เหนือกรรม

 

      กรรม (ส่งผลไปไม่ถึง)

สภาวะเหนือกรรม  เป็นสภาวะสุดยอดแห่งการปฏิบัติ

         โดยปกติแล้วเราแบ่งกรรมหรือการกระทำออกเป็นหลักใหญ่ๆคือ กรรมดี และ กรรมชั่ว

         ตามหลักพระพุทธศาสนา  เมื่อกระทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลของกรรมเยี่ยงนั้น เป็นธรรมดา  หรือที่เรียกว่ากรรมวิบาก(ผลของกรรม)   หรือแม้แต่จะพิจารณาโดยหลักวิทยาศาสตร์อันเป็นไปตามธรรมชาติเช่นกันก็ตามที  ดังเช่น หลักฟิสิกส์ในเรื่องแรง  กล่าวคือเมื่อมีแรงอะไรเกิดขึ้นที่เรียกกันว่าแรงกริยา  ก็ย่อมต้องมีผลออกมาเป็นแรงปฏิกริยาเกิดขึ้นเสมอนั่นเอง  ต่างก็ล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ  อันเป็นอสังขตธรรมที่เป็นจริงแท้แน่นอนเหมือนกัน  กล่าวคือ เที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาลเยี่ยงนี้   ทั้งในเรื่องกรรมและเรื่องแรงกริยา

         เพียงแต่ว่าวิบากของกรรม หรือผลของกรรมนี้ไม่สนองออกมาตรงๆเป็นสูตรสำเร็จหรือเป็นกฏเป็นเกณฑ์ ดัง ๑ + ๑ = ๒    พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงจัดวิบากแห่งกรรมเป็นอจินไตย ดังตรัสไว้ในอจิตตติสูตร กล่าวคือไม่สามารถทำนายหรือรู้ผลอย่างตรงๆ เพียงแต่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน  เหตุเพราะยังไปเนื่องสัมพันธ์กับเหตุปัจจัยอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบร่วมอีกเป็นจำนวนมาก จึงมีทิศทางที่เบี่ยงเบนหรือการสนองกลับที่ต่างกันไปบ้าง  แต่เกิดผลของกรรมอย่างแน่นอน    ขอยกตัวอย่างเป็นไปในทางโลกๆเพื่อให้เข้าใจได้แจ่มแจ้ง  ดังเช่น  ใส่แรงกริยาให้ลูกบอลโดยการปาเข้าใส่กำแพง  เมื่อเกิดผลคือการปะทะกำแพงแล้ว  ย่อมเกิดผลของกรรมจากการปะทะกำแพงคือแรงปฏิกริยา ทำให้กระเด้งกลับมาเป็นธรรมดาหรือตถตา ไม่เป็นอื่นไปได้  แต่ละครั้ง แต่ละคน ที่ปา ขอให้สังเกตุทิศทางของการกระเด้งหรือผลของกรรมที่กลับมาว่า เป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นแล้ว จึงมีอาการแปรปรวนไปมาตามเหตุปัจจัยย่อยต่างๆอันเป็นองค์ประกอบร่วม ดังเช่น  ความแรง,เบาในการปา  ความนุ่ม,แข็งของลูกบอล  มุมที่เข้าตกกระทบ  วัสดุที่กระทบ  ความชำนาญ  บุคคลที่ปา แรงลม ฯลฯ.  ล้วนแล้วก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนหรือแปรปรวนขึ้นได้บ้างเท่านั้น  แต่ล้วนแล้วแต่ต้องมีแรงปฏิกริยาหรือแรงโต้ตอบกลับทั้งสิ้น  หรือมีวิบากของกรรมหรือผลของการกระทำเกิดขึ้นอย่างแน่นอน    กรรมวิบากก็เป็นเฉกเช่นนั้นแล   ด้วยเหตุดั่งนี้จึงเป็นอจินไตย จึงไม่สามารถพยากรณ์ออกมาเป็นสูตรสำเร็จได้ด้วยเหตุดังนี้นี่เอง แต่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน   ดังนั้นผู้ที่ทำกรรมชั่ว ก็ต้องรีบแก้ไขเพื่อให้เกิดการเบี่ยงเบนของวิบากไปในทางที่ดีเกิดขึ้นนั่นเอง กล่าวคือ จะไปห้ามไม่ให้เกิดวิบากของกรรมเสีย ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ทำให้เบี่ยงเบนไปเสียนั้น พึงกระทำได้ด้วยตนเอง นั่นเอง

         ดังนั้นปุถุชนทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว  ก็ย่อมเสวยวิบากกรรมตามนั้นอย่างแน่นอน   เพราะเป็นสภาวธรรมอันเที่ยงตรง  เป็นอสังขตธรรม อันเที่ยงตรงและคงทนต่อทุกกาลนั่นเอง   ดุจเดียวดั่งการทำการปลูกข้าว ย่อมได้ข้าวเป็นผลของกรรม(การกระทำ)เป็นส่วนแรก  ย่อมไม่ได้เผือก มัน องุ่นต่างๆ อันย่อมเป็นไปไม่ได้    และดังที่กล่าวว่าเป็นอจินไตย  อีกส่วนของผลของกรรมจึงแสดงออกมาก็คือได้ผลที่ไม่เท่ากัน   อันขึ้นกับเหตุปัจจัยย่อยดังที่กล่าวแล้วมาเบี่ยงเบนร่วมด้วยนั่นเอง เช่น ความขยันหมั่นเพียร การดูแล การใส่ปุ๋ยต่างกัน เป็นต้น    แต่ล้วนต้องได้ข้าวอย่างจริงแท้แน่นอนทั้งนั้น  จะผันแปรเป็นอื่นไม่ได้   เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบันธรรม   กรรมวิบากก็เป็นเฉกเช่นนั้นแล

         เหตุที่แสดงนี้  เพราะปัจจุบันนี้มีการสื่อสารต่างๆอย่างมากมาย   จึงทำให้รู้เห็นได้อย่างกว้างขวาง  รู้เห็นเป็นไปในโลกและบุคคลต่างๆ อันมีทั้งดีและชั่วเป็นธรรมดา   จนแลเห็นว่าเป็นไปดังทุภาษิตที่ได้ยินพูดเล่นกันอย่างเนืองๆ  " ทำดีไม่ได้ดี  ทำชั่วได้ดีมีถมไป "  ผู้ประกอบกรรมดีได้ฟัง คือเกิดการผัสสะ ย่อมเกิดทุกขเวทนามีความรู้สึกท้อแท้   ผู้ประกอบกรรมชั่วก็ฮึกเหิมไม่เกรงกลัว   แต่ตามความเป็นจริงแล้วยังคงเป็นไปตามกระแสของสภาวธรรมอย่างถูกต้องและเที่ยงตรงและคงทนต่อทุกกาลอยู่นั่นเอง   เนื่องจากยังไม่เข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติหรือกฏแห่งกรรมอย่างถูกต้องแจ่มแจ้ง   ผู้ที่ทำดีก็มักบ่นพึมพัมว่า ทำไมไม่รวย ทำไมไม่โชคดี  ทำไมเคราะห์ร้ายไม่หมดเสียที  เกิดความท้อแท้  เพราะมองเห็นแต่สภาวะความเป็นไปตามความเห็นความเข้าใจของตน อันเป็นมิจฉาทิฏฐิ  ไม่เห็นเข้าใจว่า การทำดีนั้น ย่อมได้ดีอยู่เป็นที่สุด  ด้วยไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องหรือคนละเหตุปัจจัยกัน  เห็นแต่ว่า ไม่เป็นไปตามความอยากหรือปรารถนาของตน   ด้วยเพราะความไม่รู้(อวิชชา)จึงเอามาผูกเนื่องสัมพันธ์กันอย่างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  เหมือนดังการปลูกข้าวย่อมได้ข้าว มิใช่ความรํ่ารวย   ความรํ่ารวยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบร่วมด้วย  ดังเช่น  อุปสงค์อุปทาน หรือกฏของความต้องการ  อันเป็นเหตุปัจจัยคนละเรื่องกันเพียงแต่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ส่งผลถึงกันส่วนหนึ่งเท่านั้น   เมื่อเข้าใจผิดดังกล่าวจึงเกิดความท้อแท้ใจในผู้ประกอบกรรมดี   แต่ถึงอย่างไรท่านก็ย่อมได้รับกรรมวิบากที่ดีอย่างแน่นอน  แม้ตั้งแต่ขณะจิตนั้นแล้ว  จิตจึงไม่เร่าร้อนเผาลนเป็นทุกข์ด้วยอุปาทานทุกข์แต่เกิดขึ้นและเป็นไปโดยไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง  และก็มีผลกรรมดีอื่นๆเช่นกันเพียงแต่ดังที่กล่าวแล้วว่าเป็นอจินไตย  จึงไม่รู้ไม่เข้าใจในกรรมวิบากดีที่จักเกิดขึ้นและเป็นไปเมื่อใดเท่านั้นเอง     ส่วนผู้ที่ประกอบกรรมชั่วนั้น ก็รับผลนั้นแต่บัดดลเช่นกัน   เกิดการฮึกเหิมทะเยอทะยานอยากแต่ล้วนเร่าร้อนเผาลนกังวลขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว  จึงดำเนินและเป็นไปอยู่ภายใต้ความเร่าร้อนหลบซ่อนความชั่วเหล่านั้นอยู่เนืองๆ   จนในที่สุดผลกรรมอันเป็นอจินไตยก็ตอบสนองเต็มรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน  เช่น  เป็นทุกข์ที่แสนเร่าร้อนเมื่อผุดนึกจำขึ้นมาอันย่อมไม่สามารถควบคุมบังคับได้  เป็นที่ตำหนิติเตียน ก่นด่า ติดคุกติดตะราง ถูกยิงตาย หรือคดโกงกันเองในกลุ่มผู้ประกอบกรรมชั่ว อันย่อมมีจิตที่มีกิเลสสูงอยู่แล้ว  คิดหวาดระแวงและเร่าร้อนแสวงหาเพิ่มเติม  กังวลกับทุกข์ในการดูแลรักษา  จนนอนก็สะดุ้งผวา ฝันร้าย  ยิ่งไปไหนต้องมีผู้คุ้มกัน อันแสดงถึงมีความกลัวกังวลในจิตอันเกิดแต่ผลของกรรมแล้วนั่นเอง ฯลฯ.   และยังอาจส่งผลเป็นกิเลสหรือกรรมถึงลูกถึงหลานตามที่เรียนรู้ลอกแบบมาอีกด้วย    สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนดำเนินและเป็นไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่รู้ตัว  ถึงรู้ตัวระวังรักษาก็มิสามารถแก้ไขอะไรได้เพราะความเป็นสภาวธรรม   ต้องอยู่ในอุปาทานทุกข์ในชราอันเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายทั้งในยามตื่นและในยามหลับ และไม่มีทางที่จะหยุดหรือหลีกเลี่ยงได้เสียด้วยเพราะเป็นธรรมชาติอันยิ่งใหญ่   อันเป็นกรรมวิบากส่วนหนึ่ง  ที่เผาลนยิ่งและยาวนาน   เกิดๆดับๆอยู่ตลอดเวลาของชีวิต  และยังไม่จบเพียงแค่นั้น   กรรมวิบากอีกส่วนหนึ่ง  นั้นก็ยังเกิดขึ้นต่อไปอีกในลักษณะอจินไตย คือ เกิดอุปาทานขันธ์๕เหล่านั้นในชราอันจักยังส่งผลให้เกิดกรรมวิบากที่เหลือในรูปแบบต่างๆอีกต่อไป  ดังเช่น  ติดคุกติดตะราง ฯ.     ผู้ประกอบกรรมดีอยู่ ย่อมไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นและเป็นไปภายในอย่างลึกซึ้งของผู้ประกอบกรรมชั่ว   แลเห็นแต่ภาพลักษณ์ภายนอกไม่เห็นตามความเป็นจริงแห่งธรรมที่เป็นไป  ที่เพียงแลดูว่า น่าเป็นสุข แลดูดี  ผิวพรรณดีด้วยอยู่ดีกินดี  มีคนนอบน้อม  มีข้าทาสบริวาร  มีสมบัติพัสถาน,   ผู้ประกอบกรรมดีจึงเกิดความรู้สึกท้อแท้และริษยาโดยไม่รู้ตัว  กลายเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นเสียอีก    ยิ่งในนักปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์แล้ว  เป็นการปฏิบัติที่ผิดพลาดด้วย  เพราะการไปยึด(อุปาทาน)ไปอยาก(ตัณหา)ในความดีนั่นเอง  อันพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงตรัสเตือนแล้วในสติปัฏฐานสูตร  ไม่ยึดมั่นหมายมั่นในสิ่งใด  อันหมายรวม  ดีชั่ว  บุญบาป  ถูกผิด  สุขทุกข์  กุศลจิตอกุศลจิต  อดีตอนาคต  ละเอียดหยาบ  ใกล้ไกล,   และผู้เขียนกล่าวเนืองๆในเรื่องอุเบกขา ความเป็นกลางวางเฉย ที่กล่าวอยู่เสมอๆว่าไม่ยึดทั้งดีและชั่ว    ดังนั้นไม่ว่าดีชั่ว ถูกผิด ฯลฯ. ต่างล้วนเป็นสิ่งที่ไปยึดไปอยากแล้วเกิดทุกข์ทั้งนั้น   ดังตัวอย่างง่ายๆลองพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายดู   สมมติว่าท่านเป็นคนดีคนถูก ได้ช่วยเหลือเกื้อหนุนบุคคลใดบุคลหนึ่งอย่างดียิ่งด้วยเหตุอันใดก็ดี   แต่ต่อมาภายหลังบุคคลนั้นได้ทำกรรมชั่วต่อท่าน  อาจคดโกงหรือนินทาว่าร้ายต่างๆนาๆ   ท่านเมื่อทราบเข้า  แล้วไปยึดด้วยอุปาทานว่าท่านเป็นคนดี คนถูก  ลองพิจารณาดูดีๆว่าเป็นผู้ใดที่จะเกิดอุปาทานทุกข์ในชราอันเร่าร้อนเผาลนและยาวนานเข้ากระหนํ่า แบบซํ้าๆซากๆ   กรรมดีนั้นก็ยังมีอยู่  แต่ ณ บัดนั้นท่านก็ต้องรับกรรมชั่วของการไปอยากด้วยตัณหาหรือไปยึดด้วยอุปาทานจึงเกิดเป็นอุปาทานทุกข์ที่เร่าร้อนเผาลนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นกันเสียก่อน   ก่อนที่วิบากกรรมดีในรูปแบบใดเพราะเป็นอจินไตยจะเกิดขึ้นเสียอีก   ส่วนบุคคลนั้นเขาก็ย่อมได้รับวิบากกรรมชั่วของเขาในที่สุดเช่นกัน   เพียงแต่ ณ ขณะนั้นเขาบุคคลผู้นั้นยังไม่ได้เสวยความเร่าร้อนเผาลนใดๆดังใจปรารถนาของท่านเลย   แต่ท่านผู้ไปยึดดียึดถูกอันจัดเป็นกรรมชั่วอย่างหนึ่งโดยความไม่รู้(อวิชชา)นั่นเอง  จึงเร่าร้อนเผาลนด้วยอุปาทานทุกข์เสียเอง ก่อนเขาผู้นั้นจะเสวยกรรมวิบากชั่วใดๆของเขาเสียอีก

         ยังมีกรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดแก่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างถูกต้องดีงาม คือ เหนือกรรม เป็นกรรมระดับโลกุตระหรือเหนือภาวะทางโลก,   เหนือกรรมนี้ ไม่ได้หมายถึงเมื่อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วผลของกรรมนั้นจะไม่เกิดขึ้น   ผลของกรรมนั้นยังคงมีอยู่  ยังมีกรรมวิบากที่สนองอยู่  เป็นสภาวธรรมอันเที่ยงแท้คงทนอยู่   มิใช่ผลกรรมหรือกรรมวิบากนั้นดับหรือหายไปเลยดังที่คิดหวังไว้   มิเช่นนั้นผลกรรมดีที่ท่านทำไว้ก็อาจย่อมหายไปได้ด้วยลักษณาการเดียวกัน   แต่หมายถึง เมื่อกรรมวิบากหรือผลของกรรมจากการกระทำนั้นๆเมื่อเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว  แต่ไม่มีผลให้เกิดอุปาทานทุกข์อันเผาลนเร่าร้อนและยาวนาน  ใจท่านยังคงสงบ บริสุทธิ์ ผ่องใส  เป็นไปเพียงในลักษณาการของกระบวนธรรมขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ จางคลาย และดับไปเป็นธรรมดา กล่าวคือ อยู่ในภาวะที่เหนือกว่าผลของกรรมหรือกรรมวิบากที่ยังคงต้องเกิดขึ้นอยู่นั้น แต่ส่งผลไปไม่ถึงท่านเหล่านั้นนั่นเอง  กล่าวคือ วิบากกรรมชั่วถูกเบี่ยงเบนบดบังไปด้วยกรรมดี จึงไม่เกิดความทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนและยาวนานด้วยไฟของกิเลสตัณหาอุปาทานเข้ากระทบ   ที่ต้องปฏิบัติกันก็คือให้เกิดสภาพเหนือกรรมเยี่ยงนี้นี่เอง   ตลอดจนเป็นเหตุปัจจัยให้วิบากกรรมดีอีกส่วนหนึ่งอันเป็นอจินไตยเช่นกัน  จึงย่อมส่งผลในทางที่ดีช่วยอีกส่วนหนึ่งเป็นธรรมดา จึงเกิดการเบี่ยงเบนทิศทางดังลูกบอล จึงเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับในที่สุด

         การแก้กรรม หรือแก้ไขกรรมที่กระทำกันโดยวิธีสะเดาะเคราห์  บนบานศาลกล่าว ทำบุญทำกุศลเพื่อหวังผลบุญ  บูชาด้วยเครื่องบูชาต่างๆนั้น  ตามความเป็นจริงแล้วไม่ใช่วิธีการทางพุทธศาสนา  เป็นการกระทำด้วยทิฏฐุปาทานหรือสีลัพพตปาทาน อันไม่ถูกต้องดีงามอย่างแท้จริง   มีประโยชน์เพียงเป็นที่พึ่งทางใจของผู้ที่ไปยึดถืออย่างชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น   และเมื่อแก้ไขได้ก็ยิ่งพากันไปยึดไปบูชาเพิ่มความแรงเข้มของมิจฉาทิฏฐิ   โดยไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงเป็นไปเช่นนั้นเอง  ถึงแม้ไม่บนบานก็ยังคงต้องเกิดและเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆนั่นเอง  อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบันธรรม

         วิธีแก้กรรมหรือแก้ไขที่ถูกต้องก็คือทำอย่างไรให้ เหนือกรรม นั่นเอง โดยการปฏิบัติแก้กรรมหรือรับผลของกรรมในรูปของการปฏิบัติด้วยความเพียรและปัญญา โดยมี สติ, อย่างต่อเนื่องหรือสัมมาสมาธิ,และปัญญา   โดยการมีสติระลึกรู้เท่าทัน และปัญญาแจ่มแจ้งในเวทนาหรือจิตสังขารนั่นเอง  แล้วอุเบกขาเป็นกลางวางทีเฉย

         ผู้ที่ประกอบแต่กรรมดีอยู่แล้ว  ก็ควรใฝ่ใจศึกษาปฏิบัติวิปัสสนาให้แจ่มแจ้ง  เพื่อให้บรรลุถึงสภาวะเหนือกรรม

         ผู้ที่ประกอบกรรมชั่วอยู่ก็ต้องละวางเสียก่อน  แล้วจึงดำเนินการศึกษาปฏิบัติวิปัสสนาให้แจ่มแจ้ง  เพราะจิตที่อยู่ภายใต้อำนาจกิเลสตัณหาอุปาทานของกรรมชั่วที่ยังดำเนินอยู่นั้น  จะไม่มีทางบรรลุถึงความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจนเหนือกรรมได้เลย    เมื่อไม่เหนือกรรมแล้วจึงต้องเสพเสวยผลกรรมของตนเองเป็นที่สุดไม่ว่าในภพชาติใด ด้วยความเที่ยงและคงทนต่อทุกกาลเป็นอย่างยิ่ง

          ส่วนผู้ที่กำลังเสวยกรรมวิบากเผาลนจนร้อนลุ่ม ณ ขณะปัจจุบัน อันเนื่องจากการผุดคิดนึกขึ้นมาเองหรือมีสิ่งที่มาผัสสะกระตุ้นเร้าก็ตามที  และมีความเข้าใจในปฏิจจสมุปบันธรรม กล่าวคือความเป็นเหตุปัจจัยกันตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอย่างมั่นคงหรือแจ่มแจ้ง  ก็สามารถปฏิบัติให้เหนือกรรมในขั้นต้นได้ในทันที  กล่าวคือ  ๑.มีสติระลึกรู้เท่าทันในทุกข์ที่เผาลนอันเกิดแต่กรรมวิบากแล้ว  ๒.ให้มีสติระลึกรู้เท่าทันธรรมในหลักที่ว่า เมื่อคิดนึกปรุงแต่ง ทุกความคิดปรุงแต่งหรือกริยาจิตที่แว๊บออกไปแม้แต่น้อยนิด ย่อมยังให้เกิดการผัสสะเกิดเหล่าทุกขเวทนาขึ้นเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง(หมายถึงอาจทิ้งช่วงยาวบ้าง สั้นบ้าง แต่มีความเนื่องสัมพันธ์กันอยู่นั่นเอง) จนเร่าร้อนเผาลน  ก็ใช้กำลังของของจิตอันพึงเกิดขึ้นแต่สติระลึกรู้เท่าทัน อย่างมีสมาธิคืออย่างต่อเนื่องและปัญญาจากความเข้าใจทั้ง ๓ เป็นเหตุปัจจัย หยุดการคิดนึกปรุงแต่งในเหล่าทุกข์นั้น   ๓.แล้วอุเบกขา เป็นกลางวางทีเฉยในเรื่องนั้นๆที่คิดปรุง  ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว  ไม่ว่าถูกหรือผิด  ไม่ต้องแก้ตัว,แก้ต่าง,หาข้ออ้างแก้ไขแต่ประการใดๆ   ท่านก็อาจพบสภาวะเหนือกรรมในขั้นต้นหรือตทังคนิพพานได้ด้วยตนเอง  อันเกิดขึ้นจากสติ,สมาธิและปัญญาซึ่งจักสั่งสม อันยังผลดีงามเนื่องต่อไปในภายหน้าอีกด้วย  จนอยู่ในสภาพเหนือกรรมอย่างถาวรหรือนิโรธอันพ้นทุกข์ จึงเป็นสุขอย่างยิ่ง

วิธีนี้แล เป็นการแก้กรรมอย่างถูกต้อง แลโลกุตระยิ่ง

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter