กระดานธรรม

 

 คลิกขวาเมนู

สติ ควรระลึกรู้เท่าทันระดับใดในการปฏิบัติ  ที่ยังผลอันยิ่ง

อุปมาดั่ง สติระลึกรู้เท่าทันว่า  ๒ x ๒ =  เท่าใด,   สติระลึกรู้เท่าทันเวทนา หรือจิตตสังขาร แม้กาย, ธรรมก็ฉันนั้น  อันจักให้ผลยิ่ง

อนึ่งพึงระลึกรู้ว่า

สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้ว่า  ๒ x ๒ =  ๔,   เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง  อันยังให้วิชชานั้นบริบูรณ์ในที่สุด

อนึ่งสติระลึกรู้เท่าทันดังนี้ว่า  ๒ x ๒ =  ๖,   เป็นสติที่ประกอบด้วยมิจฉาญาณ หรือเป็นอวิชชายังให้เกิดความเดือดร้อนในที่สุด

         การปฏิบัติให้ได้ผลบริบูรณ์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้สติระลึกรู้อย่างเท่าทันในสิ่งที่ปัญญาไปเห็น เข้าใจ กล่าวคือเป็นมหาสติในกาย เวทนา จิต หรือธรรม,  หรือเป็นมหาสติในปฏิจจสมุปบาทธรรม   จึงเป็นสติดังในลักษณะที่จักอาราธนาธรรมคำสอนของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  จากหนังสือ เทสรังสีอนุสรณาลัย  เรื่อง "สิ้นโลก เหลือธรรม (นัยที่สอง)"  (หน้า ๙๓)  ที่ได้กล่าวถึงเรื่อง สติ ไว้ดังนี้

         "จิต คือ ผู้คิดผู้นึกในอารมณ์ต่างๆ ที่รวมเรียกว่ากิเลสอันเป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมองนั่นเอง   จึงต้องฝึกหัดให้มีสติระวังควบคุมจิต ให้รู้เท่าทันจิต  ซึ่งคำนี้เป็นโวหารของพระกรรมฐานโดยเฉพาะ   คำว่า " รู้เท่า " คือ สติรู้จิตอยู่ ไม่ขาดไม่เกินยิ่งหย่อนกว่ากัน สติกับจิตเท่าๆกันนั่นเอง คำว่า " รู้ทัน " คือ สติทันจิตว่าคิดอะไร พอจิตคิดนึก สติก็รู้สึกทันที เรียกว่า " รู้ทัน "   แต่ถ้าจิตคิดแล้วจึงรู้นี้เรียกว่า " รู้ตาม " อย่างนี้เรียกว่าไม่ทันจิต   ถ้าทันจิตแล้ว พอจิตคิดนึก สติจะรู้ทันที ไม่ก่อนไม่หลัง ความคิดของจิตก็จะสงบทันที.......ฯ."

         คำว่า รู้เท่า รู้ทัน ตามที่ท่านหลวงปู่เทสก์กล่าวแสดงข้างต้นนั้น ต้องทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง  ถ้ายังไม่แจ่มแจ้ง  ก็ขอให้ลองพิจารณาย้อนระลึกรู้อดีตในปัจจุบันชาติ แต่ในสมัยอยู่อนุบาลหรือประถมต้นๆ  ที่เมื่อคุณครูสอนเลข เรื่องการบวก ลบ คูณ หารใหม่ๆ   แล้วเมื่อถูกคุณครูหรือคุณพ่อคุณแม่ถามว่า  ๒ x ๒ เท่ากับเท่าใด?  อาการที่ลังเลบ้าง  คิดนึกเสียนานบ้าง  คิดนึกไม่ออกบ้าง  ตอบผิดบ้าง ตอบถูกอย่างไม่แน่ใจบ้าง  อาการลังเลไม่แน่ใจบ้างนั่นแหละเป็นเหมือนอาการที่หลวงปู่เทสก์กล่าวไว้ว่า  เป็นอาการของการรู้ตาม

         ส่วนอาการในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อมีใครถามว่า  ๒ x ๒  เท่ากับเท่าใด?  แล้วสามารถตอบได้ทันที โดยอัติโนมัติ  ทำได้เองราวกับตั้งใจแต่ไม่ได้ตั้งใจ  ก็สืบเนื่องมาจากการฝึกฝนอบรมและสั่งสมมาอย่างดีงามมาแต่อดีตยิ่งว่า = ๔  นั่นแหละอาการรู้ทัน, รู้เท่าทัน, รู้เท่าทันจิต หรือก็คืออาการมหาสตินั่นเอง  เพียงแต่ว่าการรู้เท่าทัน ๒ x ๒ เยี่ยงนี้นั้น ไม่จัดเป็นมหาสติในทางธรรมหรือโลกุตระ เหตุก็เพราะเป็นการระลึกรู้เท่าทันอย่างโลกๆหรือโลกิยะ ที่เป็นไปเพื่อยังประโยชน์แก่ขันธ์หรือชีวิตในปัจจุบันชาติเท่านั้น  ไม่ได้เป็นไปเพื่อการดับไปของทุกข์ ที่เป็นไปเพื่อการดับภพชาติอย่างโลกุตระ   ที่ควรระลึกรู้อยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม  เหมือนดั่งการระลึกรู้ในสูตรคูณแม่ต่างๆอย่างเชี่ยวชาญชำนาญยิ่ง,   ที่แม้อาจไม่คล่องแคล่วในบางสูตรคูณที่ไม่จำเป็นบางประการบ้าง อุปมาดั่งวิชชาทางโลกบางประการ ที่ชำนาญบ้างไม่ชำนาญบ้างเป็นธรรมดา

         สติ ระลึกรู้เท่าทันเยี่ยงดังนี้นี่เอง จึงเป็นเหมือนดังที่ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีได้กล่าวแสดงดังข้างต้น  คือ อาการของ สติที่ "รู้เท่า" "รู้ทัน" ที่จักบังเกิดผลอันยิ่ง กล่าวคือ รู้เท่าทันสังขาร(ในแง่หรือมุมมองแบบปฏิจจสมุปบาท)ที่เกิดขึ้นจากอวิชชาร่วมกับความทรงจำ(สัญญาที่เจือกิเลสหรือก็คืออาสวะกิเลสนั่นเอง) หรือรู้เท่าทันเวทนา หรือจิตสังขารต่างๆที่เกิดขึ้นในวงจร,    ส่วนในทางสติปัฏฐาน ๔ ก็คือรู้เท่าทันใน กาย เวทนา จิต ธรรม,   ทั้ง ๒ ต่างล้วนดีงามยิ่ง  จึงรู้เท่าทันแบบใด จึงขึ้นอยู่กับจริต สติ ปัญญา แนวทางปฏิบัติของตนที่สั่งสมอบรม เป็นสำคัญ  แต่ล้วนยังให้เกิดผลอันยิ่ง

         ในสติปัฏฐาน ๔ ที่ให้รู้ทันเวทนาหรือจิต(จิตสังขาร)ในขณะเกิดบ้าง แปรปรวนบ้าง ดับไปแล้วบ้าง กล่าวคือ อาจรู้ทันบ้าง อาจรู้ตามบ้าง อาจระลึกรู้ภายหลังบ้าง  หรือรู้ธรรมของจิตบ้าง(เช่นเกิดแต่เหตุปัจจัยใด) เพราะล้วนเป็นการฝึกฝนปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์อยู่  อันย่อมมิสามารถรู้เท่าทันเป็นมหาสติได้เป็นธรรมดาในขั้นแรกย่อมเหมือนกับขณะเล่าเรียนในชั้นอนุบาลหรือประถมต้น  จึงต้องรู้ทันบ้าง รู้ตามบ้าง ระลึกรู้เมื่อดับไปแล้วบ้าง ระลึกรู้เห็นในสภาวธรรมของการเกิด การแปรปรวน การดับไปเป็นธรรมดาบ้าง  แต่ล้วนเป็นการฝึกสติ ทั้งสั่งสม อีกทั้งยังสั่งสมให้เกิดปัญญาเข้าใจในสภาวธรรมต่างๆ รวมทั้ง พระไตรลักษณ์ ฯลฯ.  และเมื่อมีสติดังนี้อยู่เนืองๆเป็นอเนก ย่อมกลายเป็นมหาสติขึ้นในที่สุดนั่นเอง

          ส่วนในปฏิจจสมุปบาทนั้นก็เป็นไปเฉกเช่นเดียวกัน ที่ขั้นแรกนั้นปัญญาย่อมยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งและยังทั้งไม่เท่าทันในสังขารอันเกิดแต่อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลสเป็นธรรมดาในการปฏิบัติขั้นต้นๆ แต่ก็่เพื่อให้เกิดการสั่งสม  จึงต้องรู้ทันเวทนา(องค์ธรรมในปฏิจจสมุปบาท)บ้าง เวทนูปาทานขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์ที่เกิดขึ้นในองค์ธรรมชราบ้าง   ดังนั้นในระยะแรกปฏิบัติจึงย่อมเป็นการรู้เท่าทันบ้าง รู้ตามบ้าง รู้เมื่อเป็นสุขเป็นทุกข์ดับไปแล้วบ้าง เป็นธรรมดา   จนในที่สุดแล้วสติที่ใช้ร่วมกับปัญญาที่ใช้ในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งอวิชชาที่ต้องปฏิบัติสั่งสมจนพัฒนาเป็นสติที่ต้อง "รู้เท่า" "รู้ทันสังขารกิเลสดังแสดงข้างต้นจึงเป็นที่สุดของการดับทุกข์  อันจักบังเกิดขึ้นจากการปฏิบัติด้วยความเพียรสั่งสมจนกล้าแข็ง แลเป็นมหาสตินั่นเอง  อนึ่งการรู้เท่าทันสังขารกิเลสที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติแบบหยุดคิดหยุดนึก

          หรือสติเป็นไปดังธรรมคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จากหนังสือ "อตุโล ไม่มีใดเทียม"  (น.๔๖๙)

          ".........ในทางปฏิบัติที่ว่า ปฏิบัติจิต ปฏิบัติใจ โดยให้ใจอยู่กับใจนี้  ก็คือให้มีสติกํากับใจให้เป็นสติถาวร  ไม่ใช่เป็นสติคล้ายๆ หลอดไฟที่จวนจะขาด เดี๋ยวก็สว่างวาบ  เดี๋ยวก็ดับ  เดี๋ยวก็สว่าง  แต่ให้มันสว่างติดต่อกันไปตลอดเวลา   เมื่อสติมันติดต่อกัน(webmaster- เป็นสัมมาสมาธิในการดับทุกข์อย่างแท้จริงคือจิตตั้งมั่นที่เป็นไปอย่างอย่างมหาสติ คือเกิดดับๆโดยอัติโนมัติ)ไปอย่างนี้แล้ว   ใจมันก็มีสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา"  ตัวรู้ก็คือ "สติ" นั่นเอง  หรือจะเรียกว่า "พุทโธ" ก็ได้   พุทโธที่ว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ก็คือตัวสตินั่นแหละ" 

          สติรู้เท่าทันในกายนั้น เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ คือละความดำริพล่าน จิตจึงตั้งมั่น  และเพื่อให้เกิดปัญญาคือนิพพิทาญาณในสังขารกายที่พิจารณา   อนึ่งพึงเข้าใจด้วยว่า อาการที่จิตส่งในไปในกายนั้น ไม่ใช่อาการของสติรู้เท่าทันในกายในสติปัฏฐานแต่อย่างใด  แต่เป็นอาการของการติดเพลินในสมาธิหรือฌาน อันให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติในที่สุดเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็คือสุขในวิปัสสนูปกิเลส เรียกกันง่ายๆทั่วไปว่าติดสุขนั่นเอง

          สติรู้เท่าทันในธรรม ก็ด้วยจุดประสงค์ คือ เมื่อจิตอยู่กับการพิจารณาธรรม จิตย่อมละความดำริพล่าน จิตจึงตั้งมั่น  และเพื่อให้เกิดปัญญาญาณจากธรรมต่างๆที่พิจารณาหรือรู้เท่าทันในขณะจิตนั้นๆ

          ส่วนการมีสติรู้เท่าทันเวทนาและจิต หรือเรียกรวมกันสั้นๆทั่วไปกันว่า สติเท่าทันจิต นั้นก็เพื่อละดำริพล่าน และใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน พร้อมการอุเบกขาอยู่เนืองๆเป็นอเนก  จึงยังให้เกิดทั้งปัญญาญาณและเป็นมหาสติขึ้นในที่สุด

สติ ระลึกรู้เท่าทันระดับใดที่ยังผลอันยิ่ง

อุปมาดั่ง สติระลึกรู้เท่าทันว่า  ๒ x ๒ =  เท่าใด,   สติระลึกรู้เท่าทันก็ฉันนั้น  อันจักให้ผลยิ่ง

อนึ่งพึงระลึกรู้ว่า

     สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้  ๒ x ๒ =  ๔,   เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง  อันยังให้ผลบริบูรณ์ต่อขันธ์หรือชีวิตในที่สุด

สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้  ๒ x ๒ =  ๖,   เป็นสติที่ประกอบด้วยมิจฉาญาณ  อันยังให้เกิดความเดือดร้อนต่อขันธ์หรือชีวิตในที่สุด

 

ดังนั้นคงจะพอเห็นได้แล้วว่าความเร็วของสติในระดับใดที่ยังให้ผลอันยิ่ง

สตินี้จึงมีองค์ประกอบในการปฏิบัติ เช่นเดียวกับการเจริญอิทธิบาท ๔ อีกด้วย กล่าวคือ

ไม่ย่อหย่อนเกินไป  ไม่ต้องประคองเกินไป  

ไม่หดหู่ในภายใน  ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

พนมพร

มหาสติ คืออะไร

 

สมาธิขั้นใด จำเป็นในการเจริญกรรมฐาน

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter