buddha1-1.gif

  หัวข้อธรรม ๑๗

โมหะ อย่างหนึ่ง

คลิกขวาเมนู

        สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไปมีความเข้าใจหรือรู้สึกผิดๆ คือ หลง(โมหะ) ทำให้เกิดสักกายทิฏฐิ คือความเชื่อความเข้าใจไปว่าตัวตนหรือชีวิตนั้น เป็นเรา เป็นของเรา เป็นอัตตาตัวตนเรา โดยไม่รู้ตัวอีกอย่างหนึ่ง นอกจากอุปาทาน ๔ ความยึดมั่นด้วยกิเลสแล้วก็คือ การที่เราสามารถสัญเจตนา คือเจตนาหรือจงใจ,คิดอ่านให้เกิดการกระทำต่างๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ   เราจึงเกิดความสับสนไปยึดถือเสียโดยไม่รู้ตัวเหมือน "อัตตวาทุปาทาน" (คือ ความถือมั่นในวาทะ (คำพูดจา) เช่น นมฉัน ของฉัน บ้านฉัน เงินฉัน ฯ. ตั้งแต่เกิด จนเกิดมายาแก่จิต หลงผิดไปในสิ่งอื่นๆที่สัมพันธ์กับตนและถูกใจตนว่า เป็นของตน เป็นตัวตน เป็นของตัวของตนอย่างแท้จริงโดยซึมซาบแบบไม่รู้ตัว)  จึงเกิดความรู้สึกเข้าใจผิดจากการที่เราสามารถควบคุมร่างกายให้ทำงานเป็นไปได้ตามปรารถนาในกริยาท่าทางต่างๆนาๆ กิน นอน เดิน นั่ง ฯ.ได้นั่นเอง  จึงเกิดมายาหลงผิดไปว่า ร่างกายหรือรูปขันธ์ พาลรวมไปอีกว่าแม้ชีวิตนั้นต่างล้วน เป็นของเรา เป็นเรา เป็นอัตตาตัวตนเรา จากการที่เราสามารถบังคับการทำงานร่างกายหรือรูปขันธ์ให้เป็นไปตามปรารถนาของเราได้ จะยืน นอน เดิน นั่ง พูดคุย คิดคำนึง ฯ. แต่เป็นการเข้าใจผิดๆ  เพราะขันธ์ ๕ และสังขารทั้งปวง ที่กล่าวกันว่า "ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา" นั้นเป็นการกล่าวถึงสภาวธรรมหรือธรรมชาติของขันธ์ ๕ หรือชีวิตในการเกิดดับ  ส่วนการกระทำต่างทางกาย วาจา ใจ นั้นไม่ใช่สภาวธรรมของการเกิดดับของขันธ์ ๕ โดยตรง เป็นเพียงส่วนกริยาอาการแปรปรวน อันเกิดจากปรุงแต่งจิตให้เกิดแรงเจตนา(สัญเจตนา)เป็นเครื่องขับเคลื่อนให้กระทำการต่างๆได้ทั้งทางกาย วาจา ใจ ในชั่วขณะๆหนึ่ง จึงต่างจากสังขารขันธ์ (ซึ่งแท้จริงการกระทำต่างๆก็ยังคงเป็นสังขารอย่างหนึ่งอีกเช่นกัน และก็ยังคงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราเช่นกัน เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งของขันธ์ทั้ง ๕)  เพราะถ้าเป็นของเราจริงแล้วไซร้ย่อมสามารถบังคับสภาวธรรมของร่างกายได้ว่า เจ้าจงอย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย จงสวย จงแข็งแรง และย่อมได้ตามปรารถนาในสังขารนั้น แต่เราย่อมไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้ดังนั้น  เมื่อควบคุมสั่งการกิริยาอาการต่างๆอย่างเชี่ยวชาญชำนาญยิ่งตั้งแต่เกิด จึงเกิดการซึมซับหลงผิดไปตั้งแต่เกิดว่า ร่างกายอีกทั้งชีวิตนี้เป็นของเรา เป็นเราเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

ใจ    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ธรรมารมณ์  มโนวิญญาณ  (การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ คือ) ผัสสะ  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้ (รวมวิเคราะประมวลผล)  สังขารขันธ์ [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ต่างๆ)]

        รูปขันธ์ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา  จึงไม่สามารถบังคับบัญชารูปขันธ์ร่างกายนี้ได้ ขอร่างกายเรานี้จงเป็นอย่างนี้เถิด  จงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ย่อมไม่ได้ตามปรารถนา  เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ได้แต่มีหน้าที่ดูแล รักษาร่างกายตามสภาพ และมีสติรู้เท่าทัน และอุเบกขา

มีสติรู้เท่าทัน และยอมรับตามความเป็นจริงว่า รูปขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วอุเบกขา

        เวทนาขันธ์ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา  จึงย่อมไม่สามารถบังคับบัญชาในเวทนาได้ ขอเวทนาจงเป็นอย่างนี้เถิด  เวทนาจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ย่อมไม่ได้ตามปรารถนานั้น  เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ได้แต่ มีสติสำรวม สังวร ระวังการผัสสะ   มีความเข้าใจ(ปัญญา)และสติรู้เท่าทัน แล้วอุเบกขา

มีสติรู้เท่าทัน และยอมรับตามความเป็นจริงว่า เวทนาขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วอุเบกขา

        สัญญาขันธ์ ความจำได้ หมายรู้ทั้งวิเคราะห์และประมวลผล ย่อมไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  จึงเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา  จึงย่อมไม่สามารถบังคับบัญชาสัญญาขันธ์หรือความจำได้หมายรู้์ให้เป็นไปตามปรารถนาได้  ขอสัญญาความจำได้หมายรู้ต่างๆจงเป็นอย่างนี้เถิด จงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ย่อมไม่ได้ตามปรารถนานั้น เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย  ได้แต่เพิ่มพูนปัญญา โดยการโยนิโสมนสิการ มีสติรู้เท่าทัน มันเป็นเช่นนี้เอง มันผุดขึ้นมาได้เองทั้งฝ่ายกุศลสัญญาและฝ่ายอกุศลสัญญาเป็นธรรมดาในผู้มีชีวิต แล้วอุเบกขา

มีสติรู้เท่าทัน และยอมรับตามความเป็นจริงว่า สัญญาขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วอุเบกขา

        สังขารขันธ์ สภาพหรือสิ่งที่ปรุงแต่งใจเช่นโทสะ ให้มีสัญเจตนาความคิดอ่านให้กระทำ ดี ชั่ว หรือกลางๆโดยทั่วไป ทั้งทางกาย วาจา ใจ ย่อมไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา จึงย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาสังขารขันธ์หรืออารมณ์ให้เป็นไปตามปรารถนาได้ ขอสังขารอารมณ์จงเป็นอย่างนี้เถิด จงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ย่อมไม่ได้ตามปรารถนานั้น เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย  ทำได้โดยมีปัญญาและสติรู้เท่าทัน ว่ามันเป็นขันธ์มันจึงกิดเป็นเช่นนี้เอง เช่น มีโทสะ โลภะ โมหะ ฯ. ก็รู้ว่ามันเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา ไปห้ามไม่ให้เกิดไม่ให้เป็นย่อมไม่ได้ แต่มีสติรู้เท่าทัน และอุเบกขาเสียเท่านั้น มันก็ต้องดับไป

มีสติรู้เท่าทัน และยอมรับตามความเป็นจริงว่า สังขารขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วอุเบกขา

        วิญญาณขันธ์ ความรู้แจ้งในสิ่งที่กระทบของอายตนะ  ย่อมไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จึงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา จึงย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาวิญญาณให้เป็นไปตามปรารถนาได้ ขอวิญญาณจงเป็นอย่างนี้เถิด จงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ย่อมไม่ได้ตามปรารถนานั้น ดังตากระทบรูป จักขุวิญญาณย่อมเกิดจึงเห็นรูปเป็นธรรมดา หูกระทบเสียง โสตะวิญญาณย่อมเกิดขึ้นจึงได้ยินเสียงเป็นธรรมดา ฯ. มีปัญญาและสติเท่าทัน ว่ามันเป็นเช่นนี้เองเท่านั้น

มีสติรู้เท่าทัน และยอมรับตามความเป็นจริงว่า วิญญาณขันธ์ มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วอุเบกขา

 

 หัวข้อธรรม

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