buddha

หัวข้อธรรม ๒

การอุเบกขา การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย เมื่อสติเห็นโทษหรือเหตุอันควร

 คลิกขวาเมนู

 

        อุเบกขา  การวางใจเป็นกลาง วางใจเฉย  เมื่อสติและปัญญาเห็นสังขารขันธ์และมโนกรรรม อันเป็นโทษหรือสมควรแก่เหตุ (เช่น เห็นหรือระลึกรู้ สังขารขันธ์หรืออารมณ์ ดังเช่น ความโลภ โกรธ หลง(กลัว,กังวล,ความเกลียดชัง) หดหู่ คิดฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ตัณหา ฯ. อีกมโนกรรมความคิดนึกที่เกิดจากสังขารขันธ์นั่นเองต่างๆอีกด้วย จึงไม่ใช่การไปวางเฉย ในทุกๆสังขารขันธ์(อารมณ์) แต่เมื่อสติเห็นเหตุอันควรที่จะก่อให้เกิดโทษทุกข์ก่อน) หรือเห็นว่าสมควรแก่เหตุแล้ว อุเบกขาที่กล่าวนี้จึงหมายถึง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้นั่นเอง จัดว่าเป็นข้อปฏิบัติขั้นสูงสุดของการดับทุกข์

        กล่าวคือ เมื่อสติเห็นคือระลึกรู้ ในความรู้สึกจากการเสวยอารมณ์(เวทนา) หรือจากสังขารขันธ์ คืออารมณ์หรือความนึกคิด(มโนกรรม) (แล้วแต่จริตตนและการฝึกฝน) อันให้โทษ(อันเป็นเหตุอันควร)ครั้งแรกนั้น ย่อมต้องเกิดความรู้สึกอันเป็นสุขเวทนา เป็นทุกขเวทนา หรือเฉยๆบ้าง เป็นธรรมดาจากการผัสสะ จึงยังให้เกิดสังขารขันธ์ต่างๆ(อีกทั้งมโนกรรม) ตามมาเป็นธรรมดา อันเป็นผลจากการกระทบผัสสะกัน จึงย่อมต้องเกิดขึ้นและย่อมต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย มันเป็นเช่นนี้เอง  แต่แม้เป็นทุกข์ก็เป็นเพียงทุกข์ธรรมชาติ (ทุกขสัจจะหรือทุกขอริยสัจ) อันเป็นทุกข์ที่ย่อมต้องมีอยู่เป็นธรรมดาโดยธรรมชาติของชีวิต  เป็นการทำตามหน้าที่ของขันธ์ต่างๆเองที่จำต้องรับรู้ในสิ่งต่างๆ ซึ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นทุกข์ก็ต้องน้อมรับแต่ก็ไม่ประกอบด้วยความเร่าร้อนเผาลนให้วนเวียนนัก  ดังนั้นจึงอย่าไปดิ้นรนเร่าร้อนผลักไส ไปอยากให้มันดับไปหายไป ด้วยมันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา บังคับบัญชามันไม่ได้ จึงอย่าไปยึดหรืออยากให้เป็นไปดังใจ อันจะเกิดเป็นตัณหากลายเป็นทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนทุรนทุรายจริงๆ คือกลายเป็นทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นตามกิเลสของตน อันเป็นทุกข์ชนิดที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดสั่งสอนเพื่อให้เราดับมันลงไป  แต่ ทุกขอริยสัจ ก็ยังคงมีอยู่เป็นธรรมดาตลอดกาลนาน(อกาลิโก) เพราะเป็นหน้าที่ต้องรับรู้ในสิ่งที่ผัสสะคือจำต้องเสวยอารมณ์ที่กระทบอันเป็นธรรมชาติของชีวิตทุกคราไป อีกทั้งทำให้เกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์ต่างๆขึ้นเป็นที่สุด

        อุเบกขานี้ ไม่ใช่การรู้สึกเฉยๆ เปล่าๆ ดังเช่นอทุกขมสุขเวทนา  เพราะเมื่อเกิดทุกขเวทนา คือความรู้สึกรับรู้ในการเสวยอารมณ์เป็นทุกข์,  หรือสังขารขันธ์เช่นโกรธ หรือหดหู่ กลัว กังวล ก็รู้ว่าเป็นทุกขเวทนา หรือเป็นสังขารขันธ์ความโกรธ หรือหดหู่ กลัว หรือกังวลอยู่ กล่าวคือแม้สติเห็นเหตุอันควรที่ก่อโทษนี้แล้วก็ตาม ทุกขเวทนาหรือสังขารขันธ์เช่นโกรธก็ไม่ใช่จะหายไปในทันที แต่ยังคงอยู่อย่างนั้นในขณะแรกๆ เพราะความเป็นอนัตตา ที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เราอย่างแท้จริง จึงควบคุมหรือบังคับบัญชามันไม่ได้ดังใจ ดังที่กล่าวแล้ว  จึงไม่ใช่ว่ามีสิ่งใดมาผัสสะแล้วต้องเฉยๆ เรื่อยๆ ดังอทุกขมสุขเวทนา  หรือดังสังขารขันธ์คืออารมณ์ชนิดอุเบกขา(ดังแสดงในเจตสิด ๕๒ ข้อที่ ๓๔)คืออารมณ์เป็นกลางๆ

        แต่ด้วยสติที่รู้และเท่าทันสังขารขันธ์เช่น โทสะ โมหะ ฯ. และด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งว่าเป็นโทษหรือสมควรแก่เหตุ จึงอุเบกขาเป็นกลาง ด้วยอาการของการไม่เข้าไปพัวพันแทรกแซงหรือปรุงแต่ง ด้วยถ้อยคิด หรืออาการจิต เช่น ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ด้วยความชอบ ชัง ยินดี ยินร้าย ฯ ในสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆนั้นๆ หรือในมโนกรรมความคิดนึกที่เกิดขึ้น กล่าวคือ มีสติ แล้ววางทีเฉยด้วยจิตที่ตั้งมั่น(สมาธิสัมโพชน์ฌงค์)โดยลักษณาการของการไม่เอนเอียงเข้าไปแทรกแซงปรุงแต่งด้วยกริยาจิตใดๆ(อาการของจิตต่างๆ เช่น ชอบหรือชัง โกรธหรือเกลียด ยินดีหรือยินร้าย ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว ฯ.)  หรือด้วยถ้อยคิด(ความคิดต่างๆนาๆ) ในกิจหรือเรื่องนั้นๆ(สังขารขันธ์หรือมโนกรรมอันเกิดจากสังขารขันธ์นั้นๆ) แล้วมันถึงจะดับไปโดยธรรมหรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เป็นที่สุดในไม่ช้า คือด้วยอำนาจของอนิจจัง(ความไม่เที่ยง) ทุกขัง(สังขารทั้งปวงคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้)นั่นเอง กล่าวคือ ด้วยมีปัญญาชอบเข้าใจดีหรืออย่างแจ่มแจ้งจากการพิจารณามาดีแล้วคือปัญญาพละว่า สังขารหรือสิ่งทั้งปวงล้วนแต่เกิดแต่เหตุปัจจัย ดังนั้นเมื่อไม่ไปสุมไฟเพิ่มเสียด้วยความคิดนึกปรุงแต่งจากมโนกรรม ย่อมขาดการผัสสะให้เกิดเวทนาและสังขารขันธ์ จากความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ(มโนกรรม)อีกต่อไป คือการหยุดคิดนึกปรุงแต่งต่อเสียนั่นเอง  ทุกข์เหล่านั้นก็ย่อมต้องดับไปเป็นธรรมดา อันเป็นไปตามธรรมที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับ ผลก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา หรือหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง

        แต่ถึงแม้อุเบกขาแล้วมันก็ใช่ว่าจะหายไปในทันทีดังใจ  ไม่สามารถเปิดปิดได้เหมือนดังสวิตช์ไฟหรอก มันเป็นเช่นนี้เอง มันจะค่อยเสื่อมจางคลายจนดับไป

        ดังนั้นเมื่อมีสติเห็นเหตุอันควรดังที่กล่าวแล้ว ก็อาจเตือนสติตัวเองให้อุเบกขา วางใจเป็นกลาง วางทีเฉย(ใจ) ด้วยมีสติเห็นเหตุอันควร คือเห็นสังขารอันให้โทษเช่นทำให้จิตเศร้าหมอง ดังเช่น โทสะ โมหะ ราคะ หดหู่ ตัณหา ฟุ้งซ่าน ฯ.  ขณะแรกรู้สึกอย่างไร ก็ยังคงเป็นเยี่ยงนั้นเป็นธรรมดา  แต่อุเบกขาโดยลักษณาการไม่เอนเอียงแทรกแซงเข้าไปปรุงแต่งต่อด้วยกริยาจิต หรือถ้อยคิดใดๆ เฉพาะในเรื่องหรือกิจนั้นๆแค่นี้เอง  ไม่ใช่การไปหยุดคิดนึก(ธรรมารมณ์)เสียทั้งหมดจนเสียการ  แต่ระวังอย่าให้จิตถูกหลอกล่อด้วยมโนกรรมให้ไปปรุงแต่งต่อคือหลอกล่อให้ต่อล้อต่อเถียงกับจิต คือหลอกให้ไปคิดโต้แย้งหรือหาเหตุผลต่างๆนาๆในเรื่องหรือกิจนั้นๆนั่นเอง  

วิธีอุเบกขา

อุเบกขา การวางใจเป็นกลาง วางทีเฉย(ใจ) ด้วยมีสติเห็นเหตุอันควรที่ก่อโทษคือสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง

รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์อย่างไรก็เป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา ไม่เป็นไร ถูกต้องดีงามแล้ว

แต่ไม่เอนเอียง เข้าไปปรุงแต่งมโนกรรมด้วยถ้อยคิด(ความคิด ความนึก)

หรือกริยาจิตใดๆ(ชอบ-ชัง ดี-ชั่ว ถูก-ผิด บุญ-บาป ยินดี-ยินร้าย ฯ.)ในเรื่องหรือกิจนั้น

การอุเบกขา ต้องยอมรับในผลที่เกิดจากการผัสสะในคราแรกตามความเป็นจริง

แล้วอุเบกขาความคิดนึกที่เกิดขึ้นจากสังขารขันธ์ คือมโนกรรม จึงจักได้ผล

 

Note : เหตุอันควรที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ดังเช่นใน เวทนานุปัสสนา และจิตตานุปัสสนา เช่น เวทนามีอามิสคือเจือกิเลสต่างๆที่ก่อโทษ, สังขารขันธ์หรือจิตสังขาร เช่น โลภ(โลภะ) โกรธ(โทสะ) หลง(โมหะ-กลัว กังวล) หดหู่ ฟุ้งซ่าน ตัณหา ฯ.

         : เหตุอันควรนี้ รวมทั้งความกลัวความกังวล ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของโมหะ คือความหลงหรือความไม่รู้ตามความเป็นจริง  ซึ่งบางท่านจัดความกลัว ความกังวลใจอยู่ในกลุ่มของโทสะก็มี แต่มิว่าจะจัดเยี่ยงไรก็อยู่ในจิตเศร้าหมอง

         : วางใจเฉย ไม่ใช่หมายความว่าต้องรู้สึกเฉยๆ(อุเบกขาเวทนา)หรือทำเฉยๆ  รู้สึกอย่างไรก็ย่อมรู้สึกอย่างนั้นเป็นไปตามธรรมคือตามเหตุปัจจัย แต่หมายถึงใจที่ไม่เข้าไปปรุงแต่งแทรกแซงอีก ด้วยความคิดนึกต่างๆนาๆ

           แต่วางใจเฉย ที่หมายถึงใจไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่ไปยินดียินร้าย ไม่ไปชอบไปชัง ไม่ไปพัวพัน  ประกอบด้วยความรู้ยิ่งว่า เมื่อมีการต่อล้อต่อเถียงกับจิตหรือฟุ้งซ่านปรุงแต่งย่อมเกิดการผัสสะของความคิดต่างๆย่อมยังให้เกิดเวทนาและสังขารขันธ์ต่างๆ ที่ย่อมมีโอกาสให้เกิดทุกข์อันแสนเร่าร้อนเผาลนทุรนทุรายและต่อเนื่องยาวนานไปเรื่อยๆอีก ไม่ยึดถือความคิดเห็นใดๆในเรื่องนั้นทั้งสิ้น

ธรรมารมณ์    +    ใจ   anired06_next.gif  มโนวิญญูาณ    anired06_next.gif  เวทนาขันธ์   

 มโนกรรม      (ขันธ์ทั้ง ๕  อันเกิดวนเวียนจนเป็นทุกข์)            

สังขารขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์(มโนกรรม)  สัญญาขันธ์   

เป็นการคิดนึกปรุงแต่งจึงวนเวียนเป็นวงจรต่อเนื่อง ซึ่งมักกลับกลายเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ในที่สุด

ดังนั้นเมื่อเกิดมโนกรรม แล้วอุเบกขาเสีย ย่อมไม่มีเหตุก่อให้เป็นทุกข์ต่อเนื่องอีกต่อไป ดังภาพ ทุกข์ที่เกิดแล้วก็ย่อมเสื่อมดับไป

เมื่อทำบ่อยๆ และให้ถูกต้อง อยู่เสมอๆ จะเป็นมหาสติในที่สุด กล่าวคือมันทำของมันเอง

 

อุเบกขาแบบนี้ จัดอยู่ในข้อสุดท้ายของโพชฌงค์ ๗ องค์แห่งการตรัสรู้

วิธีการอุเบกขา โดยสรุปลัดสั้น 

 

ถึงแม้อุเบกขาแล้วก็ตาม แต่ว่า.......เป็นกลาง วางใจเฉยไม่ได้

 

อุเบกขา ในธรรมอื่นๆ

 

เหตุปัจจัย

 

หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม