การตีความปฏิจจสมุปบาท

         การตีความปฏิจจสมุปบาท  มีการตีความหมายไปในรูปแบบข้ามภพข้ามชาติในภายภาคหน้า หรือการเกิดในชาติหน้า เป็นไปอย่างแพร่หลายต่อเนื่องยาวนานนับพันปี  อันเนื่องมาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค  โดยท่านพระพุทธโฆสาจารย์  ซึ่งเป็นนักปราชญ์ พระภิกษุชาวอินเดีย ได้นิพนธ์ขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๐๐ เศษ  เมื่อคราวที่ท่านจาริกเพื่อรวบรวมพระธรรมต่างๆจากประเทศศรีลังกา อันเนื่องจากการสูญหายไปบางส่วนในประเทศอินเดีย  อันได้ตีความไว้เป็นเรื่องข้ามภพข้ามชาติดั่งนั้น   ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่สำคัญยิ่งที่ใช้เป็นบันทัดฐานในวงการศึกษาพระพุทธศาสนามาจนตราบถึงปัจจุบันนี้    แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อคราวที่ท่านกล่าวถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาทในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น  เป็นเรื่องเดียวที่ท่านก็ยังไม่มีความมั่นใจในความถูกต้อง ท่านจึงได้กล่าวออกตัวหรือกล่าวแสดงไว้อย่างชัดแจ้งก่อนพรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาทในคัมภีร์วิสุทธิมรรค  ความว่าไว้ดังนี้

        "การอธิบายความแห่งปฏิจจสมุปบาททำได้ยาก........วันนี้ใคร่จะกล่าวพรรณนาปัจจยาการ   ทั้งที่ยังหาที่อาศัยไม่ได้  เหมือนดังก้าวลงสู่สาครยังไม่มีที่เหยียบยัน    ก็แต่ว่า คำสอนปฏิจจสมุปบาทนี้  ประดับประดาไปด้วยนัยแห่งเทศนาต่างๆ  อีกทั้งแนวทางของบูรพาจารย์ก็ยังเป็นไปอยู่ไม่ขาดสาย  เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะอาศัยหลักสองอย่างนั้น  ลงมือพรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาท"  

(วิสุทธิมรรค. ๓/๑๑๔, ตรงกับ วิภงค.อ.๑๑๘)

        ซึ่งถ้าแปลกันออกมาแบบง่ายๆแล้วก็พอได้ความนัยดังนี้ว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องยาก อุปมาเหมือนดังบุรุษที่ก้าวเท้าลงสู่ห้วงสมุทร  ย่อมหาที่เหยียบยันหรือยึดเกาะไม่ได้ฉันนั้น  อันแสดงถึงว่าไม่มีหลักฐานและยังไม่แน่ใจหรือยังไม่เข้าใจอย่างมั่นคง  ดังนั้นท่านจึงบอกแจ้งกล่าวต่อไปว่า จึงได้พยายามรวบรวมเรียบเรียงคำวินิจฉัยโดยอาศัยคำเทศนาและแนวทางคำสอนตามเท่าที่ยังพอมีการถ่ายทอดปรากฎกันต่อๆมาของบูรพาจารย์ในขณะนั้นมากล่าวไว้   กล่าวคือ ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านโดยบริบูรณ์เต็มกำลัง และก็ได้กล่าวแจ้งความนัยไว้แต่เบื้องต้นดังที่กล่าวแสดงไว้แล้ว   และต่อมาในภายหลังท่านพระพุทธโฆษาจารย์ก็ได้เขียนคัมภีร์ขึ้นอีกเล่มหนึ่ง คือ คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี  ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ตอน  คราวครั้งนี้ ในตอนที่หนึ่งมีการกล่าวอธิบายแบบข้ามภพข้ามชาติเหมือนดังในคัมภีร์วิสุทธิมรรค   แต่ในตอนสองได้ยอมรับและมีการอธิบายแบบเป็นไปในขณะจิตหนึ่งเพิ่มเติมขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้เน้นกล่าวอธิบายรายละเอียดแต่อย่างใดนัก   แต่เนื่องจากคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงมีอยู่และเป็นที่นิยมแพร่หลายกันและถือเป็นบันทัดฐานในการศึกษาพระพุทธศาสนากันมาโดยตลอด   ดังนั้นการเล่าเรียนและถ่ายทอดเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่สืบๆกันมาภายหลัง จึงล้วนได้อิทธิพลเป็นไปแบบข้ามภพข้ามชาติตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค   และยังเป็นที่นิยมถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า ๑,๕๐๐ ปี  ซึ่งใช้เป็นบันทัดฐานในการศึกษาพระอภิธรรม     และตามเท่าที่ข้าพเจ้า(webmaster)ทราบ  ท่านพุทธทาสได้เริ่มกล่าวถึงปฏิจจสมุปบาทแบบการเกิดภพชาติในขณะจิตหนึ่ง ในประมาณปีพ.ศ.๒๕๐๐  ซึ่งท่านได้เทศนาสั่งสอน และมีการจัดพิมพ์เผยแผ่เป็นที่กว้างขวางจนเป็นที่กล่าวขานกันไปโดยทั่ว มีทั้งเสียงตอบรับเห็นด้วย  และทั้งเสียงคัดค้านเป็นจำนวนมากจากผู้ที่ยึดถือตามคัมภีร์    แต่สำหรับผู้เขียน(webmaster)แล้วถือว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการตีความปฏิจจสมุปบาทให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามตามพระพุทธประสงค์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   ตลอดจนในภายหลัง ท่านพระธรรมปิฏก ได้บันทึกแสดงความนัยไว้ทั้งสองกรณี ด้วยความเป็นกลางอย่างถูกต้องดีงามให้ผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าวินิจฉัยด้วยตนเองในหนังสือพุทธธรรมอันทรงคุณค่ายิ่ง    ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้นัยยะมาจากข้อธรรมในหนังสือของท่านผู้มีพระคุณทั้งสององค์นี้นี่เอง โดยเฉพาะจากหนังสือพุทธธรรมของท่านพระธรรมปิฏก   จึงได้นำปฏิจจสมุปบาทมาพิจารณาแบบขณะจิตหนึ่งของการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์โดยละเอียดแยบคายโดยการโยนิโสมนสิการจนเกิดความเข้าใจในรายละเอียดเพิ่มเติมโดยนัยของปัจจยาการหรือการเป็นเหตุปัจจัย อย่างมีเหตุมีผล  และเห็นเป็นไปตามกฏของธรรมชาติของปรมัตถธรรมปฏิจจสมุปบาท กระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์อย่างถูกต้องดีงามสมดั่งพระพุทธประสงค์อย่างสมควร  และยังไม่มีผู้ใดบันทึกไว้ในแนวทางแสดงกระบวนธรรมของจิตอย่างละเอียด อันรวมทั้งขันธ์๕เช่นดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือหรือWebนี้   โดยเฉพาะในรายละเอียดต่างๆของทุกองค์ธรรมอย่างครบถ้วนบริบูรณ์จริงๆ จนเห็นการดำเนินไปตามเหตุปัจจัยอย่างบริบูรณ์ทั้งวงจรปฏิจจสมุปบาท โดยเฉพาะในรายละเอียดขององค์ธรรมเวทนาอันเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญที่ยังให้เกิดอุปาทานทุกข์หรือไม่ทุกข์  และองค์ธรรมชราอันเป็นสภาวะที่เกิดของอุปาทานทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนด้วยไฟของกิเลสตัณหาอุปาทาน  ตลอดจนแสดงความสัมพันธ์ของขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาท ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นธรรมที่เนื่องสัมพันธ์หรือกล่าวว่าเป็นธรรมเดียวกันก็ได้  เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งคือขันธ์ ๕ เป็นฝ่ายไม่ยังให้เกิดทุกข์อุปาทานเป็นไปเพื่อการดำรงชีวิต  ส่วนฝ่ายปฏิจจสมุปบาทนั้นเมื่อเป็นไปแล้วย่อมยังให้เกิดทุกข์อุปาทานขึ้น   จึงเห็นสมควรแก่การบันทึกไว้เพื่อการเผยแผ่เป็นธรรมทาน  เพื่ออนุรักษ์ปฏิจจสมุปบาทอันลึกซึ้งถูกต้องดีงามตามพระพุทธประสงค์  เพื่อประโยชน์แด่พระศาสนาต่อไปในภายหน้า  เพื่อเป็นแนวทางไว้ให้อนุชนนักปฏิบัติรุ่นหลังได้ศึกษา และเป็นแนวทางนำไปปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์  หรืออย่างน้อยก็จางคลายจากทุกข์ได้ตามควรฐานะแห่งตน

        เหตุที่มีการตีความและอธิบายในรูปแบบการข้ามภพข้ามชาตินั้น  เท่าที่พิจารณาแล้วเข้าใจว่า   เนื่องเพราะในสมัยพุทธกาลนั้นยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร  จึงไม่ได้มีการบันทึกแสดงธรรมไว้โดยตรงจากพระองค์เอง  เป็นการถ่ายทอดสืบต่อกันมาโดยความเข้าใจและการจดจำ แล้วถ่ายทอดกันต่อๆมาโดยเหล่าพระอริยสาวกและพระสาวกทั้งหลายที่ได้ทำหน้าที่สืบทอดพระศาสนาสืบต่อๆกันมาให้อนุชนรุ่นหลัง    เริ่มมีการบันทึกเป็นครั้งแรกที่เป็นหลักฐานปรากฎในปัจจุบันอยู่ในรูปศิลาจารึกในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช (ครองราชสมบัติ ประมาณ พ.ศ.๒๑๘ ถึง พ.ศ.๒๖๐)เพียงเล็กน้อย   ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์ให้จัดทำการสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้นในรัชสมัยที่ ๑๗ ของพระองค์   ซึ่งเกิดขึ้นประมาณกว่า ๒๐๐ ปี หลังจากพระปรินิพพานของพระพุทธองค์    และดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เมื่อคราวตรัสรู้ว่า ธรรมอันลึกซึ้งมีเพียง๒ คือ ปฏิจจสมุปบาท และ นิพพาน    ดังนั้นการอธิบายจำเป็นต้องใช้เวลาหรือการอธิบายเป็นเวลายาวนานอย่างแน่นอน จึงจะอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้ง เพราะความที่เป็นธรรมอันลึกซึ้งเกี่ยวเนื่องถึงการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์หรืออุปาทานทุกข์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่มวลสรรพสัตว์  โดยแสดงทั้งเหตุปัจจัยต่างๆอย่างลึกซึ้ง เป็นเหตุเป็นผลกัน และเป็นระบบอย่างถูกต้อง และยังเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับธรรมในพระพุทธศาสนาโดยถ้วนหน้า   ดังนั้นแม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็อาจมิได้เคยกล่าวแสดงไว้โดยละเอียดก็คงเนื่องด้วยเหตุดั่งนี้นี่เอง จึงมิได้มีการแสดงรายละเอียดขยายความปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งในพระไตรปิฏกจากพระองค์ท่าน   ตามปกติจึงแสดงแต่เพียงในรูปสรุป หรือย่อหรือตัดทอนนำมาสอนในรูปแบบต่างๆตามจริต สติ ปัญญาของผู้รับธรรม    หรือท่านอาจแสดงโดยละเอียดแต่เนื่องจากไม่มีการบันทึกไว้เป็นอักษร ภายหลังจึงไม่มีผู้จดจำได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ คงเนื่องด้วยความลึกซึ้งของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง  ตลอดจนผ่านกาลเวลาอันยาวนาน,ผ่านการจดจำ,ผ่านการสังคายนา,การบันทึก,การแปลความ,การถ่ายทอด,การจัดเขียนจัดพิมพ์ กล่าวคือถูกปรุงแต่งรจนาขึ้นนั่นเอง ดังนั้นธรรมของพระองค์ท่านแม้เป็นจริงอย่างปรมัตถ์ที่สุดแล้ว แต่เมื่อเป็นพระคัมภีร์ทั้งหลายที่ย่อมผ่านการปรุงแล้วคือมีการบันทึก ก็ย่อมเป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างหนึ่งตามพระไตรลักษณ์เช่นกัน  จึงต้องรู้และยอมรับตามความจริง แม้แต่พระไตรปิฎกที่ไทยยอมรับก็มีการสังคายนาถึง ๙ ครั้ง ๙ คราแล้วด้วยกัน  จึงอยู่ภายใต้พระไตรลักษณ์ จึงย่อมมีความแปรปรวนบ้าง เปลี่ยนแปลงบ้าง เสื่อมบ้าง สูญหายไปบ้าง เป็นธรรมดาภายใต้พระไตรลักษณ์  แต่ถึงอย่างไรก็ตามพระสาวกทั้งหลายตลอดจนพุทธศาสนิกชนได้พยายามอย่างเป็นที่สุดแล้วในการสืบสานพระศาสนา แต่ถึงกระนั้นก็ตามย่อมมีความเสื่อมไปตามธรรม(ธรรมชาติหรือพระไตรลักษณ์)บ้าง  และก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดสูงสุดในการสืบสานถ่ายทอดพระศาสนาให้คงอยู่  ด้วยการรักษาตำราเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระไตรปิฎก เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา เพราะถ้าไม่มีก็ยิ่งไขว้เขวแปรปรวนไปกันใหญ่  ไม่มีบันทัดฐานและหลักฐานใดๆไว้สืบทอดพระศาสนา  แต่ถึงแม้จะมีความแปรปรวน เสื่อมหรือสูญหายไปบ้างอันเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติก็ตามที  แต่แก่นธรรมอันสำคัญยิ่งทั้งหลายอันเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านตรัสรู้ และได้เผยแผ่สั่งสอนแก่เหล่าเวไนยสัตว์  ก็ยังแฝงตัวดุจดั่งลายแทงขุมอริยทรัพย์ อยู่ในบันทึกในรูปพระไตรปิฏกนั่นเอง กล่าวคือ จึงต้องประกอบด้วยต้องตีความในภาษาเดิม และทำความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วยปัญญา และใช้หลักกาลามสูตรของพระองค์ท่านเป็นเครื่องระลึกและป้องกัน   แต่ก็ไม่มีผู้กล้าตีความออกนอกไปจากตำราหรือคัมภีร์ กล่าวคือ เพราะมีพุทธพจน์กล่าวยืนยันไว้ว่ายากและลึกซึ้ง เมื่อไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นขัดแย้งตามที่ถ่ายทอดสืบกันต่อๆมาตามตำราหรือคัมภีร์   และในภายหลังยังมีคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นแนวทางที่ยึดถือสืบต่อๆมาอย่างแพร่หลายอีกด้วย   ส่วนผู้ที่มีความเข้าใจแจ่มแจ้งก็ไม่ได้บันทึกเอาไว้ด้วยเหตุปัจจัยบางประการ ดังเช่น ความลึกซึ้งจึงยากแก่การที่จะพรรณนา และมีความยาวที่ต้องต่อเนื่องสัมพันธ์กันอย่างครบถ้วนทั้งวงจร   ความเจริญทางด้านอุปกรณ์บันทึกและแจกจ่ายต่างๆ ฯลฯ.

        จนในที่สุดท่านพุทธทาส และ ท่านพระธรรมปิฏก ได้จุดประกายธรรมของปรมัตถธรรมอันยิ่งใหญ่ของปฏิจจสมุปบาทขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยการเผยแผ่ตีความออกมาอย่างเปิดเผยและเต็มกำลัง  กล่าวถึงทั้งในรูปแบบข้ามภพข้ามชาติ  และในรูปแบบที่เกิดขึ้นในขณะจิต  จึงทำให้การแปลความและอธิบายปฏิจจสมุปบาทดำเนินไปในแนวที่ถูกต้องดีงามดังพระพุทธประสงค์อีกครั้งหนึ่ง  เนื่องเพราะการเล่าเรียนปฏิจจสมุปบาทที่สืบๆกันมา  ล้วนเป็นการแปลความและอธิบายแบบข้ามภพข้ามชาติทั้งสิ้น  (หาอ่านรายละเอียดเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตีความปฏิจจสมุปบาทได้ในหนังสือที่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทของท่านพุทธทาส ดังเช่น  ปฏิจจสมุปบาท หลักปฏิบัติอริยสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ,  ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร?   หรือหนังสือพุทธธรรม โดย ท่านพระธรรมปิฎก   และขออาราธนาบทธรรมบางส่วนจากหนังสือพุทธธรรม ของท่านพระธรรมปิฏก  สำหรับผู้ที่ห่วงใยหรือกังวลใจในเรื่องการตีความปฏิจจสมุปบาท  มาแสดงดังนี้

         "...........เพราะการเล่าเรียนเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่สืบๆกันมา   ล้วนเป็นการแปล  และอธิบาย  แบบข้ามภพข้ามชาติทั้งนั้น   เมื่อมีผู้ตีความและอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบกระบวนธรรมในชีวิตประจำวัน   ท่านผู้ที่ยึดถือหลักฐานทางคัมภีร์เป็นใหญ่อาจเห็นว่า  การทำเช่นนั้นเป็นการตีความนอกแบบแผน  ขาดหลักฐาน และเกิดความห่วงใย ไม่สบายใจ    เพื่อความอุ่นใจและสบายใจร่วมกัน  จึงได้ยกหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า  การตีความปฏิจจสมุปบาทแบบชีวิตประจำวันนั้น  มีหลักฐานในคัมภีร์  เป็นแต่มีข้อน่าสังเกตุว่า หลักฐานที่มีนั้นอาจเป็นร่องรอยของอดีตที่กำลังเลือนลางหรือลืมกันไปแล้ว และที่เหลืออยู่ได้ก็เพราะมีแกนคือพระไตรปิฏกยืนยันบังคับอยู่.........."   (พุทธธรรม หน้า ๑๔๐)

         ดังผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องทุกข์ว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมอันลึกซึ้งถึงปรมัตถ์อย่างสูงสุดเป็นไปตามกฎของธรรมชาติหรือสภาวะธรรมชาติของปุถุชน   จึงสามารถอธิบายได้ทั้งแบบการเกิดข้ามภพข้ามชาติหรือโลกิยะ   และแบบการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์แล้วดำเนินต่อเนื่องเป็นวงจรที่เนื่องสัมพันธ์กันไปอันเป็นแบบโลกุตระ   แต่การเกิดขึ้นแบบขณะจิตหนึ่งหรือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์จึงถือได้ว่าถูกต้องตามพระพุทธประสงค์อย่างแท้จริง  เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเกิดปัจจัตตังรู้เห็นได้ด้วยตนเอง   ส่วนผู้ที่ศึกษาในแนวทางแบบข้ามภพข้ามขาตินั้น เมื่อเกิดภูมิรู้ขึ้น  ก็จะพยายามปฏิบัติเพื่อดับภพชาตินั้นก็จริงอยู่  หรือปฏิบัติตนเป็นคนดีเพื่อหวังผลในภพชาติต่อไป ก็ย่อมได้รับผลดีต่อขันธ์หรือชีวิตตนแม้ตั้งแต่ในชาตินี้  แต่จะไม่สามารถเกิดภูมิรู้ภูมิญาณในเรื่องปัจจยาการหรือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของทุกข์และการดับทุกข์โดยตรงๆอย่างถูกต้อง  จึงไม่เข้าใจสภาวธรรมของการดับอุปาทานทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง  จึงไม่เป็นไปเพื่อการดับภพดับชาติเสียแต่ในภพชาติในปัจจุบันนี้   หรืออย่างน้อยก็ทำให้จางคลายจากทุกข์ได้อย่างถูกต้องดีงามตามฐานะแห่งตนในปัจจุบัน    จึงยังเป็นการปฏิบัติเพื่อหวังผลในภายภาคหน้า ทำให้เป็นไปอย่างเนิ่นช้าและไม่มีผู้ใดรู้หรือยืนยันได้อย่างแท้จริงว่าเป็นภพชาติใด   จึงยังเป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาทอยู่.

พุทธพจน์

เราตถาคต จึงบัญญัติความเพิกถอน

ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส

 ในปัจจุบันนี้

(จูฬมาลุงโกยวาทสูตร  ข้อที่ ๑๕๑)

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

  

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย