ธรรมข้อคิดจากพระอริยเจ้า

   

 

 

 

คลิกขวาเมนู

มรดกของพุทธทาส

จาก ท่านพุทธทาส

มรดกที่ฝากไว้ให้เพื่อนพุทธบริษัท ผู้เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลาย

คำนำ

        ข้าพเจ้าไม่มีมรดกอะไร ที่จะฝากไว้กับ เพื่อนพุทธบริษัท ผู้เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลาย นอกจากสิ่งที่ระบุไว้ในข้อความข้างล่างนี้ ด้วยความหวังว่า ถ้ายังมีการสืบมรดกนี้อยู่เพียงใด กิจกรรมสวนโมกขพลาราม ก็จะยังคงมีอยู่ตลอดกาลนานเพียงนั้น และ "พุทธทาส" ก็จะยังคงมีอยู่ ในสถานที่นั้นๆ ตลอดกาล เพียงนั้น  ขอได้โปรดรับพิจารณากันเสียแต่บัดนี้ ซึ่งจะเป็นการง่ายในการสืบมรดกดังกล่าว ขอให้ถือว่า เป็นมรดกธรรมแก่บรรดาเพื่อน ผู้มอบกาย ถวายชีวิต ในการสืบอายุพระศาสนา เพื่อประโยชน์แก่คนทั้งโลกเถิด มิได้เป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่ประการใด.

มรดกฝ่ายนามธรรม

มรดกฝ่ายวัตถุธรรม

มรดกที่ ๑. ทุกคนสามารถเป็นพุทธทาสได้ ถ้าเขาต้องการโดยบริสุทธิ์ใจ คือ รับใช้ในการเผยแผ่พุทธศาสนา ด้วยการทำตัวอย่างในการปฏิบัติให้ดู มีความสุขให้ดู จนผู้อื่นพากันทำตาม

มรดกที่ ๒. ปณิธาน ๓ ประการ ควรแก่ผู้ที่เป็นพุทธทาสทุกคน ถือเป็นหลักในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่โลก คือ 

๑. พยายามทำตนให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ
๒. พยายามช่วยกันถอนตัวออกจากอำนาจของวัตถุนิยม
๓. พยายามทำความเข้าใจระหว่างศาสนา

มรดกที่ ๓. ปณิธานข้อแรก คือ การทำให้ทุกคน เข้าถึง หัวใจของพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดการปฏิบัติดี-ตรง-เป็นธรรม-สมควรแก่ การหลุดพ้น เพื่อสนองพุทธประสงค์โดยตรง ได้อย่างแท้จริง

มรดกที่ ๔. ปณิธานข้อที่สอง คือ การทำโลก ให้ออกมาเสียจาก อำนาจของวัตถุนิยม หรือ รส อันเกิดจาก วัตถุทางเนื้อหนังนั้น ควรเป็นกิจกรรม แบบสหกรณ์ ของคนทุกคนในโลก และทุกศาสนา เพื่อโลกจะเป็นโลก สะอาด-สว่าง-สงบ จากสภาพที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน

มรดกที่ ๕. ปณิธานข้อที่สาม คือ การทำความเข้าใจ ระหว่างศาสนา นี้เป็นสิ่งจำเป็น ต้องทำ เพราะโลกนี้ ต้องมีมากศาสนา เท่ากับ ชนิดของคนในโลก เพื่อจะอยู่ร่วมโลกกันได้ โดยสันติ และทุกศาสนา ล้วนแต่สอน ความไม่เห็นแก่ตัว จะต่างกันบ้าง ก็แต่วิธีการณ์ เท่านั้น

มรดกที่ ๖. สวนโมกข์ คือ สถานที่ให้ความสะดวก ในการเป็นเกลอกับธรรมชาติ ทั้งฝ่ายจิต และฝ่ายวัตถุ, ควรจัดให้มีกันทุกแห่งหน เพื่อการศึกษาธรรมชาติโดยตรง, เพื่อการรู้จัก กฏของธรรมชาติ, และเพื่อการชิมรสของธรรมชาติ จนรู้จักรักธรรมชาติ ซึ่งล้วนแต่ช่วยให้เข้าใจธรรมะได้โดยง่าย

มรดกที่ ๗. สวนโมกข์ คือ มหรสพทางวิญญาณ เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมี สำหรับ สัตว์ที่มี สัญชาตญาณ แห่งการต้องมี สิ่งประเล้าประโลมใจ อันเป็นปัจจัย ฝ่ายวิญญาณ เพิ่มเป็นปัจจัยที่ห้า ให้แก่ ปัจจัยทั้งสี่ อัน เป็นฝ่ายร่างกาย, ขอให้ช่วยกันจัดให้มีขึ้นไว้ สำหรับใช้สอย เพื่อประโยชน์ ดังกล่าวแล้ว แก่คนทุกคน.

มรดกที่ ๘. สวนโมกข์ นานาชาติ สำหรับ แสงสว่างทางวิญญาณ ของเพื่อนมนุษย์ ต่างชาติ ต่างภาษา โดยเฉพาะ, เป็นความคิด ที่เกิดขึ้นมา เมื่อมองเห็น คนเหล่านั้น ดิ้นรน เสาะแสวงหา เพื่อให้พบ ตัวของตัวเอง. ขอฝากไว้ ให้ช่วยกัน จัด และ รักษา ที่จัดแล้ว ไว้สืบไป.

มรดกที่ ๙. มหรสพทางวิญญาณ เพื่อความเพลิดเพลินทางวิญญาณ ด้วยรสแห่งธรรมะ เป็นสิ่งจำเป็นต้องมี เพื่อแทนที่มหรสพทางเนื้อหนัง ที่ทำมนุษย์ให้เป็นปีศาจชนิดใดชนิดหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา มนุษย์ต้องมี ความเพลิดเพลิน (Entertainment) เป็นปัจจัยที่ห้า ของชีวิต จำเป็นที่จะต้องจัดหาให้ ให้ดีๆ.

มรดกที่ ๑๐. สัญญลักษณ์เสาห้าต้นบนหลังคา หมายถึง นิวรณ์ห้า ปัญจุปาทานขันธ์ห้า พละห้า อินทรีย์ห้า ธรรมสาระห้า มรรคผลนิพพานห้า แม้ที่สุดแต่ นิ้วมือทั้งห้า ของตนเอง ล้วนแต่เป็นเครื่องเตือนใจ ในเรื่อง การกำจัดความทุกข์ ของคนเราทั้งสิ้น.

 

มรดกที่ ๑๑. คติพจน์ หรือ Slogan ประจำสวนโมกข์ คือ กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฎิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้นนั้น เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อไม่มีปัญหา ทางด้านการเป็นอยู่ ฝ่ายวัตถุ และเหมาะสม แก่การก้าวหน้าทางจิตใจ โดยหลักธรรมชาติ ที่ว่า กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง นั่นเอง

มรดกที่ ๑๒. ปริญญาจากสวนโมกข์ มีอยู่ว่า "ตายก่อนตาย" คือ จิตหมดความรู้สึกว่า ตัวกูของกู เสียก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย เหลืออยู่แต่ สติปัญญา บริสุทธิ์ในชีวิต นี้เป็นสิ่งที่มีได้แต่เดี๋ยวนี้ ดังนั้น ตายได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีกำไรชีวิตเท่านั้น.

มรดกที่ ๑๓. ภาษาคน-ภาษาธรรม มีไว้สำหรับแยกกันใช้พูดให้ถูกต้อง ในระหว่างเรื่องทางวัตถุ และเรื่องทางจิต แล้วจะเข้าใจเรื่องนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง ลึกซึ้ง สำเร็จประโยชน์ อย่าใช้รวมกัน หรือ กลับกัน จะเกิดการเวียนหัว.

มรดกที่ ๑๔. ระบบการใช้ ภาษาคน-ภาษาธรรม เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี อย่างแน่นอน เพื่อใช้ในการศึกษา และสั่งสอนพุทธศาสนา เพราะธรรมะทั้งหมด มีที่ตรัสไว้ ทั้งโดย ภาษาธรรมของคนธรรมดา (ปุคคลาธิษฐาน) และ ภาษาธรรมของคนที่เห็นธรรมะแล้ว (ธรรมาธิษฐาน) ดังนั้น จึงต้องสังเกตให้ดีๆ ทั้งในการศึกษา การสั่งสอน การสนทนา มิฉะนั้น จะเกิดอาการเวียนหัว.

มรดกที่ ๑๕. การล้ออายุ และ การให้ ของขวัญ วันล้ออายุ อย่างที่ กระทำกันอยู่ ที่สวนโมกข์นั้น มีผลทางจิตใจ ในความไม่ประมาท และรู้จักตัวเอง ดีขึ้นทุกปี ขอฝากไว้ สำหรับรักษา กันไว้สืบต่อไป เพื่อความก้าวหน้า ทางจิตใจ ของทุกคน.

มรดกที่ ๑๖. พุทธบริษัท ที่แท้จริง ไม่ควรมี แม้แต่เรื่องปวดหัว โดยไม่ต้องกล่าวถึงโรคประสาท หรือ โรคจิต ทั้งนี้ เพราะ อาศัย หลักธรรม ที่เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ที่ว่า "ตถตา" หรือ "เช่นนั้นเอง" คือ การที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ของมัน และจะต้องแก้ไขกันที่นั่น โดยไม่มีอะไรแปลก จึงขอฝากไว้ ในฐานะเป็นมรดก.

มรดกที่ ๑๗. สาม ส. คือ สะอาด-สว่าง-สงบ เป็นคุณลักษณะ ของพระอริยเจ้า และมีภาวะเป็นหัวใจ ของพระรัตนตรัย ในพุทธศาสนา ขอฝากไว้เป็นมรดก แก่ทุกคน ในฐานะเป็นบทมนต์ประจำจิต.

มรดกที่ ๑๘. กฏบัตรของพุทธบริษัท ที่ได้ช่วยกันทำขึ้นไว้แล้ว อย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา สำหรับพุทธบริษัทถือเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อความถูกต้อง เป็นผลดี และสะดวกดาย ในการเป็น ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน ไม่ตกไปสู่ หนองของไสยศาสตร์ และวัตถุนิยม ขอฝากไว้เป็นมรดก ตลอดกาลนาน.

มรดกที่ ๑๙. วรรณกรรม ชุดธรรมโฆษณ์ จากพระโอษฐ์-ลอยปทุม- หมุนล้อธรรมจักร ขอฝากไว้เป็นมรดกอนุสรณ์ของผู้ประคองจิต ร้อยกรอง แล้วประคอง ปล่อยลงสู่ธรรมวารี คือ ห้วงหฤทัย แห่งสาธุชนทั้งหลาย ทั่วพื้นปถพี เพื่องอกงามในห้วงแห่งธรรมวารีนั้น ตลอดกัลปาวสาน อย่ารู้สิ้นสุด.

มรดกที่ ๒๐. บทสวดมนต์แปล แบบสวนโมกข์ คือ สวดมนต์แปล ที่ได้ พยายามกระทำ ให้สวดกัน ได้ลื่นสละสลวย ได้เลือกมา เฉพาะเนื้อความ ที่เป็น หลักธรรม เข้มข้น และรัดกุม ใช้เป็น อารมณ์แห่งสมาธิ และวิปัสสนา ไปได้ในตัว ขอฝากไว้ ให้ใช้สวดกัน ตลอดกาลนาน.

มรดกที่ ๒๑. การตักบาตรสาธิต แบบที่ทำกันอยู่ในสวนโมกข์ เป็นการศึกษา อยู่ในตัว ว่าจะสามารถ เลี้ยงพระ จำนวนร้อยได้อย่างไร, สะดวกเท่าไร, ควบคุมกิเลสได้โดยวิธีไหน. ขอให้ช่วยกันรักษาพิธีกรรม แบบนี้ไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ เกื้อกูล แก่การพิทักษ์รักษาพุทธศาสนาไว้ โดยวิธีประหยัด ไม่ยุ่งยากลำบาก และรักษาแบบฉบับโบราณ นับแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา

มรดกที่ ๒๒. สระมะพร้าวนาฬิเกร์ คือ บทเรียนด้วยของ จำลองมาจาก บทกล่อมลูกให้นอนของประชาชน ที่แสดงว่า สมัยโน้น ประชาชน ได้เข้าถึงธรรมะสูงสุด กันเพียงไร จนถึงกับนำเอาเรื่อง ของพระนิพพาน มาทำเป็นบทเพลงกล่อมลูกได้ ขอให้รักษาเกียรติของบรรพบุรุษ ในข้อนี้ และทำตนให้สมกับ เป็นลูกหลานของท่าน จงทุกคนเถิด.

มรดกที่ ๒๓. การแสดงธรรมในรูปของการแสดงปาฐกถา ซึ่งบางคราว ถึงกับต้องยืนพูดนั้น ไม่ผิดธรรมวินัยแต่ประการใด สะดวกและเหมาะสมแก่สมัย ทำให้การเผยแผ่พระศาสนา เป็นไป อย่างราบรื่น และได้ผลดี ไม่จำเป็นต้องถือตามตัวอักษร เพราะ ระเบียบวัฒนธรรมคนละยุค คนละสมัย.

มรดกที่ ๒๔. หลักการที่ถือกันอยู่ในสวนโมกข์ ว่าไม่ยินดีต้อนรับ คนที่ล้างจานข้าวไม่เป็น กินแล้วต้องให้คนอื่นช่วยล้างจานนั้น เป็นหลักการที่ไม่ขัดกับ หลักพุทธศาสนา ไว้คัดเลือกคนที่เหมาะสม สำหรับจะพักอยู่ในวัด เพื่อการปฏิบัติธรรม เพราะมีจิตใจ สมคล้อยกับ หลักแห่งการไม่เห็นแก่ตัว หรือ เอาเปรียบผู้อื่น ขอให้ช่วยกันรักษาไว้ เป็นมรดก สืบทอดต่อไปเถิด.

มรดกที่ ๒๕. การหนุนหมอนไม้ เป็นสิ่งที่พุทธองค์ทรงชักชวนไว้โดยตรง เพื่อฝึกฝน การเป็นคนไม่มักมาก ในการนอน. มารไม่ได้โอกาส ครอบงำ คนไม่เห็นแก่นอน มีความเข็มแข็งว่องไว ทั้งทางกาย และทางจิต บรรพชิต และนักรบ สมัยโน้น จึงหนุนหมอนไม้ โดยเฉพาะ พวกกษัตริย์ ลิจฉวี.

มรดกที่ ๒๖. ขอคัดค้านคำกล่าวที่ว่า "งานคือเงิน - เงินคืองาน" ว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งสอน ให้ทำงาน ในฐานะเป็น หน้าที่ ที่ถูกต้อง สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด  มิใช่ทำเพื่อหาเงิน มาปรนเปรอชีวิต ให้หลงระเริง ในอบายมุข หรือ ความเริงรมย์ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่อง "บ้าวูบเดียว" ขอฝากมรดกการคัดค้าน นี้ไว้ด้วย

มรดกที่ ๒๗. เคล็ดลับของแบบเซ็น นั้นคือ วิธีเดิมแท้ ในพุทธศาสนา ที่บวก สมถะเข้ากับวิปัสสนา ให้ทำงานร่วมกัน ในขณะที่มีสมาธิ และเพ่งพิจารณา เพื่อเข้าถึงสภาพเดิมของจิต คือ ความไร้กิเลส ได้โดยฉับพลัน ไม่แยกกันทำทีละอย่าง เพราะความยึดมั่น เฉพาะอย่าง, หลักนั้นมีว่า ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน.

มรดกที่ ๒๘. หลักการที่ว่า เอาเชื้อโรคมาแก้ไขโรคนั้น นำมาใช้ได้ในการปฏิบัติธรรม ในพุทธศาสนา โดยเอากำลังของความโลภ มาละโมบ ในการทำความดี หรือ บุญกุศล เอากำลังของความโกรธ มาอาฆาตโกรธแค้น ต่อกิเลสและความทุกข์ เพื่อทำลายเสีย ในฐานะศัตรู เอากำลังของโมหะ มาหลง ในการ ทำความดี ขั้นต้นๆ แทน การหลงชั่ว ทั้งนี้ เพราะเรามีสิ่งทั้งสามนี้ เป็นเดิมพัน อย่างรุนแรงอยู่ในจิตใจกันอยู่แล้ว อย่างเต็มที่.

มรดกที่ ๒๙. การมีธรรมะตลอดวัน ตลอดคืน เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ยาก คือเมื่อจะทำหน้าที่ใดๆ ในชีวิตประจำวัน ก็ทำโดยรู้สึก ต่อความจริง ข้อหนึ่ง อยู่ในใจว่า "หน้าที่นั่นแหละ คือ ธรรมะ" เพราะหน้าที่ เป็นสิ่งที่ สามารถ กำจัดปัญหาได้ ทุกชนิด และนำมาซึ่งผลดี อันพึงปรารถนา ข้อนี้ตรงกับ ความหมายของคำว่า "ธรรม" คือ สิ่งที่ช่วยผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกลงสู่ความทุกข์ ดังนั้น เมื่อทำหน้าที่ ตลอดวัน ก็มีธรรมะได้ ตลอดวัน แม้การพักผ่อน ก็เรียกว่า หน้าที่ ที่ต้องทำ ด้วยเหมือนกัน คือ จะได้มีกำลังในการทำหน้าที่.

มรดกที่ ๓๐. มหาปเทสฝ่ายวินัย ตามแบบพระวินัย ขอฝากไว้ ให้ถือว่า เป็นสิ่งจำเป็น ต้องนำมาใช้ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเจริญด้วยวัตถุ จนเต็มไปด้วยวัตถุ ชนิดที่เป็นปัญหาทางศีล ทางวินัย ทั้งแก่บรรพชิต และฆราวาส ขอให้ศึกษา มหาปเทส นั้นอย่างแตกฉาน เพื่อป้องกัน ความงมงาย.

มรดกที่ ๓๑. มหาปเทสฝ่ายธรรม ในมหาปรินิพพานสูตร เป็นสิ่งที่ ต้องนำมาใช้ ควบคู่กันกับ หลักตัดสินธรรมวินัย ในโคตมีสูตร เพื่อว่า ถูกต้อง สมบูรณ์ที่สุด ในการ ตัดสินความถูกต้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ พุทธบริษัท แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วย ปัญหา และนับวัน จะเพิ่มมากขึ้น ทุกที วิธีการณ์ อย่างนี้ ได้เคยใช้ ประสบผลดี มาแล้ว จึงขอฝากไว้ เป็นมรดก เพื่อใช้กัน สืบไป.

มรดกที่ ๓๒. ปฏิจจสมุปบาท แบบ "ฮัมเพลง" (ในโยคักเขมวรรค สฬายตนสังยุตต์ สํ.) เป็นสูตรที่ตรัสไว้อย่างเข้าใจได้ง่าย ปฏิบัติได้ง่าย กว่าแบบทั่วไป ควรทำความเข้าใจ กับแบบนี้เสียก่อน แล้วจึงพิจารณา แบบทั่วไป แต่การปฏิบัติ ก็ยังเป็นอย่างเดียวกัน คือ มีสติ เมื่อมีผัสสะ (รายละเอียดหาดูได้ จากปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์).

มรดกที่ ๓๓. การใช้หลักอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท-ตถตา-สุญญตา เป็นอมฤตโอสถ ซึ่งทำให้อยู่ เหนือความตาย หรือ เหนือการเวียนว่าย ตายเกิด เพราะ ทำให้หมดตัวตน และของตน นั้นเป็น กิจกรรมประจำวัน ของพุทธบริษัท ที่แท้จริง เป็นทางลัดสั้น ที่สุด มีผลดีที่สุด จึงขอฝากไว้ เป็นมรดก ในฐานะ เป็นสิ่งที่เคยใช้ได้ผลดี มาแล้ว

มรดกที่ ๓๔. บาลี วิมุตตายตนสูตร เป็นหลักธรรม ที่ควรสนใจเป็นพิเศษ คือ บอกให้รู้ว่า คนเราสามารถบรรลุธรรม ได้ถึง ๕ เวลา คือ เมื่อกำลังฟังธรรมอยู่, เมื่อกำลังแสดงธรรมให้ผู้อื่นอยู่, เมื่อกำลังสาธยายธรรมอยู่, เมื่อเพ่งธรรมอยู่, และเมื่อพิจารณาใคร่ครวญธรรมอยู่; นับว่า โอกาสมีมาก ในการบรรลุธรรม แต่พวกเรา พากันประมาทเสีย ไม่ฉวยเอาได้ แม้แต่โอกาสเดียว.

มรดกที่ ๓๕. การใช้หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการ ให้ถูกต้อง และ ครบถ้วน เป็นหลักการ และ วิธีการณ์ อันแน่นอน ในการที่จะ รักษาพุทธศาสนา เอาไว้ได้ และ ในลักษณะที่จะ เป็นที่พึ่งได้ อย่างแท้จริง และเป็นการ สืบอายุ พุทธศาสนา ที่ตรงตามพุทธประสงค์ ได้เคยใช้วิธีนี้อยู่เป็นประจำ และสำเร็จประโยชน์ เต็มตามความหมาย จึงขอนำ พิธีกรรม อันนี้ มาฝากไว้เป็นมรดก.

มรดกที่ ๓๖. การศึกษา สติปัฎฐานสี่ จาก อานาปานสติสูตร ได้ผลดีกว่า จาก มหาสติปัฎฐานสูตร ซึ่งกล่าวไว้อย่างยืดยาว มีลักษณะกำกวมฟั่นเฝือ ไม่มีลำดับ ติดต่อกัน อย่างชัดแจ้ง, เพียงแต่อ่านอย่างเดียว ก็กินเวลา หลายชั่วโมง ส่วนข้อความจาก อานาปานสติสูตร นั้น ติดต่อกันเป็นสาย ๑๖ ขั้น จนตลอดเรื่อง นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ ไปจนกระทั่ง ถึงการรู้ว่า บรรลุผลสำเร็จแล้ว และเป็นหลักที่พระองค์ ทรงยืนยันว่า ได้อาศัยหลักนี้ ในการตรัสรู้ ของพระองค์เอง ขอให้พิจารณากันให้ดี และขอฝาก ข้อเท็จจริงอันนี้ ไว้เป็นมรดก ด้วย

มรดกที่ ๓๗. สุญญตาสำหรับฆราวาส แม้ที่เป็นผู้หญิงและเด็ก คือ มีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้เกิด ความรู้สึก ยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งใด จนเกิด ความรัก - โกรธ - เกลียด - วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ - อิจฉาริษยา - หวง - หึง ด้วยอำนาจความรู้สึก เป็นตัวกู ของกู. ขอยืนยันว่า ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ ตามสติกำลัง และควรปฏิบัติ จึงขอฝากไว้เป็นมรดก พิเศษ สำหรับฆราวาส.

มรดกที่ ๓๘. หลักการ ตามรอยพระอรหันต์ ที่ได้ใช้ร่วมกัน ทั้งสำหรับ ฆราวาส และบรรพชิต คือ การดำรงชีวิต ชนิดที่เป็นการขูดเกลา กิเลส และบรรเทา ความเคยชิน ที่จะเกิดกิเลส (อนุสัย) อยู่ตลอดเวลา โดยมีสติสัมปชัญญะ ในขณะ สัมผัสอารมณ์ ไม่ปล่อยให้ปรุง เป็น โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมา, หรือ ถ้าปรุงแล้ว ก็มีสติ ปิดกั้น การปรุงนั้นเสีย.

มรดกที่ ๓๙. "งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพาน อยู่ที่ ตายเสียก่อนตาย" นี้คือ ของเก่า ที่ปัดฝุ่น แล้วนำมา ใช้ใหม่ เพื่อรักษา สติปัญญา ของบรรพบุรุษไว้ ว่าเคยเฉียบแหลม ลึกซึ่งอย่างไร แล้ว ลูกหลาน ชั้นหลัง ก็จะมีสติปัญญา ไม่น้อยไปกว่า บรรพบุรุษ ก็จะเป็น พุทธบริษัท ได้เต็ม ตามความหมาย ไม่เอา นิพพานไปเก็บไว้ สำหรับ ตายแล้วตายอีก หลายหมื่น หลายแสนชาติ จึงจะได้ผล ขอให้ช่วยกัน รักษามรดก ข้อนี้ ของบรรพบุรุษ กันเถิด.

มรดกที่ ๔๐. ขอให้เรา มีความมุ่งหมายเป็นพิเศษ กันไว้ สักข้อหนึ่ง ว่าไม่เร็ว ก็ช้า จะมีโลกสักยุคหนึ่ง อันเป็น โลกสมบูรณ์ ด้วยธรรมะ โดยที่ทุกคน ทำหน้าที่ ของตนๆ โดยมี สติสัมปชัญญะ รู้สึกอยู่ในใจว่า หน้าที่อันถูกต้อง นั่นแหละ คือ ธรรมะ ที่จะช่วยให้คนเรา อยู่เหนือปัญหา ทั้งปวงได้ ทั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีได้ เพราะ โลก เปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ จงให้ปัจจัย แห่งความเปลี่ยนแปลง เพื่อความเป็นอย่างนี้ แก่โลกเถิด.

มรดกที่ ๔๑. ถ้าคนทั้งโลก เขาไม่เห็นด้วย ในการทำโลกให้มีธรรมะ เพราะเห็นว่า เหลือวิสัย ก็ตามใจเขา เราคนเดียว ก็อาจจะทำตนเอง ให้ดับทุกข์ได้ด้วยธรรมะอย่างถึงที่สุด, ดังนั้นอย่าได้ท้อใจเลย ในการที่คนทั้งหลาย เขาไม่สนใจใยดีกับธรรมะ.

ทั้งหมด(ข้างต้น)นี้  เป็นมรดกฝ่ายวัตถุธรรม และพิธีกรรม เป็นภาคหนึ่งของมรดกที่มอบไว้ในฐานะเป็นมรดก.

ต่อไปนี้ เป็นมรดกฝ่ายนามธรรม ที่ได้เคยค้นคว้า สังเกต ศึกษา และทดลองปฏิบัติมาแล้ว

มีผลเป็นที่น่าพอใจ จึงขอสรุปไว้เป็นข้อๆ นำมามอบไว้ในที่นี้ ในฐานะเป็นมรดก เช่นเดียวกัน.

มรดกฝ่ายนามธรรม

มรดกที่ ๔๒. พุทธะ ผู้รู้ - ผู้ตื่น - ผู้เบิกบาน ตรงกันข้าม จาก ไสย ซึ่งหมายถึง หลับ - สงสัย - สะดุ้ง หวาดผวา อยู่ตลอดเวลา. การที่จะเป็นพุทธ์ หรือ เป็นไสย ต่างกัน อย่างตรงกันข้ามที่ตรงนี้.

มรดกที่ ๔๓. การมีพระพุทธรูปไว้กราบไหว้ หรือ แขวนคอกัน ในบัดนี้ มีทั้งที่เป็นไสยศาสตร์ คือ ถือเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองป้องกัน หรือ เป็นเครื่องราง ของขลัง, และที่เป็นพุทธศาสตร์ คือ วัตถุอนุสสติ หรือ อย่างมากก็เป็นเพียงปูชนียวัตถุ. พุทธบริษัท จะต้องระวังสังวร กันไว้ให้ดีๆ ไม่เสียเกียรติ ของพุทธบริษัท กลายเป็นผู้ถือลัทธิ บูชาวิญญาณ (Animism) ไปเสีย.

มรดกที่ ๔๔. การมีพระพุทธเจ้า เป็นกัลยาณมิตร เป็นสิ่งที่ต้องสนใจ กันให้มาก ให้สมกับที่ตรัสไว้ว่า "ถ้าได้อาศัยเรา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ทั้งหลาย ที่มีการ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย จักพ้นจากการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย"   พวกกเรากลับมาถือกันเสียว่า เรามีการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย เป็นของธรรมดา >ไม่ล่วงพ้น การ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ไปได้อย่าง น่าสังเวช.

มรดกที่ ๔๕. พระพุทธเจ้า ตามทรรศนะของบุคคลนั้นๆ มักจะเป็น ภูเขาหิมาลัยบังธรรมะ สำหรับเขา เพราะเป็นพระพุทธเจ้าแห่งอุปาทาน และตามอุปาทานของเขา. ดังนั้น จงรู้จัก พระพุทธเจ้าให้ถูกตรง พระองค์จริง กันเถิด.

มรดกที่ ๔๖. พระพุทธองค์ ท่านมีการตรัส ทั้งโดย ภาษาคน และ ภาษาธรรม ต้องฟังให้ดี เช่น ตรัสโดยภาษาคน ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" แต่ตรัสโดยภาษาธรรมว่า "ตัวตนของตน นั้นไม่มี" ดังนี้   ถ้าฟังไม่ดี จะไม่รู้เรื่อง และเห็นว่าเป็นคำพูดที่ขัดกัน.  ถ้ารู้จักฟังโดยหลัก ภาษาคน-ภาษาธรรม แล้ว จะไม่ขัดกันเลย ดังนี้เป็นตัวอย่าง.

มรดกที่ ๔๗. ตรัสว่า แต่ก่อนก็ดี บัดนี้ก็ดี เราบัญญัติแต่เรื่องความทุกข์ กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เท่านั้น  ดังนั้น พวกเราอย่าต้องเสียเวลา ในการศึกษา การถาม การเถียง กันด้วยเรื่องอื่นที่มิใช่สองเรื่องนี้กันอีกเลย.

มรดกที่ ๔๘. พระพุทธองค์ มิได้ทรงเสียเวลา ในการกระทบกระทั่ง หรือ ยกเลิกลัทธิคำสอนของเก่า ก่อนพระองค์ หากแต่ทรงแสดงเรื่องของพระองค์ ที่ดีกว่า - จริงกว่า - มีประโยชน์กว่า ให้ผู้ฟัง เลือกเอาเอง อย่างมีเหตุผล จึงไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น อย่างรุนแรง เหมือนกับที่เกิดแก่ศาสดาอื่นบางองค์.

มรดกที่ ๔๙. การมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ปรุงขึ้นตามทรรศนะ ของบุคคลนั้นๆ ทำให้เป็นปัญหามาก และไม่ถูก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์จริง ซึ่งมีหัวใจเป็นความ สะอาด - สว่าง - สงบ  เพราะว่างจากกลิ่นไอ และความหมายแห่ง ตัวกู - ของกู

มรดกที่ ๕๐. ไสยศาสตร์ คือ ลัทธิหลับ (ด้วยอวิชชา) พุทธศาสตร์ คือ ลัทธิตื่นจากหลับ (ประกอบอยู่ด้วยวิชชา) ดังนั้น จงระวังการกระทำ ที่เกี่ยวกับพระพุทธรูป หรือพระเครื่อง; เพราะมีได้ทั้งที่เป็นพุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์  แล้วแต่ว่า ผู้นั้น ทำไปด้วยวิชชา หรือ ด้วยอวิชชาอุปาทาน.

มรดกที่ ๕๑. หลักการปฏิบัติที่แท้จริง ไม่ต้องข้ามภพ ข้ามชาติ (เข้าโลง) ล้วนแต่เป็นสันทิฎฐิโก - อกาลิโก คือ ปรากฏแก่ใจ ในทันทีที่กระทำ และรับผลของการกระทำ ส่วนที่เนิ่นนานไปจากนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ ฝ่ายวัตถุธรรม ในความรู้สึกของปุถุชนธรรมดา.

มรดกที่ ๕๒. สิ่งที่เรียกกันว่า "ตัวตน" นั้น เป็นเพียงมายา คือ เป็นเพียงความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในใจ อันปรุงแต่งขึ้นมาจากตัณหา หรือ ความอยาก ด้วยอำนาจอวิชชา ที่เกิดขึ้นในจิต โดยธรรมชาติ อัตโนมัติ, เป็นเพียงความรู้สึกผิดๆ ของสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน อันเกิดมาจากตัณหา มิได้เป็นตัวตนอันแท้จริง เป็นเพียงความรู้สึกลมๆ แล้งๆ แต่ก็มีความเข้มข้น จนผู้รู้สึก รู้สึกว่าเป็นตัวตน.

มรดกที่ ๕๓. การจำแนกธรรมะเป็น ๔ ความหมาย ให้ความสะดวก ในการศึกษาธรรมะ อย่างทั่วถึง คือ รู้จักตัวธรรมชาติ - กฏของธรรมชาติ - หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ  และผลอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น  จนสามารถดำรงชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ปราศจากปัญหาใดๆ.

มรดกที่ ๕๔. ธรรมะมีความหมายหลายอย่าง  ถ้าเอาใจความเพียงอย่างเดียว ก็คือ หน้าที่ ที่ได้กระทำอย่างถูกต้องแก่สถานภาพของผู้ปฏิบัติ ตามกฏของธรรมชาติ เพื่อให้เกิดสันติสุข แก่ทุกฝ่าย ทุกกาละ และเทศะ

มรดกที่ ๕๕. ธรรมะทั้งหมด ในทางปฏิบัติ อาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมะ เครื่องมือ  และ ธรรมะ ผลที่ประสงค์

        สีล - สมาธิ - ปัญญา เป็นธรรมะ เครื่องมือ,

        มรรค - ผล - นิพพาน เป็นธรรมะ ผลที่ประสงค์,

แม้ธรรมะที่เป็นเครื่องมือ ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

        ธรรมะหลัก เช่น สติปัฎฐานสี่

        และธรรมะอุปกรณ์ เช่น อิทธิบาทสี่ หรือ สัมมัปปธานสี่,

จงรู้จักธรรมะที่จะใช้ปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ตามกรณี

มรดกที่ ๕๖. จงทำให้งานของท่าน ทุกชิ้น ทุกอนุภาค กลายเป็นธรรมะ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ รู้สึกอยู่ว่า หน้าที่ นั่นแหละ คือ ธรรมะ, ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละ คือ ปฏิบัติธรรมะ; แล้วท่านก็จะมีธรรมะ อยู่ทุกอิริยาบถ  ทุกเวลา ทุกสถานที่ แล้วทำงานทุกอย่าง ได้สนุกเหมือนเล่นกีฬา มีความสุขเสียแล้ว ในขณะที่ทำงาน ไม่ต้องไปหาสถานเริงรมณ์ อบายมุข หรือ ยาเสพติด

มรดกที่ ๕๗. ธรรมะ คือ สิ่งที่เรียกกันในภาษาไทยว่า "หน้าที่" ของ ทุกสิ่ง ที่มีชีวิต อันเขาจะต้องทำ เพื่อความรอด ทั้งทางกาย และทางจิต ทั้งเพื่อตนเอง และ เพื่อสังคม แม้จะแปลคำ คำนี้ กันว่า คำสั่งสอน การเรียน การปฏิบัติ ความหมายสำคัญ ก็ยังคงอยู่ที่ ความเป็นหน้าที่ เพื่อความรอด ดังนั้น เมื่อใด มีการทำหน้าที่ เมื่อนั้น ก็คือ การปฏิบัติธรรม.

มรดกที่ ๕๘. ธรรมะในโบสถ์ - หรือ ธรรมะกลางทุ่งนา ก็เป็นธรรมะ อย่างงเดียวกัน เมื่อประพฤติกระทำ ในฐานะที่เป็น หน้าที่ ที่ถูกต้อง เพื่อความรอด อันแท้จริง.

มรดกที่ ๕๙. สิ่งที่เป็น นิรันดร - อมิตาภะ - อมิตายุ - อกตะ - อมตะ - อสังขตะ - นั้น มีอยู่ ๓ อย่าง คคือ กฏธรรมชาติ๑   ความว่าง๑   นิพพาน๑  สามอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น แม้แต่พระเจ้า ก็สร้างไม่ได้ เพราะมีฐานะเป็นพระเจ้าเสียเอง.

มรดกที่ ๖๐. พุทธศิลป์ ที่แท้จริง มิใช่วัตถุศิลป์ อย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นระบบ การกระทำด้วย สติปัญญา ที่ดับทุกข์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังที่พระพุทธองค์ ได้ทรงประกาศไว้ อย่างมีความงามใน เบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย ในภายในจิต ของสัตว์.

มรดกที่ ๖๑. ธรรมะ คือระบบปฏิบัติ ที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น, เรียกสั้นๆ ว่า "หน้าที่" นั่นแหละ คือ พระเป็นเจ้า ผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริง.

มรดกที่ ๖๒. ธรรมะมีไว้ช่วยให้อยู่ในโลกอย่างชนะโลก หรือ เหนือโลก มิใช่ให้หนีโลก แต่อยู่เหนืออิทธิพลใดๆ ของโลก ไม่ใช่จมอยู่ในโลก มักสอนให้เข้าใจกันผิดๆ ว่าต้องหนีโลก ทิ้งโลก สละโลก อย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครเลย.

มรดกที่ ๖๓. ธรรมะ เป็นสิ่งที่ อธิบายยาก เพราะ คำพูดของมนุษย์ มีไม่พอ คือไม่มีคำ สำหรับใช้กับ สิ่งที่มนุษย์ ยังไม่เคยรู้จัก มาก่อน;  ดังนั้น จึงต้อง พยายามพูด และ พยายามฟัง จนเข้าใจ หรือ รู้จัก โดยความหมาย ทั้งใน ภาษาคน และ ภาษาธรรม พร้อมกันไป.

มรดกที่ ๖๔. ธรรมะ มิใช่ตัวหนังสือ หรือ เสียงแห่งการแสดงธรรม แต่เป็น การกระทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง ของผู้ปฏิบัติแต่ละคน อยู่ทุกอิริยาบถ - ทุกเวลา - ทุกสถานที่ อย่างถูกต้อง แก่ความเป็นมนุุษย์ ของตน และ ผู้อื่น ที่เกี่ยวข้องกัน จึงจะเป็นธรรมะ ที่ถูกต้อง ตามหลักแห่งพุทธศาสนา อันนำมาซึ่ง ความสงบสุข ได้จริง.

มรดกที่ ๖๕. ศีลธรรมกลับมา เพื่อ โลกาสงบเย็น, ปรมัตถธรรมกลับมา เพื่อโลกาสว่างไสว ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ, ถ้าปรมัตถธรรมไม่กลับมา โลกามืดมนท์; ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกัน ทำให้กลับมา ในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี สำหรับโลก.

มรดกที่ ๖๖. ไม่ต้องอาลัยอดีต - ไม่ต้องพะวงอนาคต ขอแต่ ให้ทำหน้าที่ ของตน อย่างถูกต้อง ในปัจจุบัน ก็เพียงพอแล้ว ที่จะไม่เป็นทุกข์ และไม่เป็นปัจจัย แก่ สัสสตทิฎฐิ คือ ตัวตนที่เวียนว่าย ไปในวัฎฎะ

มรดกที่ ๖๗. ก ข ก กา ของพุทธศาสนา มิได้ตั้งต้น ที่พระรัตนตรัย  แต่ตั้งต้น การศึกษาที่ การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า ได้ก่อให้เกิด ตัณหา อุปาทาน แล้วเกิดทุกข์  ควบคุมการเกิดเหล่านี้ได้ ก็จะดับทุกข์ได้ แล้วก็จะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมา

มรดกที่ ๖๘. โลกทั้งหมดสำเร็จ อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะ เรามีตา ฯลฯ โลกจึงมี และ เกิดกรณีต่างๆ ที่เป็นปัญหาขึ้น  เพราะไม่รู้ความจริง ของ เรื่อง ตา ฯลฯ หรือ โลก อย่างถูกต้องนั่นเอง.

มรดกที่ ๖๙. ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายเกิดทุกข์ เกิดขึ้นทุกคราวที่จิตมีตัณหา คือ โง่ เมื่อมีผัสสะโง่ เวทนาโง่ เพราะอำนาจของอวิชชา จนเกิดตัณหา หรือ มีกิเลสครองงำ; ดังนั้น ระวังอย่าโง่  เมื่อมีผัสสะใดๆ ให้ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายทุกข์ เกิดขึ้น.

มรดกที่ ๗๐. ปฏิจจสมุปบาท มีขึ้นรอบหนึ่ง ทุกครั้ง ที่มีการสัมผัสอารมณ์ ด้วยอวิชชา หรือพูดได้ว่า ทุกครั้ง ที่มี จิตเศร้าหมอง ด้วยการปรุงแต่ง ของอวิชชา มิใช่มี อย่างคร่อมภพ คร่อมชาติ ถึงกับ ปฏิจจสมุปบาท รอบเดียว คร่อมชาติ สามชาติ เหมือนที่ แนะนำสั่งสอนกัน อยู่โดยมาก จนกลายเป็น สัสสตทิฎฐิ ไป.

มรดกที่ ๗๑. การปฏิบัติ ที่ดูเหมือนมิได้ปฏิบัติอะไรเลย คือ การปฏิบัติทางจิตใจ ให้รู้สึกพอใจอยู่ในความว่างจากตัวตนของตน กระทำหน้าที่ทุกอย่าง กลมกลืนอยู่กับกฏของธรรมชาติ  ทำงานเพื่อหน้าที่ มิใช่ทำเพื่อประโยชน์แก่ตัวกู-ของกู.

มรดกที่ ๗๒. ภาษาธรรมะชั้นสูง ก็ล้วนแต่ เป็นคำ ที่ยืมมาจาก ภาษาชาวบ้าน จงพยายาม ถือเอาความหมาย ในภาษาชาวบ้าน ให้มากที่สุด ก็จะเข้าใจ คำนั้นๆ ได้ถูกต้อง และถึงที่สุด ได้โดยง่าย เช่น นิพพาน คือ เย็น, มรรค คือหนทาง,ผล คือ ลูก, กิเลส คือ สิ่งสกปรก, สังโยชน์ คือ ผูกมัด, อาสวะ คือ สิ่งกดดัน ออกมาจาก การหมักดอง. พุทธะ คือ ตื่นจากหลับ. ธรรมะคือ หน้าที่. สังฆะ คือ หมู่ของสิ่งที่พึงปรารถนา.

มรดกที่ ๗๓. มนุษย์สูญ คือ ผู้ที่มีจิตใจกำลังปราศจากความยึดมั่นถือมั่น คือ ไม่รู้สึกยึดมั่นในความหมาย ที่เป็นตัวตน หรือ ของตน ด้วยอุปาทาน ไปตามอำนาจของอวิชชา จงมาเป็นมนุษย์สูญ (ว่าง) กันเถิด จะเบาสบาย เฉลียวฉลาด ปราศจากอคติใดๆ มีจิตใจเหมาะสม แก่การงาน ทุกชนิด โดยอัตโนมัติ.

มรดกที่ ๗๔. เมื่อจิตหลุดพ้น จากความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งหลงยึดมั่นในคุณค่า อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ตามสมมติสัจจะว่า "ตัวตน" แล้ว ดี-ชั่ว บุญ-บาป กิเลส-โพธิ หรือ อะไรที่บัญญัติกันว่า เป็นของคู่ ตรงกันข้ามนั้น ก็จะเป็นของที่เท่ากัน หรือ เป็นสิ่งเดียวกัน เช่น เป็นเพียงสังขารเสมอกัน  เป็นสมมติบัญญัติที่เท่ากัน เป็นต้น.

มรดกที่ ๗๕. เรามี นรก สวรรค์ หรือ นิพพาน ชนิดที่เป็น สันทิฎฐิโก ที่สัมผัสได้กันที่นี่ กันดีกว่า จริงกว่า  กว่าชนิดที่คิดว่า จะมีกัน ต่อเมื่อตายแล้ว ซึ่งพระพุทธองค์ ตรัสเรียกว่า อายตนิกนิริยะ อายตนิกสัคคะ และ สันทิฎฐิกนิพพาน ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี ๆ เถิด จะได้เป็นพุทธบริษัท สมชื่อ.

มรดกที่ ๗๖. แผ่นดิน เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร ประทับ อยู่อาศัย และดับขันธปรินิพพาน ของพระพุทธองค์ ตลอดพระชนมชีพ จึงเหมาะสม ที่จะใช้เป็น ที่ศึกษา และปฏิบัติธรรม เกินกว่า ที่จะจัดเป็น "บรมมหาวิทยาลัย" เมื่อนำไปเทียบกับ มหาวิทยาลัย ในโลกปัจจุบัน ดังนั้น เราน่าจะ นั่งเรียนธรรมะ กันกลางดิน ยิ่งกว่านั่งเรียน บนตึก ราคาล้านๆ.

มรดกที่ ๗๗. กฏเกณฑ์ เกี่ยวกับ ลำดับชั้น ของ นิวรณ์ - กิเลส - อนุสัย - อาสวะ ที่ควรรู้จัก คือ เกิดโลภ ครั้งหนึ่ง ก็สะสม ราคานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, เกิดโกรธครั้งหนึ่ง ก็สะสม ปฏิฆานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, เกิดหลงครั้งหนึ่ง ก็สะสม อวิชชานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, สำหรับจะเกิดกิเลสนั้นๆ ได้โดยง่าย สะสมไว้ในสันดาน กลายเป็นอาสวะ สำหรับจะกลับออกมาเป็นกิเลส หรือ เป็นเพียงนิวรณ์ ก็ได้ แล้วแต่กรณี

มรดกที่ ๗๘. กามารมณ์ หรือ เพศรส คือ ค่าจ้างของธรรมชาติ เพื่อให้สัตว์ทำการสืบพันธุ์ อันเป็นสิ่งเหน็ดเหนื่อย - น่าเกลียด - สกปรก, ยากที่สัตว์จะหลีกเลี่ยงได้ แม้จะเป็นเพียงค่าจ้าง ที่เป็นอาการบ้าวูบเดียว.

มรดกที่ ๗๙. ความว่าง - จิตว่าง - ทำงานด้วยจิตว่าง - เห็นโลกโดดยความเป็นของว่าง - มีชีวิตอยู่ด้วยความว่าง นี้คือ ทั้งหมดของพุทธศาสนา โดยหัวใจ, สำหรับ การศึกษา - ปฏิบัติ - เสวยผลของ การปฏิบัติ อย่างพุทธบริษัทแท้ แต่คงจะเป็นการยาก ที่ใครจะเห็นด้วย.

มรดกที่ ๘๐. อย่าเข้าไปเฝ้า พระพุทธองค์ ในลักษณะ ที่ท่าน ทรงทนนั่ง ต้อนรับไม่ไหว เพราะ เต็มไปด้วย สัญญลักษณ์ แห่งไสยศาสตร์ และ ความมี ตัวกู - ของกู ถึงขนาด ยกหู ชูหาง มีท่าทาง แห่งการยกตน ข่มผู้อื่น

มรดกที่ ๘๑. สิ่งที่เรียกว่า อภิธรรม นั้น สมมติว่า เอาไปทิ้งทะเลเสีย ทั้งกระบิ เราก็ ไม่ขาดความรู้เรื่อง การปฏิบัติ เพื่อการดับทุกข์ เพราะเกิดขึ้น สำหรับสติปัญญา ที่ เฟ้อ เกินจำเป็น ทำให้ เนิ่นช้า แก่สติปัญญาทั่วไป ดังนั้น ใครๆ ไม่ต้องเสียใจ หรือน้อยใจ ว่าไม่มีโอกาส จะเรียน หรือ เรียนไม่ไหว.

มรดกที่ ๘๒. มิติที่สี่ ของอารมณ์ทั้งหลายนั้น คือ การกินเวลา กับ การกินเนื้อที่ ที่สัมพันธ์กันอย่างดี ถ้าใครรู้เท่าทันเรื่องนี้แล้ว จะไม่หลงใหล ในความงาม - ไพเราะ - หอม - อร่อย - นิ่มนวลชวนสัมผัส แล้วก็โง่ ไปเกลียดชัง ฝ่ายที่ตรงกันข้าม.

มรดกที่ ๘๓. รสของกามารมณ์ ทุกรูปแบบ เป็นเรื่อง "บ้าวูบเดียว" แต่มนุษย์ และเทวดา ก็หลงบูชา ถึงกับยกให้เป็นเรื่อง กามเทพ เสมือนหนึ่ง เป็นพระเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เอาเสียทีเดียว แต่สัตว์ เดรัจฉาน หาเป็นเช่นนั้นไม่ จงคิดดูให้ดีเถิด.

มรดกที่ ๘๔. สวรรค์ ที่มีได้ทุกอิริยาบถ คือ ความรู้สึกว่า ตนเอง ได้ปฏิบัติธรรมะอย่างถูกต้อง แล้วก็พอใจ ในการกระทำของตนเอง อยู่ทุกอิริยาบถ ถึงกับยกมือไหว้ตัวเองได้ ทุกคราวที่ระลึกถึง นี้คือ สวรรค์ที่แท้จริง ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ สวรรค์อื่นทุกชนิดขึ้นอยู่กับสวรรค์นี้

มรดกที่ ๘๕. ต้นไม้พูดได้ และแสดงธรรมอยู่เสมอ แต่คนไม่ได้ยินเอง มันพูด เรื่องหน้าที่ เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องความสงบ และพูดว่า พวกมนุษย์ อย่าบ้ากันเกินไปนักโว้ย แต่มนุษย์ก็ไม่ได้ยินเอาเสียเลย.

มรดกที่ ๘๖. ถ้ามีการมองที่ดี ก็จะมีแต่การได้ ไม่มีเสีย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้ที่สุดแต่ความตาย นับประสาอะไร กับการสูญเสียเล็กๆ น้อยๆ หากแต่คนโง่ ไม่รู้จักมอง ให้เกิดปัญญา ว่าสิ่งเหล่านั้น มาสอนให้อย่างไรบ้าง ทั้งที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนแต่มาสอนทั้งนั้น.

มรดกที่ ๘๗. เรื่อง กรรม ที่ถูกต้องแท้จริง ในพุทธศาสนา คือ เรื่อง กรรม ไม่ดำ ไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุด แห่งกรรมดำ กรรมขาว คือ เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพาน ส่วนเดียว เพียงแต่สอนว่า ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว นั้น ยังมิใช่ของ พุทธแท้ เพราะมีสอนกัน อยู่ก่อนพุทธกาล แต่ก็ยังคง เรียกว่า กรรมวาที ได้เหมือนกัน เป็น เรื่องกรรมครึ่งเดียว ไม่สมบูรณ์.

มรดกที่ ๘๘. ปรมัตถธรรมต้องกลับมา เพื่อเป็น รากฐาน ของศีลธรรม ซึ่งบอกแต่เพียงว่าให้ทำอย่างไร  แต่ไม่ได้บอกว่า เหตุไร จึงต้อง ทำอย่างนั้น และยังบอกอะไรอื่น อีกบางอย่าง เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ในการกระทำนั้น  ดังนั้น จงสนใจใน ปรมัตถธรรม กันให้เพียงพอเถิด เพื่อความสมบูรณ์ แห่งการมีศีลธรรม.

มรดกที่ ๘๙. การสมรส ทางวิญญาณ กับ บุคคลทุกคน ในโลก เป็นสิ่งที่ กระทำได้ โดยที่ เขาเหล่านั้น ไม่รู้สึกตัว นั่นคือ การทำตน เป็นเพื่อนทุกข์ ในการ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย และ มีเมตตาธรรม ชนิด อัปปมัญญา.

มรดกที่ ๙๐. การเห็นแก่ตัว คือ จุดศูนย์กลาง ของ ความไม่มี ศีลธรรม และปรมัตถธรรม จึงทำบาป อกุศล ได้อย่างมั่นใจ ว่าถูกต้อง และเป็นธรรม ทุกประการแล้ว ดังนั้น ศาสนาทุกศาสนา จึงมุ่งหมายสอน การทำลาย ความเห็นแก่ตัว ถ้ามิฉะนั้น ก็มิใช่ศาสนา.

มรดกที่ ๙๑. โดยหลักธรรมะ เราอาจจะมี จิตเป็นสุขแท้จริง ได้ ตั้งแต่ เมื่อกำลัง ทำการงานนั้น ๆ อยู่ แต่ไม่มีใครสนใจ ความสุข ที่แท้จริง ชนิดนี้ เพราะ ชะเง้อหาแต่ความเพลิดเพลิน อันหลอกลวง เพื่อแลกเอา ด้วยหยาดเหงื่อ แรงงานนั้นๆ อยู่ตลอดเวลา.

มรดกที่ ๙๒. การเกิดทางวิญญาณ ในขณะ แห่งปฏิจจสมุปบาท ที่คนไม่รู้จัก นั้นมีทุกคราว ที่คนสัมผัสอารมณ์ ด้วยอวิชชา แล้วเกิดตัณหา มิใช่หมายถึง การเกิดหนเดียว ตายหนเดียว ซึ่งเป็นการเกิด ฝ่ายรูปธรรม ดังที่เข้าใจกัน แล้วก็ ไม่อาจจะเข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท.

มรดกที่ ๙๓. การบรรลุธรรม หรือมีธรรม นั้น ไม่ได้หมายความว่า ต้องเรียนอภิธรรม - กินแต่ผัก - ห่มจีวรกรัก - แบกกลด - ถือไม้เท้ายาว - พูดเบาๆ - เดินค่อยๆ - แขวนลูกประคำ  เป็นต้นน แต่บรรลุ หรือ มีได้ ด้วยการปฏิบัติ ให้ถูกต้องตาม กฏอิทัปปัจจยตา ของสีล - สมาธิ - ปัญญา.

