หลักเกณฑ์การปฏิบัติสมาธิ - ปัญญา

โดย พระราชญาณวิสุทธิโสภณ

ธรรมข้อคิดจากพระอริยเจ้า

(พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

 คลิกขวาเมนู

          webmaster - ผู้เขียนขอกราบอาราธนาธรรมบรรยายของท่านหลวงตามหาบัวที่เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด มาแสดง  เพราะต้องการให้นักปฏิบัติได้พิจารณาธรรมบรรยายของท่าน เพื่อยังประโยชน์ในการปฏิบัติ   อันเนื่องจากผู้เขียน(webmaster)เองเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันนี้มีการปฏิบัติที่เน้นไปแต่ด้านฌาน,สมาธิแต่เพียงด้านเดียวด้วยอวิชชาความไม่รู้  จนเป็นไปในลักษณะของมิจฉาสมาธิจนเป็นมิจฉาญาณเป็นกันไปอย่างดาษดื่น  จึงเป็นไปโดยไม่ถูกต้องดีงามกันเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากขาดการวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญา  อันได้เคยเกิดเคยเป็นและไปติดเพลิน(นันทิ)ในฌาน,สมาธิจนเกิดโทษแก่ผู้เขียน(webmaster)เองมาแล้วด้วยตนเองเช่นกัน  ก็เนื่องมาจากขาดความรู้ความเข้าใจในธรรมอย่างถูกต้องดีงาม  และเนื่องจากวิวัฒนาการของโลกทางด้านการสื่อสาร, การคมนาคมที่เป็นไปอย่างสะดวกสบายและรวดเร็วจึงสื่อและติดต่อกันไปอย่างแพร่หลายแต่อย่างผิดๆเป็นจำนวนมากมายได้อย่างง่ายดาย   จึงเกิดปัญหาในการปฏิบัติแบบผิดๆด้วยอวิชชาขึ้นเป็นจำนวนมาก  จึงพากันหลงผิดไปติดเพลินด้วยความเข้าใจผิดอยู่ในมิจฉาฌานหรือมิจฉาสมาธิอันเป็นโทษไปจนวันตายได้โดยไม่รู้ตัวเพราะอวิชชา   แยกแยะไม่ออก,ไม่เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันของสมาธิและปัญญาอย่างถูกต้อง  ดั่งที่ท่านหลวงตามหาบัวได้กล่าวแสดงไว้ในธรรมบรรยายนี้ เพื่อถอดถอนมิจฉาทิฏฐิ มีความดังเช่นว่า

        "จิตที่เป็นสมาธิ ก็เต็มภูม(webmaster - หมายความว่า มีขีดจำกัด)ได้เหมือนกัน    เมื่อถึงขั้นเต็มภูมิแล้ว  จะทำอย่างไรก็ไม่เกินนั้น  ไม่เลยนั้นไปอีก  ถึงขั้นสมาธิที่เต็มภูมิแล้วก็มีแต่ความแน่วแน่ของจิต  ความละเอียดของจิตที่รู้อย่างแน่วแน่เท่านั้น     จะให้มีรายละเอียดแหลมคมหรือแยบคายต่างๆแผ่กระจายออกไปฆ่ากิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่างๆที่มีอยู่ในใจนั้นไม่ได้   เพราะไม่เห็นเพราะไม่รู้    ด้วยเหตุดังนี้ ท่านจึงสอนให้พิจารณาทางด้านปัญญา     ซึ่งเป็นเรื่องแยบคายกว่าสมาธิอยู่มากมาย จนหาประมาณไม่ได้   นี่แหละปัญญา  จึงเป็นปัญญา....

        ผู้ที่เป็นสมาธิ   ถ้าไม่ออกพิจารณาทางด้านปัญญา    จะเป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นตลอดไปจนกระทั่งวันตาย  ก็หาเป็นนิพพานได้ไม่   หาเป็นปัญญาได้ไม่  ต้องเป็นสมาธิอยู่ตลอดไป   นี่ละท่านจึงสอนให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา   มีความจำเป็นอย่างนี้ให้ทุกๆท่านจำไว้ให้แม่นยำ   นี่สอนด้วยความแม่นยำด้วย   สอนด้วยความแน่ใจของเจ้าของ เพราะได้ผ่านมาแล้วอย่างนี้   ติดสมาธิก็เคยติดมาแล้ว

         ผมเคยได้พูดให้หมู่เพื่อนฟังฟังมานานแสนนานหลายครั้งหลายหน  จนนับไม่ได้นั่นแหละ   ว่าได้ติดสมาธินี้มาเสียอย่างจำเจ   หรือติดสมาธิมาเสียจนจม พูดง่ายๆจนเป็นความขี้เกียจ   จนเกิดความสำคัญว่าสมาธินี้แลจะเป็นนิพพาน  สมาธินี้แลจะเป็นธรรมชาติที่สิ้นกิเลส   จะสิ้นอยู่ตรงนี้   ตรงที่รู้ๆนี่แหละ  ไม่มีที่อื่นใดเป็นที่สิ้นกิเลส  นั่น เหมาเอาเสียทั้งหมด......

        "เมื่อปัญญา  หยั่งเข้าไปๆแล้ว   จะเห็นความละเอียดของทั้งกิเลสของทั้งปัญญาไปพร้อมๆกัน    เมื่อได้เห็นชัดทั้งสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น  ทั้งตัวผู้ยึดมั่นแล้วว่าเป็นภัยด้วยกัน  ทำไมจะไม่ถอดไม่ถอน   ทำไมจะไม่สลัดปัดทิ้งลงได้เล่า ต้องปัดทิ้งได้โดยไม่ต้องสงสัย   ปัญญานี้แหละพาให้สลัดปัดทิ้งได้  เพราะเห็นด้วยปัญญา   ท่านกล่าวไว้เป็นบทบาลีว่า  "นตฺถิ  ปญฺญาสมาอาภา"   ความสว่างกระจ่างแจ้งเสมอด้วยปัญญาไม่มี   จะสว่างกระจ่างแจ้งที่ไหนเล่า ปัญญา  ต้องสว่างกระจ่างแจ้งลงในจุดที่มืดที่ดำที่เคยเกิดเคยตายนั่นแหละ  ได้แก่ดวงใจของตัวเอง..........."

หลักเกณฑ์การปฏิบัติสมาธิ - ปัญญา

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่  ๓  พฤษภาคม  พุทธศักราช  ๒๕๒๙

         หลักปฏิปทาเครื่องดำเนินอันเป็นศูนย์กลางและเหมาะสมอย่างยิ่ง  คือ  ธุดงควัตร ๑๓ ข้อ   นี่เป็นเครื่องดำเนินสำหรับพระผู้เห็นภัย   เพื่อให้หลุดพ้นจากภัยให้ถึงแดนเกษมคือพระนิพพาน    ส่วนประกอบภายในจิต  อารมณ์ของจิต  เครื่องดำเนินของจิต ได้แก่กรรมฐาน ๔๐ ห้องดังที่ท่านแสดงไว้  จะเป็นบทใดก็ตามในกรรมฐาน ๔๐ ห้องนั้น  ที่เห็นว่าเหมาะสมกับจริตนิสัยของผู้ปฏิบัติเป็นรายๆไป  ย่อมยึดเอาธรรมบทนั้นๆที่ตนชอบเข้ามากำกับใจ  ที่เรียกว่าบริกรรมภาวนา  ดังอนุสติ ๑๐ นี้มี  พุธโธ  ธัมโม  สังโฆ  เป็นต้น  อยู่ในอนุสติ ๑๐ นี้   เราจะเอาบทใด  หรืออานาปานสติ

         ธรรมเหล่านั้นบทใดเหมาะสมกับจริตนิสัยของผู้บำเพ็ญรายใด   พึงนำธรรมบทนั้นเข้ามากำกับใจให้เป็นบริกรรมภาวนาหรือกำหนดรู้  เช่น  ลมหายใจเข้าออก  ไม่ต้องบริกรรมหรือบริกรรมก็ได้ตามแต่ความถนัดใจ  ถ้าไม่บริกรรม  ก็ให้รู้ลมเข้าลมออก  ลมสัมผัสที่ตรงไหนมาก  พึงตั้งสติลงที่จุดนั้น  เช่นดั้งจมูกเป็นต้น  เป็นที่ผ่านเข้าออกของลมอย่างเด่นชัด  รู้ได้ชัดสัมผัสมากกว่าที่อื่นๆก็กำหนดที่ตรงนั้นไว้ (webmaster-เหตุที่ท่านกล่าวดังนี้ เหมือนใช้อะไรก็ได้ตามจริต เหตุเพราะท่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า ทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนเป็นอุบายด้วยจุดประสงค์สำคัญก็เพื่อใช้เป็นอารมณ์ ก็เพื่อให้จิตมีที่อยู่อันควร จึงละความดำริพล่าน หรือคิดฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่ง)

         ให้ความรู้คือใจนั้นอยู่กับความสัมผัสของลมผ่านเข้าผ่านออก   โดยไม่ต้องตามลมเข้าไปและตามลมออกมาในขั้นเริ่มแรกจะเป็นการฝั่นเฝือมากไป  หรือเพิ่มภาระให้จิตมากไป  จึงต้องให้กำหนดรู้อยู่เพียงลมเข้าลมออกเท่านั้น    ไม่ให้จิตส่งไปสู่สถานที่อื่นใดอารมณ์ใด  นอกจากลมเข้าลมออกที่ตนกำหนดอยู่นั้นเท่านั้น    เราจะบริกรรมธรรมบทใดก็ตาม  ให้ทำความรู้สึกอยู่กับธรรมบทนั้นๆเท่านั้น  ประหนึ่งว่าโลกนี้ไม่มีอันใดในเวลานั้น  มีเฉพาะคำบริกรรมกับความรู้ที่สัมผัสสัมพันธ์กันอยู่นี้เท่านั้น  ท่านเรียกว่าภาวนาที่ถูกต้องเหมาะสม

         ในธรรมที่กล่าวมา ๔๐ ห้องนี้  เป็นธรรมที่เหมาะสมกับผู้ประพฤติปฏิบัติ  จะยึดเอาบทใดก็ตาม  เมื่อเห็นว่าถูกกับจริตนิสัยจึงเรียกว่าเป็นธรรมกลางๆ  เป็นปฏิปทาที่ราบรื่นดีงาม    บรรดาพระสาวกอรหันต์ทั้งหลาย  ท่านผ่านไปด้วยธรรมเหล่านี้แล  ในขั้นเริ่มแรกเป็นเช่นนั้น    นี่เราหมายถึงเริ่มแรกแห่งการภาวนาต้องมีธรรมบทใดบทหนึ่งเป็นเครื่องเกาะเครื่องยึด  เครื่องกำกับของใจ  ไม่เช่นนั้น  ใจจะหาที่เกาะที่ยึดไม่ได้  ไขว้เขวไปหมดและไม่ได้ผลอันใด

         ท่านจึงสอนกรรมฐานไว้ในตัวของเรานี้  ก็มีกรรมฐาน ๕ ที่อุปัชฌาย์มอบให้ตั้งแต่วันอุปสมบถ คือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ  เราจะนำคำเหล่านี้คำใดคำหนึ่งบทใดบทหนึ่งบริกรรมเช่นเดียวกันกับธรรมทั้งหลายที่กล่าวมาสักครู่นี้ก็ได้  ไม่มีอะไรขัดข้อง  เพราะเป็นธรรมเป็นกรรมฐานด้วยกัน  นี่เป็นธรรมฝึกหัดเบื้องต้น  ต้องมีบทธรรมเป็นเครื่องยึด

         ไม่ใช่จะกำหนดรู้เฉยๆ   ดังที่จิตท่านมีหลักมีเกณฑ์แล้ว เช่น จิตท่านผู้มีสมาธิเป็นพื้นฐานอยู่แล้วนั้น  ท่านจะบริกรรมหรือไม่บริกรรม หากเป็นการเห็นควรของท่านเองสำหรับผู้มีหลักใจแล้ว    ส่วนผู้ที่ยังไม่มีหลักใจ  ต้องยึดหลักธรรมนี้ไว้กับใจเป็นเครื่องยึดเป็นคำบริกรรม  จึงเหมาะสม  ไม่เช่นนั้นไม่ได้เรื่อง

         ผู้ปฏิบัติทั้งหลายพึงกำหนดธรรมเหล่านี้  ให้เลือกเอาธรรมเหล่านี้ที่เห็นว่าเหมาะกับจริตนิสัยของตน  มาปฏิบัติต่อตนเองในขั้นเริ่มแรก  จนจิตเกิดเป็นสมาธิขึ้นมา  คือความหนาแน่นมั่นคงภายในใจ    หากรู้เอง  เมื่อจิตสงบลงไปๆหลายครั้งหลายหน  จิตจะสร้างฐานแห่งความมั่นคงขึ้นภายในตัวเอง  ความสงบเป็นครั้งเป็นคราวแล้วถอนขึ้นมานี้  ท่านเรียกว่าจิตรวมหรือจิตสงบ  เมื่อจิตมีความสงบเข้าไปและถอนออกมา  สงบตัวเข้าไปแล้วขยายตัวออกมา  อย่างนี้ท่านเรียกว่าจิตสงบ

         เมื่อจิตสงบหลายครั้งหลายหน  ในแต่ละครั้ง ละหนของจิตที่สงบนั้น   ย่อมสร้างฐานแห่งความแน่นหนามั่นคงขึ้นภายในตัวเองโดยลำดับลำดา  เมื่อนานเข้าก็กลายเป็นสมาธิขึ้นมา  คือเป็นจิตที่มั่นคง  เป็นจิตที่แน่นหนา  กำหนดดูเมื่อไรก็รู้ได้ชัดว่านี้คือจุดแห่งความรู้  นี้คือจุดแห่งจิตอันเป็นความสงบประจำตัว  นี่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ

         ไม่ใช่รวมลงไปแล้วเป็นสมาธิ เราจะเรียกว่าสมาธิในขณะจิตรวมก็ได้    แต่ที่ให้แน่ที่สุดก็คือจิตรวมตัวเข้าไปหลายครั้งหลายหน  จนถึงกับสร้างฐานของตนให้เกิดความมั่นคงขึ้น  แม้จะคิดอ่านไตร่ตรองอะไรได้อยู่ก็ตาม  แต่ฐานของจิตที่แน่นหนามั่นคงนั้นไม่ละตัวเอง  นั่นจะเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งในคำว่าจิตเป็นสมาธิ  เพราะเป็นอย่างนั้นจริงๆ  ในวงผู้ปฏิบัติจะทราบได้ชัดเจนไม่ต้องไปถามใครเลย

         ขอแต่จิตได้สงบเข้าไปดังที่กล่าวนี้เถอะ  เมื่อสงบเข้าไปๆ ถอนออกมา  สงบเข้าไป  หลายครั้งหลายหน  หลายวันหลายคืน  หากเป็นความหนาแน่นมั่นคงขึ้นภายในจิตเอง  นั่นท่านเรียกว่าจิตเป็นสมาธิแล้ว

         จิตเป็นสมาธิย่อมมีความเย็น  ย่อมมีความสงบตัว  ไม่หิวโหยในอารมณ์ต่างๆ  ไม่ว่าอารมณ์ทางใด  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  เครื่องสัมผัส  เฉพาะอย่างยิ่งกามารมณ์เป็นสำคัญสำหรับนักบวช  อันนี้เป็นข้าศึกมากภายในจิตใจ และชอบคิดมาก คิดได้อย่างรวดเร็ว แต่หักห้ามใจได้ยาก    เหล่านี้เมื่อจิตมีสมาธิ  คือความสงบแล้วสิ่งเหล่านี้ย่อมสงบตัว  แต่ไม่ใช่ขาด  ไม่ใช่ละขาด  เป็นเพียงความสงบของจิต  คือจิตอิ่มตัวในขั้นนั้น    ท่านจึงสอนให้ใช้การพิจารณาคือปัญญา  (webmaster - เนื่องจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ถูกระงับไว้ด้วยธรรมคู่ปรับโดยธรรมหรือธรรมชาติ คือฌาน,สมาธิ นั่นเอง)

         ปัญญานั้น   หมายถึงการถอดการถอน  การคลี่คลายดูสิ่งต่างๆให้เห็นตามความเป็นจริง  แล้วถอนไปโดยลำดับลำดา  ตั้งแต่กิเลสขั้นหยาบๆจนถึงขั้นละเอียดสุด  หลุดพ้น  ท่านเรียกว่าปัญญาทั้งนั้น  แต่เป็นขั้นๆของปัญญา   สมาธิเป็นเพียงทำจิตให้สงบเพื่อที่จะได้พิจารณาง่ายลงไป  ผิดกับการพิจารณา ทั้งที่จิตหาพื้นฐานแห่งความสงบไม่ได้อยู่เป็นอันมาก    เพราะฉนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้บำเพ็ญทางสมาธิ  ท่านเรียกว่าสมาธิอบรมปัญญา

         ดังที่กล่าวไว้ในอนุศาสน์   "สมาธิปริภาวิตา  ปญฺญามหปฺผลา  โหติ มหานิสํสา"   สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา  ให้พิจารณาสิ่งทั้งหลายรู้ได้แจ่มแจ้งชัดเจนโดยลำดับลำดา  "ปญฺญาปริภาวิตํ  จิตฺตํ  สมฺมเทว  อาสเวหิ  วิมุจฺจติ"  ปัญญาเมื่อสมาธิได้อบรมแล้วย่อมมีความคล่องตัว  คือได้รับการอบรม  ได้รับความหนุนมาจากสมาธิแล้ว  ย่อมมีความคล่องตัวในการพิจารณาแยกแยะอารมณ์ต่างๆจนถึงกับตัดขาดได้  หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ  นั่นท่านว่า "สมฺมเทว  อาสเวหิ  วิมุจฺจติ"  คือหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ   นี่หลักธรรมที่ท่านแสดงเป็นพื้นเป็นฐานอันตายตัวไว้เป็นจุดศูนย์กลางโดยแท้จริง

         ท่านจึงสอนให้อบรมสมาธิเพื่อเป็นบาทเป็นฐาน  เพื่อให้จิตได้มีความสงบตัว  มีความอิ่มตัวในอารมณ์ทั้งหลาย  อยู่ด้วยความสงบเย็นใจ  เมื่อจิตมีความสงบเย็นใจแล้ว  ย่อมพาพิจารณาอะไรเป็นการเป็นงานได้ดีกว่า การใช้ให้จิตพิจารณาทั้งที่จิตหาความเป็นสมาธิไม่ได้  และกำลังหิวโหยในอารมณ์เป็นไหนๆ

         การพิจารณาจิตที่ไม่เคยมีความสงบเลยให้เป็นปัญญามักเป็นเรื่องสัญญา  เถลไถลออกนอกลู่นอกทางอยู่เสมอๆไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไร  จนถึงกับว่าไม่ได้เรื่อง  ท่านจึงสอนสมาธิเป็นบาทเป็นฐาน  เป็นเครื่องยืนยันว่าจะได้ผลในการพิจารณาทางด้านปัญญา    เมื่อสมาธิมีอยู่ภายในจิตใจแล้ว  ใจไม่หิวโหย  ใจไม่รวนเร   ใจไม่กระวนกระวาย  ย่อมทำหน้าที่การงานของตนไปโดยลำดับลำดาตามสติที่บังคับให้ทำ  จนถึงขั้นปรากฏผลขึ้นมาเป็นปัญญาโดยลำดับลำดา  จนถึงขั้นปัญญาที่เห็นเหตุเห็นผลแล้ว  และหมุนตัวไปเองโดยไม่ต้องถูกบังคับเหมือนตั้งแต่ก่อนที่เคยบังคับกันนั่นเลย  นี่เป็นอย่างนี้

         ในเบื้องต้นจึงต้องอาสัยคำบริกรรมเป็นพื้นฐานก่อน   นี่เป็นหลักตายตัว  เป็นหลักศูย์กลางของการปฏิบัติของผู้บำเพ็ญทั้งหลาย  ไม่ควรจะละ  ไม่ควรปล่อยวางคำบริกรรม  ซึ่งเป็นเครื่องยึดของจิตในขั้นเริ่มแรก  เพื่อหาหลักฐานใส่ตัวเอง  จึงจำต้องใช้บทบริกรรมนี้เป็นฐานสำคัญมากอยู่เสมอ

         จนกว่าสตินี้เริ่มเป็นสมาธิขึ้นมา  ถึงกับเป็นสมาธิแล้วคำบริกรรมเหล่านั้นซึ่งเคยนำมาบริกรรมเป็นประจำนั้น  ก็ย่อมจะปล่อยวางกันได้  ด้วยความเข้าใจตนเองว่าสมควรจะปล่อยวางหรือไม่   นั้นเป็นสิ่งที่จะทราบด้วยสมาธิของตัวเอง  ด้วยหลักของความรู้ คือความเด่นชัดแห่งจุดของผู้รู้ของตนเอง  แล้วจะไม่บริกรรมก็ได้ โดยกำหนดเอาความรู้เลยนั้นเป็นฐานทีเดียว (webmaster - หมายถึงเอาความรู้หรือข้อธรรมที่พิจารณานั้นๆเป็นเครื่องกำหนด คือเป็นวิตก หรือเป็นอารมณ์โดยตรงเลยทีเดียว)  อยู่กับความรู้นั้น  เมื่อจะกำหนดให้ความรู้นั้นมีความสงบลงไป  ก็กำหนดลงได้อย่างง่ายดาย  ที่นี้ก็เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ

         ที่นี่คำว่าคำบริกรรมในกรรมฐาน ๔๐ ห้องนี้  หลักใหญ่ก็เป็นการบำเพ็ญในเบื้องต้น  ผู้บำเพ็ญในขั้นเริ่มแรกจำต้องได้ยึดธรรมเหล่านี้ไว้เป็นหลักเกณฑ์ของใจ  จนกว่าใจจะได้หลักได้เกณฑ์  แล้วค่อยแผ่กระจายออกไปในงานทั้งหลาย  ที่นี้หาความเป็นประมาณไม่ได้    เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วฝึกหัดทางด้านปัญญา  ปัญญาจะตีแผ่ออกมาโดยลำดับลำดา  คำบริกรรมนั้นจะหายไป  โดยหลักธรรมชาติของผู้บำเพ็ญนั่นแล

         เพราะฉนั้นผู้บำเพ็ญถึงขั้นสมาธิอย่างแน่วแน่และขั้นปัญญาแล้ว  ในคำบริกรรมทั้งหลาย จึงหายไปโดยหลักธรรมชาติแห่งการปฏิบัติของตัวเอง คือค่อยหายไปเอง  เช่นเดียวกับเราขึ้นบันได  ก้าวขึ้นไปขั้นที่๑   ขั้นที่๒    ขั้นที่๑ก็หมดความจำเป็น  ก้าวผ่านไปๆจนถึงวาระสุดท้าย  ก้าวขึ้นถึงบนบ้าน   นี่คำบริกรรมก็ค่อยเปลี่ยนตัวเองไปเช่นั้น  จนถึงขั้นปัญญาแล้ว ไม่ต้องบอกที่นี่  หากรู้ในตัวเองวิธีทำการทำงาน

         เหมือนโลกเขาทำงาน  ผู้ใหญ่ทำงาน  เข้าใจในงาน  ทำไปได้กว้างขวางมากมายผิดกับเด็กเป็นไหนๆ  นี่การทำงานของสมาธิที่มีหลักมีเกณฑ์แล้ว    กับการทำงานทางด้านปัญญาก็เป็นเช่นเดียวกัน    มีความขยายตัวออกไปเป็นลำดับลำดาจนหาประมาณไม่ได้  แต่ผู้ปฏิบัติหรือผู้ดำเนินสมาธิดำเนินปัญญานั้นจะรู้ตัวเอง  โดยไม่ต้องไปถามใครว่าควรจะปล่อยคำบริกรรมมากน้อยเพียงไร  หรือไม่ปล่อย   เป็นยังไงในเวลาใดขณะใด   หากทราบเองในผู้ปฏิบัตินั้น   ขอให้ทุกๆท่านยึดไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์  ในการปฏิบัติภาวนา

         หลักใหญ่ให้จิตสงบได้นั้นแหละเป็นของดี  เพียงจิตสงบเท่านั้นก็ตัดความกังวลวุ่นวาย  ซึ่งเคยประจำจิตเสียดแทงจิตออกได้โดยลำดับลำดา  จนถึงกับเป็นขั้นสบาย  เพราะฉนั้นผู้ภาวนาเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว   จึงมักขี้เกียจในการพิจารณาธรรมทั้งหลายด้วยปัญญา   นอนจมอยู่กับสมาธินั้นเสียไม่ออกพินิจพิจารณา   สุดท้ายก็เข้าใจว่าความรู้ที่แน่วแน่แห่งความเป็นสมาธิของตนนั้น   จะเป็นมรรคผลนิพพานไปเลย   ในข้อนี้ผมเคยเป็นมาแล้ว   จึงได้นำมาอธิบายให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ    ว่าสมาธิต้องเป็นสมาธิ   ปัญญต้องเป็นปัญญา   เป็นคนละสัดเป็นคนละส่วน   เป็นคนละอันจริงๆ   ไม่ใช่อันเดียวกัน   หากเป็นอยู่ในจิตอันเดียวกันนั่นแล  เป็นแต่เพียงไม่เหมือนกัน

         จิตที่เป็นสมาธิ ก็เต็มภูมิ(webmaster - มีขีดจำกัด)ได้เหมือนกัน    เมื่อถึงขั้นเต็มภูมิแล้ว  จะทำอย่างไรก็ไม่เกินนั้น  ไม่เลยนั้นไปอีก  ถึงขั้นสมาธิที่เต็มภูมิแล้วก็มีแต่ความแน่วแน่ของจิต  ความละเอียดของจิตที่รู้อย่างแน่วแน่เท่านั้น     จะให้มีรายละเอียดแหลมคมหรือแยบคายต่างๆแผ่กระจายออกไปฆ่ากิเลสตัณหาอาสวะประเภทต่างๆที่มีอยู่ในใจนั้นไม่ได้   เพราะไม่เห็นเพราะไม่รู้    ด้วยเหตุดังนี้ ท่านจึงสอนให้พิจารณาทางด้านปัญญา     ซึ่งเป็นเรื่องแยบคายกว่าสมาธิอยู่มากมาย จนหาประมาณไม่ได้   นี่แหละปัญญา  จึงเป็นปัญญา

         ผู้ที่เป็นสมาธิ   ถ้าไม่ออกพิจารณาทางด้านปัญญา  จะเป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นตลอดไปจนกระทั่งวันตาย ก็หาเป็นนิพพานได้ไม่   หาเป็นปัญญาได้ไม่  ต้องเป็นสมาธิอยู่ตลอดไป   นี่ละท่านจึงสอนให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา   มีความจำเป็นอย่างนี้ให้ทุกๆท่านจำไว้ให้แม่นยำ   นี่สอนด้วยความแม่นยำด้วย   สอนด้วยความแน่ใจของเจ้าของ เพราะได้ผ่านมาแล้วอย่างนี้   ติดสมาธิก็เคยติดมาแล้ว

         ผมเคยได้พูดให้หมู่เพื่อนฟังฟังมานานแสนนานหลายครั้งหลายหน  จนนับไม่ได้นั่นแหละ   ว่าได้ติดสมาธินี้มาเสียอย่างจำเจ   หรือติดสมาธิมาเสียจนจม พูดง่ายๆจนเป็นความขี้เกียจ   จนเกิดความสำคัญว่าสมาธินี้แลจะเป็นนิพพาน  สมาธินี้แลจะเป็นธรรมชาติที่สิ้นกิเลส   จะสิ้นอยู่ตรงนี้   ตรงที่รู้ๆนี่แหละ  ไม่มีที่อื่นใดเป็นที่สิ้นกิเลส  นั่น เหมาเอาเสียทั้งหมด

         ความจริงนั้นความรู้อันนั้นมันกลมกลืนกับอะไรอยู่    เพียงขั้นของสมาธิ จะไปรู้กิเลสให้เหนือสมาธิไปได้อย่างไร   เพราะกิเลสที่ละเอียดเหนือสมาธิมีอีกมากมาย ยิ่งกว่าความรู้ในขั้นสมาธิจะรู้ได้เป็นไหนๆ   เพราะฉนั้นท่านจึงสอนให้แยกทางด้านปัญญา

         เมื่อจิตมีความสงบ  จะสงบขั้นใดก็ตามย่อมเป็นบาทเป็นฐาน  เป็นเครื่องหนุนปัญญาตามขั้นของตนได้    ให้พิจารณา แต่ไม่ใช่พิจารณาในขณะที่จิตสงบ ต่างวาระกัน   (webmaster - กล่าวคือ)เมื่อจิตถอนออกจากความสงบแล้ว ให้ใช้ปัญญาพิจารณา

         การใช้ปัญญาพิจารณาก็หมายถึงขันธ์ ๕ นี้แหละ  เป็นสถานที่ที่คลี่คลายพินิจพิจารณา  เพราะนี้เป็นสิ่งที่เราติดต่อก่อนสิ่งใดภายนอก  ติดอันนี้ก่อน  ติดขันธ์๕ คืออะไร  รูปเป็นสำคัญรูปกาย  กายของเรามีอะไรบ้าง  นี่เรียกว่าคลี่คลายแล้วที่นี่นะ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  อันใดเหมาะกับการพิจารณาของเรา  เราจับจุดนั้นก่อน   ธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ ให้ดูทั้งที่เกิด  ทั้งที่อยู่ของมัน   ทั้งความแปรสภาพของมันเป็นอย่างไรบ้าง  แต่ละชิ้นละอันนี้  มันเดินทางสายเดียวกันด้วย  อนิจฺจํ  ทุกขํ  อนตฺตา  ไม่ปลีกไม่แวะ ไปทางสายเดียวกัน   และมีส่วนที่เป็นอสุภะอสุภังอีกมากมายในบางส่วนของร่างกายเหล่านี้   เป็นอย่างไรบ้างพิจารณา  นี่ท่านเรียกว่าปัญญา

         แยกแยะดู จะดูจากภายนอกก็ได้  ภายในก็ได้   เป็นมรรคได้ทั้งสองทาง  คือทั้งภายนอกทั้งภายใน   เมื่อพิจารณาให้เป็นมรรคคือพิจาณณาทางปัญญาเพื่อการถอดถอน  เป็นมรรคได้ทั้งภายนอกภายใน   ถ้าเรารู้เราเห็นเราสำคัญมั่นหมายเพื่อความผูกมัดตัวเอง นั้นก็เป็นสมุทัยได้ทั้งภายนอกภายใน   นี่จะอธิบายให้ฟังเป็นรางๆก่อน  ไม่ได้พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  เพราะยังมีแง่ที่จะพูดอีกมากมาย ในวงแห่งปัญญาในขันธ์ ๕ เหล่านี้

         เราดูไปตั้งแต่หนัง แต่เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เอาดูเข้าไปภายในมันมีอะไรบ้าง  นี่คือปัญญา  คลี่คลายดูให้เห็นชัดเจน   แต่เวลาพิจารณานั้น  เราอย่าเอาความที่ว่าอยากรู้อยากเห็น  อยากให้เป็นอย่างใจโดยถ่ายเดียวเข้าไปทำลายความจริง   ความจริงนั้นเป็นความจริงอยู่แล้ว  ให้พิจารณาสอดส่องดูตามความจริงนั้น แล้วจะเห็นความจริงขึ้นมา  เมื่อพิจารณาซํ้าๆซากๆ ดูหลายครั้งหลายหนเราจะเห็นความจริงขึ้นมา  เช่น   อนิจฺจํ ก็จริงอันหนึ่ง   ทุกขํ จริงอันหนึ่ง   อนตฺตา จริงอันหนึ่ง   อสุภะอสุภัง แต่ละอย่างๆจริงไปตามหลักธรรมชาติของตัวเอง  นี่มันจริงอย่างนี้  เมื่อจริงเข้าถึงใจแล้ว  ใจย่อมมีความคลายตัวเองออกไปโดยลำดับ   จากความยึดมั่นในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้   นี่ท่านเรียกว่าพิจารณาทางด้านปัญญา

         แล้วพิจารณาภายนอกก็ให้เป็นอย่างนั้น   ได้ยินสิ่งใด เมื่อจิตที่ควรเป็นปัญญาได้แล้ว พอได้ยินก็จะแปรสภาพเป็นปัญญาขึ้นมา  ได้เห็นก็แปรสภาพเป็นปัญญาขึ้นมา  ในขณะที่ได้เห็นได้ยินได้ฟังได้สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆจะเป็นเรื่องปัญญาขึ้นมาๆ เช่นเดียวกับมันเคยสร้างเรื่องกิเลสขึ้นมา ในขณะที่ได้เห็นได้ยินได้ฟังแต่ก่อนนั้นแล ไม่ผิดกันเลย    เมื่อถึงขั้นปัญญาจะทราบจะรู้เป็นอย่างนั้น  นี่ละวิธีการดำเนิน  ให้ยึดหลักที่กล่าวมานี้เป็นทางดำเนิน  อย่าหาเรื่องหาราวใส่ตัว    แฝงๆเรื่องนั้น  แฝงๆเรื่องนี้ไป  ไม่ถูก  หลักใหญ่อยู่ตรงนี้ละให้ยึดเอา

         ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ดี  หรือนับตั้งแต่พระสาวกทั้งหลายลงมาก็ดี  ท่านหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งกรรมฐาน ๔๐ นี้ทั้งนั้นแหละ  กรรมฐาน ๔๐ นี้แลเป็นธรรมที่สร้างจิตท่านให้มีความสงบร่มเย็น    ต่อจากนั้นไป ก็สร้างทางด้านปัญญา ให้รู้แจ้งแทงทะลุไป  ไม่พ้นจากกรรมฐานที่กล่าวมาเหล่านี้เลย  เพราะกรรมฐาน ๔๐ นี้ไม่ใช่เป็นอารมณ์แห่งสมถะอย่างเดียว  ยังเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาได้ด้วย   เมื่อจิตควรแก่การวิปัสสนาแล้ว จะเป็นวิปัสสนาไปได้โดยไม่ต้องสงสัย (Webmaster - กล่าวคือจึงเป็น สมถวิปัสสนาอันดีงาม)

         ในขณะที่จิตยังไม่เป็นปัญญา  จิตยังไม่เป็นวิปัสสนา  ก็เอาธรรมเหล่านั้นแลมาอบรมจิตใจด้วยความเป็นสมถะ  คือเพื่อความเป็นสมถะ ได้แก่ความสงบของใจ   พอจิตก้าวเข้าสู่ปัญญาแล้ว ธรรมที่เคยเป็นอารมณ์แห่งสมถะนี้แล จะแปรสภาพเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาไปได้โดยไม่ต้องสงสัย   นี่ละหลักใหญ่อยู่ตรงนี้

          เมื่อการพิจารณาทางด้านปัญญาเกี่ยวกับขันธ์นอกขันธ์ใน  พิจารณาอยู่โดยสมํ่าเสมอดังที่กล่าวนี้   ความรู้แจ้งภายในจิตใจจะปรากฏขึ้นโดยลำดับลำดา  โดยไม่มีใครบอกไม่มีใครสอน  สิ่งไม่เคยรู้จะรู้ขึ้นมา  สิ่งที่ไม่เคยละก็จะละ   สิ่งที่เคยติดแนบภายในจิตใจของเรา  จนไม่คาดไม่ฝันว่าจะแก้จะแยกจะตัดกันออกได้ให้ขาด ก็เป็นขึ้นมา ก็เป็นขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจนภายในใจ  ด้วยอำนาจของปัญญานั่นแล

          เพราะฉนั้นปัญญาจึงเป็นธรรมชาติที่แหลมคมมากกว่าสมาธิเป็นไหนๆ   ถ้าเรายังไม่เคยก้าวทางด้านปัญญา มีเพียงแต่สมาธิก็จะเห็นว่าสมาธินี้มีความละเอียดมากเพราะจิตที่เป็นสมาธิเต็มภูมิ   ต้องสร้างความละเอียดให้ผู้ยังไม่เคยรู้เคยเห็นทางด้านปัญญา  ว่าตัวนี้เป็นผู้ละเอียดแหลมคมมาก ละเอียดมากได้จริงๆโดยไม่ต้องสงสัย

          แต่พอก้าวออกทางด้านปัญญาแล้ว จะเห็นสมาธินี้ เหมือนกับเราเดินทางไปเจอตะกั่ว  ทีแรกก็ว่าเป็นของดี  พอไปเจอเงินเข้าก็ทิ้งตะกั่ว  พอไปเจอทองเข้าก็ทิ้งเงินแบบนั้นแหละ    เรื่องเราผ่านสมาธิเป็นขั้นๆ ขึ้นไปหาปัญญาเป็นขั้นๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น  เป็นเช่นเดียวกันกับปล่อยวางสิ่งนั้นๆ ก้าวผ่านไปโดยลำดับลำดานั่นเอง  ดังที่กล่าวมานี้ไม่ผิด   หากเป็นไปในหลักธรรมชาติของจิตนั่นละ   ความละเอียดของปัญญาเป็นเช่นนั้น

          ที่นี่ธรรมชาติอันหนึ่งที่มันแทรก  ที่เหมือนกับว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิตนั้น  มันอยู่ที่จิตเพียงสมาธิ จะไม่มีโอกาสไม่มีทางทราบได้เลย   จะกลืนกันทั้งเนื้อทั้งกระดูกทั้งก้างนั้นแหละถ้าเป็นอาหารก็ดี  แล้วก็จะติดคอตายอยู่นั้นไม่ไปถึงไหน  ถ้าไม่ใช้ความพินิจพิจารณาคลี่คลายออกโดยทางปัญญาแล้ว เราก็จะไม่ทราบรายละเอียดของกิเลส  ประเภทที่ฝังจมอยู่ภายในจิตใจ แล้วก็แผ่พังพานออกไปทางรูป  ทางเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ   แผ่พังพานออกไปนู้น  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  เครื่องสัมผัส  ทั่วแดนโลกธาตุ  ไปเที่ยวยึดไปหมด   ออกจากธรรมชาติที่ละเอียดที่สุดของกิเลสประเภทหนึ่งภายในจิตใจนั่นแล  นี่แหละมันสร้างเรื่องราวขึ้นมาภายในตัว  แล้วแผ่อำนาจสาดกระจายไปทั่วโลกธาตุทั้ง ๓

          กามโลก  รูปโลก  อรูปโลก  ถ้าไม่ใช่จิตดวงนี้ไปเกิด  ดวงไหนจะไปเกิด  อะไรจะไปเกิด    สิ่งที่ละเอียดที่สุดพวกพรหมโลกเหล่านี้เหมือนกัน  อะไรจะไปเกิด  มีแต่จิตทั้งนั้นไปเกิด  เพราะธรรมชาติที่แฝงอยู่ภายในจิตนั้นผลักดันให้เป็นไปเอง  ให้ไปเกิด  นี่แหละปัญญาเมื่อสร้างเข้าไป  มันเห็นเข้าไปอย่างนี้เอง  เห็นชัดเข้าไปๆไม่ต้องไปถามใคร   นั่นละผู้ปฏิบัติไม่อัศจรรย์พระพุทธเจ้า จะอัศจรรย์ใคร   สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนแล้วทั้งนั้น

          เมื่อปัญญาหยั่งเขาไปๆแล้ว   จะเห็นความละเอียดของทั้งกิเลสของทั้งปัญญาไปพร้อมๆกัน   เมื่อได้เห็นชัดทั้งสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น  ทั้งตัวผู้ยึดมั่นแล้วว่าเป็นภัยด้วยกัน  ทำไมจะไม่ถอดไม่ถอน  ทำไมจะไม่สลัดปัดทิ้งลงได้เล่า ต้องปัดทิ้งได้โดยไม่ต้องสงสัย  ปัญญานี้แหละพาให้สลัดปัดทิ้งได้  เพราะเห็นด้วยปัญญา  ท่านกล่าวไว้เป็นบทบาลีว่า "นตฺถิ  ปญฺญาสมาอาภา"  ความสว่างกระจ่างแจ้งเสมอด้วยปัญญาไม่มี  จะสว่างกระจ่างแจ้งที่ไหนเล่าปัญญา  ต้องสว่างกระจ่างแจ้งลงในจุดที่มืดที่ดำที่เคยเกิดเคยตายนั่นแหละ  ได้แก่ดวงใจของตัวเอง  นี่มันมืดที่ตรงนี้ไม่ใช่มืดที่ไหน  มันหลงที่ตรงนี้ไม่หลงที่ไหน  ตัวนี้พาให้เกิด  ตัวนี้พาให้ตาย

          ภพใดแดนใดก็ตามไม่พ้นจากดวงจิตดวงนี้แล  เป็นผู้พาให้ไปเกิดแก่เจ็บตาย  อยู่ในทุกแห่งทุกหนในภพน้อยภพใหญ่ภพนั้นภพนี้ไม่มีสิ้นสุด  ก็เพราะธรรมชาติที่ละเอียดแหลมคมมากกลมกลืนกันอยู่กับดวงจิตนั้น   นั่น  ที่นี้เมื่อปัญญาได้หยั่งทราบลงไปโดยลำดับลำดาตั้งแต่เบญจขันธ์นี้เป็นของสำคัญ  เอาส่วนหยาบนี้ก่อน  มันหากเป็นของมันเอง  ไม่ได้บอกว่าเอาส่วนหยาบก็ตาม  มันหากเป็น  เพราะมันกระเทือนจิตอยู่ตลอดเวลารูปอันนี้

          ไม่ว่ารูปนอกไม่ว่ารูปในมันกระเทือนกันอยู่ตลอดเวลาให้เป็นอารมณ์ยุ่งอยู่เสมอ   ก็เพราะรูปนอกกับรูปใน  รูปเขากับรูปเรา  รูปหญิงกับรูปชาย  เสียงหญิงกับเสียงชาย  เสียงเขาเสียงเรา  สัมผัสเขาสัมผัสเรานี้แหละ  เป็นสิ่งที่กระทบจิตใจอยู่ตลอดเวลา   นี่เมื่อพิจารณาลงไปมันจะทราบสิ่งเหล่านี้ก่อน  เมื่อทราบสิ่งเหล่านี้แล้วก็จะสลัดเข้ามา  ปล่อยเข้ามา  จนกระทั่งถึงร่างกายของตัวเอง  ก็สลัดเข้าไปเรื่อยๆ นี่ปัญญาเหมือนกับไฟได้เชื้อ  เผาเข้าไปๆตรงใดจุดใดที่มีเชื้อไฟอยู่ไฟจะลุกลามเข้าไปตรงนั้น  เอ้า  จนกระทั่งถึงเวทนาเป็นส่วนละเอียด

            เมื่อออกจากรูปไปแล้วจะเข้าถึงเวทนา  เวทนาอะไร  กาย  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  เหล่านี้จะเห็นว่าเป็นอาการอันหนึ่งๆที่ออกมาจากใจทั้งสิ้น   เกิดแล้วดับๆ เวทนาก็คือความทุกข์  ความทุกข์ไม่ทราบตัวเอง  แต่จิตเป็นผู้ทราบ และความสำคัญมั่นหมายที่ออกมาจาก อวิชฺชาปจฺจยา นั้น  ทำให้ยึดมั่นถือมั่น ทั้งสุขเวทนา  ทั้งทุกขเวทนา  ทั้งอุเบกขาเวทนา ยึดได้ทั้งนั้น  ถ้าลงได้หลงตัวจิตแล้ว  จิตจะพาให้หลงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  แต่เมื่อได้รู้แล้วจะรู้เข้าไปโดยลำดับลำดาจนกระทั่งเข้าถึงตัวจิต  เวทนาก็รู้ รู้ก็ปล่อย   สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  รู้ปล่อยนั่น  ไม่มีใครบอกหากรู้เอง  นี่แหละเรียกว่าปัญญา  ปัญญาฉลาดอย่างนั้นเอง รู้ชัดๆ ไม่มีใครมาบอกก็รู้เองๆ และปล่อยเข้าไปๆ  สุดท้ายก็ขาดสะบั้นไปทั้งๆที่ขันธ์กับจิตนี้อยู่ด้วยกัน  ครองกันอยู่นะ

            รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ซึ่งเคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิต  ได้กลายเป็นคนละชิ้นคนละอันแล้ว  จิตดวงนั้นเป็นเหมือนกับเกาะอันหนึ่ง  ที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ได้แก่ รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ อันเป็นนํ้า  ทีนี้เวลาพิจารณาเข้าไปอีก  พิจารณาเข้าไปจนถึงตัวจิตซึ่งเป็นเกาะอันนั้น  แยกพิจารณาอยู่นั้นเช่นเดียวกับเราพิจารณาภายนอกมีรูปขันธ์เป็นต้น  โดยทาง อนิจฺจํ  ทุกฺขํ  อนตฺตา  แยกเข้าไปๆ  พิจารณาเข้าไป  สุดท้ายนั้นเกาะนั้นก็พังทลาย

          ความจริงเกาะนั้นคืออะไร  นั้นแหละตัวกิเลส  ตัวอวิชชาตัวที่ละเอียดแหลมคมที่สุด   สมาธิเข้าถึงได้ยังไง ธรรมชาตินั้นเขาไม่ถึง   แต่ปัญญาพังได้ ฟังซิ  ไม่เจอไม่เห็นพังได้ยังไง  นี่แหละปัญญาพังได้ เกาะนั้นจนไม่มี ไม่มีเหลือ  อ๋อ เกาะนั้นมันเป็นเกาะอะไร  ก็เกาะอวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา  เกาะแห่งภพ  เกาะแห่งชาติ  เกาะแห่งความเกิดแก่เจ็บตาย  เกาะแห่งมหันตทุกข์ของสัตว์โลกนั่นเอง จะเป็นอะไรไปนี่รู้ชัดเจน

          เมื่อธรรมชาติอันนั้นได้พังลงไปแล้ว  ไม่มีเกาะไม่มีดอน  จิตบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ไม่มีสีไม่มีแสง  ไม่มีคำว่าสว่างกระจ่างแจ้ง  ไม่มีคำว่าอับเฉา  เอามาพูดไม่ได้   เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องของสมมุติทั้งมวล   เมื่อจิตได้ผ่านนี้ลงไปแล้ว ไม่มีใครบอก ก็รู้   แต่ไม่มีคำว่า สว่างกระจ่างแจ้งดังที่ โลกๆทั้งหลายคาดกัน หรือเราเองก็เคยคาดจะว่า(เป็น)ยังไง  เราเคยคาดเป็นยังไง  ทีนี้   ความจริงกับความคาด ผิดกันอย่างไรบ้าง   เมื่อได้เข้าถึงความจริงแล้ว ไอ้ความคาดความหมายมันก็ล้มละลายของมันไปเอง ล้มละลายไปเอง  โดยเข้ามาคัดค้านความจริงนี้ไม่ได้เลย  นี่ละการตัดภพตัดชาติ

          การสร้างปัญญาขึ้นมาเพื่อรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ในสิ่งที่ควรเห็น ท่านว่า  นตฺถิ  ปญฺญาสมา  อาภา  สว่างลงที่ตรงนี้แหละ  ตรงที่มันมืด  เกาะนั้นแหละเป็นธรรมชาติอันหนึ่งให้ติด  ให้มองไม่ทั่วถึง ก็คือเกาะอันนี้เอง  เกาะแห่งอวิชชา  มันเกาะอยู่ในที่จิตนั่น ติดอยู่กับจิต  เมื่อถูกพังทลายลงไปไม่มีเหลือแล้ว

          ลำพังโดยธรรมชาติของจิตแท้ๆแล้ว  จะไม่เป็นเกาะจะไม่เป็นจุด  จะจับให้ได้ว่าเป็นจุดแห่งความสว่างก็ไม่ได้  จะว่าผ่องใสก็ไม่ได้  จะว่าเศร้าหมองก็ไม่ถูกโดยประการทั้งปวง  ถ้าเป็นนํ้าก็ไม่มีสี  คือนํ้าที่สะอาดเต็มที่นี้ย่อมไม่มีสี  ถ้าต้องการจะให้เป็นสี ก็เอาอะไรลงไปคลุกเคล้ากับนํ้า  นํ้าก็ปรากฎเป็นสีนั้นๆขึ้นมา   จิตก็เหมือนกัน จิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วย่อมปราศจากสีสันวรรณะโดยประการทั้งปวง ไม่มีในจิตนั้น  นั่น  ทั้งๆที่รู้อยู่งั้น หากไม่ใช่อะไรทั้งนั้น  นี่ท่านเรียกว่าโลกุตรธรรมเต็มภูมิ  ธรรมเหนือโลก  เหนืออะไร  ก็เหนือธาตุเหนือขันธ์  เหนือสิ่งทั้งปวงที่เราเคยคาดเคยคิดเคยพันมาแต่ก่อนนั่นแหละ  มันไม่ติดไม่พันไม่ยึดไม่ถือ ปล่อยไปหมดด้วยประการทั้งปวง

          นี่แหละการพิจารณาการภาวนา  ตั้งแต่เริ่มต้นบริกรรมภาวนาโดยลำดับลำดา  ก้าวไปอย่างนี้อย่าให้ออกนอกลู่นอกทางให้ดำเนินตามครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างไร  เหมือนพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร  พระสาวกยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ไม่เคลื่อนคลาด  จนกระทั่งถึงความหลุดพ้น  ด้วยการยึดหลักสวากขาตธรรมของพระพุทธองค์ให้แนบสนิทกับใจ  กลายเป็นสาวกอรหันต์ขึ้นมาๆ

          เห็นไหมพวกเรา  ได้กราบไหว้บูชาอยู่ทุกวันนี้เป็นโมฆะเมื่อไร  เป็นของพูดเล่นเมื่อไร  พุทธํ  สรณํ  คจฺฉามิ  เป็นของเล่นเมื่อไร  เป็นของจริงแท้ๆ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้สร้างขึ้นมาเป็นความสว่างกระจ่างแจ้งแก่โลกแก่สงสารเป็นของเล่นเมื่อไร เป็นของจริงโดยแท้  สงฺฆํ  สรณํ คจฺฉามิ  เป็นผู้หลุดพ้นตามเสด็จพระพุทธเจ้าทันโดยแท้ไม่มีทางสงสัย

          ขอให้สร้างใจของเราให้เป็นอย่างนั้นเถอะ  เราจะยอมรับหมด  พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์  กี่ล้าน  กี่อะไรไม่สงสัย  ธรรมเป็นยังไงไม่สงสัย  เพราะเป็นอยู่ที่ใจนี่แล้ว  ใจเป็นผู้รู้ใจเป็นผู้เห็น  ใจเป็นพุทธะ  ใจเป็นธรรมะ  ใจเป็นสังฆะ  ผู้ทรงความบริสุทธิ์ของตนไว้เต็มสัดเต็มส่วนแล้ว  จะสงสัยพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์ที่ไหน  ยืนยันกันที่ใจดวงนี้เอง  นี่ละปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมท่านเรียกว่า อกาลิโก  อกาลิกจิต  อกาลิกธรรม  เป็นอันเดียวกันอยู่ภายในจิตของผู้ปฏิบัติ  ของผู้หลุดพ้นนั้นแลจะเป็นที่ไหนไป

          ฉะนั้นจึงขอให้ทุกๆท่านได้นำไปประพฤติปฏิบัติ  อย่าท้อแท้อ่อนแอ  อย่าโลเลโลกแตก  อย่าเห็นว่าอันนั้นอันนี้ดี  ไม่มีอะไรแหละ  ในโลกนี้เต็มไปด้วยกอง  อนิจฺจํ  ทุกฺขํ  อนฺตตา  ทั้งเขาทั้งเรา  เห็นกันแล้วเจอกันแล้วไม่ได้บ่นให้กันอยู่ไม่ได้  ต้องบ่นสู่กันฟัง  เพื่อเป็นทางระบายความทุกข์ทั้งหลายที่มันอัดอั้นตันใจจะตายนั้นแหละออกม  เขาก็ระบาย  เราก็ระบาย  สุดท้ายก็มีแต่ลมเท่านั้น  ทุกข์ไม่ได้ออกมาจากหัวใจ  เพราะอะไร  เพราะไม่มีอะไรอัศจรรย์นั่นเองในโลกนี้  แม้แต่จิตของเราเองแทนที่จะเป็นของอัศจรรย์  ก็บรรจุความทุกข์ความทรมานไว้เสียอย่างเต็มเอี๊ยด  แล้วก็มาระบายกันเท่านั้น  เป็นประโยชน์อะไร  ให้พิจารณา

         นักปฏิบัติเป็นนักใคร่ครวญ  พระไม่ใคร่ครวญไม่มีใครใคร่ครวญในโลก  เพศของพระเป็นเพศละเอียด  เป็นเพศสุขุม  เป็นเพศที่พินิจพิจารณา  เป็นเพศที่อดทน  เป็นเพศที่ใคร่ครวญมาก  เป็นเพศที่มีความเพียร  ไม่ใช่เป็นเพศที่กินแล้วนอนกอนแล้วนิน ขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอ  ทำอะไรไม่คิดไม่อ่านดังที่เห็นๆอยู่นี่  วันหนึ่งๆอกจะแตก  การแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนมองดูกริยาอาการ  มองดูอะไรกันหากโดนหูโดนตา และเข้าไปโดนหัวใจอยู่จนได้  สอนเท่าไหร่มันก็ไม่พ้น  ให้นำไปพิจารณาซิ

          คนเราที่โง่ๆอยู่นี้แหละ  เมื่อได้ฝึกหัดตัวของตัวให้เป็นไปตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว  จะเป็นผู้ฉลาดขึ้นมาโดยไม่ต้องถามใครแหละ  เอาธรรมะพระพุทธเจ้าละเป็นเครื่องส่องทางดำเนินลงไปๆ  หากจะมีวันฉลาดจนได้แหละ  ถ้าฉลาดไม่ได้พระพุทธเจ้าท่านจะสอนไว้ทำไม  พระองค์ทรงเคยฉลาดจากการฝึกทรมานมาแล้วนี่  พระสงฆ์สาวกก็เหมือนกัน  พระพุทธเจ้าวิเศษด้วยธรรมะ  พระสาวกก็วิเศษด้วยธรรม  เราก็พยายามฝึกตนของเราให้ฉลาดด้วยธรรมบ้างซิภายในใจ

          ครูบาอาจารย์ก็หมดไปๆ หาที่เกาะที่ยึดไม่ได้นะ  หมดไปๆแทบจะว่าจริงๆเดี๋ยวนี้น่ะ  การสอนจิตตภาวนาเป็นของสำคัญมาก  พูดแล้ว  สาธุ  เราไม่ได้ประมาทคัมภีร์ใบลานตำรับตำรา  อันนั้นเป็นตู้เป็นหีบยามีอยู่มาก  เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ  ยาในตู้นั้นแต่ละขวดๆแต่ละชิ้นละอันเป็นประโยชน์ทั้งนั้น  แต่ผู้ฉลาดที่จะนำมาใช้นั่นน่ะมันฉลาดไหม  ถ้าผู้นำมาใช้ไม่ฉลาดก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร  นอกจากจะเกิดโทษอีกด้วยซํ้า  นี่ละเป็นข้อเทียบเคียง  ต้องเป็นหมอเท่านั้นเป็นผู้จะนำยาเหล่านั้นมาใช้เป็นผลประโยชน์แก่คนไข้  ผู้ไม่ใช่หมอเป็นไปไม่ได้  นอกจากจะทำให้คนไข้ตาย

          นี่ละพระพุทธเจ้า  พระสาวกเป็นหมอชั้นเอก  นำธรรมโอสถนี้ละคือยามาสอนสัตว์โลก  จึงสอนด้วยความแม่นยำถูกต้องทุกสิ่งทุกอย่าง  ตั้งแต่พื้นแห่งธรรมจนกระทั่งถึงวิมุตติธรรมไม่มีผิดไม่มีคลาดเคลื่อน  จึงเรียกว่าสวกขาตธรรม  ตรัสไว้ชอบแล้วๆและดำเนินมาชอบแล้ว  สอนลูกศิษย์ลูกหาท่านจึงสอนด้วยความถูกต้องแม่นยำ

          บรรดาศิษย์ทั้งหลายที่เข้าไปอาศัยครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ๆทำไมท่านจะสอนคลาดเคลื่อนล่ะ  ท่านจะสอนผิดพลาดไปล่ะ  ก็เมื่อท่านรู้อยู่อย่างเต็มใจ  เห็นอยู่อย่างเต็มใจในธรรมทั้งหลาย  บริสุทธิ์พุทโธเต็มที่แล้ว  ท่านจะสอนผิดที่ตรงไหน  ต้องสอนถูกต้องแม่นยำ  ผู้เข้าไปเกี่ยวข้องต้องตายใจได้เลย  ฝากเป็นฝากตายได้เลย  หลับตาได้ให้ท่านจูง  ไม่สงสัยว่าจะจูงลงนรกอเวจีที่ไหน  จะจูงเพื่อมรรคผลนิพพานทั้งนั้น  เพื่อความหลุดพ้นโดยถ่ายเดียว  ท่านผู้รู้จริงเห็นจริงท่านสอนอย่างนั้น  ท่านจูงอย่างนั้น  ท่านอบรมอย่างนั้น

          เพราะฉนั้นเวลาพระพุทธเจ้าแสดงะรรมแต่ละครั้งละคราวนี้  ผู้บรรลุมรรคผลนิพพานจึงมีมาก  จะไม่มีมากอย่างไร  ก็มีแต่ธรรมของจริงล้วนๆ ออกมาจากพระทัยที่บริสุทธิ์ล้วนๆ  ผู้หาของจริงอยู่แล้ว  ทำไมจะไม่ยึดของจริงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มหัวใจเล่า  นี่ละที่ความจริงของผู้รู้ธรรมเป็นเช่นนี้  เช่นเดียวกับหมอปริญญาที่เรียนมาแล้วด้วยความถูกต้องแม่นยำ  ทดสอบทุกสิ่งทุกอย่างตลอดหยูกยาและวิชาความรู้  นำมาใช้จึงไม่ผิดพลาด  นี่ก็พระสาวกทั้งหลายท่านเป็นเช่นนั้น  และครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน  ผู้ที่ท่านได้ดำเนินมาแล้ว  ผิดก็เป็นครูท่าน  ถูกเป็นครูท่าน  นำเอาทั้งผิดทั้งถูกนั่นแหละมาสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาด้วยความถูกต้องแม่นยำ  จะไม่ผิดเหมือนอย่างท่านที่เคยดำเนินมาก่อน

          การสอนจึงลำบากนะ  การสอนทางด้านจิตตภาวนา  เพียงแต่เราจะจดจำเอาจากคัมภีร์ใบลานมานั้น  ดังที่กล่าวแล้วว่า สาธุ ไม่ได้ประมาท  เราจะนำมาสอนไม่ถูกต้อง  เพราะเราไม่รู้ว่าธรรมะบทนั้นๆจะสอนเวลาใด  สอนในกาลใด  สอนในขณะใด  ในขั้นใดภูมิใดของจิตตภาวนา  ของแต่ละขั้นแต่ละภูมิของผู้บำเพ็ญทั้งหลาย  นี่สอนไม่ถูก  นำมาใช้ไม่ถูก  แต่ถ้าเป็นผู้รู้แล้วเห็นแล้วในทางภาคปฏิบัติ  นับตั้งแต่สมาธิขึ้นไปจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้นแล้ว  จะสอนตรงไหนสอนได้ทั้งนั้น  เพราะรู้แล้วทั้งนั้นนี่  ใครจะสอนอยู่ในธรรมบทใด  ควรจะได้สอนในแขนงใดแง่ใดๆรู้เข้าใจๆ ต้องสอนได้ถูกต้องโดยไม่ต้องสงสัย  นี่ละจึงเป็นที่นอนใจ  บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายที่ไปหาครูบาอาจารย์ผู้ท่านถูกต้องแม่นยำแล้ว ผลจึงเป็นที่คาดหมายกันได้ว่าไม่สงสัย  จึงขอให้ทุกๆท่านได้ตั้งอกตั้งใจ

          เวลานี้เราอยู่ด้วยกันไม่ใช่เป็นของเที่ยงแน่นหนามั่นคงอะไรนักนะ  พลัดพรากจากกันไป ทั้งไป ทั้งมา ทั้งเป็น ทั้งตาย   พลัดพรากกันอยู่ตลอดเวลา  คำว่า อนิจฺจํ  ทุกฺขํ  อนตฺตา  จะเป็นอะไรไป  ถ้าไม่ใช่เป็นตั้งแต่พวกเรานี้ทุกรูปทุกนาม   จนกระทั่งถึงครอบโลกธาตุ  มันเป็นแบบเดียวกันหมด  จะมานอนใจได้หรือ

          การเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ไม่ใช่เป็นของชินชาหน้าด้าน  เป็นทุกข์จริงเช่นอย่างไฟเผาเรานั่นละ  เราชินชาได้ไหมไฟเผาเรา  ทุกข์เผาเราก็เหมือนกัน  ทุกภพทุกชาติ  เกิดต้องมีความทุกข์มาแล้ว  พอเริ่มเกิดก็เริ่มทุกข์มาแล้วจะว่ายังไง  เริ่มปรากฏทุกข์ขึ้นมาอย่างชัดๆ   แล้วตายก็เหมือนกัน  ความเป็นอยู่แต่ละภพแต่ละชาติหาความสุขความสบายที่ไหนได้  เป็นแต่เพียงไม่พูดออกมาทุกขณะที่ทุกข์แสดงตัวภายในร่างกายของเราและสัตว์ทั้งหลายเขาก็เป็นอย่างเดียวกัน

          เพราะอำนาจของกิเลสนี้แหละเป็นตัวสำคัญที่สุด  ที่สร้างทุกข์ให้สัตว์โลกโดยทั่วกัน  ได้รับความลำบากลำบนโดยไม่ต้องสงสัย  จึงขอให้พากันพินิจพิจารณาให้เห็นโทษของสิ่งเหล่านี้  ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจของเรา  อย่าได้ชินชากัน  และรีบเร่งขวนขวายคุณงามความดีที่จะให้หลุดพ้นจากมันเสีย   ได้วันนี้ขณะนี้ยิ่งเป็นของที่วิเศษที่สุดแล้ว  ในเรื่องการพ้นทุกข์น่ะ

          เอาละการแสดงก็เห็นว่าสมควร  เอาเท่านี้  เริ่มปรากฏแล้ว(เหนื่อย)

 

สิ้นโลก เหลือธรรม

จากเทสก์รังสีอนุสรณาลัย  โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

          บางอาจารย์เมื่อนิมิตเกิดขึ้นมาแล้ว  สอนให้ถือเอานิมิตนั้น  เป็นขั้นเป็นชั้นของมรรคทั้ง ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น  เช่น  นิมิตเห็นแสงเล็กเท่าแสงหิ่งห้อย ได้สำเร็จชั้นพระโสดาบัน,  เห็นนิมิตแสงใหญ่ขึ้นมาหน่อยเท่าแสงดาว ได้สำเร็จชั้นพระสกทาคามี,  เห็นนิมิตแสงใหญ่ขึ้นมาเท่าแสงพระจันทร์ ได้สำเร็จชั้นพระอนาคามี,  เห็นนิมิตแสงใหญ่ขึ้นมาเท่าแสงพระอาทิตย์  ได้สำเร็จชั้นพระอรหันต์อย่างนี้เป็นต้น.

         ไปถือเอาแสงภายนอก  ไม่ถือเอาใจของคนที่บริสุทธิ์มากน้อยเป็นเกณฑ์   ความเห็นเช่นนั้น  ยังห่างไกลจากความเป็นจริงนัก...........นิมิตเกิดจากภวังค์เป็นส่วนมาก  ภวังค์เป็นอุปสรรคของมรรคโดยเฉพาะอยู่แล้ว  มันจะเป็นมรรคได้อย่างไร........(หน้า๑๕-๑๖)

(webmaster - เหตุที่ภวังค์เป็นอุปสรรคของมรรค ก็เนื่องจากในภวังค์นั้น ไม่สามารถใช้สติได้อย่างบริบูรณ์ กล่าวคือสติเริ่มขาดไปอยู่ในภวังค์นั่นเอง)

          แท้ที่จริงนิมิตทั้งหลาย  ดังที่อธิบายมาแล้วก็ดี  หรือนอกไปกว่านั้นก็ดี   ถึงไม่ใช่เป็นทางให้ถึงความบริสุทธิ์ก็จริงแล  แต่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะต้องได้ผ่านทุกๆคน  เพราะการปฏิบัติเข้าถึงจิตรวมเข้าถึงภวังค์แล้วจะต้องมี   เมื่อผู้มีวาสนาเคยได้กระทำมาเมื่อก่อน  เมื่อเกิดนิมิตแล้ว จะพ้นจากนิมิตนั้นหรือไม่ ก็แล้วแต่สติปัญญาของตน  หรืออาจารย์ผู้นั้นจะแก้ไขให้ถูกหรือไม่  เพราะของพรรค์นี้ต้องมีครูบาอาจารย์เป็นผู้แนะนำ  ถ้าหาไม่แล้วก็ต้องจมอยู่ปรัก คือนิมิต นานแสนนาน เช่น อาฬารดาบส แล อุททกดาบส เป็นตัวอย่าง........(หน้า๑๗)

บุญ กับ กุศล

โดย ท่านพุทธทาส

           "................ในการเจริญสมาธิ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ สมาธิเอาบุญก็ได้  เอากุศลก็ได้  สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับคนโน้นคนนี้ที่โลกอื่น ตามที่ตนกระหาย จะทำให้เก่งกว่าคนอื่น หรือ สมาธิเพื่อการไปเกิดในภพนั้น ภพนี้ อย่างนี้เรียกว่า สมาธิเอาบุญ หรือ ได้บุญ เพราะทำใจให้ฟู ให้พอง ตามความหมายของมันนั่นเอง(webmaster-บุญ แปลว่า ความใจฟู ความอิ่มเอิบ) ซึ่งเป็นของที่ปรากฏว่า ทำอันตรายแก่เจ้าของถึงกับต้องรับการรักษาเป็นพิเศษ  หรือรักษาไม่หายจนตลอดชีวิตก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะว่าสมาธิเช่นนี้ มีตัณหาและทิฎฐิเป็นสมุฎฐาน แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุด ก็เพียงได้เกิดในวัฏสงสารตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน     ส่วนสมาธิที่มีความมุ่งหมาย เพื่อการบังคับใจตัวเองให้อยู่ในอำนาจ เพื่อกวาดล้างกิเลสอันกลุ้มรุมจิตให้ราบเตียน ข่มขี่มิจฉาทิฎฐิอันจรมาในปริมณฑลของจิต ทำจิตให้ผ่องใส เป็นทางเกิดของวิปัสสนาปัญญา อันดิ่งไปยังนิพพาน เช่นนี้เรียกว่า สมาธิได้กุศล ไม่ทำอันตรายใคร ไม่ต้องหาหมอรักษา ไม่หลงวนเวียน ในวัฎสงสาร จึงตรงกันข้ามจากสมาธิเอาบุญ"

   

 

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย