นไปตามเหตุปัจจัย และเป็นอนัตตาจึงไม่ใช่ของเรา จึงไปบังคับบัญชามันไม่ได้ จริงๆแล้วมันทำตามหน้าที่ของมันตามเหตุปัจจัยได้เท่านั้นเอง)  การเปลี่ยนอารมณ์คราวนี้หมายถึงการเปลี่ยนสิ่งที่จิตไปกำหนดหมายหรือเหตุในขณะนั้นๆ เพื่อดับเหตุอันเป็นสิ่งที่พึงทำได้ จึงเป็นการดับที่เหตุ อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา  ไปกำหนดหมายในสิ่งอื่นๆ เช่น ลมหายใจ แต่ต้องมีสติกำหนดหมายตามดูลมหายใจ(อย่างสบายๆ ไม่ใช่นั่งสมาธิ)  หรือกำหนดหมายในสิ่งอื่นๆที่ถูกจริต ถูกใจ แต่ต้องมีสติและไม่ทำให้จิตฟุ้งซ่านไปอื่นๆ เช่น จิตไปอยู่กับธรรม(โยนิโสมนสิการ)ได้แนบแน่น หรือบริกรรมท่องบ่นพิจารณาอย่างมีสติในความหมายของอุเบกขาเองก็ได้ เช่น เราถืออุเบกขา เป็นกลาง วางใจเฉย รู้สึกเยี่ยงไรก็เยี่ยงนั้นเป็นธรรมดา แต่ไม่เอนเอียงแทรกแซงด้วยถ้อยคิด กิริยาจิตใดๆในเรื่อง(เหตุ)นั้น เพราะย่อมยังให้เกิดผัสสะ ฯ.  หรืออะไรก็ตามทีที่จิตสามารถไปกำหนดหมายได้ดีตามจริตหรือความชำนาญของตน และไม่มีโทษ  หรือการบริกรรมพุทโธอย่างมีสติกำกับ  หรือการมีสติไปกำหนดสนใจในการงานอื่นๆ  ซึ่งต่างล้วนก็เป็นอุบาย(วิธี)การเปลี่ยนอารมณ์ได้ทั้งสิ้น แต่จำต้องมีสติประกอบด้วยเป็นสำคัญ  หรือดังที่ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้แนะอุบายคือวิธีไว้อย่างหนึ่ง  ซึ่งได้นำมาพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย อีกทั้งได้ลองปฏิบัติทำดูแล้ว เห็นว่ามีกำลังมาก ได้ประโยชน์แก่ผู้ที่ถูกอารมณ์(สังขารขันธ์)ต่างๆรุมเร้า จนเร่าร้อนเผาลน

        "เมื่อความโกรธเกิดขึ้น เรากลั้นลมหายใจเสีย ความโกรธนั้นก็หายไป แล้วแต่จะเหลือแต่ใจเดิม คือความรู้สึกเฉยๆ  อย่าลืม ทำบ่อยๆ ก็เห็นใจเดิม แล้วความโกรธก็ค่อยๆหายไป"

(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

        ซึ่งก็คืออุบายหรือวิธีการเปลี่ยนอารมณ์อีกอย่างหนึ่งนั่นเอง และมีกำลังแรง ด้วยวิธีที่ท่านแนะนำนี้  เมื่อนำมาพิจารณาด้วยเหตุและผลโดยแยบคายแล้วจะเห็นได้ว่า เพราะขณะที่กลั้นลมหายใจอย่างมีสติด้วยความตั้งใจนั้น ช่วยในการเปลี่ยนอารมณ์ได้ดียิ่ง เพราะสิ่งที่จิตกำหนดหมายในเรื่องใดๆขณะนั้น(ไม่ได้หมายถึงสังขารขันธ์คือความโกรธนะ แต่เป็นธรรมารมณ์หรือความคิดอันเป็นเหตุ)ถูกบีบบังคับด้วยทั้งจาก ความมีสติตั้งใจมั่นในการทำ๑ อีกทั้งกำลังของปัญญา(ด้วยมีความเข้าใจในเหตุและผล)๑ และที่สำคัญยิ่งคือความจำเป็นยิ่งนักของกายในการดำรงชีวิต คือการกลั้นและการต้องหายใจในที่สุด๑  จิตจึงถูกบีบบังคับด้วยความจำเป็นอย่างยิ่งในชั่วขณะนั้นให้ต้องเปลี่ยนอารมณ์คือการกำหนดหมายของจิต ไปในกิจของกายคือการกลั้นลมหายใจ จึงจำต้องละจาก เหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดชั่วขณะนั้น  ก็เพราะความจำเป็นยิ่งในการทำงานของชีวิตให้ดำรงอยู่นั่นเอง และอาจต้องทำหลายๆครั้ง จิตจึงยอมทิ้งจากเหตุคืออารมณ์กำหนดหมายเดิมที่ให้โทษนั้นๆ มาอยู่ที่อารมณ์กำหนดหมายใหม่คือการกลั้นลมด้วยความจำเป็นยิ่งบังคับ  สังขารขันธ์เดิมๆเช่นความโกรธ ฯ. เพราะเมื่อจิตจำต้องไปกำหนดหมายในเหตุอื่นคือกายในการกลั้นลมเสียแล้วด้วยความจำเป็น จึงย่อมขาดจากการผัสสะคือการกระทบกับเหตุคือธรรมารมณ์ความคิดนึกเดิมๆที่ทำให้โกรธ หรือการปรุงแต่งต่างๆ ฯ. ไปชั่วขณะ เมื่อขาดจากเหตุอันเป็นปัจจัยปรุงแต่งเสียแล้วชั่วขณะ ผลก็คือจิตสังขารย่อมดับแบบคลายโทสะความโกรธลง...(หรือสังขารขันธ์หรืออารมณ์อื่นใดก็เช่นกัน) ด้วยเพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ ตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง  เมื่อเหตุดับ ผลคือบรรดาอารมณ์เดิม(สังขารขันธ์)จึงย่อมจำเป็นต้องคลายและค่อยๆดับไปเองโดยธรรม(ธรรมชาติ)  อย่าลืมเสียว่ามันค่อยๆคลายนะ ดังควันไฟที่กล่าวเบื้องต้น  วิธีนี้จึงเป็นอุบายหรือวิธีในการเปลี่ยนอารมณ์อันดีเยี่ยมอย่างหนึ่ง  และอย่าลืมที่ท่านหลวงปู่เตือนสอนเอาไว้ด้วยว่า ต้องทำบ่อยๆ(หมายถึงอาจจะต้องทำหลายๆครั้ง ไม่ใช่หมายถึงการที่ต้องทำเป็นกิจประจำ ทำเฉพาะยามเจอสังขารขันธ์หรืออารมณ์อันรุนแรงเร่าร้อน) จึงจะค่อยๆหายไป คือคลายจนดับไป เพราะเมื่อลองทำดูแล้วช่วงแรกๆอาจแค่จางคลาย๑ หรือแรกๆจิตอาจยังวอกแวกคือยังปรุงแต่งไปมาในเหตุหรือธรรมารมณ์เดิมบ้าง๑  เลยพาลคิดว่าไม่ได้ผล  เพราะมันไม่ใช่การทำปุ๊บหายปั๊บเหมือนดั่งเปิดปิดสวิตช์ไฟหรอกนะ  และให้มีสติระวังอย่าเอนเอียงเข้าไปพัวพันปรุงแต่งในเหตุอีกต่อไป จิตก็จักค่อยกลับไปอยู่ใจเดิม เฉยๆที่หมายถึงใจปกติธรรมดาๆ ที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยเหตุอันยังให้เกิดสังขารขันธ์อันให้โทษนั้นๆ  จึงไม่ได้หมายความถึงขนาดจิตเดิมแท้อันประภัสสร คือ จิตบริสุทธิ์เดิมแท้ๆก่อนที่มีกิเลสตัณหาจรมา

        จิตจะถูกบีบบังคับด้วยความจำเป็นและอย่างรุนแรงให้เปลี่ยนไปกำหนดหมายในกายคือลมหายใจ ในจังหวะตอนที่ใกล้หมดกำลังกลั้นลม คือทั้งจิตและกายย่อมมีอาการดิ้นรนทุรนทุรายกระวนกระวาย จากการกลั้นลมและการต้องการลมเพื่อยังชีวิตนั่นเอง  ถ้าสังขารขันธ์หรืออารมณ์นั้นไม่รุนแรงมากนักก็อาจกลั้นลมแต่พอควร แล้วอาจต้องทำหลายครั้ง เพราะถึงแม้กลั้นลมน้อยแต่จิตก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์มาอยู่ที่การกลั้นลมบ้างอยู่ดี  ต้องลองหาความพอดีของตนนั่นเอง

        ขณะกลั้นหายใจควรมีสติคือมีความตั้งใจอยู่กับการกลั้นลม ไม่ใช่สักแต่ว่ากลั้นลม จะทำให้ได้ผลดีกว่า  อย่าส่งจิตวอกแวกออกไปปรุงแต่งด้วยทราบเหตุผลดีแล้ว  ลองกันดูอย่างน้อยก็จางคลายจากอารมณ์(สังขารขันธ์)อันแรงกล้า เมื่อเหล่าเหตุคลายดับหรือน้อยลงไป

        เทคนิคการกลั้นลมนั้น มีสติ ทำในจังหวะหายใจปกติ ไม่ต้องสูดลมอั้นไว้ ทำในจังหวะหายใจออกปกติ เมื่อหายใจออกธรรมดาจนสุดลมแล้ว จึงกลั้นลมไว้  เพราะเมื่อกลั้นลมจนสุดกำลังแล้ว จะได้หายใจเข้าได้สะดวก ไม่มีอาการสะดุดสำลักลมจากการรีบเร่งหายใจเพื่อชีวิต  เมื่อหายใจได้สะดวก เช่น สักสองสามทีแล้ว ก็สามารถทำใหม่  อาจต้องทำหลายๆครั้งดังกล่าว จนรู้สึกว่าจิตทิ้งธรรมารมณ์เดิมๆ(เหตุ)แล้วก็พอ

       วิธีนี้จึงเหมาะแก่สังขารขันธ์ที่เกิดอย่างเร่าร้อนรุนแรง จนไม่มีกำลังไปอุเบกขาได้เอง เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความหดหู่ ความขุ่นเคืองคับแค้นใจ ความกังวล ความกล้ว ความทุกข์ ฟุ้งซ่าน ฯ. ที่ประเดประดังกันมาอย่างรุนแรงเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวาย คือสังขารขันธ์ทั้งหลายที่มีกำลังแรงทั้งสิ้นนั่นเอง

        ตัวอย่างการอุเบกขา  จิตคิดถึงบุคคลใดแล้วโกรธหรือเป็นทุกข์(เป็นสังขารขันธ์หรืออารมณ์ในทางโลก)   ความคิดในบุคคลนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งด้วยความคิดในบุคคลใดนั้น ด้วยถ้อยคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ความโกรธก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป ไม่เป็นอื่นไปได้

        คิดเรื่องใดแล้วเป็นทุกข์ใจ(สังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างหนึ่ง)  ความคิดในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปปรุงแต่งในความคิดนึกเรื่องใดนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ความทุกข์ใจก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วกังวลใจ(สังขารชันธ์)  ความคิดในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปคิดนึกปรุงแต่งในเรื่องใดนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ความกังวลใจก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วหดหู่(สังขารขันธ์)  ความคิดในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปปรุงแต่งในเรื่องใดนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ความหดหู่ใจก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วมีโมหะ(สังขารขันธ์)  ความคิดต่างๆในเรื่องใดนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปปรุงแต่งในเรื่องใดนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  โมหะก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        คิดเรื่องใดแล้วมีราคะ โลภะ ผิดหวัง สมหวัง ฯ. (สังขารขันธ์)  ความคิดในสิ่งใดๆนั้นเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาไม่เข้าไปปรุงแต่งในเรื่องใดนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  ราคะ โลภะ ผิดหวัง สมหวัง ฯ. ก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบในสิ่งใดแล้วมีโทสะ โมหะ โลภะ ฯ. เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของขันธ์ ที่ย่อมต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นเรื่องธรรมชาติ บังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ แต่มีสติได้  แต่ปุถุชนมักคิดนึกปรุงแต่งต่อ ความคิดนึกปรุงแต่งในสิ่งใดนั้นย่อมเป็นธรรมารมณ์หรือเหตุ ที่ต้อง อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เข้าไปคิดนึกปรุงแต่งในสิ่งใดนั้น ด้วยความคิด หรือกิริยาจิตใดๆ  สังขารขันธ์ต่างๆก็จะต้องค่อยจางคลายดับไป

        เมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าไม่ว่าจะผัสสะกับอายตนะใดๆ  ที่สุดของที่สุดแล้ว ย่อมนำมาสู่ใจคือความคิดหรือธรรมารมณ์เป็นที่สุด  จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีสติระลึกรู้ และรู้จักการอุเบกขาไว้นั่นเอง

        ดังที่กล่าวมาแล้วว่า สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ ๕ เป็นขันธ์อย่างหนึ่ง เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา, ขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานตามหน้าที่ของตนไปตามธรรมชาติของขันธ์  จึงไม่สามารถไปห้ามการทำหน้าที่ของเขาได้  เขาทำหน้าที่ตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องระลึกรู้ แล้วละวางหรืออุเบกขาในเหตุนั้นเสียนั่นเอง ผลจึงค่อยจางคลายดับไป จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

        อีกอย่างหนึ่งที่พึงสังวรระวังไว้ แม้เหตุและสังขารขารขันธ์(อารมณ์)อันเร่าร้อนได้ดับไปแล้วก็ตามที  อย่าลืมว่า สัญญาขันธ์ความจำได้ความหมายรู้นั้นยังมีอยู่เป็นธรรมดาของชีวิต มันจึงอาจผุดขึ้นมาเองเมื่อไรอีกก็ได้(อาสวะกิเลส) อีกทั้งเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้ามากระทบ  เราจึงต้องมีสติเท่าทันเห็นในความคิดนึกที่อาจผุดเกิดจากสัญญาขันธ์นี้ กล่าวคือเมื่อสัญญาขันธ์ผุดระลึกคิดนึกขึ้นมานั้น ก็จะไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์คือความคิดนึกคือเหตุอีกเสียนั่นเอง  ดังนั้นเมื่อมีสติจากการหมั่นฝึกฝนซ้อมทำอยู่เสมอๆก็อุเบกขาได้เสียแต่ต้นมือ ก็จะเป็นเหมือนดั่งที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้กล่าวสอนไว้ คือ เมื่อมีสติ แม้เมื่อแขกที่เราไม่ยินดีต้อนรับ(ความคิด,สังขารขันธ์ให้โทษ)มาเยือนถึงหน้าบ้าน เราก็รู้ แต่ไม่ต้อนรับแขกนั้นให้เข้าบ้านเสียนั่นเอง  เมื่อปฏิบัติดั่งนี้ได้บ่อยๆย่อมมีอาการดังที่ว่า คือรู้ทันไม่ต้อนรับแขกนั้นๆ คือการอุเบกขา และเมื่อชำนาญขึ้นย่อมสามารถทำเองเป็นมหาสติคืออัติโนมัติได้อีกด้วย

 อุเบกขา การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย เมื่อสติเห็นเหตุอันควร

ธรรมข้อคิด

ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ  ไม่มีใครหยุด หรือห้ามการทำงานของเขาได้ เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล

หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ  ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์(สังขารขันธ์)เฉยๆ  อย่าไปพยายาม ละ อารมณ์นั้นเด็ดขาด  จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์(คือสังขารขันธ์) เป็นตัวทุกข์  ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น  อย่าอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

     ประโยชน์ของการดูจิตนั้นมีอยู่มากนัก เบื้องต้นดูจิตเพื่อให้เห็นความคิด  การเห็นความคิดบางทีเผลอบ้าง หลงลืมบ้างไม่เป็นไร  ฝึกบ่อยๆ จนชำนาญก็เอาอยู่ เมื่อฝึกจนชำนาญแล้วแขกจะไม่ค่อยมาเยือน  เมื่อถึงที่สุดเมื่อแขกมา...ยืนหน้าบ้าน เราก็รู้ แต่ไม่ต้อนรับแขกให้เข้ามาแล้ว

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

webmaster - เมื่อถึงที่สุดของหลวงปู่หมายถึง เมื่อปปฏิบัติบ่อยๆก็เป็นมหาสติได้อย่างหนึ่งนั่นเอง คือหมายถึงมันสามารถทำเองโดยอัติโนมัติ เหมือนดังเมื่อมียุงกัด เราก็ยกมือขึ้นปัดโดยอัติโนมัติ  เดินสะดุดก็มีสติทรงตัวได้เองโดยอัติโนมัติ แก้วตกเราก็รีบคว้าโดยอัติโนมัติ ดังนั้นเมื่อเห็นจิตอันเป็นโทษแล้วอุเบกขาจนชำนาญ อีกหน่อยจิตก็สามารถทำเองได้โดยอัติโนมัติ คือ เมื่อแขกจรมาเยือนหน้าบ้านแล้ว เราก็รู้ แต่อุเบกขาไม่ต้อนรับแขกให้เข้าบ้านมาเสียแต่ต้นมือ เราก็ย่อมอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างร่มเย็น

หัวข้อธรรม

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