แสดงสติและปัญญา ในขันธ์๕

        แสดงการทำงานของ สติ และ ปัญญา ที่ทำหน้าที่ในกระบวนธรรมของขันธ์๕ เพื่อการดับทุกข์   โดยจะแยกแสดงให้เห็นการใช้สติและปัญญาในการปฏิบัติแบบเวทนานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันเวทนา)  และจิตตานุปัสสนา(สติระลึกรู้เท่าทันจิต,จิตสังขารเช่นความคิด)    การปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้น  เห็นธรรมใดก่อนก็ปฏิบัติธรรมนั้นเพราะต่างล้วนมีคุณประโยชน์ในการปฏิบัติ  ขึ้นอยู่กับจริต ความชำนาญ ความเข้าใจของแต่ละบุคคล

แสดงขันธ์๕แบบย่อ

ธรรมารมณ์(คิด)  ใจ มโนวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา เวทนา สัญญาหมายรู้ สังขารขันธ์

ขยายให้เห็นรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อนำไปพิจารณา

ธรรมารมณ์  ใจ มโนวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา เวทนา สัญญาหมายรู้ สัญเจตนา กรรม การกระทำทางกาย วาจา ใจ

แสดง สติ และ ปัญญา ที่ทำหน้าที่ใน เวทนานุปัสสนา

คือมีสติระลึกรู้เท่าทันเวทนา และใช้ปัญญา โดยใช้กระบวนธรรมขันธ์๕แสดง

ธรรมารมณ์  ใจ มโนวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา เวทนา  สติ  ปัญญา + สัญญาหมายรู้ สัญเจตนา กรรม

         ความคิดอันเป็นธรรมารมณ์อย่างหนึ่ง อันสามารถผุดขึ้นมาเอง หรือเจตนาคิดขึ้นมา อันเป็นธรรมชาติของชีวิต  เมื่อกระทบกับใจหรืออายตนะส่วนรับรู้ความคิด ย่อมเกิดมโนวิญญาณ(ขันธ์ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นระบบประสาทลำเลียงขนส่งความคิด)เป็นธรรมชาติ  ที่เรียกว่าเกิดการกระทบสัมผัสกัน(ผัสสะ)   และเมื่อจำได้และเข้าใจในความคิดนั้น(สัญญา) ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้นเป็นธรรมดาตามธรรมชาติ แล้วดำเนินไปตามกระบวนธรรมขันธ์๕   และโดยปกติถ้าเกิดตัณหาขึ้นแทรกต่อจากเวทนาหรือเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทนั้นก็จะทำให้เกิดทุกข์ขึ้นแทน  แต่กลับกลายเป็นมีสติเห็นหรือความระลึกรู้เท่าทันในเวทนาที่เกิดขึ้นนั้นแทน  แล้วปัญญาหยั่งรู้อันเกิดแต่ความเข้าใจในธรรมบางอย่างอย่างดียิ่งแล้วเช่น ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ ขันธ์๕ ฯ. ดังเช่น ปัญญาหยั่งรู้ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา(พระไตรลักษณ์)  หรือปัญญาหยั่งรู้ว่า ถ้ามีตัณหาก็ต้องเป็นทุกข์จึงต้องละเสีย(ปฏิจจสมุปบาท)   ซึ่งจะทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งคือทำให้เห็นเข้าใจตามความเป็นจริง  ไม่เห็นอย่างเอนเอียงไปเห็นตามความชอบใจหรือความไม่ชอบใจของตัวตนอันเป็นปกติวิสัยของปุถุชน   ดังนั้นสัญญาหมายรู้ที่รวบรวมวินิจฉัยข้อมูลทั้งหมดที่ร่วมทำงานกับปัญญานั้น  จึงหมายรู้และเข้าใจตามความเป็นจริงแห่งธรรม(สิ่ง)นั้นๆ   สัญเจตนาหรือเจตนาที่ทำให้เกิดเป็นสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นจึงเป็นไปอย่างถูกต้อง

กาย + กระทบสัมผัส กายวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา เวทนา  สติ  ปัญญา + สัญญาหมายรู้ > สัญเจตนา กรรม

