หัวข้อธรรม ๓

แสดงจิตฟุ้งซ่าน(อุทธัจจะ)

คลิกขวาเมนู

เพราะการคิดนึกปรุงแต่งอย่างต่อเนื่อง จึงย่อมยังให้"เวทนา"เกิดดับๆ...ขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย

แสดงจิตฟุ้งซ่านหรือก็คือจิตที่มีการคิดปรุงแต่งอย่างต่อเนื่อง   อุปมาดั่งปาก้อนหินลงนํ้าอย่างไม่หยุดหย่อนหรือต่อเนื่อง

ผิวนํ้าที่เปรียบเสมือนดังจิต   จึงไม่เคยสงบราบคาบลงไปได้เลย  ด้วย"เวทนา"ต่างๆย่อมเกิดขึ้นทุกครั้ง ดั่งเมื่อมีหินกระทบน้ำย่อมเกิดระลอกขึ้นทุกครั้งไป

        คิดฟุ้งซ่านหรืออุทธัจจะ เป็นสังโยชน์ขั้นละเอียด ข้อที่ ๙ ธรรมหรือสิ่งที่ผูกมัดหมู่สัตว์ให้ติดอยู่ในวงจรของความทุกข์ ไม่สามารถเจริญในธรรม  จึงเป็นสิ่งที่ควรโยนิโสมนสิการโดยละะเอียดและแยบคาย เพื่อให้เห็นความจริง  เพราะปุถุชนนั้นมักปล่อยให้เกิดการฟุ้งซ่านต่างๆโดยไม่รู้ตัวและไม่รู้โทษ จึงปล่อยให้ดำเนินเป็นไปตามความเคยชินที่สั่งสมมา

อานตนะภายนอก กระทบ อายตนะภายใน  วิญญาณย่อมเกิดขึ้น  การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ เรียกว่าผัสสะ ยังให้เกิด เวทนา ขึ้นทุกครั้งไป แล้วจึงยังให้เกิดสังขารขันธ์ต่างๆเป็นลำดับไป

ธรรมารมณ์(คิด)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  anired06_next.gif สัญญาจํา   เวทนา............

หรือเวทนานั้นๆ เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทานอันครอบงำแล้ว

รูปูปาทานขันธ์(คิด)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  วิญญาณนูปาทาขันธ์  anired06_next.gif สัญญานูปาทานขันธ์   เวทนูปาทานขันธ์...........

          พิจารณาการเกิดขึ้นของทั้งเวทนา หรือเวทนูปาทานขันธ์ ที่เมื่อมีการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกัน  โดยอุปมากับการปาก้อนหินลงนํ้า   ผิวนํ้าที่ตามปกติสงบราบคาบ มีเพียงการพริ้วของผิวนํ้าเล็กน้อยบ้างจากลมตามธรรม(ธรรมชาติ)   แต่เมื่อมีการปาก้อนหินหนึ่งลงไปในนํ้า  ย่อมสังเกตุเห็นการเกิดขึ้นของระลอกคลื่นขึ้นทุกคราวไป  เมื่อหินไปกระทบสัมผัสกับผิวนํ้า เป็นวงจรทะยอยแผ่ซ่านทะยานออกไป  แล้วค่อยๆจางคลายแผ่วเบาลงๆ ไปเป็นลำดับเป็นธรรมดา จนดับไปเป็นที่สุด   อันอุปมาได้ดั่งความคิดหรือเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่มากระทบกับจิตหรือใจ   และถ้าในขณะที่ระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นยังไม่ทันสงบราบเรียบหรือดับลงไป กล่าวคือ ยังมีการพริ้วเป็นระลอกคลื่นอยู่บ้างนั้น  ก็มีการปาก้อนหินก้อนใหม่ใกล้ๆที่เดิมลงไปอีก  จึงย่อมเกิดระลอกคลื่นใหม่ขึ้นไป ผสมปนเปหักล้าง หรือเพิ่มเติมเสริมแต่งกับระลอกคลื่นเดิมนั้นอย่างจริงแท้ที่สุด  และถ้ายังทะยอยปาก้อนหินลงไปเยี่ยงนั้นเรื่อยๆอีก ก็ย่อมจะเห็นระลอกคลื่นที่แปรปรวนปนเปเกิดดับและเสริมแต่งหักล้างกันขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งถี่บ่อยยาวนานเท่าใด  ก็ย่อมเกิดระลอกมากและยาวนานเพราะเกิดการแต่งเสริมเติมแต่งกันขึ้น    สิ่งเหล่านี้ก็เปรียบได้ดังจิตของปุถุชนที่ตามปกติก็ค่อนข้างสงบดุจดังผิวนํ้า อันพึงมีระลอกของทุกข์ธรรมชาติ(ทุกขเวทนาที่ไม่ประกอบด้วยอุปาทาน)เพียงเล็กน้อยตามสภาวธรรมชาติ   เมื่อเกิดการกระทบ(ผัสสะ)ไม่ว่าจากเหตุปัจจัยภายนอกหรือภายใน(คิด) ก็ตามที   ย่อมเกิดเวทนาขึ้น อันเป็นไปดุจระลอกคลื่น อันย่อมเกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบกันของผิวนํ้ากับวัตถุต่างๆเป็นธรรมดา   ขณะที่เวทนาหรือระลอกคลื่นเมื่อเกิดขึ้นนั้น  ตั้งอยู่ แต่ล้วนกำลังแผ่ซ่านและจางคลายลงไปนั้นโดยธรรมชาติหรือพระไตรลักษณ์    ก็เกิดการคิดปรุงแต่งขึ้น อุปมาดั่งการปาก้อนหินลงไปในนํ้าอีกอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ผิวนํ้าย่อมเกิดการกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นอย่างต่อเนื่องเสริมแต่งกันไปเป็นธรรมดา  จิตก็เป็นเฉกเช่นนั้น ย่อมเกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องของเวทนา  จึงยาวนานเป็นลำดับ เฉกเช่นเดียวกัน  กล่าวคือ ผิวนํ้าทั้งผืนผิวหรือจิตจึงไม่สามารถสงบราบเรียบลงไปได้  เกิดการกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นไปมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังภาพที่แสดง  และเวทนาเหล่านั้นก็ย่อมอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์ทุกข์ต่างๆขึ้นได้ในที่สุดคือ ตัณหา ความโกรธ หดหู่ ทุกข์ใจ ฯลฯ.

          โยนิโสมนสิการ  การปาก้อนหินลงไปในนํ้าแล้วเกิดระลอกคลื่นนั้น  ก็เป็นไปดังจิตที่เมื่อเกิดธรรมารมณ์หรือความคิดกระทบใจย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น จึงเกิดระลอกหวั่นไหวขึ้นเช่นกัน กล่าวคือ ย่อมคล้ายดั่งการเกิดระลอกคลื่นของนํ้าดุจเดียวกัน   ทั้งสองต่างล้วนเป็นสภาวะธรรม หรือธรรมชาติ อันเป็นอสังขตธรรม จึงเที่ยงแท้และคงทน   หรือต้องเป็นไปดังนี้เป็นธรรมดา    พิจารณาต่อก็พบได้ว่า เมื่อต้องการให้ผิวนํ้านั้นสงบราบคาบลงต้องทำเยี่ยงไร  กล่าวคือ เพียงหยุดการกระทำคือการปาก้อนหินลงไปกระทบกับผิวนํ้าเสียเท่านั้นเอง   หรือด้วยปัญญาพละหยุดการกระทำคือความคิดนึกปรุงแต่งที่จะไปกระทบจิตด้วยความอยากหรือยึดนั้นเสีย อันเกิดขึ้นด้วยความเคยชินตามที่สั่งสมอบรมมา  เสียด้วยการอุเบกขาวางทีเฉยไม่แทรกแซงเข้าไปปาก้อนหินลงไปใหม่ หรือการหยุดคิดฟุ้งซ่านปรุงแต่งขึ้นใหม่อีกเท่านั้น เมื่อหยุดการกระทบหรือผัสสะลงจึงจะค่อบๆสงบหยุดระลอกอันปั่นป่วนเหล่านั้นได้  ด้วยระลอกคลื่นหรือเวทนาที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น ก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้  ยังคงต้องเกิดมีเป็นเช่นนั้นเองเป็นธรรมดา  แล้วจางคลาย สลายดับไปเป็นธรรมดาอีกเช่นกันดุจระลอกคลื่นนั่นเอง  เพราะเมื่อถูกปรุงแต่งขึ้นแล้ว ล้วนเป็นเพียงสังขารหรือสังขตธรรม อันไม่เที่ยงและคงทนอยู่ไม่ได้

          พึงพิจารณาโดยแยบคาย มีผู้หนึ่งผู้ใดในใต้หล้านี้หรือไม่ ที่ปาก้อนหินลงนํ้าแล้วไม่เกิดระลอกคลื่นขึ้นได้  ดังนั้นการพยายามระงับไม่ให้เกิดระลอกคลื่นหรือระงับเวทนาไม่ให้เกิดขึ้น เมื่อเกิดการกระทบผัสสะกันขึ้นแล้ว จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  เพราะล้วนเป็นไปตามธรรม หรือสภาวธรรม หรือธรรมชาตินั่นเอง  จึงไม่สมควรทำให้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการไร้สาระและสูญเวลาเปล่าโดยสิ้นเชิง   จึงสมควรเพียงมีสติรู้เท่าทัน และรู้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา  ว่าสักว่าเวทนา แล้วปล่อยวาง โดยถืออุเบกขา  สติระลึกรู้เท่าทันและยอมรับตามความเป็นจริง แล้วไม่เอนเอียงไม่แทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆ เฉพาะ  ในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับทุกข์นั้นๆ

           เวทนาทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมดำเนินไปตามธรรมหรือธรรมชาติ คือย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์ต่างๆขึ้น จึงเป็นผลให้เกิดมโนกรรมขึ้น  และมโนกรรมความคิดนึกต่างๆนี้อันเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากสังขารขันธ์ ก็ไปทำหน้าที่แปรไปเป็นธรรมารมณ์อีก  จึงเกิดการปรุงแต่งฟุ้งซ่านวนเวียนเป็นวงจร ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ

ภาพแสดงความคิดฟุ้งซ่าน   หรือความคิดนึกปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน   จึงเกิดเป็นทุกข์ในที่สุด

(รูป-ธรรมารมณ์) + ใจ + มโนวิญญูาณขันธ์  anired06_next.gif เวทนาขันธ์

มโนกรรม                           ขันธ์ทั้ง๕                               

สังขารขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมขึ้น                 สัญญาขันธ์

วงจรแสดงขันธ์ทั้ง๕ ที่วนเวียนฟุ้งซ่านจนเป็นทุกข์ในที่สุด

รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์   anired06_next.gif   เวทนูปาทานขันธ์

มโนกรรม                            อุปาทานขันธ์ทั้ง๕                                

สังขารูปาทานขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมทุกข์ขึ้น    สัญญูปาทานขันธ์

วงจรอุปาทานขันธ์ทั้ง๕ที่ล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทาน จึงเร่าร้อนยิ่ง

 โยนิโสมนสิการ จะเห็นว่าเมื่อเกิดการผัสสะของความคิด(ธรรมารมณ์)

 ย่อมเกิดเวทนาทุกคราไป  จึงย่อมอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นนั่นเอง ดังวงจรปฏิจจสมุปบาท ข้อที่ ๙

ยิ่งปรุงแต่งมาก ก็ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดตัณหามากขึ้นเป็นลำดับ

 เป็นไปดังนี้

จิตส่งออกนอกไปคิดนึกปรุงแต่ง

คิดนึกปรุงแต่ง ๑ ครั้ง,  คือการเกิดการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ ขึ้น ๑ ครั้ง  

เกิดการทำงานของขันธ์ ๕ ขึ้น ๑ ครั้ง,  ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น ๑ ครั้ง

ดังนั้นคิดนึกปรุงแต่ง ๑๐๐ ครั้ง,  ย่อมต้องเกิดเวทนาขึ้น ๑๐๐ ครั้งเช่นกัน

เวทนาเกิดขึ้น ๑๐๐ ครั้ง  ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดตัณหาได้ ๑๐๐ ครั้งเช่นกัน

ตัณหาเกิดขึ้นเมื่อใด  อุปาทานเกิดขึ้นเมื่อนั้น

การเกิดขึ้นของทุกข์จึงมีขึ้นเช่นนี้

ดังนั้นจงมีแต่คิดนึก(ธรรมารมณ์),  แต่ไม่มีคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านจากมโนกรรม.

พนมพร

สารบัญ