มรดกที่ ๙๔. ธรรมะของโพธิสัตว์ สรุปได้เป็น ๔ หัวข้อ คือ สุทธิ - ปัญญา - เมตตา - ขันตี ซึ่งมีแวว แสดงอยู่ที่ใบหน้า ของอวโลกิเตศวรปฏิมา ที่ศิลปินกระทำขึ้น ถึงระดับมาตรฐานของยอดศิลปะ

มรดกที่ ๙๕. ความทุกข์สอนอะไรๆ ให้เราได้ดีกว่าความสุข คือ สอนตรงกว่า - มากกว่า - รุนแรงกว่า; ความสุข มีแต่ทำให้ลืมตัว เหลิงเจิ้งไม่ทันรู้ และ ไม่ค่อยสอนอะไร. ขอขอบใจ ความทุกข์ ซึ่งเป็นเสมือน "เพชร" ในหัวคางคก.

มรดกที่ ๙๖. เพชรในหัวคางคก คือ ความดับทุกข์ ที่หาพบในความทุกข์ เสมือนการดับไฟ ก็หาพบที่ไฟ นั่นเอง จงรู้จักความลับข้อนี้ ด้วยกันทุกคนเถิด มิฉะนั้น จะหาไม่พบ สิ่งที่ควรพบตามธรรมชาติทั่วไป

มรดกที่ ๙๗. ระบบการปฏิบัติดับทุกข์ ไม่เหลือในขั้นสุดท้ายนั้น เป็นการตกกระได พลอยกระโจน คือ เมื่อรู้ว่า จะดับชีวิต หรือตายแน่แล้ว ก็ไม่มีจิตกวัดแกว่งอย่างใด แต่ตั้งจิต สมัครดับไม่เหลือ จากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีหวังในการเกิดใหม่ โดยสิ้นเชิง.

มรดกที่ ๙๘. ขอย้ำเรื่องนรก-สวรรค์ที่แท้ ในพุทธศาสนา อีกครั้งหนึ่ง ว่า ได้แก่ ผลที่ได้รับจากการกระทำผิด หรือ กระทำถูก ทางอายตนะ เมื่อมีผัสสะ ที่ ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย - ใจ อันกำลังรู้สึกอยู่ในจิต ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ นรกใต้ดิน หรือ สวรรค์บนฟ้า ต่อตายแล้ว ที่กล่าวกัน มาแต่ก่อนพุทธกาลนั้น ขึ้นอยู่กับ นรกสวรรค์ ที่แท้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้

มรดกที่ ๙๙. การสอนเรื่องทางจริยธรรม ทุกเรื่อง ต้องสอนครบเป็นคู่ๆ คือ สอนทั้งข้อที่ว่าให้ทำอย่างไร (ตัวศีลธรรม) และข้อที่ว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น (ตัวปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลของศีลธรรม) และถ้าเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่า มันจะมีผลแท้จริงอย่างไร เข้าอีกด้วยก็จะยิ่งดี ขออย่าได้บกพร่องในหลักเกณฑ์ข้อนี้.

มรดกที่ ๑๐๐. หัวใจพุทธศาสนาสำหรับคนทั่วไป ทั้งที่กำลังปฏิบัติ และที่เสร็จการปฏิบัติแล้ว นั้น คือ สัจจธรรมที่ว่า "สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น โดยความเป็น ตัวตน - ของตน" ทุกคนต้องปฏิบัติสิ่งนี้ และได้รับผลของสิ่งนี้

มรดกที่ ๑๐๑. ชาติในปฏิจจสมุปบาท คือ การเกิดทางจิต - ทางวิญญาณ อันจะมีขึ้น ทุกคราว ที่มีความรู้สึกเป็น ตัวกู - ของกู เกิดขึ้นมาในจิต และเป็นทุกข์ทางใจ อย่างหนักหน่วง ทุกคราวที่เกิด; ส่วนชาติทางกายนั้น มีครั้งเดียว มีครั้งเดียว จนกว่าจะเข้าโลง และ มีทุกข์ทางกาย พอสถานประมาณ ไม่ทรมานมาก เหมือนทางจิต

มรดกที่ ๑๐๒. ทำบุญด้วยปาก (ธรรมทาน) ได้บุญ มากกว่า ทำด้วยของ (วัตถุทาน) แต่คนส่วนมาก ทำไม่ได้ เพราะ เต็มอัด อยู่ด้วย ความทุกข์ มืดมนท์ ยิ่งกว่าตาบอด พูดเรื่องดับทุกข์ ไม่เป็น, พูดเป็นแต่เรื่อง การจมอยู่ในโลก ซึ่งมิใช่เรื่องธรรมทาน เพื่อให้มีจิตใจอยู่เหนือโลก ทั้งที่กายอยู่ในโลก,  ขอให้ทุกคน เลื่อนระดับ การทำทานของตน ให้ขึ้นมา อยู่ในระดับ ที่เรียกว่า ธรรมทาน.

มรดกที่ ๑๐๓. ชีวิตเป็นสิ่งที่เติมธรรมะลงไปได้ จนกว่าจะเต็ม คือ เติมลงไปด้วยการทำหน้าที่ ที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ จนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน ในที่สุด.

มรดกที่ ๑๐๔. ธรรมะในบทกล่อมลูก ที่แสดงว่า บรรพบุรุษ รู้ธรรมะ อย่างพอตัว คือ บทกล่อมลูก ที่ว่า มะพร้าวนาฬิเกร์ กลางทะเลขี้ผึ้ง คือ ทะเลแห่งบุญและบาป, และจะถึง ต้นมะพร้าวได้ เฉพาะ ผู้พ้นทั้ง บาป และ บุญ แล้วสัมผัส กับ นิพพาน หรือ มะพร้าวต้นนั้น ในลักษณะที่ หาพบ นิพพาน ได้ ท่ามกลาง วัฎฎสงสาร.

มรดกที่ ๑๐๕. สีล - สมาธิ - ปัญญา ของธรรมชาติ มีในกิจการ ทุกอย่าง ของมนุษย์ (แม้สัตว์) คือ มีความเป็นอยู่ ถูกต้อง มีกำลังจิตเพียงพอ มีความรู้เพียงพอ ในหน้าที่ของตน ชีวิตทุกชีวิต มีหน้าที่ ที่จะต้องพัฒนา สิ่งนี้ ทุกรูป ทุกนาม.

มรดกที่ ๑๐๖. อนันตริยสมาธิ เป็นสิ่งที่ควรรู้จัก ในฐานะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง อย่างเพียงพอ ทุกคราวที่เรามีความต้องการ และทำอะไรด้วยสติปัญญา สัมมาทิฎฐิอย่างเต็มที่ แต่ไม่มีใครสนใจ.

มรดกที่ ๑๐๗. ถ้าสมรสกันทางเนื้อหนัง ไม่ได้ ก็สมรสกัน ทางจิต ทางวิญญาณได้ แม้กับ พระพุทธองค์ ที่พูดกันว่า นิพพานแล้ว กว่าสองพันปี แต่ยัง ทรงอยู่ โดยพระคุณ นั่นคือ การกระทำ ให้ถูกตรง ตามพระพุทธประสงค์ ร้อยเปอร์เซนต์ ในการปฏิบัติธรรม.

มรดกที่ ๑๐๘. ศึกษา หรือ สิกขา ตามความเห็นของข้าพเจ้า คือ การรู้จักตัวเอง - เห็นตัวเอง - ด้วยตัวเอง - ในตัวเอง - เพื่อตัวเอง อย่างแจ่มชัด ถูกต้อง และสมบูรณ์ จนทำให้เกิด ประโยชน์สูงสุด แก่ทุกฝ่าย.

มรดกที่ ๑๐๙. ความริษยา คือ ไฟเงียบ ที่จะเผาลน จิตใจของผู้มีมัน เหมือนตกนรกทั้งเป็น ตั้งแต่ต้น จนตลอดเวลา ทั้งที่ผู้ถูกริษยา ไม่รู้สึกอะไรเลย ตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น จะทำไปทำไม? คุ้มค่ากันที่ตรงไหน?  (webmaster-แก้ไขด้วยการแผ่เมตตา)

มรดกที่ ๑๑๐. บัดนี้ ยิ่งเจริญ คือ ยิ่งยุ่ง ยิ่งเจริญที่สุด คือ ยิ่งเกินจำเป็น เพราะปราศจากสติปัญญา อันทำให้รู้จัก เจริญ อย่างถูกต้อง พอเหมาะพอดี เป็น มัชฌิมาปฏิปทา จงรู้จัก เจริญ กันเสียใหม่ ในด้านจิตวิญญาณ ที่อาจ ดับทุกข์ ของตน ได้เถิด

มรดกที่ ๑๑๑. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสิ่งที่ต้องควบคุม ให้ดีๆ มันจะเกิด เป็นนรกขึ้นมา เมื่อมีการปฏิบัติผิด และ จะเกิดเป็น สวรรค์ ขึ้นมา เมื่อมีการปฏิบัติถูก ณ ที่นั้นๆ จงจัดการกับ ตา ฯลฯ ใจ ให้ถูกต้อง ในเมื่อมีการสัมผัส ณ ที่นั้น ๆ จนเป็นสวรรค์อยู่ได้ จนตลอดเวลาเถิด จะเป็นพุทธบริษัท โดยสมบูรณ์ อยู่ในขั้นต้น.

มรดกที่ ๑๑๒. ถ้าไม่มีการเกิดทางจิต ของวิญญาณในจิตใจว่า ตัวกู - ของกู แล้ว การเกิดทางกาย ที่เกิดครั้งเเดียว ตายครั้งเดียว ก็หาอาจทำให้เกิดทุกข์ ใดๆ ได้ไม่. แม้ความแก่ - เจ็บ - ตาย ก็หาทำให้เกิดทุกข์ ได้ไม่ เพราะไม่มีการ รับเอา มาเป็นของกู.

มรดกที่ ๑๑๓. การบรรลุ มรรคผล นิพพาน มิได้มีไว้ เพื่อบอก ให้ผู้อื่นทราบ และแม้ที่จะรู้เอง ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า บรรลุขั้นไหนเท่าไร เพียงแต่รู้ว่า ทุกข์กำลังดับไป ๆ จนกว่า จะหมดสิ้น ก็พอแล้ว เหมือนรองเท้าสึก ก็รู้ว่าสึก (จนกว่าจะใช้ไม่ได้) ก็พอแล้ว ไม่ต้องรู้ว่า มันสึกกี่มิล ในวันหนึ่งๆ.

มรดกที่ ๑๑๔. ความสุขที่แท้จริง เป็นสิ่งที่ต้องได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องเสียสตางค์ เหมือนดั่งที่ตรัสว่า ถอนความรู้สึกว่า ตัวตนเสียได้แล้ว ก็ได้นิพพานมาเปล่าๆ ไม่ต้องเสียมูลค่าอะไร ส่วนความสุขเทียม หรือ ความเพลิดเพลิน ที่หลอกลวง นั้น ใช้เงินซื้อมาเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ จนตัวตาย ก็ไม่พบ กับความสุขที่แท้จริง.

มรดกที่ ๑๑๕. สังขารทั้งปวง แม้ไม่เที่ยง แต่มันก็ตะโกนฟ้องตัวเองว่า ไม่เที่ยง อยู่ตลอดเวลา. พวกเรามันหูหนวกเอง ไม่ได้ยินแล้วก็หาว่า ลึกลับ; ดูจะช่วยแก้ตัวให้ความหลงของตัวเอง เสียมากกว่า แล้วจะได้หลงกันต่อไปตามใจกู.

มรดกที่ ๑๑๖. โลกต้องมี ศาสนา ครบทุกชนิด ทุกระดับ เพื่อเหมาะ สำหรับ คนทุกชนิด ที่มีอยู่ในโลก การที่พยายาม จะทำให้มีศาสนาเดียว นั้น เป็น เรื่องบ้าหลัง และ ไม่อาจจะเป็นไปได้ มีแต่จะสร้าง ความยุ่งยาก โดยมีมนุษย์ ที่ไม่เหมาะสม ที่จะอยู่ในโลก มากขึ้น.

มรดกที่ ๑๑๗. ชาวพุทธแท้ ไม่กินสิ่งที่หมายมั่นว่า เป็นเนื้อ หรือ เป็นผัก แต่กินอาหาร ที่บริสุทธิ์ ถูกต้อง สมควรแก่การกิน โดยความเป็นธาตุ ตามธรรมชาติ และ กิน เท่าที่จำเป็น จะต้องกิน เหมือน น้ำมันหยอดเพลารถ หรือ การกิน เนื้อบุตรของตนเอง ที่ตายลง เมื่อหลงทางกลางทะเลทราย เพื่อประทังชีวิตให้รอดออกไปได้เท่านั้น.

มรดกที่ ๑๑๘. ในร่างกายและจิตใจ มีสิ่งที่อาจเรียกว่า พระไตรปิฏก ที่แท้จริงให้ศึกษา ชนิดที่ไม่อาจเติมเข้า หรือ ชักออก แม้แต่อักขระเดียว ขอให้พยายามอ่านพระไตรปิฏกเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ และทางให้ถึงความดับทุกข์ จากพระไตรปิฏก เล่มนี้ กันจงทุกคนเถิด.

มรดกที่ ๑๑๙. ต้องศึกษาเรื่องดับทุกข์ จากร่างกายที่ยังเป็นๆ มิใช่จาก สมุดพระไตรปิฏก ในตู้, นี้ถือเอา ตามคำตรัส ที่ตรัสว่า โลก เหตุให้เกิดโลก ความดับสนิทแห่งโลก และ ทางให้ถึงความดับสนิทนั้น ตถาคต กล่าวว่า มีอยู่พร้อมในกายอันยาววาหนึ่ง ซึ่งมีทั้งสัญญาและใจ (คือยังเป็นๆ).

มรดกที่ ๑๒๐. ยิ่งเรียนพระไตรปิฏก แล้วยิ่งวนเวียน ไม่บรรลุธรรมะ ก็ต้องเปลี่ยนไป เรียนที่ขันธ์ห้าโดยตรง จนรู้จักการ เกิด - ดับ แห่งอุปาทาน ว่าตัวกู - ของกู อันมีอยู่ใน ขันธ์ห้า นั้น จนเป็น ภาวนามยปัญญา ตัดอุปาทาน นั้นได้.

มรดกที่ ๑๒๑. การจัดพระไตรปิฏก เท่าที่มีอยู่ทั้งหมด ให้เหมาะสม สำหรับยุคปรมาณู โดยเฉพาะ คือ ชักออก ๓๐% สำหรับนักศึกษาปัญญาชน, ชักออกอีก ๓๐% สำหรับนักวิทยาศาสตร์ และนักโบราณคดีตัวยง; ที่เหลืออยู่ ๔๐% เป็นเรื่องดับทุกข์โดยตรง ก็ยังมากกว่า คัมภีร์ในศาสนาอื่นๆ อีกมากมาย หลายเท่า. ทั้งหมดนี้ มิได้เป็น การจ้วงจาบ พระไตรปิฏก แต่เป็นการปรับ ให้เหมาะสม สำหรับยุค.

มรดกที่ ๑๒๒. เรียนชีวิตจากชีวิต ดีกว่า เรียนจากพระไตรปิฏก ซึ่งบอกเพียง วิธีเรียนชีวิตได้อย่างไร แล้วนำไปเรียนที่ตัวชีวิตเอง เมื่อยังไม่ตาย และมีเรื่องดับทุกข์โดยเฉพาะ ให้เรียนอย่างเพียงพอ; นี้คือการเรียนความดับทุกข์ จากความทุกข์ และพบความดับทุกข์ ที่ตัวความทุกข์ นั่นเอง.

มรดกที่ ๑๒๓. การเตรียมพระไตรปิฏก เพื่อเสนอแก่ โลกยุคปรมาณู อันสูงสุด นั้นต้องเป็นคนกล้า และบริสุทธิ์ใจ พอที่จะใช้ หลักกาลามสูตร เป็นเครื่องคัดเลือก และจัดสรร ให้เหลืออยู่แต่ แก่นแท้ ของพระพุทธศาสนา แล้วจึงหยิบยื่นให้ไป จึงจะสำเร็จประโยชน์.

มรดกที่ ๑๒๔. นิพพานแท้ ที่เป็น สันทิฏฐิโก คือ ความเย็นแห่งชีวิต ที่เย็นที่นี่ และเดี๋ยวนี้ อยู่ตลอดเวลา เพราะกิเลส ไม่เกิดขึ้น และไม่มีอุปาทาน ว่าตัวตน สำหรับรับผลกรรมใดๆ ทั้งดีและชั่ว; นี่แหละ คือข้อที่นิพพานแท้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความตาย.

มรดกที่ ๑๒๕. ยิ่งเจริญ คือ ยิ่งบ้า ตามประสา วัตถุนิยม ชักนำไป แล้วเข้าใจว่า ยิ่งเจริญ; นั่น คือ การวิ่งฝ่าเข้าไปในดงแห่งปัญหาอันยุ่งยาก อันมนุษย์สร้างขึ้นมาเอง โดยไม่รู้ความหมาย แห่งความเป็นมนุษย์.

มรดกที่ ๑๒๖. การอยู่อย่างเป็นเกลอกับธรรมชาติ นั้นให้ความสะดวก ในการเข้าถึงสัจธรรม ของธรรมชาติ อันจะทำให้หมดปัญหา ทุกประการ ที่เกิดมาจากธรรมชาติ เพราะสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้โดยแท้จริง.

มรดกที่ ๑๒๗. ปุถุชน คือคนที่ยังไม่รู้จักสิ่งที่ควรรู้จัก แม้จะตำตาอยู่เสมอ คือ ไม่รู้จักนิวรณ์ทั้งห้า อันได้แก่ ความครุ่นคิดในกาม - พยาบาท - หดหู่ - ฟุ้งซ่าน - ลังเลในชีวิต ว่าเป็นสิ่งที่ทำลายความสงบสุข หรือไม่รู้ว่า ความโลภ - โกรธ - หลง นั้น เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งทุกข์, แล้วก็ไม่กลัว; จึงได้ชื่อว่า ปุถุชน คือ คนมีความหนา แห่งไฝฝ้าในดวงตา.

มรดกที่ ๑๒๘. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ที่บูชาอบายมุข ทรมาน อยู่ด้วยโรคประสาท เพราะบูชาเงิน จะได้สำนึกตัวเสียบ้าง ก็คือ ความรู้ ในข้อที่ว่า เราไม่ได้เกิดมา สำหรับเป็น ทาสกิเลส หรือเป็นทาส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางเนื้อหนัง แล้วจมปลัก อยู่ในกองทุกข์ ในโลกนี้ เพราะ ความเป็นทาส นั่นเอง.

มรดกที่ ๑๒๙. ศีลห้า ที่มีความหมาย อันสมบูรณ์ นั้นสรุปลงได้ ในคำว่า "ความไม่ประทุษร้าย ๕ ประการ" คือ ไม่ประทุษร้าย ชีวิต - ไม่ประทุษร้าย ทรัพย์ - ไม่ประทุษร้าย ของรัก - ไม่ประทุษร้าย ความเป็นธรรมของผู้อื่น - ไม่ประทุษร้าย สติสมปฤดี ของตนเอง. อย่างนี้แล้ว ไม่มีช่องว่าง สำหรับจะ บิดพลิ้ว หลีกเลี่ยง หรือ แก้ตัว แต่ประการใด

มรดกที่ ๑๓๐. โดยปรมัตถ์แล้ว ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครอยู่ ไม่มีใครตาย มีแต่ กระแสแห่งสังขาร การปรุงแต่ง ตามกฏอิทัปปัจจยตา ของธาตุ ตามธรรมชาติ เมื่อไม่มีใครตาย แล้วจะมีใครไปเกิด ดังนั้น ตามหลักพุทธศาสนา จึงไม่มีวิญญาณนี้ หรือ วิญญาณไหน สำหรับไปเกิดใหม่, เว้นเสียแต่จะพูด โดยภาษาคน ของมนุษย์ ในสมัยที่ ยังไม่มีความรู้เรื่องนี้ แล้วก็พูดตามๆ กันมา.

มรดกที่ ๑๓๑. ขอย้ำอีกว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวตน" เป็นเพียงความรู้สึก ที่เพิ่งเกิดปรุงขึ้นมา เมื่อมีความอยาก อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจ ของอวิชชา เกิดขึ้นมาในใจ เท่านั้น. เมื่อเป็นเพียง ความรู้สึก ที่เป็นปฏิกิริยา ของความอยาก เช่นนี้ จึงเป็นสิ่ง ที่เป็นของ ลมๆ แล้งๆ ไม่มีตัวจริง อะไรที่ไหน แต่ถึงกระนั้น ก็มีอำนาจมากพอ ที่ทำให้เกิดกิเลส สืบต่อไป และเป็นความทุกข์ได้.

มรดกที่ ๑๓๒. นรกที่แท้จริง คือ ความรู้สึกอิดหนา ระอาใจตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเอง ไม่ลง ตรงกันข้าม กับสวรรค์ คือ ความรู้สึก พอใจตัวเอง จนยกมือไหว้ ตัวเอง ได้อย่างชื่นใจ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. นรก และสวรรค์ อย่างอื่นๆ จะมีอีกกี่ชนิด ก็ล้วนแต่ ขึ้นอยู่กับ นรกและสวรรค์ ๒ ชนิดนี้ ทั้งนั้น.

มรดกที่ ๑๓๓. การเห็นตถตา หรือ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" ของสิ่งทุกสิ่ง นั้น คือ ญาณทัสสนะ อันสูงสุด ของพระอริยเจ้า สามารถห้ามเสียซึ่งความประหลาดใจ ในสิ่งใดๆ ห้ามความรัก - โกรธ - เกลียด - กลัว - วิตกกังวล - อาลัยอาวรณณ์ - อิจฉาริษยา - หึง - หวง - ลังเล - ฟุ้งซ่าน ฯลฯ อันเป็นสมบัติ ของบุถุชน เสียได้โดยเด็ดขาด.

มรดกที่ ๑๓๔. การที่จะเกิดสุข หรือ ทุกข์ ทำผิด หรือ ทำถูก นั้น ขึ้นอยู่กับ การสัมผัสอารมณ์ ที่มากระทบ ว่าสัมผัส มัน ด้วย วิชชา หรือ อวิชชา, คือ มีสติสัมปชัญญะ หรือไม่มี ถ้ามีสติสัมปชัญญะ ก็ควบคุม การปรุงแต่งของจิต ไว้ได้ ในลักษณะที่ไม่เกิดกิเลส และความทุกข์ ถ้าปราศจากสติสัมปชัญญะ ก็ตรงกันข้าม.

มรดกที่ ๑๓๕. ของจริง เห็นด้วยใจของพระอริยเจ้า, ของเท็จ เห็นด้วยตา ของบุถุชน ดังนั้น จึงต่างกันมาก: ต่างฝ่าย ต่างเชื่อ ตามความรู้สึก ของตนๆ และได้ผลตรง ตามสถานภาพแห่งจิตของตนๆ ด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย

มรดกที่ ๑๓๖. หลักตัดสินว่า ผิด - ถูก ชั่ว - ดี ในพุทธศาสนา ไม่ยุ่งยากลำบาก เหมือนขของพวกปรัชญาชนิด Philosophy หรือ พวกตรรกวิทยา Logics คือ ถ้ามีผลไม่เป็นที่เสียหายแก่ใคร และเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ก็ถือว่า ถูก หรือ ดี. ถ้าตรงกันข้าม ก็ถือว่าผิด หรือ ชั่ว, ไม่ต้องอ้างเหตุผลอย่างอื่นให้ลำบาก.

มรดกที่ ๑๓๗. อย่าทำอะไรด้วยความหวัง หรือ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น แต่ทำด้วยสติปัญญา หรือ สมาทานด้วยสติปัญญา มิใช่ด้วยอุปาทาน อันมีความหมายแห่งการทำเพื่อตัวกู. การทำด้วยสติปัญญา นั้น เป็นการทำเพื่อธรรม อย่างที่เรียกว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, มิใช่ทำเพื่อตน แต่ทำเพื่อคนทั้งโลก หรือทุกโลก.

มรดกที่ ๑๓๘. ลัทธิที่สอนว่ามีตัวตน ย่อมนำไปสู่ความเห็นแก่ตน ระดับใดระดับหนึ่ง เสมอไป จึงดับทุกข์โดยสิ้นเชิงไม่ได้ เพราะเป็นกิเลส หรือมีกิเลส อยู่ในความเห็นแก่ตนนั่นเอง ต้องเห็นแก่ธรรม คือ หน้าที่ ที่ถูกต้อง สำหรับ การดับทุกข์, โดยหมดตน จึงจะหมดทุกข์.

มรดกที่ ๑๓๙. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวตนของตน ยังมีแต่ สิ่งที่กำลังเป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัย นั้นไม่เกี่ยวกับ ลัทธิอะไรๆ ที่ถือว่า ตายแล้วสูญ หรือว่า ไม่มีอะไรเสียเลย มันต่างกัน ยิ่งกว่า ฟ้ากับดิน, ขอให้พยายาม เข้าใจ อย่างถูกต้องเถิด จะเข้าถึง หัวใจพุทธศาสนา ที่ว่า ทุกอย่างมิใช่ตน นั้น อย่างถูกต้อง.

มรดกที่ ๑๔๐. ความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ กลับทำให้ เงินเหลือ ความสุขที่หลอกลวง ยิ่งต้องใช้เงิน จนเงินไม่พอใช้ ความสุขที่แท้จริง เกิดจากการทำงาน ด้วยความพอใจ จนเกิดความสุข เมื่อกำลังทำงาน จึงไม่ต้องการ ความสุข ชนิดไหนอีก, เงินที่เป็นผลของงาน จึงยังเหลืออยู่ ส่วนความสุขที่หลอกลวงนั้น คนทำความพอใจ ให้แก่ กิเลส ซึ่งไม่รู้จักอิ่ม จักพอ เงินจึงไม่มีเหลือ.

มรดกที่ ๑๔๑. ขอให้ตั้งต้นการศึกษาธรรมะ ด้วยการรู้จักนิวรณ์ และภาวะที่ไม่มีนิวรณ์ อันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ด้วยกันทุกวัน และทุกคน. นี้จะเป็นการง่ายเข้า ในการที่จะรู้จักกิเลส อย่างชัดเจน และปรารถนาชีวิตที่ไม่มีกิเลส หรือคุณค่าของพระนิพพาน ได้ง่ายเข้า.

มรดกที่ ๑๔๒. "ชีวิตใหม่" สำหรับผู้ถือศาสนาอะไรก็ได้ คือ การทำหน้าที่ ให้ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ของตนๆ ทุกขั้นตอน แห่งวิวัฒนาการ ตั้งแต่ เกิดจนตาย ทั้งเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น

มรดกที่ ๑๔๓. "อนุปาทิเสสนิพพาน ไม่เกี่ยวกับความตาย หากหมายถึงความดับเย็น ถึงระดับเย็นสนิท ของกิเลส และเบญจขันธ์ มีชีวิตอยู่เสวยรส แห่งความเย็นนั้น จนกว่าจะสิ้นชีวิต เพราะหมดปัจจัย ส่วนชีวิต หรือ รูปนาม, ถือเป็นหลักได้ว่า "นิพพานในพุทธศาสนา ในทุกความหมาย ไม่เกี่ยวกับความตาย".

มรดกที่ ๑๔๔. นิพพานเป็นของให้เปล่า โดยไม่ต้องเสียสตางค์ นั้นเป็นเพียง การเสียสละ ความยึดถือว่า ตัวตนออกไปเสีย, เป็นความสงบเย็น สูงสุดแห่งชีวิต ที่มีความเต็มสูงสุด แห่งความเป็น มนุษย์ กันที่นี่ และเดี๋ยวนี้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่สนใจ ในหมู่พุทธบริษัทเอง ต้องการแต่ชนิด ในอนาคตกาลนานไกล และต่อตายแล้ว โดยยอมเสียสตางค์มากๆ เพื่อเตรียม สิ่งที่เป็นปัจจัย แก่นิพพาน.

มรดกที่ ๑๔๕. ขอยืนยันว่า นิพพานก็มิใช่ ตัวตนของใคร หรือ แม้แต่ของนิพพานเอง แล้วจะมาเป็นสมบัติของใครได้ เพียงแต่ ทุกคน เปิดใจ ให้ถูกต้อง เพื่อรับรัศมีเย็น อันเกิดมาจากความไม่มีตัวตน ของนิพพาน จนตลอดชีวิตก็พอแล้ว คือ ทำตนไม่ให้เป็นของใคร หรือ แม้แต่ของตนเอง.

มรดกที่ ๑๔๖. ดับทุกข์ที่ทุกข์ ดับไฟที่ไฟ อย่าเอาไปไว้ คนละแห่ง คนละชาติ คือ ทุกข์อยู่ในชาตินี้ แล้วจะดับทุกข์ หรือ นิพพาน ต่อชาติอื่น อีกหลายร้อย หลายพันชาติ จะดับไม่ได้ และมีแต่ การละเมอ เพ้อฝัน จะต้องดับที่ตัวมัน และให้ทันแก่เวลา เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ก็มีสติ สัมปชัญญะ ทันควัน จัดการกับผัสสะ นั้นทันที จนทุกข์ ไม่อาจจะเกิดขึ้น หรือดับไป, เดี๋ยวนี้ มักจะเอา ทุกข์ กับ ดับทุกข์ ไว้คนละชาติ.

มรดกที่ ๑๔๗. ทั้งชั่วทั้งดี ล้วนแต่อัปรีย์ คือ ไม่น่ารัก ล้วนแต่ทำให้วิ่งแจ้น ไปในความวนเวียน ด้วยอำนาจการผลักดันของความชั่ว และความดีนั้น. มาแสวงหา และอยู่กับความสงบ ที่ไม่ชั่วไม่ดีกันดีกว่า. ไม่ต้องวิ่ง ให้วุ่นวาย ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่ แล้วอยู่ ด้วยความสงบเย็น.

มรดกที่ ๑๔๘. ปัญญาต้องมาก่อนทุกสิ่ง ที่จะปฏิบัติ นี้คือ หลักเกณฑ์ ที่ถูกต้อง  เหมือนอริยมรรคมีองค์แปด ที่มี"สัมมาทิฎฐิ" เป็นตัวนำ มิฉะนั้น การปฏิบัติจะเข้ารกเข้าพง พลาดวัตถุประสงค์ไปเสียหมดสิ้น นับตั้งแต่สรณาคมน์ และศีล ดังที่กำลังมีอยู่ในที่ทั่วไป.

มรดกที่ ๑๔๙. สวดปัจจเวกขณ์กันเพียงครึ่งท่อน ของความจริงทั้งหมด ว่า เรามี ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ไม่อาจพ้น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้; แต่พระพุทธองค์ ตรัสว่า "ถ้าได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ทั้งหลายจะพ้นจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย" และตรัส ระบุการปฏิบัติ อริยมรรคมีองค์แปด ว่า เป็นการมีพระองค์ เป็นกัลยาณมิตร.  เรามีแต่ สวดบท ที่หลอนตัวเอง ให้กลัว การเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเปล่าๆ ปลี้ๆ, นี้เป็นความเหลวไหล ของสาวกเอง ในการรับถือ พุทธศาสนา.

มรดกที่ ๑๕๐. จิตว่างแท้ ทางธรรมะ ต่างจากจิตว่างอันธพาล ซึ่งไม่รู้จักจิตว่างที่แท้จริง แล้วกล่าวหาว่า จิตว่าไม่ทำอะไร ไม่รับผิดชอบอะไร ทั้งที่จิตว่างแท้จริงนั้น ทำหน้าที่ทุกอย่าง ได้อย่างเฉลียวฉลาด ถูกต้อง และไม่เห็นแก่ตัว จงรู้จักจิตว่าง กันเสียใหม่เถิด

มรดกที่ ๑๕๑. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นิพพานหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร เพราะความดับแห่งวัฏฏสงสาร ก็ต้องมีที่วัฏฏสงสารนั่นเอง เหมือน การดับไฟ ก็ต้องมีที่ไฟ นั่นแหละ; นิพพานคือการดับแห่งวัฏฏสงสาร จึงหาพบได้ที่วัฏฏสงสาร ฉันใดก็ฉันนั้น. นี้เป็นอภิธรรมที่ยิ่งกว่า อภิธรรม! 

มรดกที่ ๑๕๒. การพูดว่า ทุกข์เพราะความยึดมั่น นั้นถูกกว่า เข้าใจได้ง่ายกว่า กว่าที่จะพูดว่า ทุกข์เพราะตัณหา, เพราะยึดมั่นสิ่งใด ก็หนักอกหนักใจ เพราะสิ่งนั้น และ ตามกฏปฏิจจสมุปบาท ก็กล่าวว่า ตัณหาเป็นปัจจัย ให้เกิดอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัย ให้เกิด ภพ-ชาติ-ทุกข์; นั่นคือ ตัณหา ต้องปรุงเป็น อุปาทาน เสียก่อน คือ ยึดมั่นถือมั่น เสียก่อน จึงจะเกิดความหนัก และ เป็นทุกข์ ได้ในบทว่า ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก ดังนี้.

มรดกที่ ๑๕๓. ทฤษฎีและคำพูดที่เกี่ยวกับ ตัวกู-ของกู นั้น มีทั้งภาษาคน และภาษาธรรม: ภาษาคนสำหรับเด็กๆ และคนโง่ พูดตามที่พูดกันอยู่ ด้วยความรู้สึก ยึดมั่นในตัวตน ส่วนภาษาธรรมนั้น สำหรับพระอริยเจ้าพูด ด้วยจิต ที่ปราศจากความยึดถือ จึงฟังยากสำหรับปุถุชน.

มรดกที่ ๑๕๔. โลกรอดได้ แม้เพียงด้วยมนุษย์ เป็นผู้กตัญญูกตเวที คือรู้ว่า มนุษย์แต่ละคน ต่างมีบุญคุณต่อกัน แล้วก็ เบียดเบียนกันไม่ได้, และรู้ว่า โลกมีบุญคุณแก่มนุษย์ โดยให้ปัจจัยแก่ชีวิต จึงทำลายโลกไม่ได้ เพียงเท่านี้ โลกก็รอดแล้ว.

มรดกที่ ๑๕๕. สวรรค์มีขึ้นในใจของผู้นั้น ทันทีที่เขายกมือไหว้ตัวเองได้ ในการทำหน้าที่ของตน อย่างถูกต้องตามธรรม และพอใจตัวเองถึงขีดสุด นี่เป็นสวรรค์ที่แท้จริง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ สวรรค์อย่างอื่นทุกชนิด ขึ้นอยู่กับสวรรค์นี้.

มรดกที่ ๑๕๖. สิ่งที่ต้องรู้จักเป็นพิเศษ คือ ๓ ก. และ ๓ ส. ; ๓ ก. คือ กิน - กาม - เกียรติ ย่อมกัดเอา ผู้เข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างโง่เขลา แล้วก่อให้เกิด กิเลส. กำจัดโทษของ ๓ ก. แล้วมี ๓ ส. คือ สะอาด - สว่าง - สงบ. ที่ต้องรู้จัก เป็นพิเศษ ก็เพราะยาก ที่จะรู้จัก ตามที่มันเป็นจริง, มักจะรู้จักกันอยู่ ตามที่มันแสดงตัว อย่างที่มันไม่เป็นจริง เพราะความเขลา ของ ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง นั่นเอง.

มรดกที่ ๑๕๗. คู่ชีวิตที่แท้จริง คือ ธรรมะที่ปฏิบัติ อย่างถูกต้อง อยู่กะเนื้อกะตัว ช่วยให้รอดชีวิต และ ปราศจากปัญหาทั้งปวง; มิใช่ คู่กิน คู่นอน ซึ่งมีการกระทำ อันส่งเสริมกิเลส และสร้างปัญหา ผูกพันขึ้น นานัปการ โดยมีการกระทบ ฮื่อแฮ่กัน อยู่เป็นประจำ ซึ่งจะต้องใช้ธรรมะ เป็นเครื่องระงับอีก นั่นเอง, ขอให้รู้จัก สิ่งที่อาจจะเป็น คู่ชีวิตได้จริง อย่างที่ ผีจะไม่หัวเราะเยาะ.

มรดกที่ ๑๕๘. หน้าที่และสิทธิของสตรี ที่แท้จริงและควรจะมี เพื่อความรอด ของมนุษยโลกนั้น มิใช่ ความมีสิทธิเสมอภาค และอย่างเดียวกันกับบุรุษ, หากแต่ยอมรับหน้าที่ ในการอบรม ลูกที่เกิดมา ให้มีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้องและสมบูรณ์, โดยไม่ต้อง แย่งหน้าที่ ของพ่อบ้าน มาทำ อย่างที่ทำกันอยู่ ซึ่งจะทำให้โลกนี้ ปราศจากมารดา.

มรดกที่ ๑๕๙. ทำไมต้องไปหาหมอดู ให้เสียเวลา; เพราะ แม้หมอจะทายว่า โชคดี เราก็ยังต้องทำดี ด้วยความไม่ประมาท อยู่ดี, แม้หมอทายว่า โชคร้าย เราก็ยังต้องทำดี ด้วยความไม่ประมาท อย่างเต็มที่ อย่างนั้นเอง พุทธบริษัท ไม่ต้องไปดูหมอ ให้เสียทรัพย์ เสียเวลา เพราะเขารู้จัก สิ่งที่มีอำนาจ อยู่เหนือโชค โดยประการทั้งปวง คือ การประพฤติถูกต้อง ตามกฏอิทัปปัจจยตา ชนิดที่ทำให้อยู่เหนือโชค เหนือกรรม ได้สิ้นเชิง.

มรดกที่ ๑๖๐. คนที่เติบโตขึ้นมา โดยไม่เกี่ยวข้อง กับระบบของศีลธรรม ได้รับการแวดล้อม แต่ด้วย ระบบความก้าวหน้า แห่งยุคปรมาณู นั้นจะมีนิสัย ทะนง ก้าวร้าว โอหัง ด้วยความเห็นแก่ตัว อย่างไม่เห็นแก่ ชาติของตัว แล้วจะเห็นแก่โลก ได้อย่างไร.

มรดกที่ ๑๖๑. ความเจริญ ที่เต็มไปด้วย แสง - สี - เสียง นั้นมีไว้สำหรับ ให้ผีหัวเราะเยาะคน ว่า ดีแต่ทำ สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ ก็ได้ แล้วสร้าง ปัญหายุ่งยาก ทางเศรษฐกิจ และศีลธรรม ให้แก่ตัวเอง จนเป็น โรคประสาท และ มีอาชญากรรม กันเต็มบ้าน เต็มเมืองแล้ว.

มรดกที่ ๑๖๒. กิจกรรมที่เป็นอบายมุข คือ ขุมสมบัติ ของพวกนายทุน ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน จนถึงกับ ทำนาบนหลัง คนเขลา คนผีสิง ได้อย่าง สนุกสนาน แต่เดือดร้อนกัน ค่อนบ้าน ค่อนเมือง ทั้งนี้ เพราะ เห็นแก่ตัว โดยไม่เห็นแก่ธรรม อย่างที่ไม่น่า จะมีในโลก.

มรดกที่ ๑๖๓. ผลลัพธ์ของปรัชญาชนิด Philosophy นั้นเป็นเพียง ทรรศนะหนึ่งๆ เท่านั้น ยังมิใช่ ความเห็นแจ้ง แทงตลอด ตามความหมาย ของคำว่า ปรัชญา ในภาษาของชาวอินเดีย แต่ชาวโลก แห่งยุคปัจจุบัน ได้ฝากจิตใจ ไว้กับปรัชญา ชนิด Philosophy กันมาก เกินไป จนถอนไม่ออก.

มรดกที่ ๑๖๔. ขอชักชวนในความกล้าหาญทางจริยธรรม แม้ในกรณี ที่ต้องสละชีวิต เพื่อความคงอยู่ ของจริยธรรม ในโลก อันเป็น หนทางรอด ทางเดียว ของมนุษยชาติ. แต่การศึกษา ของโลกสมัยนี้ ไม่ได้ให้คุณค่า ทางจริยธรรม มากถึงขนาดนี้.

มรดกที่ ๑๖๕. กินแต่เนื้อก็เป็นยักษ์ กินแต่ผักก็เป็นค่าง ดังนั้น พุทธบริษัท จึงกินแต่อาหารที่บริสุทธิ์ ปราศจากความหมายมั่น ด้วยอุปาทาน ว่าเป็นนั่นเป็นนี่, นอกจากเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ ควรแก่การบริโภค ของบุคคลผู้ปรารถนาความเป็นอิสระจากกิเลส.

มรดกที่ ๑๖๖. ระบบธรรมชีวี ของฆราวาส ในทุกอิริยาบถ เป็นระบบ ที่ควรสนใจ นั่นคือ ความมี สติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ทุกชนิด ทุกระดับ ในฐานะเป็นธรรมะ ที่ช่วยให้รอด ทั้งทางกาย และ ทางจิต อยู่อย่างเป็นสุข ในขณะที่กำลัง ทำหน้าที่ นั้นๆ ไม่ต้องซื้อหา ความสุข อย่างอื่น ให้เปลืองเงิน และ เป็นสิ่งหลอกลวง.

มรดกที่ ๑๖๗. สัตว์ไม่กลัวผี เลยไม่มีผี คนกลัวผี เลยมีผี นี่น่าหัว และน่าละอายสัตว์ไหม? มันเป็นความโง่ ของพวกที่สร้างผี ขึ้นมาเอง แล้วกลัวผี อยู่หรือเปล่า? จงได้พิจารณาดู ให้ดีๆ เถิด จะได้หมดปัญหา เรื่องผี กันเสียที.

มรดกที่ ๑๖๘. ในโลกนี้ มีแต่การ แลกวัฒนธรรมผีสิง (เช่น แบบระบำที่ คุณย่า คุณยาย ดูแล้วเป็นลม เป็นต้น) ไม่มีผล เพื่อสันติภาพเลย แล้วยังส่งเสริม กิเลส ซึ่งเป็นรากฐาน ของวิกฤตกาล ทุกๆ อย่าง ในโลกอีกด้วย. ระวังการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมระดับชาติ ประเภทนี้ กันให้ยิ่งกว่า ระวังคอมมิวนิสต์ ซึ่งระวังกัน อย่างเอาเป็นเอาตาย ให้พวกคอมมิวนิสต์ หัวเราะเยาะ เปล่าๆ

มรดกที่ ๑๖๙. ขอเน้น ความกล้าหาญทางจริยธรรม อีกครั้งหนึ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ใช้ แก้ปัญหาของสังคมได้ คือ กล้าหาญในการเว้นชั่ว - ทำดี - ช่วยให้มีการทำดี และปราบปรามการรทำชั่ว, ซึ่งสรุปความได้ว่า เป็นการยอมเสียสละทุกอย่าง เพื่อความมีอยู่ แห่งธรรมะ และยอมตาย ด้วยการมีธรรมะ ซึ่งเป็นยอดสุดของความกล้าหาญ.

มรดกที่ ๑๗๐. รบกันพลาง แลกธรรมะ กันพลาง นี้คือ การกระทำ ที่เหมาะสม แก่โลกยุคปัจจุบัน อันเต็มไปด้วย วิกฤตกาลแห่งสงคราม อย่ามัวแต่ แลกวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมกิเลส และความเห็นแก่ตัว กันอยู่เลย.

มรดกที่ ๑๗๑. ท้าวมาลีวราช ที่นั่งจับปูใส่กระด้ง อย่างไม่มีวันสิ้นสุด นั้นน่าจะได้แก่ องค์การสหประชาชาติ ที่ระงับวิกฤตกาล แต่ละกรณี โดยไม่ใช้หลักธรรมะ ในแต่ละศาสนา เข้าไปเป็นเครื่องตัดต้นเหตุ เสียเลย.

มรดกที่ ๑๗๒. แผ่นดินทอง ต้องสร้างด้วย แผ่นดินธรรม ของแผ่นดินไทย ที่พลเมือง ไม่เป็นทาสของกิเลส จนอยู่ ใต้กะลาครอบ ของอวิชชา ซึ่งทำให้ บูชาอบายมุข เป็นต้น จึงจะสำเร็จ.

มรดกที่ ๑๗๓. การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ไม่อาจ ตกเป็นหน้าที่ ของประเทศใด ประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะ แต่เป็นหน้าที่ ของ องค์การรวมประเทศ เช่น สหประชาชาติ เป็นต้น จะพึงกระทำ เพื่อสามารถใช้ หัวใจของทุกศาสนา รวมกัน แล้วใช้ แก้ปัญหาของโลกได้ ซึ่งจะไม่ต้องใช้เงิน เหมือน ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ ซึ่งกำลังใช้อยู่ ในการกระทำบางอย่าง.

มรดกที่ ๑๗๔. พุทธศาสนาก็มีพระเจ้า แต่มิใช่เป็น พระเจ้าอย่างบุคคล หรือเป็นจิต เป็นวิญญาณ ที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล; หากแต่เป็น กฏของธรรมชาติ ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท ที่สามารถสร้าง พระเจ้าอย่างบุคคล ขึ้นในหัวใจของมนุษย์ ผู้ไม่อาจจะรู้จัก พระเจ้าที่แท้จริง อย่าคิดว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า.

มรดกที่ ๑๗๕. ความหมายของคำว่า พระเจ้า ในภาษาธรรม คือ กฏ หรือ อำนาจ ที่บันดาลให้สิ่งทั้งหลาย เป็นไปตามกฏ ส่วนพระเจ้า ในภาษาคน คือ ผู้ที่ถูกสมมติ เรียกกันว่า ผู้สร้าง - ผู้ควบคุม - ผู้ทำลาย มีไว้สำหรับ พวกที่ ทำอย่างไรเสีย ก็ไม่สามารถ เข้าถึงพระเจ้า ในภาษาธรรม

มรดกที่ ๑๗๖. พุทธศาสนา เป็นระบบวิทยาศาสตร์ และมีกฏธรรมชาติ เป็นพระเจ้า อย่างมิใช่บุคคล เป็นกฏที่สามารถแทรกซึม อยู่ในทุกๆปรมาณู ของทุกสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล, และบังคับสิ่งนั้นๆ ให้เป็นไปตามกฏ.

มรดกที่ ๑๗๗. ในแง่ของจริยธรรม พระเจ้าก็คือ หน้าที่ของมนุษย์ ที่ช่วยให้มนุษย์รอด ทั้งสองความหมาย ( คือ รอดชีวิต และ รอดจากความทุกข์) ซึ่งที่แท้ก็คือ ธรรมะที่ต้องประพฤติ ให้ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ของมนุษย์ นั่นเอง. เราจงบูชาพระเจ้ากัน ด้วยการทำหน้าที่ ของตนๆ อย่าให้บกพร่อง แม้แต่ประการใด. ทุกคนก็จะมีพระเจ้า ที่อาจจะช่วย หรือ อาจจะคุ้มครองตน ได้อย่างแน่นอน

มรดกที่ ๑๗๘. GOD ก็คือ กฏ ในเมื่อเราออกเสียงคำนั้นให้สั้นเข้า, นี้ เป็นการบังเอิญทางภาษา ที่น่าขบขัน แต่ก็ทำให้มี GOD กันได้ทุกพวก ทั้งที่เป็น และมิได้เป็นนักวิทยาศาสตร์; ทำให้ มีทาง ที่จะหันหน้า มามองดูกันได้ ในระหว่างมนุษย์ ของทุกๆ ศาสนา

มรดกที่ ๑๗๙. สิ่งที่เรียกว่า Religion หรือ ศาสนา ที่แท้จริง นั้น คือ ระบบปฏิบัติ ที่ทำให้เกิดการผูกพัน และถึงกันเข้า ระหว่างมนุษย์ กับสิ่งสูงสุด หรือ บรมธรรม ซึ่งในทางพุทธศาสนา เรียกสิ่งนั้นว่า นิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทาง ของชีวิตที่แท้จริง ยิ่งกว่าการเข้าอยู่กับ พระเป็นเจ้า ที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล

มรดกที่ ๑๘๐. หัวใจของพุทธศาสนา ที่มีอยู่ที่หน้าแรกๆ ของ คัมภีร์ไบเบิ้ล คือ คนเริ่มมีความทุกข์ หรือ มีบาป ตั้งแต่เริ่มรู้จัก ดี-ชั่ว สำหรับจะ ยึดถือด้วยอุปาทาน เพราะได้กินผลไม้ (คือ การเจริญขึ้นมาถึงขั้น) ขนาดที่รู้จัก ดี-ชั่ว สูงกว่า สัตว์ก่อนหน้านั้น

 มรดกที่ ๑๘๑. สัญญลักษณ์กางเขน ของ ศาสนาคริสต์ อาจมองเป็น สัญญลักษณ์แห่ง หัวใจของพุทธศาสนา คือ การตัดเสียซึ่งตัวตน หรือ The "I"; ถ้ามองเช่นนี้ ก็จะทำงานร่วมกันได้ ในการช่วยโลก ให้พ้นจาก ความเห็นแก่ตน ซึ่งเป็นรากฐาน แห่งวิกฤตกาล อันถาวรของโลก.

มรดกที่ ๑๘๒. คำพูดของพระเยซู ที่พุทธบริษัท ยินดีรับฟัง คือ ข้อความที่ว่า เขี่ยผง ในตาตัวเองก่อน, - จูงอูฐลอดรูเข็ม ง่ายกว่า จูงมิจฉาทิฎฐิ มาหาพระ, - ชีวิตมิได้รอดอยู่ด้วย ข้าวปลาอาหาร แต่รอดอยู่ด้วยพระธรรมของพระเจ้า; และคำตรัสอย่างอื่นๆ อีกบางแห่ง. 

มรดกที่ ๑๘๓. การศึกษา ที่เปรียบด้วย สุนัขหางด้วน ของทั้งโลก นั้นคือ ให้เรียนกัน แต่วิชาหนังสือ กับ วิชาชีพ ไม่เรียนธรรมะ หรือ ศาสนา ที่สอนให้รู้ว่า เป็นมนุษย์กันให้ถูกต้อง ได้อย่างไร กันเสียเลย. ขอให้รีบ ลืมตา และแก้ไขกันเสียก่อนแต่ที่โลกจะเกิดมิคสัญญี.

มรดกที่ ๑๘๔. เด็กทั้งหลายนั่นแหละ คือ ผู้สร้างโลกในอนาคต เราจงพากันสร้างโลก โดยผ่านทางการสร้างเด็ก อย่างถูกต้อง เสียแต่บัดนี้เถิด อย่าปล่อยเด็กให้เป็นไปตามบุญ ตามกรรมเลย จึงจะเป็นการกระทำ ที่มีความรับผิดชอบ อย่างสูงสุด ของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ แห่งยุคนี้ ซึ่งถืว่า เป็นยุคของสติปัญญา.

มรดกที่ ๑๘๕. ดี ๖ ดี: บุตรที่ดีของบิดามารดา - ศิษย์ที่ดี ของ ครูบาอาจารย์ - เพื่อนที่ดีของเพื่อน - พลเมืองที่ดีของชาติ - สาวกที่ดีของศาสนา - มนุษย์ที่เต็มตามความหมาย ของคำว่า มนุษย์ เหล่านี้ เป็นวัตถุประสงค์ ของการจัดการศึกษา ที่ถูกต้องแท้จริง ของมนุษย์.

มรดกที่ ๑๘๖. ครู ผู้เปิดประตูทางวิญญาณ เป็นผู้นำทางวิญญาณ คือ ผู้สร้างโลกในอนาคต โดยผ่านทางเด็ก และเป็นผู้มีอาชีพ อย่างปูชนียบุคคล. จงรู้จักครู กันในลักษณะนี้ และร่วมมือกับครู ในการทำหน้าที่ของครู อย่างแท้จริง.

มรดกที่ ๑๘๗. ในที่บางแห่ง วันครู นั่นแหละ เป็นวันที่ครูกินเหล้า มากกว่า วันธรรมดา เมามายกัน อย่างลืมตัว เพราะว่าวันอื่น ไม่ได้มาชุมนุมกัน มากมายเหมือนวันนี้ ควรจะปรับปรุงวันครู ให้เป็นวันครูอย่างแท้จริง คือ รับความเคารพ อันบริสุทธิ์ ของมหาชน ด้วยความเป็น ปูชนียบุคคล อย่างเพียงพอ.

มรดกที่ ๑๘๘. โลกเสียเวลาไปมาก ในการศึกษา เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ ความดับทุกข์ ของโลก โดยตรง เช่น ศิลปะ - โบราณคดี - ประวัติศาสตร์ - ภูมิศาสตร์ - วิทยาศาสตตร์ และ อารยธรรมทางวัตถุ ฯลฯ ที่ไม่ค่อยจะ เกี่ยวข้อง กับการดับทุกข์ ของมนุษย์ มักจะเตลิด เลยไปแต่ ในเรื่องนั้นๆ น่าจะมีการค้นคว้า และศึกษากันเสียให้ถูกต้อง เกี่ยวข้องกับกรณีที่จำเป็น สำหรับ การดับทุกข์ ของมนุษย์.

มรดกที่ ๑๘๙. ธรรมิกสังคมนิยม เป็นหัวใจของพุทธธรรม หรือ ของศาสนา ทุกศาสนา อย่างที่ไม่มีใครมอง ลัทธินี้ มุ่งประโยชน์ร่วมกัน ทั้งของ ฝ่ายนายทุน และฝ่ายกรรมกร, และของชีวิตทุกชนิด กระทั่ง สัตว์เดรัจฉาน และแม้แต่ ต้นไม้ต้นไล่ โดยถือเอาหลัก แห่งการเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เป็น หลักพื้นฐาน.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก พุทธทาส.คอม

 

 

กลับสารบัญ