        ในกรณีกายกระทบผัสสะ โดยการทดลองตีตัวเองแรงๆ   ที่ยกเป็นตัวอย่างให้โยนิโสมนสิการ พิจารณาอยู่บ่อยๆนั้น  ก็เป็นดังเช่นนี้ คือเกิดแค่ทุกขเวทนาหรือเวทนาความรู้สึกรับรู้ไปทางด้านลบคือไปทางไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ    ลองโยนิโสมนสิการดูดีๆจะพบความจริงว่า ไม่เป็นทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนหรือทุกข์อุปาทาน   เพราะสติที่ตัวเองระลึกรู้อยู่ในทีว่าจะเป็นผู้ลงมือกระทำ  และปัญญาโดยทั่วไปที่รู้อยู่ในทีอยู่แล้วว่าเมื่อตีกระทบแล้ว ต้องรู้สึกเจ็บเป็นธรรมดา   สังขารขันธ์จึงเกิดขึ้นแบบไม่มีอะไรหรือเฉยๆ  ไม่มีโทสะความโกรธอันเป็นสังขารขันธ์ จากทุกขเวทนานั้น      สภาวะนี้จึงเป็นดังที่ผู้เขียนกล่าวอยู่เนืองๆว่า

ทุกขเวทนานั้นมีอยู่   แต่ไม่มีทุกข์อุปาทาน

นี้แหละคือขันธ์๕ อันเป็นสภาวะธรรมชาติ  และไม่เป็นทุกข์(ทุกข์อุปาทาน)

ขันธ์๕  จะเป็นทุกข์อุปาทานก็ต่อเมื่อมีตัณหาอันยังให้เกิดอุปาทานเข้าครอบงำ  หรือที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์๕

         ในช่วงแรกของการปฏิบัตินั้น ส่วนใหญ่สติและปัญญาที่เกิดในเวทนานุปัสสนาก็มักเกิดขึ้นในลักษณะต่อไปนี้

คิด  ใจ มโนวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา เวทนา สัญญาหมายรู้ สัญเจตนา กรรม  สติเห็นเวทนาที่เกิดไปแล้วนั้น  ปัญญา

         หมายถึงมีสติหรือความระลึกรู้เท่าทันเวทนาที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว  อาจกำลังแปรปรวน  หรือดับไปแล้วก็เป็นได้  อันถ้ามีปัญญาก็มีคุณประโยชน์อันเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ  ตลอดจนเป็นญาณในภายหน้า  ตลอดจนปัญญารู้จะทำให้ไม่คิดปรุงแต่งต่อไป อันยังให้เป็นเหตุเป็นปัจจจัยให้เกิดเวทนาขึ้นใหม่อีกครั้ง หรือต่อไปเรื่อยๆตามการปรุงแต่ง  อันย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอันเป็นทุกข์ในที่สุด

แสดง สติ และ ปัญญา ที่ทำหน้าที่ใน จิตตานุปัสสนา

คือมีสติระลึกรู้เท่าทันจิตหรือจิตสังขาร และใช้ปัญญา

ธรรมารมณ์  ใจ มโนวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจํา เวทนา สัญญาหมายรู้ สัญเจตนา กรรม เช่นความคิด สติ  ปัญญา

          เมื่อมีสติเห็นจิตหรือความระลึกรู้เท่าทันในสังขารขันธ์อันคือความคิดนึก  แล้วปัญญาหยั่งรู้ในธรรมก็จะทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งต่อไป  โดยแยกแยะผิดถูกในความคิดหรือสังขารนั้นๆด้วยปัญญา และเมื่อเห็นว่าความคิดใดที่จะก่อเป็นทุกข์ ก็อุเบกขาเป็นกลางไม่แทรกแซงด้วยปัญญาอันรู้ยิ่ง  เช่น การรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งว่า ถ้าคิดปรุงแต่งต่อไป  ย่อมยังให้เป็นเหตุเป็นปัจจจัยให้เกิดเวทนาขึ้นใหม่อีกครั้ง หรือต่อไปเรื่อยๆตามการปรุงแต่ง  อันย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอันเป็นทุกข์ในที่สุด  และยังก่อให้เกิดความเคยชิน ตามที่สั่งสมปฏิบัติไว้นั้น ให้หัดคิดปรุงแต่งอยู่เรื่อยๆเป็นนิสัยในสันดาน

สติ และ ปัญญา

         สติและปัญญาตามที่แสดงให้ดูตำแหน่งที่ทำงานโดยกระบวนธรรมของขันธ์๕นั้น  มิได้หมายความว่าสติและปัญญาจะมาเกิด ณ ตำแหน่งนั้นในทันที  แต่หมายถึงการมีสติและปัญญาเตรียมพร้อมอยู่ในที  และลงมือปฏิบัติการในกระบวนธรรมดังที่ได้แสดงไว้   จึงหมายถึงการที่ต้องมีสติและปัญญาเตรียมพร้อมอยู่ในที  จึงมิใช่หมายถีงการมีสติหรือปัญญาเกิดขึ้น ณ ขณะเมื่อมีการผัสสะหรือการกระทบสัมผัสกันเท่านั้น  จนเมื่อเป็นวสีหรือชำนาญอย่างยิ่งยวดแล้วหรือเป็นมหาสตินั่นเอง  การเตรียมพร้อมอยู่ในที่นั้นก็จะเป็นสังขารอันยิ่งใหญ่ที่เกิดแต่วิชชา ที่สามารถปฏิบัติเองโดยอัติโนมัติ

สติ ระลึกรู้อะไร    ปัญญา ทำหน้าที่อย่างไร

         สติระลึกรู้ ในกาย  ในเวทนา  ในจิต  ในธรรม  นั่นเอง  อันล้วนมีคุณประโยชน์ในการดับทุกข์   สติระลึกรู้เท่าทันในธรรม(สิ่ง)ใดก่อน ก็ใช้ปัญญาในธรรมนั้นๆ   พึงจดจำไว้อย่างหนึ่งว่า   สติมีหน้าที่สำคัญที่สุดก็เพื่อระลึกอย่างเท่าทันในเวทนาเป็นจุดประสงค์สำคัญสูงสุด  ถ้าไม่เท่าทันในเวทนาแล้ว จึงพึงให้ระลึกอย่างเท่าทันในจิต หรือสังขารจิตนั่นเอง เช่น จิตคิดฟุ้งซ่าน จิตคิดหดหู่ หรือจิตคิดปรุงแต่งต่างๆนั่นเอง อันเป็นผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากเวทนานั่นเอง เพราะสังขารบางอย่างเห็นเวทนาอันแผ่วเบาเคยชินได้ไม่ชัดเจนเหมือนสังขารจิตเช่นความคิดนั่นเอง ดังนั้นการฝึกสติและอุบายวิธีทั้งหลายทั้งปวงเป็นร้อยเป็นพันทุกวิธี  แม้ในกาย เวทนา จิต ธรรม ตามที่กล่าวมาก็เช่นกัน ก็เพื่อสรุปลงมาที่จุดประสงค์สูงสุดเดียวนี้เท่านั้นจริงๆ,   เมื่อสติระลึกเท่าทันเวทนาหรือจิตได้แล้ว   ปัญญาจึงทำหน้าที่จัดการต่อไป  ดังเช่น นิพพิทาญาณ  ปัญญาที่รู้เข้าใจตามความเป็นจริงจึงยังให้เกิดความหน่ายคลายความกำหนัด จึงไม่ไปยึดไปอยากอันเกิดขึ้นจากการไปรู้ตามความเป็นจริงที่เป็นไปของธรรมนั้นๆ ทุกข์จึงจางคลายหรือดับไป,  นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ ปัญญาที่รู้เข้าใจว่านามและรูปว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย ทุกข์จึงจางคลายหรือดับไป,  ปัญญาที่เห็นพระไตรลักษณ์(สัมมสนญาณ) ทุกข์จึงจางคลายหรือดับไป  เป็นต้น.   ปัญญาจึงมีหน้าที่จัดการดับทุกข์โดยตรง,   แต่ตามความเป็นจริงต้องใช้ทั้ง สติ  สมาธิ(มีสติอย่างแน่วแน่ ที่หมายถึง อย่างต่อเนื่อง) และปัญญา  แต่ทั้งสติและสมาธินั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเกิดแต่ปัญญาเป็นเบื้องต้นก่อนล้วนสิ้น  และต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง   จึงกล่าวว่า พ้นทุกข์ได้ด้วยปัญญา

         เมื่อปฏิบัติฝึกฝนอบรมสั่งสมอย่างดีงามแล้ว  ในที่สุด สติย่อมรู้เท่าทันองค์ธรรมสังขารขึ้นด้วยเป็นลำดับโดยธรรม กล่าวคือเป็นมหาสติ เวทนาเหล่าใดเหล่านั้นก็ยังเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมหรือตามเป็นจริง  แต่เวทนานี้จะปราศจากอามิส  เป็นเวทนาที่เกิดขึ้นจากการรับรู้รสชาดในอารมณ์ตามความเป็นจริงของมันที่เป็นไป  กล่าวคือยังมี สุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง เป็นธรรมดา แต่เป็นเวทนาที่เกิดจาการรับรู้รสชาดของอารมณ์นั้นๆตามความเป็นจริง  ไม่แฝงความจำและเข้าใจของตัวตนเข้าไปพัวพันอีกต่อไป

 

 

 

กลับสารบัญ

 

 

  

 

 

hit counter