สารบัญ

แสดงกระบวนธรรมของจิต คือความเป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ เป็นลำดับ จนเกิดอารมณ์ต่างๆหรือสังขารขันธ์ขึ้น

คลิกขวาเมนู

ปริญเญยยสูตร  

พระสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้  

         [๒๘๙] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรกำหนดรู้

ความกำหนดรู้  และบุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว แก่เธอทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงฟัง.

         [๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน?  

คือ รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ.(ขันธ์ทั้ง ๕)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมที่ควรกำหนดรู้.

         [๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความกำหนดรู้เป็นไฉน?

(ความกำหนดรู้เพื่อ)ความสิ้นไปแห่งราคะ  ความสิ้นไปแห่งโทสะ  ความสิ้นไปแห่งโมหะ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความกำหนดรู้.

(จึงควรกำหนดรู้ยิ่งในขันธ์ทั้ง ๕ ก็เพื่อความสิ้นไปดังกล่าว)

         [๒๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็บุคคลผู้กำหนดรู้แล้วเป็นไฉน?

บุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว ควรจะกล่าวว่าพระอรหันต์ กล่าวคือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า บุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว.

(พระไตรปิฎก เล่มที่๑๗/๒๘๙)

        ดังพุทธพจน์ที่ตรัสแสดงข้างต้นนี้ ขันธ์ ๕ จึงเป็น"ธรรมที่ควรกำหนดรู้" ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ความรู้ว่าขันธ์ ๕ คืออะไร  แต่ต้องรู้ความเป็นเหตุปัจจัยเนื่องสัมพันธ์กันของขันธ์ ๕ ที่ทำงานประสานสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกัน เหมือนดังวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงจักบังเกิดผล คือ รู้ธรรมหรือธรรมชาติของขันธ์ ๕ นั่นเอง,  ดังจักแสดงขันธ์ ๕  ตลอดทั้งกระบวนธรรมคือความเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ โดยละเอียดเป็นลำดับขั้น  เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในความเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกัน หรือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ อย่างแจ่มแจ้ง  ก็เพื่อยังประโยชน์ในการเจริญวิปัสสนาโดยการโยนิโสมนสิการทั้งในขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม  พระไตรลักษณ์ ฯลฯ. เพื่อการดับทุกข์

        อนึ่งการโยนิโสมนสิการในขันธ์ ๕ นี้  ไม่ใช่เป็นไปในลักษณะการท่องจำหรือไล่เรียงในขันธ์ทั้ง ๕ ได้คล่องแคล่วแม่นยำแต่ประการใด  แต่ต้องการให้เกิดความเข้าใจไล่เรียงความเป็นเหตุเป็นผล หรือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้นของขันธ์ทั้ง ๕ อย่างมีเหตุ มีผล  ที่แท้จริงแล้วก็ดำเนินไปเหมือนดั่งกระบวนธรรมการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท)  แต่เพียงไม่เน้นถึงการเกิดขึ้นของทุกข์ดังปฏิจจสมุปบาท  แต่จะทำให้เข้าใจในสภาวธรรมของชีวิตหรือธรรมหรือธรรมชาติบางประการของขันธ์ทั้ง ๕ ได้แจ่มแจ้งขึ้น จึงยังประโยชน์ในการปฏิบัติถึงขั้นธรรมสามัคคี เกิดปัญญาถึงขั้นหูตาสว่างได้เป็นอัศจรรย์ ถ้าประกอบด้วยความเพียรในการพิจารณาโดยแยบคายอยู่เนืองๆเป็นอเนก ไม่ย่อหย่อน,    ดังมีคำกล่าวของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่เกี่ยวเนื่องกับขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทไว้น่าพิจารณายิ่ง  มีความดังต่อไปนี้

        " เออ ก็ดีแล้วที่ได้ผล(ท่านกล่าวถึงเรื่อง การปฏิบัติสมาธิ)  พูดถึงความสุขในสมาธิมันก็สุขจริงๆ  จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบมิได้  แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น  มันก็ได้แค่นั้นแหละยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรค ที่จะตัด ภพ ชาติ ตัณหา อุปาทาน  ให้ละสุขนั้นเสียก่อน  แล้วพิจารณาขันธ์ ๕ ให้แจ่มแจ้งต่อไป " 

(จาก "อตุโล ไม่มีใดเทียม" หน้า ๔๙๕)

ขันธ์ ๕

        ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์  องค์ประกอบสำคัญทั้ง ๕ ที่ทางพุทธศาสน์ถือว่า เป็นหตุ คือสิ่งทั้ง ๕ ที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งเป็น ชีวิต ขึ้น,  เป็นเหตุปัจจัยที่เมื่อประชุมปรุงแต่งกันขึ้นจนเป็นสังขารคือสิ่งปรุงแต่ง ที่เรียกกันโดยสมมติในภาษาไทยว่า ชีวิต,  ชีวิตจึงประกอบด้วยขันธ์ที่หมายถึงฝ่ายหรือกองต่างๆ ดังนี้  รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์   และมักเรียกกันทั่วไปสั้นๆว่า รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ

        กล่าวโดยย่อ  ชีวิตเกิดขึ้นแต่เหตุคือขันธ์ทั้ง ๕ มาเป็นปัจจัยกัน ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง นั่นเอง

        ควรรู้เข้าใจอีกด้วยว่า ขันธ์ ๕ หรือชีวิตนี้  เมื่อมีเหตุปัจจัยประชุมปรุงแต่งกันขึ้นแล้วนั้น  ย่อมหมายถึง ยังต้องมีการประสานทำงานที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน หรือการเป็นปัจจัยแก่กันและกันระหว่างขันธ์หรือระหว่างกองทั้ง ๕ อยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่ยังดำรงขันธ์คือชีวิตอยู่    ซึ่งพระองค์ท่านแบ่งขันธ์หรือชีวิตออกเป็นส่วนหรือเป็นกองทั้ง ๕ ที่มาประกอบกันเป็นเหตุปัจจัยกันจนเป็นชีวิตหรือสังขารตัวตนที่ประกอบด้วยจิตวิญญาณ ก็ล้วนเพื่อยังประโยชน์ในการวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาจากการไปรู้เห็นตามความเป็นจริงที่เป็นไปของขันธ์ทั้ง ๕ หรือชีวิต  แม้กระทั่งการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทก็ล้วนเกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ นี้นี่เอง  เพื่อให้เกิดความเข้าใจเพื่อลดละความยึดถือ หรือเกิดนิพพิทาญาณความหน่าย จากการไปรู้ความจริงอันเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด(ตัณหา) จึงคลายความยึดมั่นถือมั่นตามกิเลสตน(อุปาทาน) เพื่อความปล่อยวาง อันเป็นสุข สะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่ง

        การพิจารณาอ่านขันธ์ ๕ นี้ อย่าไปตกลงปลงใจไปว่ายาก สลับซับซ้อน อย่าได้ท้อแท้หรือคิดว่าไร้สาระ อย่าคิดว่ารู้แล้ว เพราะไม่ใช่การท่องจำแต่อย่างใด แต่เป็นการให้ไล่เรียงตามเหตุปัจัยหรือเหตุและผล ตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือหลักกาลามสูตร  ซึ่งเพราะเมื่อไล่ลำดับแล้วจนเข้าใจได้แล้ว จะคลายความซับซ้อนซ่อนเงื่อนออกมา ซึ่งเมื่อเข้าใจได้แล้วก็จะเกิดปัญญาเป็นที่น่าอัศจรรย์ คุ้มค่าแก่ความเพียร เห็นคุณสมบัติและการทำงานของจิต เกิดมรรคสมังคีขึ้นได้ เพื่อยังประโยชน์ไปในการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์

        อนึ่งพึงระลึกรู้ด้วยว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นสังขารอย่างหนึ่งๆเท่านั้น คือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัยต่างๆ  จึงล้วนย่อมอนิจจังมีความไม่เที่ยง  ทุกขังคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงต้องเสื่อมดับไป เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนของตนเองจริง เป็นเพียงการประกอบกันขึ้นขององค์ประกอบย่อยๆมาประชุมปรุงแต่งกันขึ้น  เมื่อไม่มีตัวตนจริงจึงเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของเขาไม่ได้  จึงไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครๆ แม้ของเรา ล้วนแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น

        ซึ่งเมื่อปฏิบัติได้ดีแล้วหรือแม้เริ่มปฏิบัติ ขอรับรองด้วยสัจจะวาจาได้ว่า ให้อานิสงส์ผลบุญกุศลอันสูงสุด อันยิ่งกว่าการ ปล่อยนก ปล่อยปลา ทำบุญ ทำทาน ถือศีล นั่งสมาธิ สร้างวัด สร้างเจดีย์ หรือการสวดมนต์ ไหว้พระใดๆทั้งสิ้น ฯ. เพราะเป็นการปฏิบัติบูชาคือการวิปัสสนา อันดีเลิศกว่าอามิสบูชาทั้งปวง ที่พระองค์ท่านสรรเสริญว่าเป็นเลิศในการบูชา  และติดตัวสั่งสมไปจนตลอดทุกภพทุกชาติ(ปฏิจจสมุปบาท)  ไม่ใช่แค่เพียง ปีติ สุข อันพึงได้จากการทำบุญ ทำทาน ถือศีล สมาธิ ฯ. แล้วก็ต้องเสื่อมดับไป  เพราะปัญญาที่ได้จากการพิจารณานี้ย่อมไปเป็นเหตุปัจจัยให้ดับทุกข์ได้ในกาลต่อไป จึงเป็นสุข สงบ สะอาด บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในการปฏิบัติทางพระศาสนาแล้ว คือการดับอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์

        ขันธ์ทั้ง ๕ มีความหมายโดยรายละเอียดดังนี้

        ๑. รูปขันธ์ หรือรูป หมายถึง กองหรือส่วนของรูปร่างหน้าตา หรือร่างกาย หรือฝ่ายตัวตน   รูปขันธ์ ถ้ายังไม่กระจ่างว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ก็ให้นึกภาพของคนที่เพิ่งตายใหม่ๆที่มีร่างกายสมบูรณ์อยู่ยังไม่แตกสลาย นั่นแหละส่วนหรือกองของรูปหรือรูปขันธ์แท้ๆล้วนๆ ที่เมื่อยังไม่อิงหรือไม่เป็นเหตุปัจจัยประชุมร่วมกับขันธ์อื่นๆอีก ๔  ขันธ์ ก็จะมีสภาพเป็นเพียงกลุ่มก้อนมายาของเหตุปัจจัยของธาตุทั้ง ๔ ซึ่งเปรียบดั่งเพียง"สรีระยนต์" ที่นอนเป็นท่อน เป็นก้อน เฉยอยู่เยี่ยงนั้นเอง,  อายตนะภายในทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือทวาร ๖ อันคือประตูหรือช่องทางที่ใช้ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกทั้ง ๖  ต่างก็ล้วนต้องแฝงอาศัยอยู่ คือเป็นส่วนหนึ่งของกองรูปขันธ์นี้นี่เอง จึงจัดอยู่ในฝ่ายรูปขันธ์ด้วย(สมองก็เป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์นั้น แต่ก็เป็นหทัยวัตถุ คือเป็นส่วนหนึ่งของใจหรือจิต คือเป็นวัตถุหรือเหตุปัจจัยอันหนึ่งของจิต แต่ก็ยังไม่ใช่จิต เพราะยังต้องประกอบด้วยเหตุอื่นๆ มาเป็นปัจจัยกันอีกด้วยนั่นเอง)

        พึงระวังสับสน ที่ในภายหน้าบางครั้ง เมื่อกล่าวถึงการทำงานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันของขันธ์ หรือก็คือกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ แล้ว มีคำว่า รูป ที่อาจหมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตใช้เป็นอารมณ์คือเป็นที่กำหนดในขณะนั้น จึงอาจหมายถึงได้ทั้งใน รูป  รส  กลิ่น  เสียง  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์ ทั้ง ๖ ใดๆก็ได้(คือสิ่งที่ถูกรู้หรือสัมผัสได้โดยอายตนะภายใน)  จึงครอบคลุมได้ถึง รูปหรือภาพที่เห็นด้วยจักษุ  หรืออาจหมายถึงเสียงที่ได้ยินนั้น  หรือกลิ่นที่ได้ดมนั้น หรือรสที่ได้ลิ้มสัมผัสนั้นๆ ฯ. ได้เช่นกัน,  หรือ"รูป"ที่หมายถึงรูปขันธ์ ที่หมายถึง กองของร่างกายดังกล่าวอีกด้วย

        ๒. เวทนาขันธ์ การเสวยอารมณ์, ความรู้สึกที่ย่อมพร้อมเกิดกับการรับรู้ในรสของอารมณ์ คือ การรับรู้ในรส ที่ย่อมพร้อมด้วยความรู้สึกทีเกิดขึ้นจากกระทบผัสสะกับอารมณ์(คือสิ่งที่จิตกำหนดหมาย หรือกระทบนั้นๆ)  จึงหมายถึง กองหรือหมวดหมู่ของชีวิตที่ทำหน้าที่ ในการเสพเสวยในรสชาดของสิ่งต่างๆที่เป็นอารมณ์ กล่าวคือ ความรู้สึกที่ย่อมพร้อมเกิดขึ้นจากการเสพเสวยจากการรับรู้ในรสของสิ่ง(อารมณ์)ต่างๆที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ)  จึงรับรู้รสเมื่อมีการผัสสะชั่วขณะหนึ่ง หรือเมื่อการผัสสะยังดำเนินต่อเนื่องอยู่  เหมือนดังการเสวยอาหาร ที่ย่อมรับรู้ในรสของอาหาร(อันเป็นอารมณ์) อีกทั้งย่อมมีความรู้สึกร่วมเกิดขึ้นด้วยว่า ชอบ หรือไม่ชอบ หรือแม้เฉยๆกลางๆ  พระองค์ท่านแบ่งความรู้สึกจากการผัสสะหรือเวทนา ออกเป็น ๓ อันมี

        สุขเวทนา  ความรู้สึกไปทาง สุขสบาย  ถูกใจ  สบายใจ  ชอบใจ ซึ่งครอบคลุมทั้งฝ่ายกายและจิต  หรือจะเรียกความรู้สึกชนิดนี้กันว่า สุขจากการผัสสะ ก็ได้ (สุขเวทนานี้ ไม่เหมือนความรู้สึก สุขอันเป็นสังขารขันธ์หรืออารมณ์ทางโลกๆ เช่น สุข ทุกข์ โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฯ. พึงพิจารณาแยกแยะให้เข้าใจ มิฉนั้นจะสับสน  เวทนาเป็นความรู้สึกที่ต้องเกิดจากการรับรู้รสจากการผัสสะหรือกระทบกับอารมณ์หรือในสิ่งที่กระทบนั้นโดยตรงๆ เป็นกลไกของชีวิต ที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา)

        ทุกขเวทนา  ความรู้สึก ลำบาก, ความรู้สึกเจ็บปวด, ความรู้สึกระคายเคือง, การเสวยอารมณ์ที่ไม่สบาย  ไม่ถูกใจ  ไม่ชอบใจ  อันครอบคลุมทั้งกายและจิตเช่นกัน  หรือที่เรียกความรู้สึกชนิดนี้กันโดยทั่วไปว่า ทุกข์จากการผัสสะ นั่นเอง  ดังเช่น ถูกใครตีแรงๆ จะรับรู้ความรู้สึกเจ็บทางกายหรือไม่สบายกายขึ้น และอีกทั้งอาจเกิดทุกข์ใจคือไม่ชอบใจจากการกระทบนั้นอีกด้วย

        อทุกขมสุขเวทนา  ความรู้สึก ไม่สุขไม่ทุกข์ คือ เฉยๆ หรือเป็นกลางๆ จากการรับรู้รสอารมณ์นั้นๆ  จึงเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า อุเบกขาเวทนา

        อนึ่งพึงสังเกตุ การจำแนกเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นั้นย่อมร่วมด้วยสัญญาความจำได้ ดังเช่น รูปสัญญาคือความจำได้ในรูปนั้น คือจำได้ในสิ่งที่เป็นอารมณ์มาผัสสะนั้นๆนั่นเอง จึงทำให้เกิดความรู้สึกเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา หรือสุขทุกข์ของการผัสสะ

        พระไตรปิฏกในภายหลัง พระอรรถกถาจารย์ได้จำแนกแตกธรรมออกเป็น ๕ ก็มี เพื่อแยกแยะให้เห็นเวทนา เป็นฝ่ายกายและฝ่ายจิตให้ชัดเจนขึ้น  จึงได้จำแนกเพิ่มเติมเป็น สุข-สบายกาย๑  ทุกข์-ไม่สบายกาย๑  โสมนัส-สบายใจ๑  โทมนัส-ไม่สบายใจ๑  และอุเบกขา-เฉยๆ๑

        เวทนา ในภาษาธรรม จึงไม่ใช่ความหมายในภาษาไทยหรือในทางโลก(โลกิยะ)ที่หมายถึง ความสงสาร, ความเจ็บปวด

        ๓. สัญญาขันธ์ หมายถึง ส่วนหรือกองของชีวิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ความจำได้ ความทรงจำ ตลอดจนครอบคลุมถึงการหมายรู้ คือการกำหนดหมาย ปัญญา การคิดอ่านในสิ่งที่กระทบนั้น ฯ. ที่ย่อมเกิดจากการสั่งสม จดจำประมวลผลตั้งแต่อดีตหรือแต่อ้อนแต่ออกจวบจนปัจจุบัน  อันย่อมใช้สมองส่วนหนึ่งในการบันทึกเก็บจำ ซึ่งย่อมมีข้อมูลอย่างมากมายมหาศาล จนเกินกว่าที่จำได้ทั้งปวงในขณะจิตหนึ่งๆ  สัญญาหรือฝ่ายความจำได้,หมายรู้จึงต้องทำงานหรือเกิดขึ้นในลักษณาการแบบ เกิดดับ..เกิดดับๆ...ดังนี้อยู่เสมอๆ กล่าวคือ เกิดคือจำขึ้นมาได้ แล้วก็ดับคือลืมลงไปนั่นเอง เป็นไปดังนี้เสมอๆ  ดังเช่นผู้เขียนเอ่ยคำว่าแม่  ท่านก็เกิดสัญญาจำได้ในแม่ขึ้นมาทันที ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จึงดับไป   จึงเกิดแล้วดับ เกิดดับๆๆ..ในลักษณาการนี้อยู่เสมอๆ,   ดังนั้นสมองอันเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของสัญญา ก็ยังอาศัยอยู่ในรูปขันธ์  สมองจึงจัดเป็นหทัยวัตถุอันเป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งของจิตด้วยก็ได้  แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่าจิตคือสมอง เพราะจิตก็ไม่ได้เกิดแต่เหตุคือสมองแต่อย่างเดียว  เพราะจิตก็ยังเกิดแต่มีเหตุอื่นๆมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งอีกเช่นกัน  (ถ้าสนใจรายละเอียดลึกซึ้งให้ดูได้ใน จิตคืออะไร เกิดที่ใด และธรรมชาติของจิต)

        สัญญาขันธ์ ความจำได้ ดังเช่น เห็นบุคคลที่รู้จักมักคุ้น ก็เกิดความจำได้ในบุคคลนั้น  และยังเกิดการหมายรู้คือความคิดอ่านขึ้นอีกด้วยว่า เป็นใคร อย่างไร ศัตรู หรือหมู่มิตร หรือคนรู้จัก

        ดังนั้นสัญญาขันธ์ ความจำจึงพอแยกแยะการทำงานออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

        สัญญาจำได้  ความจำได้, รู้จัก ดังเช่น สัญญาจำได้ เช่นในรูปที่กระทบเห็นนั้น ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงว่ารูปสัญญา,  เกิดก่อนเวทนา(จักขุสัมผัสสชาเวทนา-เวทนาที่เกิดจากจักขุคือตากระทบคือผัสสะกับรูปนั้น) จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้น เป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ ก็จาก"สัญญาจำได้"นี้นี่เอง  ;  เป็นไปในลักษณะเดียวกันใน รูปสัญญา(ความจำได้ในรูป)  สัททสัญญา(ความจำได้ในเสียงหมายถึงเข้าใจความหมายด้วย)  คันธสัญญา(ความจำได้ในกลิ่น)  รสสัญญา(ความจำได้ในรส)  โผฏฐัพพะสัญญา(ความจำได้ในสัมผัส)  ธัมมสัญญา(ความจำได้ในธรรมารมณ์ความคิด)  ซึ่งถ้าไม่มีสัญญาจำได้นี้ ก็จะไม่เกิดความจำได้ของความรู้สึกเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขสมสุขเวทนาขึ้นได้เลย เช่นจำได้ในรูป เช่นเจอคนที่รักชอบพอก็จำได้ ก็ทำให้เกิดสุขเวทนา, หรือเจอคนที่เกลียดชังก็จำได้ จึงเกิดทุกขเวทนา, หรือเจอคนทั่วๆไปตามท้องถนนก็จำได้คือรู้ว่าเป็นคนโดยทั่วไป ก็เกิดอทุกขมสุขเวทนา เป็นต้น เป็นอาการของธรรมชาติ, อย่าไปคิดว่าผิดปกติใดๆ เช่นเจอคนที่เกลียดแล้วยังมากังวลสงสัยว่า ทำไมถึงยังรู้สึกอย่างนั้น ทั้งๆที่พยายามปฏิบัติดีแล้ว คอยห้ามคอยปรามไม่ให้โกรธ ไม่ให้เกลียด ฯ. เป็นต้น  แท้จริงแล้วเพราะมันต้องเป็นเช่นนี้เอง ก็ด้วยสัญญาจำได้มันทำงานของเขาเองเช่นนี้ ไม่เป็นอื่น,  อย่าลืมว่า มันเป็นเพียงทุกข์ธรรมชาติ หรือทุกขอริยสัจเท่านั้น มันเป็นเช่นนี้เอง อย่าอยากไปละมันเข้า จะเป็นการก้าวสู่ความผิดพลาดทันที ด้วยเกิดตัณหา,  เพราะทุกข์ที่เกิดนี้ ยังไม่ได้เป็นทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน จนเป็นอุปาทานขันธ์อันเป็นทุกข์ที่เร่าร้อนลนใจที่สามารถดับลงไปได้ด้วยธรรมของพระองค์อย่างแท้จริง  เป็นเพียงทุกข์ธรรมชาติหรือทุกขอริยสัจ ซึ่งต้องพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดากับทุกผู้คนแม้พระอริยเจ้า แต่ยังไม่ได้เป็นทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน หรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ ที่เร่าร้อนลนใจและยาวนานวนเวียนและสามารถดับได้ด้วยธรรมของพระองค์ท่าน

        สัญญาหมายรู้ ความคิดอ่านหมายรู้ เช่น สัญญาหมายรู้คิดอ่านต่างๆ เช่นในรูปที่ผัสสะคือเห็นนั้น มีชื่อเรียกเฉพาะว่ารูปสัญเจตนา,  เกิดต่อจากเวทนา(จักขุสัมผัสสชาเวทนา-เวทนาที่เกิดจากตาเป็นเหตุปัจจัย)  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ทางโลกต่างๆขึ้น เช่น โลภ โกรธ หลง สุข ทุกข์ หดหู่ ฟุ้งซ่าน เป็นกลางๆ  ;   เป็นไปในลักษณะเดียวกันใน รูปสัญเจตนา(ความคิดอ่านหรือหมายรู้ในรูป)  สัททสัญเจตนา(ความคิดอ่านในเสียง)  คันธสัญเจตนา(ความคิดอ่านในกลิ่น)  รสสัญเจตนา(ความคิดอ่านในรส)  โผฏฐัพพะสัญเจตนา(ความคิดอ่านในสัมผัส)  ธัมมสัญเจตนา(ความคิดอ่านในธรรมารมณ์)  ซึ่งถ้าไม่มีสัญญาหมายรู้หรือการคิดอ่านในอารมณ์ที่กระทบ ก็ย่อมไม่เกิดความคิดอ่านหรือเจตนา(สัญเจตนา)ที่เป็นเหตุปัจจัยไปปรุงจิตให้เกิดอารมณ์ต่างๆหรือสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นได้เลย เช่น สุข ทุกข์ โทสะ โมหะ โลภะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน เป็นกลางๆ และแม้ตัณหา อีกทั้งปัญญา ฯลฯ.,  ปัญญาแม้จัดเป็นสังขารขันธ์คืออาการของจิตอย่างหนึ่งที่รู้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริงในสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมา แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ย่อมเก็บจำกลายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาอีกด้วย

        น่าสังเกตุว่าสัญญาขันธ์หรือสัญญาความจำหมายรู้นั้น สามารถผุดคิดผุดนึกขึ้นมาได้  และเกิดขึ้นเป็นไปได้ในหลายลักษณะ ดังเช่น  เจตนาด้วยตนเองขึ้นมาบ้าง๑   เกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะคือกระทบกับสิ่งนั้นๆคือมีสิ่งกระตุ้นเร้าบ้าง๑   หรือแม้แต่ผุดลอยขึ้นมาเองบ้าง๑  แม้แต่ฝัน๑  ทั้ง ๔ ต่างล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตอันเป็นวิสัยโลก ด้วยเหตุนี้จึงไปควบคุมบังคับเขาไม่ได้ ที่จะให้เป็นไปตามใจปรารถนา ด้วยเป็นอนัตตา  และสัญญาก็เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการดำเนินชีวิตหรือดำรงขันธ์อีกด้วย  ไม่มีเสียก็อยู่ไม่ได้ตามปกติเสียอีกด้วย  (ถ้าสัญญาความจำนั้นผุดนึกคิดขึ้นมาประกอบด้วยกิเลส ก็คือ อาสวะกิเลสในแง่มุมของปฎิจจสมุปบาทนั่นเอง)

       หรือจำง่ายๆว่า สัญญาฝ่ายหนึ่งจำ เช่นรูปสัญญา ฯ. เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนา,   ฝ่ายหนึ่งคิดอ่าน เช่นรูปสัญเจตนา ฯ. เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์หรืออารมณ์ทางโลกต่างๆ

        ๔. สังขารขันธ์ หมายถึง เป็นกองหรือส่วนของผล คือเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการทำงานประสานสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕  ที่เกิดขึ้นจากขันธ์ต่างๆมาเป็นเหตุปัจจัยกัน จึงเกิดสังขารขันธ์ อันคือ ธรรม หรือสิ่ง หรืออารมณ์(ทางโลก)ต่างๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยไปปรุงแต่งใจ ให้เกิดสัญเจตนาความคิดอ่าน,ความจงใจ ให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม)ได้ทั้งทางกาย, วาจา, ใจ ทั้งทางดี ชั่ว และกลางๆ กล่าวคือ อารมณ์หรือสังขารขันธ์นี้นี่เอง ที่เป็นเหตุปัจจัยหรือยังให้เกิดสัญเจตนาคือเกิดเจตนาหรือความจงใจ,หรือความคิดอ่านที่ไปปรุงจิตให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม)ได้ทางกาย วาจา ใจต่างๆ ขึ้นมาตามสภาพใจที่จงใจหรือเจตนาอยู่นั้นๆ เช่นการกระทำทางกายทุกๆอย่างคือกายสังขาร เช่นเดิน นอน กิน นั่ง อุจจาระ ปัสสาวะ ฯ.  ทางวาจาหรือวจีสังขาร เช่นการพูด การคุย การอุทานต่างๆ การด่าทอต่อว่า ฯ.  หรือทางใจที่เรียกกันว่ามโนสังขารบ้าง จิตสังขารบ้าง  จึงเกิดความคิดความนึกต่างๆนาๆขึ้น(มโนกรรม) ซึ่งย่อมล้วนเป็นไปตามสภาพใจหรืออารมณ์ทางโลกที่เกิดในขณะนั้นๆ  เพราะล้วนเป็น ผล ที่เกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันร่วมกับขันธ์อื่นๆ หรือจากการผัสสะกับอารมณ์ต่างๆขึ้นนั่นเอง,   

        อนึ่งพึงระวังความสับสนจากความเคยชินในภาษาไทย ที่มักใช้คำว่า "สังขาร" ในความหมายว่า สังขารกายหรือร่างกายด้วย  (รายละเอียดเพิ่มเติมของ สังขารขันธ์),  หรือคำว่า"สังขาร"ที่หมายถึงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น,  แต่"สังขารขันธ์" เป็นามธรรมที่หมายถึง อาการของจิตต่างๆหรือเรียกว่าอารมณ์ทางโลก

        อารมณ์(ในทางโลก) มีความหมายว่า สภาพหรืออาการต่างๆของจิต ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  หรือ เป็นความรู้สึก หรือความเป็นไปแห่งจิต ในขณะหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น อารมณ์โกรธ, วันนี้อารมณ์ดี, อย่าทำตามอารมณ์นะ, อารมณ์สุข(ใจ), อารมณ์ทุกข์, อารมณ์หดหู่, อารมณ์ฟุ้งซ่าน, อารมณ์ตัณหา, อารมณ์เฉยๆ(เป็นกลางๆ) ฯลฯ.,  ส่วนคำว่า"อารมณ์"ในภาษาธรรมหรือพุทธศาตร์นั้น มีความหมายว่า สิ่งที่จิตไปกำหนดหมายในขณะนั้นๆ เช่น ตาเห็นรูป รูปนั้นก็จัดว่าเป็นอารมณ์ในทางธรรม, จิตบริกรรมพุทโธ พุทโธนั้นก็เป็นอารมณ์,  จิตตามลมหายใจ ก็ถึงนับว่าลมหายใจเป็นอารมณ์ในขณะนั้น  จึงมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเจอคำว่า"อารมณ์"พึงพิจารณาแยกแยะให้ถูกต้องเป็นไปในลักษณาการของธรรมที่กล่าวนั้นด้วย

        สังขารขันธ์ จึงหมายถึงอารมณ์ต่างๆทางโลกนั่นเอง เช่น โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน สุขใจ ทุกข์ใจ กังวล กลัว อีกทั้งตัณหาก็เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมกว้างขวางกว่า  และดังในเจตสิก ๕๒ (ยกเว้นเพียงเวทนา และสัญญา) ฯลฯ. สังขารขันธ์ ก็คืออาการของจิตต่างๆที่เกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่งๆ  จึงส่งผลคือเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเจตนาความคิดอ่านให้กระทำในสิ่งต่างๆทั้งทางดี ชั่วและกลางๆ ได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ(มโนกรรม)นั่นเอง  และมโนกรรมนี้นี่เองที่เป็นเหตุปัจจัยอันสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้เกิดการฟุ้งซ่าน(อุทธัจจะ)อันเป็นเหตุสำคัญที่ร้อยรัดมัดสัตว์ไว้กับกองทุกข์  ซึ่งจักมีแสดงอยู่ในเรื่อง สังโยชน์ ๑๐

        โปรดสังเกตุ ทั้งสุขและทุกข์ นั้นเกิดขึ้นได้ทั้งจากเวทนา ที่เรียกว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา ฯ.  และที่เกิดขึ้นจากสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆข้างต้น ดังเช่น อารมณ์ สุข(ใจ) ทุกข์(ใจ) ฯ. ทั้งสองมีความแตกต่างกัน พอจำแนกให้แยกสังเกตุได้ดังนี้

        เวทนา เป็นสุข,ทุกข์ จากการกระทบผัสสะกับอารมณ์(สิ่งที่กำหนดหมาย) คือ เป็นความรู้สึกสุขทุกข์ที่เกิดร่วมกับสัญญาจำได้จากการรับรู้ในรสของสิ่งที่กระทบหรือผัสสะนั้นๆ คือเสวยอารมณ์ เหมือนดั่งท่านเสวยอาหาร ย่อมรับรู้ทั้งรสคือทางกายคือลิ้น  อีกทั้งทางใจเป็น ความรู้สึกถูกใจ ไม่ชอบใจ เฉยๆ นั่นเอง

        สังขารขันธ์ สุข ทุกข์ เป็นอารมณ์หรืออาการของจิต เป็นสุข(ใจ) ทุกข์(ใจ)  ที่เกิดจากสัญญาหมายรู้คือการคิดอ่าน วิเคราะห์ สรุปประมวลผลในชั่วขณะจิตจากการเก็บจำสั่งสมอบรมไว้ ในสิ่งที่กระทบนั้นๆ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอารมณ์ต่างๆขึ้น

        ๕. วิญญาณขันธ์ ความรู้แจ้งในอารมณ์  พอที่จะกล่าวแสดงในแบบทางโลกให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นได้ว่า หมายถึงกองหรือหมวดหมู่ของระบบประสาทอีกทั้งประสาทรับสัมผัสทั้งปวงนั่นเอง กล่าวคือ วิญญาณมีหน้าที่ ในการรับรู้ คือรู้แจ้งในอารมณ์ ที่หมายถึง รู้ในอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรหรือเกิดการกระทบนั้น ก็คือเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ดั่งระบบประสาทที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือสัมพันธ์กันต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบ  และแม้แต่ถ่ายทอดข้อมูลต่างๆของชีวิตคือระหว่างขันธ์ต่างๆทั้ง ๕ ด้วยกัน กล่าวคือ ขันธ์ต่างๆล้วนมีการเชื่อมสื่อสารประสานสัมพันธ์หรือเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างขันธ์ด้วยกัน และทั้งต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบด้วย ก็ล้วนต้องอาศัยวิญญาณหรือระบบประสาท หรือ จิต นี้นี่เองเป็นตัวเชื่อมประสานสัมพันธ์ เหมือนดั่งระบบประสาท

        การรู้แจ้งในอารมณ์ ของวิญญาณนั้น ต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย  การรู้แจ้งนี้ มิได้หมายถึงความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทางด้านปัญญาแต่ประการใด   เป็นเพียงแค่การรับรู้ ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น  ยังไม่ประกอบไปด้วยความรู้,ความเข้าใจต่างๆใดๆที่หมายถึงปัญญาในสิ่งที่ไปกระทบนั้นๆ,   และวิญญาณมักถูกเข้าใจแบบโลกิยะคือแบบโลกๆแต่ฝ่ายเดียว  จึงมักถูกเข้าใจผิดด้วยมายาของจิตมาตั้งแต่เริ่มรู้ความ และด้วยตำนานเล่าขานที่ถ่ายทอดสืบต่อกันอย่างแรงกล้ามาอย่างช้านาน(ดังแสดงในกาลมสูตร) จนเป็นทิฏฐุปาทานและสีลัพพตุปาทานของปุถุชนทั้งหลายโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือ เมื่อกล่าวถึงวิญญาณหรือจิต  มักจะเข้าใจในวิญญาณหรือจิต โดยนัยไปว่า เป็นดังเจตภูต หรือปฏิสนธิวิญญาณ ที่หมายถึงวิญญาณที่ลอยละล่องท่องเที่ยว แม้หาที่เกิด หรือหมายถึง วิญญาณที่ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่และปรภพในลักษณะสัมภเวสี หรือโอปปาติกะ หรือกายทิพย์ หรือเทวดา ภูติ ฯ. แต่ฝ่ายเดียว

        วิญญาณในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นวิญญาณที่ต้องกล่าวกันอย่างโลกุตระหรือในภาษาธรรมเท่านั้น  มิฉนั้นจะไม่สามารถเข้าใจในธรรมอย่างปรมัตถ์หรืออย่างโลกุตระได้เลย  กล่าวคือเมื่อพิจารณาธรรมในลักษณะธัมมวิจยะอันจัดเป็นสัมมาทิฏฐิของอริยะอันควรปฏิบัติยิ่ง,  วิญญาณนั้นหมายถึง สิ่งที่เสวยอารมณ์ หรือสิ่งที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารเชื่อมสัมพันธ์กันภายในขันธ์ทั้ง ๕ หรือระบบประสาทดังกล่าวข้างต้น   ดังนั้นจึงเรียกชื่อของวิญญาณเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไปตามอายตนะภายในอันที่เป็นที่เกิดหรือแดนเกิด  กล่าวคือในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ วิญญาณย่อมเกิดขึ้นทุกครั้งไป เมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอก กับ อายตนะภายใน  เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตหรือชีวิตตินทรีย์ที่เป็นปกติเป็นวิสัยโลก ที่ย่อมต้องเป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดา  เป็นอสังขตธรรมหรือสภาวธรรมหรือธรรมชาติ จึงมีความเที่ยงแท้ และทนต่อกาล(อกาลิโก) อยู่อย่างนี้เอง แม้จะเป็นอนัตตาอยู่  ซึ่งเมื่อนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรม ความเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเนื่องสัมพันธ์กันเกิดขึ้น ในลักษณาการเดียวกันกับปฏิจจสมุปบาทธรรม  หรือสมการเคมีในทางโลก  เพียงเพื่อให้พิจารณาให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย ได้ดังนี้ว่า

 อายตนะภายนอก    อายตนะภายใน      การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิดวิญญาณขึ้น เป็นธรรมดา      วิญญาณของอายตนะภายในนั้น    (ชี้ที่เครื่องหมายต่างๆ มีคำอธิบายประกอบ)

         จึงมีวิญญาณทั้งสิ้น ๖ แบบเมื่อพิจารณาแบบโลกุตระ คือตามอายตนะภายในทั้ง ๖ ที่เป็นแดนเกิดนั่นเอง จึงเรียกรวมกันว่า วิญญาณ ๖ ,  การเรียกชื่ออย่างเฉพาะเจาะจงลงไปโดยสมมติดังนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังพระดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ในฉฉักกสูตร  หรือในมหาตัณหาสังขยสูตร  ความมีดังนี้ว่า

        [๔๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น  ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ

วิญญาณ อาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น(ชาติ)  ก็ถึงความนับว่าจักษุวิญญาณ (ได้เกิดขึ้น กล่าวคือเกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือรูป คือรับรู้ในรูปนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยโสตและเสียงทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือเสียง คือรับรู้ในเสียงนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยฆานและกลิ่นทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกลิ่น คือรับรู้ในกลิ่นนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยชิวหาและรสทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในลิ้น คือรับรู้ในรสนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกาย คือรับรู้ในกายสัมผัสนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยมน(ใจ)และธรรมารมณ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในธรรมารมณ์ คือรับรู้ในธรรมารมณ์นั้นๆ)

เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ

ไฟอาศัยไม้ ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้

ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟป่า

ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า  

ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟโคมัย   

ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ

ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล

วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น  ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ

(มหาตัณหาสังขยสูตร)

        ดังนั้นการโยนิโสมนสิการในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือในธรรมใดอย่างปรมัตถ์หรือโลกุตระแล้ว  วิญญาณหรือจิต ย่อมต้องหมายถึงความเป็นวิญญาณ ๖ ดังพระสูตรข้างต้นเท่านั้น  อย่าได้ไปตีความไปในลักษณะของเจตภูต หรือปฏิสนธิวิญญาณที่ลอยละล่องท่องเที่ยวแสวงหาที่เกิด หรือภูตผีปีศาจ หรือสัมภเวสี หรือโอปปาติกะ ดังความเข้าใจโดยทั่วๆไปอย่างโลกิยะของปุถุชน  ซึ่งพระองค์ท่านได้กล่าวตำหนิติเตียนว่าไว้อย่างชัดแจ้งในผู้ปฎิบัติเพื่อการหลุดพ้นหรือดับทุกข์ว่า เป็นความคิดอันลามกคือชั่วร้าย จัดเป็นโมฆบุรุษ อันเป็นไปเพื่อโทษ ไม่เป็นประโยชน์  เพราะเป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรงจนย่อมจะไม่สามารถเกิดปัญญาให้เห็นความจริง จนเกิดธรรมสามัคคคีให้แจ่มแจ้งในธรรมใดๆได้เลย กล่าวคือ ในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ วิญญาณนั้นๆเกิด(คือชาติ)ขึ้นจากเหตุปัจจัยของ อายตนะภายนอก กระทบกับ อายตนะภายในใดๆ ก็ย่อมเกิด"วิญญาณของอายตนะภายใน"นั้นๆขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา กล่าวคือย่อมเกิดวิญญาณตามอายตนะภายในนั้นๆคือ  จักษุวิญญาณ  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  กายวิญญาณ  มโนวิญญาณ  หรือกล่าวได้ว่า จิตหนึ่งย่อมมีการเกิด(ชาติ)ขึ้นเป็นธรรมดา ในกิจนั้นๆ  ไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชา คือห้ามไม่ให้เกิดไม่ให้มีก็ไม่ได้ ด้วยเป็นอนัตตา จึงไม่อยู่ในการควบคุมบังคับของเราหรือใครๆ

        เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย ก็จะพบความจริงยิ่งไปอีกว่า  วิญญาณจึงมีสภาวะผลัดกันเกิดดับๆ....อยู่ตลอดเวลา เป็นอนัตตาไม่มีตัวตนของตัวเองอย่างแท้จริง เหมือนดั่งเงา กล่าวคือเมื่อมีเหตุปัจจัยครบองค์ประกอบ ก็เกิดขึ้น คือเกิด(ชาติ)วิญญาณหรือจิตหนึ่งขึ้นเมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน  และเป็นวิญญาณที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจการนั้นๆ แล้วก็ดับไป  จริงหรือไม่จริง?  พิจารณาดูจาก จิตหรือวิญญาณเหมือนดั่งเงา (จิตเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่ที่ใด และธรรมชาติของจิต)

        ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ทำงานร่วมประสานสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น กล่าวคือขันธ์ต่างๆ อันเป็นคนละกอง คนละส่วนกันนั้น จะสื่อสารติดต่อเนื่องสัมพันธ์กันได้ แม้แต่การสื่อสารกับเหล่าอายตนะภายนอกคือ รูป รส กลิ่น ฯ. ก็ด้วยต้องอาศัยสื่อหรือตัวกลางเป็นสำคัญ ในขันธ์ ๕ หรือชีวิต สื่อหรือตัวกลางนั้นก็คือกองวิญญาณ นี้นี่เอง  เป็นสภาวธรรมของชีวิต  กล่าวง่ายๆก็คือ มีชีวิตหรือขันธ์อยู่ได้ ก็เพราะกระบวนการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ นี้นี่เอง ที่ทำงานกันอย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม  ซึ่งเมื่อขันธ์ใดแม้ขันธ์หนึ่งไม่ทำงานประสานสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกันเมื่อใด ก็เป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วย แม้จนถึงกาละหรือความตายได้นั่นเอง  อันอุปมาได้ดั่งรถ ที่ย่อมประกอบด้วยขันธ์ที่แปลว่ากองหรือส่วนต่างๆ ดังเช่น  ส่วนตัวถัง  ส่วนเครื่องยนต์  ส่วนระบบขับเคลื่อน  ส่วนระบบล้อ  ส่วนระบบเบรค  ส่วนระบบไฟฟ้า ฯ. ที่เมื่อยังไม่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งหรือประกอบกันขึ้น ก็ยังไม่เรียกว่า"รถ  แต่เมื่อนำมาประกอบกันครบองค์(ประกอบ) กล่าวคือ เมื่อเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นแล้วจึง เกิดหรือชาติ สิ่งที่เรียกกันโดยสมมติทางโลกว่า "รถ"   แต่ถ้าสิ่งที่ปรุงแต่งกันเหล่านั้นขาดไปเสีย หรือไม่ทำงานประสานสอดคล้องเนื่องสัมพันธ์กันอย่างดีงามเสียแล้ว ด้วยคนขับ(อุปมาดั่งวิญญาณ หรือสัญเจตนา) รถนั้นก็ย่อมเรียกกันว่าพังหรือตาย ไม่สามารถประสานทำงาน คือย่อมแล่นเลี้ยวไม่ได้ ที่เรียกกันโดยสมมติว่า จอดรถ รถเสีย รถดับ หรือรถตาย,   ขันธ์ ๕ ก็เป็นไปเฉกเช่นนั้นเอง ถ้าขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ทำงานประสานเนื่องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องดีงามก็ย่อมเป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วย หรือตาย ดั่งรถนั่นเอง

        ด้วยความสำคัญยิ่งดังนี้ของขันธ์ทั้ง ๕ ดังกล่าว พระองค์ท่านจึงตรัสไว้ว่าขันธ์ ๕ เป็น"ธรรมที่ควรกำหนดรู้"   ตลอดจนเกี่ยวข้องพัวพันกับความรู้สึกสุขทุกข์โดยตรงอีกด้วย จึงแสดงกระบวนธรรมหรือกระบวนการทํางานของขันธ์ทั้ง ๕ โดยทั่วๆไปเป็นพื้นฐาน  แสดงในลักษณะรูปแบบของกระบวนการเนื่องสัมพันธ์กันดังปฎิจจสมุปบาทธรรม หรือเขียนเป็นสมการดังทางวิชาเคมีที่เล่าเรียนกันในทางโลกๆเพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณา แล้วขอเรียกว่ากระบวนธรรม  เหตุเพราะทำให้ง่ายต่อการพิจารณาไล่เรียงให้เห็นความจริงของขันธ์ทั้ง ๕ อย่างปรมัตถ์เท่านั้น  เพื่อจักได้เกิดความแจ่มแจ้งในธรรมต่างๆในภายหน้า เพื่อใช้ไปในการวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญาญาณเพื่อการดับทุกข์อย่างถูกต้อง ไม่หลงไปงมงายด้วยอวิชชา  หรือไปปฏิบัติแบบเคี่ยวเข็ญบังคับพยายามดับขันธ์ต่างๆอย่างรูปธรรม อันล้วนเป็นอนัตตา บังคับบัญชาเขาไม่ได้อย่างผิดวิสัยของชีวิต  จึงไม่ประสบผลสำเร็จในที่สุด

        ก่อนอื่นควรมีความเข้าใจความจริงอันยิ่งว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานกันเป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต จึงไปควบคุมบังคับเขาไม่ได้ ด้วยเป็นอนัตตา แต่ปุถุชนจะคิดไปกันเองจากการสั่งสมอบรมมาแต่อดีต ตั้งแต่เกิดด้วยเข้าใจผิดว่า เป็นเรา เป็นของเรา  ก็เนื่องจากความหลง(โมหะ) ดังเช่น การที่สามารถสั่งให้ร่างกาย(รูปขันธ์)ทำอะไรๆ ก็ทำตามใจสั่ง คิดนึกอะไรต่างๆนาๆ แต่แท้ที่จริงแล้วเหล่านี้เป็นเพียง"กรรม"คือการกระทำทางกาย วาจา หรือใจ คือแค่กริยาเท่านั้นเอง  แต่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจผิดด้วยอวิชชา จึงซึมซ่านย้อมจิตไปอย่างแนบแน่นโดยไม่รู้ตัวคือหลงไปว่า มันเป็นเรา มันเป็นของเรา เราบังคับบัญชามันได้  อุปมาดั่งรถยนต์ที่ประกอบด้วยขันธ์(กองหรือส่วน) คือตัวถัง ระบบเบรค ระบบขับเคลื่อน ระบบไฟ ระบบเครื่องยนต์ ระบบพวงมาลัย ฯ. ที่เป็นเหตุปัจจัยกันหรือประกอบกันจนเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า รถ (ดุจดั่งขันธ์ทั้ง ๕)  แต่การที่รถขับเคลื่อนหรือวิ่งได้นั้น ไม่ใช่รถ แต่เป็นเพียงกริยา การทำงาน หรืออาการการเคลื่อนที่ของรถ อันเป็นเพียงผลที่เกิดจากรถ(กองทั้งหลาย)นั่นเอง จึงหลงไปว่ารถเรา เป็นของเรา เราควบคุมบังคับบัญชามันได้ตามใจปรารถนาของเรา จะวิ่ง จะเบรค จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ฯ. ฉันใดก็ฉันนั้น  แต่ทีนี้ลองไปบังคับบัญชาตัวขันธ์(กองหรือส่วน)หรือสภาวธรรมของมันโดยตรงดูเข้าสิ เช่น ตัวถังเจ้าอย่าผุนะ  สีตัวถังขอใหม่สวยตลอดเวลานะ  เบรคเจ้าอย่าได้เสียนะ  เบรคเจ้าต้องทำงานดีๆนะ  เครื่องยนต์ทำงานดีๆมีแรงมากๆนะ เครื่องอย่ารวนนะ  ชนแล้วอย่าบุบนะ แบตเตอร์รีอย่าเสื่อมนะ ฯ. ย่อมไม่สามารถควบคุมเขาได้ตามใจปรารถนาได้เลยเพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย  คือย่อมควบคุมไม่ได้ดั่งกริยาหรืออาการขับเคลื่อนที่เกิดขึ้น จากเจตนา(สัญเจตนา)ให้กระทำ เหมือนดั่งกรรม,  ขันธ์ ๕ ฉันใดก็ฉันนั้น จึงควบคุมได้เพียงกริยาอาการเท่านั้น ตามสัญเจตนาความคิดอ่านอันเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากสังขารขันธ์คืออารมณ์ทางโลกต่างๆนั่นเอง เช่นจากความ โลภ โกรธ หลง เป็นกลางๆ ฯลฯ.  ส่วนตัวขันธ์ทั้ง ๕ นั้นไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาเขาได้เลย  นี้คือความจริงอันสูงสุดขั้นปรมัตถ์ ไม่มีสิ่งใดจริงเหนือกว่านี้ได้อีกแล้ว  กระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ จึงดำเนินไปดังนี้ โดยประมาณ

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ ผัสสะ   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ สัญญาจำ   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ เวทนา   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ สัญญาหมายรู้   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ สังขารขันธ์ อารมณ์หรือสิ่งต่างๆ ที่ไปปรุงจิตให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา)ให้เกิดการกระทำ(กรรม)ต่างๆ ได้ทั้งทาง กายสังขาร(ทางกายคือกายกรรม), วจีสังขาร(ทางวาจาคือวจีกรรม) หรือมโนสังขาร(ทางใจคือมโนกรรม)  (ชี้ที่เครื่องหมายต่างๆ มีคำอธิบายประกอบ)

นี้เป็นกระบวนธรรมของการทำงานประสานเนื่องสัมพันธ์กัน หรือเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ โดยทั่วไป จนเกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆ จึงส่งผลให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้นของชีวิต  โดยสมมติแบบย่นย่อ ด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติบางประการ ดังเช่นเหตุปัจจัยขึ้นในภายหน้า  ลองพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายดูว่าเป็นจริงดั่งนี้ไหม

        ครานี้จะโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย โดยยกตัวอย่างการทำงานแบบเฉพาะเจาะจงของอายตนะหนึ่งๆลงไป ดังเช่น ตา(จักษุ,จักขุ) อันเป็นอายตนะภายในและย่อมเป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์หรือกาย  ที่จะไปทำหน้าที่ในการรับรู้ใน รูป ที่หมายถึงอายตนะภายนอก อย่างเป็นไปโดยลำดับขั้น  พึงพิจารณาโดยแยบคายตามความเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นไปด้วย ว่าเป็นเหตุเป็นผลกันจริงไหม  เพราะยังประโยชน์ยิ่งในภายหน้าทั้งต่อขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม แม้แต่สังขารทั้งปวงในพระไตรลักษณ์ ฯ. อีกทั้งสังโยชน์,  

        แต่ถ้าท่านพิจารณาโดยแยบคายอย่างจริงจังแล้วมีความเห็นว่า ไม่เป็นจริงหรือไร้สาระไปดั่งนี้ ก็ขอแนะนำให้เลิกปฏิบัติพิจารณาเสีย และไม่ควรศึกษาสนใจเรื่องขันธ์ ๕ หรือในปฏิจจสมุปบาท (อันเป็นธรรมที่ทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ จนพระองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขโดยการโยนิโสมนสิการพิจารณาอยู่ตลอด ๗ วัน) อีกต่อไป เพราะไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้ว

        อนึ่งพึงพิจารณาประกอบตามไปด้วยว่า โดยหลักใหญ่ใจความแล้วกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ดังที่จะกล่าวต่อไปนั้น  เป็นไปในลักษณะธรรมชาติของชีวิตแท้ๆ ที่หมายถึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตหรือของโลก จึงมีความเที่ยงแท้และทนต่อทุกกาล(อกาลิโก) เพราะความที่เป็นอสังขตธรรมนั่นเอง จึงหมายถึง การเกิดความเป็นเหตุปัจจัยกันโดยพื้นฐานดังนี้กับทุกๆคนหรือก็คือทุกๆขันธ์หรือชีวิตนั่นเอง แม้ในพระอริยเจ้า จึงเกิดขึ้นและเป็นไปกับทุกคนบุคคลเขาเราเป็นธรรมดาหรือตถตา  จริงหรือไม่?  ดังเช่นเมื่อ

ตา(อายตนะภายใน) เมื่อกระทบกับ รูป(อายตนะภายนอก)  ย่อมต้องเกิดการรู้ใน รูป นั้นหรือเรียกกันว่า การรู้แจ้งในรูปนั้น หรือวิญญาณ  เมื่อเป็นวิญญาณที่เกิดจากจักษุหรือตาเป็นปัจจัย จึงมีชื่อเรียกเฉพาะโดยสมมติตามที่ตกลงกันแล้วกับพระองค์ท่านว่า จักขุวิญญาณ  พิจารณาในอาการที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในผู้มีชีวิตอยู่  จะไม่ให้เกิด ไม่ให้เห็น ย่อมไม่ได้ จึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตหรือของโลกดังที่กล่าวข้างต้น กล่าวคือถ้าขันธ์หรือชีวิตยังดำรงอยู่ ย่อมต้องเกิดการเห็นในรูปนั้น อันเนื่องจากจักขุวิญญาณเป็นธรรมดา  การไม่เห็นจะเกิดขึ้นได้เมื่อปิดตา(เช่นการสำรวม) ตาบอดหรืออายตนะนั้นๆไม่สมบูรณ์  หรือถึงกาละ(ตาย)แล้วเท่านั้นเอง ไม่เป็นอื่นไปได้  แต่ที่เป็นดั่งนี้ได้ก็เพราะเนื่องมาจากเหตุปัจจัยไม่ครบองค์ประกอบนั่นเอง

        เมื่อนำมาเขียนแสดงสภาวธรรมหรือกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าว ในแบบปฏิจจสมุปาทธรรม ที่แสดงความเป็นเหตุปัจจัยที่เนื่องสัมพันธ์กันให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น  แต่เนื่องจากแสดงการเกิดดับๆๆ..ของขันธ์ ๕ ธรรมดา จึงย่อมไม่เป็นวงจรเหมือนดังวงจรปฏิจจสมุปบาทที่เกิดการพาให้วนเวียนหรือเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏหรือกองทุกข์,   ดังนั้นจึงแสดงในลักษณาการของสมการของกระบวนธรรม ก็ด้วยจุดประสงค์อย่างยิ่ง เพียงเพื่อให้เห็นการดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปอย่างเป็นระบบเหมือนดังที่แสดงเป็นวงจรในปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเอง  ที่แสดงถึงมีเหตุจึงเนื่องหรือเป็นปัจจัยให้เกิดผลขึ้น  เพื่อความสะดวกในการพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้นในสภาวธรรมของชีวิตหรือขันธ์ ๕ ขั้นพื้นฐานอย่างปรมัตถ์เป็นที่สุด

        ดังนั้นจึงแสดงกระบวนธรรมหรือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นของ ตา กระทบกับ รูป ที่กล่าวข้างต้น มาแสดงเป็นลำดับตั้งแต่เบื้องต้น ดังนี้

ตา กระทบกับ รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ  (ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต ขยายความตามพระสูตร)

        แล้วการประจวบกันครบของเหตุปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น อันมี อายตนะภายใน กระทบกับ อายตนะภายนอก     เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ พระองค์ท่านเรียกในภาษาธรรมว่าผัสสะ กล่าวคือ อาการที่เหตุทั้ง ๓ ข้างต้นมาประจวบรวมกันเป็นปัจจัยกันนั่นเอง  เป็นไปดั่งนี้เมื่อใดเราก็เรียกกันว่า เกิดการผัสสะ  ดังนั้น

ตา กระทบกับ รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ  จึงเรียกว่าเกิดการผัสสะ หรือกล่าวได้ว่า เกิดการกระทบสัมผัสที่ครบองค์คือองค์ประกอบ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้กระบวนธรรมของชีวิตเกิดดำเนินสืบเนื่องต่อไป(ชาติ)

        จึงนำมาแสดงเขียนเป็นกระบวนธรรม ย่อลงไปอีกหน่อย ได้ดังต่อไปนี้

ตา กระทบกับ รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

ส่วนในอายตนะอื่นๆอีก ๕  ก็เป็นไปในลักษณาการเดียวกันทั้งสิ้น  ดังนี้

หู กระทบกับ เสียง     เป็นปัจจัย จึงมี โสตวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

จมูก กระทบกับ กลิ่น     เป็นปัจจัย จึงมี ฆานวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

ลิ้น กระทบกับ รส     เป็นปัจจัย จึงมี ชิวหาวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ     เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

มโน(ใจ) กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

        ดังนั้น จึงกิดกระบวนธรรมของการกระทบกัน(ผัสสะ)เยี่ยงนี้อยู่เกือบตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่แทบทุกขณะจิต แม้กระทั่งในยามขณะหลับที่บางครั้งก็กระทบกับความฝันอันเป็นธรรมารมณ์ความคินึกอย่างหนึ่งที่ผุดขึ้นมาเองหรือตามสิ่งที่กระตุ้นเร้านั่นเอง   แล้วกระบวนธรรมหรือสภาวธรรมอันเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ย่อมต้องดำเนินต่อเนื่องไปจนกว่าจะจบสิ้นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕  อุปมาดั่งลูกศร ที่ยิงออกจากแล่งแล้ว จะไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศได้อย่างไร ย่อมต้องบรรลุถึงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งจึงหยุดหรือจบสิ้นกระบวนธรรมหนึ่งๆไปได้ ในกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ก็คือสังขารขันธ์อันเป็นผลลัพธ์หรือเป้าหมายนั่นเอง  กระบวนธรรมของจิตก็เป็นเฉกเช่นนั้นเอง จึงเกิดการดำเนินเนื่องตามธรรมหรือธรรมชาติสืบต่อไป กล่าวคือ ย่อมเกิดสัญญาหรือความจำได้ในรูป(รูปสัญญา)นั้นๆขึ้นมาเป็นธรรมดาของชีวิตอีกเช่นกัน  ไม่ให้เกิดสัญญาการจำขึ้นมาในลักษณะควบคุมบังคับไม่ให้จำ ย่อมเป็นไปไม่ได้  กล่าวคือจึงจดจำได้ในรูปที่เห็นนั้นว่าเป็นอะไร! อย่างไร! เป็นอาทิ  ดังเช่น ตา ไปกระทบกับ อาหาร (อาหารที่เห็นจัดเป็นอารมณ์ ณ ขณะนั้นของจิต  จึงทำหน้าที่เป็นรูปในกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕) จึงย่อมรู้ว่าเป็นอาหารอะไร อีกทั้งความรู้สึกว่าน่า อร่อย หรือไม่อร่อย หรือกลางๆ เป็นไปตามสัญญาความจำ(รูปสัญญา)ตนที่สั่งสมไว้นั่นเอง  เหตุที่เป็นรูปสัญญาอยู่เพราะเกิดจากตาเห็นคือกระทบในอาหาร,  แต่ถ้าเกิดจากการกิน คือ ลิ้น กระทบ อาหาร ก็ย่อมเกิด รสสัญญา ความจำได้ในรสนั่นเอง

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ย่อมจำได้ในอาหารนั้นว่าเป็นอาหาร พร้อมทั้งจำอะไรๆในอาหารนั้นได้ อร่อย ไม่อร่อย หวาน ขม อมเปรี้ยว ฯ.)

        เมื่อมีความจำได้ในอาหารนั้น  จึงย่อมเกิดเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการไปรับรู้คือเสวยในอารมณ์หรือรูปที่เห็นนั้น เกิดขึ้นเป็นธรรมดา และก็เนื่องจากสัญญาความจำได้ในอาหาร(รูปสัญญา)นั้น ที่เกิดขึ้นนี้นี่เอง  จึงก่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้ไปด้วย คือเสวยอารมณ์นั้นๆ(เวทนา)ด้วยความรู้สึกเป็น สุขเวทนา อันถูกใจ สบายใจ ด้วยจำได้ จึงเป็นสุขในอาหารที่ผัสสะนั้น   หรืออาจเกิดทุกขเวทนาในอาหารที่เห็นนั้น เนื่องจากไม่ชอบ ไม่สบายใจ ด้วยจำได้ จึงเป็นทุกข์กับการผัสสะในอาหารนั้น   หรืออาจเกิดอทุกขมสุขกับอาหารที่เห็นนั้น กล่าวคือเฉยๆ เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์กับอาหารที่เห็นนั้น   แต่จะไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ย่อมไม่ได้  เนื่องด้วยเป็นสภาวธรรมของชีวิตหรือธรรมชาติของชีวิตในการรับรู้สัมผัสต่อสิ่งต่างๆ  จึงเป็นอสังขตธรรม จึงปรมัตถ์หรือสูงสุด จนต้องเป็นไปเช่นนี้เอง

        บางท่านอาจพิจารณาแล้วเข้าใจว่า บางครั้งเมื่อเกิดการผัสสะแล้ว อาจไม่เกิดเวทนาขึ้นก็ได้  แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  ตามความจริงอย่างปรมัตถ์แล้ว  นั่นก็คือการเสวยอทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนานั่นเอง แต่เพราะแผ่วเบา สั่งสมจนเคยชินยิ่งเนื่องจากเกิดขึ้นเสมอๆ  จึงหลงคิดไปด้วยอวิชชาว่า ไม่มีหรือไม่เกิดเวทนาขึ้น เหมือนดั่งท่านสวมใส่เสื้อผ้า มีการผัสสะกันอยู่ตลอดเวลาในขณะสวมใส่อยู่ ถ้าไม่กล่าวจี้ลงไปท่านก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อกล่าวขึ้นเช่นนี้จะรู้สึกสังเกตุเห็นได้ว่ามีการกระทบกันของเสื้อผ้ากับกาย อยู่ตลอดเวลา จนเกิดเวทนาชนิดอุเบกขาเวทนานี้นี่เอง เพราะความเคยชินยิ่งตามที่ได้สั่งสมไว้นั่นเอง  ดังนั้นทุกครั้งที่มีการกระทบผัสสะ ล้วนต้องเกิดเวทนาขึ้นทุกครั้งทุกทีไป กล่าวคือ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง หรือเฉยๆบ้าง อันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือสัญญาจำได้,  จึงนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ สืบต่อไปดังนี้  (ต้องการทราบรายละเอียดในเวทนา อันเป็นบาทฐานของเวทนานุปัสสนาเพิ่มเติม อ่านบท เวทนา)

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญาจำได้(รูปสัญญาจึงย่อมจำได้ในอาหารนั้นว่าเป็นอาหาร พร้อมทั้งจำอะไรๆในอาหารนั้นได้ อร่อย ไม่อร่อย หวาน ขม อมเปรี้ยว ฯ.)

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ข้อสังเกตุ  ถ้าตีความว่า วิญญาณคือความรู้แจ้งในอารมณ์เช่นรูป นั้นครอบคลุมถึง ความรู้ความจดจำได้ด้วยแล้ว  ก็ให้ตัด สัญญา(จำได้)คือรูปสัญญา นี้ออกไป  ดังเช่นนี้

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

แต่ในที่นี้จะแยกเป็นลักษณาการว่า วิญญาณเป็นคล้ายดั่งการรู้คือเห็นคล้ายระบบประสาทนำพา แต่สัญญาจดจำรูป(รูปสัญญา)ได้เป็นฝ่ายความจำคือสมอง  เพื่อให้การพิจารณาได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง

ส่วนการผัสสะในอายตนะอื่นๆ  ก็เป็นไปในลักษณะเฉกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น  ด้วยเหตุนี้เองในพระไตรปิฎกจึงมักกล่าวถึงอายตนะทั้ง ๖ พร้อมกัน, ทั้งกล่าวเหมือนๆกัน, อยู่เนืองๆ, เป็นอเนก ก็เพราะเน้นแสดงการเกิดกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกันของ"อายตนะทั้ง ๖" นั่นเอง  จึงเป็นไปดังนี้

หู กระทบกับ เสียง     เป็นปัจจัย จึงมี โสตวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้ในเสียง)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

 

จมูก กระทบกับ กลิ่น     เป็นปัจจัย จึงมี ฆานวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้ในกลิ่น)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

 

ลิ้น กระทบกับ รส     เป็นปัจจัย จึงมี ชิวหาวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้ในรส)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

 

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ     เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้ในสัมผัส)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

พึงพิจารณาในกระบวนธรรมที่อาศัยอายตนะทั้ง ๕ โดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)  ให้จนเห็นความจริงยิ่งว่า  เป็นไปดังนั้นจริงๆหรือไม่?  เป็นอื่นไปได้ไหม?

การพิจารณามาถึงตรงนี้แล้ว  ขอให้พิจารณาโดยละเอียดและแยบคายหรือนำไปพิจารณาในขณะเจริญวิปัสสนาโดยการโยนิโสมนสิการ จนมั่นคงด้วยว่า กระบวนธรรมดังกล่าวข้างต้นนั้น  ล้วนต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดา จริงหรือไม่?  กับทุกชีวิตหรือไม่?  กล่าวคือ ถ้าเมื่อใดที่มีเหตุปัจจัยครบดังนี้ หมายถึง เมื่อเหตุปัจจัยยังไม่ครบก็ยังไม่เกิดการปรุงแต่งขึ้นแต่อย่างใด   แต่เมื่อใดก็ตามที่ปรุงแต่งกันแล้วคือมีเหตุเป็นปัจจัยกันครบบริบูรณ์ดังนี้แล้ว ย่อมต้องเกิดปรากฏการณ์ขึ้นดังข้างต้น  มีความเที่ยงเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา คงทนต่อทุกกาล(อกาลิโก)ใช่ไหม เพราะเป็นอสังขตธรรม กล่าวคือเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ หรือความเป็นธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่งนั่นเอง?  จึงย่อมต้องเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดาหรือตถตา เป็นไปดั่งนี้เหมือนดั่งกระบวนธรรมปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

โดยอาจลองเริ่มพิจารณาจากกายก็ได้ เช่น กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ กล่าวคือ ลองตีแขนแรงๆ  จะเกิดทุกขเวทนาทุกครั้งทุกทีไป (ถ้าตีเบา ก็อาจเป็นอทุกขมสุขเวทนา) เป็นเช่นนี้จริงหรือเท็จประการใด?   จะห้ามไม่ให้เกิดธรรมชาติของการรับรู้และเกิดความรู้สึก  ที่ย่อมเกิดขึ้นหรือก็คือเวทนาไปตลอดกาลนานได้หรือไม่ เมื่อเกิดการผัสสะกันขึ้นดังกล่าว?  พิจารณาโดยแยบคายย่อมเห็นความจริง ยอมรับความจริง แล้วนำไปประกอบการพิจารณาในอายตนะอื่นๆ  แล้วจะทราบความจริงบางประการอื่นๆแจ่มแจ้งขึ้นเป็นลำดับ

(สภาวะที่กล่าวเรื่อง อสังขตธรรม ท่านอ่านแล้วอาจสับสนบ้างเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมอันลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับพระอนัตตา  สามารถศึกษาโดยละเอียดได้ในบทพระไตรลักษณ์ และอนัตตา)

แล้วพึงนำความรู้ความเข้าใจที่ควรพึงบังเกิดขึ้นนั้น มาพิจารณาในอายตนะภายในที่ ๖ คือ ใจ เมื่อกระทบกับ ธรรมารมณ์ เช่นความนึกคิด

มโน(ใจ) กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้คือเข้าใจในความคิดนึกนั้นหรือธัมมสัญญา)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา

ดังนั้น เมื่อมีความคิดนึกหรือธรรมมารมณ์ขึ้น ย่อมต้องกระทบกับใจ  จึงย่อมต้องเกิดเวทนาต่างๆขึ้นเป็นธรรมดาและย่อมเป็นไปตามธรรมคือสัญญา(ธัมมสัญญา) จึงเกิดสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง หรืออทุกขมสุขเวทนาบ้าง ตามธัมมสัญญาตน   ดังนั้นจะไม่ให้เกิดเวทนาดังกล่าว เป็นไปได้ไหมหนอ?

 ดังนั้นถ้ามัวเมาคิดนึกปรุงแต่ง หรือฟุ้งซ่านอยู่ ย่อมเกิดการผัสสะของธรรมมารมณ์ กับ ใจทุกครั้งที่คิดปรุง

จึงยังให้เกิดเวทนาหลากหลายขึ้นได้ตามทุกความคิด เป็นธรรมดา

และเมื่อเวทนาต่างๆเหล่าใดเหล่านั้นที่เกิดจากการมัวเมาปรุงแต่งอันใดอันหนึ่ง เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ตัณหา     เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน

ทุกขเวทนาธรรมดา อันเป็นธรรม หรือธรรมชาติของชีวิตหรือของโลก

จึงย่อมกลับกลายเป็นเวทนูปาทานขันธ์ คือเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันแสนเร่าร้อนเผาลนวนเวียนยาวนานแท้จริง

ควรพิจารณาดังนี้อยู่เสมอๆ ด้วยความเพียร โดยอเนก โดยเนืองๆ โดยแยบคาย  จนกระทั่งบังเกิดความรู้ความเข้าใจคือเกิดธรรมสามัคคีใดๆขึ้นอย่างแจ่มแจ้ง จากการสั่งสมเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยๆ หรืออาจในฉับพลัน  อันท่านจักพึงรู้ได้ด้วยตนเองเมื่อมันเกิด ดังเช่นว่า  อ๋อ..มันเป็นเช่นนี้เอง  อันทำให้ทั้งปัญญาหูตาสว่างไสวอันเป็นปัจจัตตัง

        เวทนานี้นี่เอง ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้รู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ จากผลของการกระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น

        เมื่อเกิดเวทนาหรือความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะ เช่น ตาไปกระทบอารมณ์หรือก็คือรูปนั้นแล้ว  ย่อมเกิดกระบวนธรรมหรือธรรมชาติที่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องดำเนินต่อไปตามที่กล่าวมาแล้วจนสิ้นสุดกระบวนธรรมหรือเป้าหมายอันคือสังขารขันธ์ กล่าวคือ ย่อมเกิดสัญญาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  สัญญาในครั้งนี้มีชื่อเฉพาะว่ารูปสัญเจตนาเกิดขึ้น เป็นไปในลักษณาการของความจำประเภทการหมายรู้ หมายเข้าใจ คือการคิดอ่านใดๆในรูปนั้นขึ้นเป็นธรรมดา

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(รูปสัญเจตนา-หมายรู้หมายเข้าใจ หรือคิดอ่านกำหนดหมาย เช่น หมายสรุปว่า รสชาดน่าอร่อย น่ารับประทาน)

เมื่อเกิดการกำหนดหมายคือคิดอ่านในสิ่งที่ผัสสะแล้ว กระบวนธรรมย่อมดำเนินต่อไป กล่าวคือ จนเกิดผลอันคือสังขารขันธ์หรืออารมณ์ต่างๆขึ้น เช่น สุขใจ ทุกข์ใจ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ. แม้จบกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ เองแล้วก็ตาม แต่ย่อมยังผล คือไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการต้องสืบเนื่องต่อไปอีก คือยังให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา)คือคิดอ่าน ให้การกระทำต่างๆ(กรรม)ขึ้นได้ทางกาย วาจา หรือใจ(มโนกรรม) ได้ทั้งทางดี ชั่ว แม้กลางๆ

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์  จึงเป็นผลให้เกิดสัญเจตนา เป็นผลให้เกิดกรรมคือการกระทำต่างๆทางกาย วาจา ใจ(มโนกรรม)

ดังตัวอย่างนี้ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆทางโลก เช่น สุขใจ จึงเกิดการกระทำต่างๆเช่นทางใจ(มโนกรรม) จึงเกิดความคิดนึก เช่น อร่อยจัง...น่ากินจัง..ฯลฯ.  หรืออาจร่วมด้วยวจีสังขารอีกด้วยก็ยังได้ แสดงโดยการเปล่งวาจาออกมาว่า "อร่อยจัง น่ากินจังนะ ขอกินบ้าง"  พร้อมๆกันนั้นก็อาจลงมือทานอาหารนั้นๆ(กายสังขาร) กล่าวคือ จึงเกิดกรรม การกระทำต่างๆอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือแม้ทั้ง ๓ ขึ้น

สังขารขันธ์หรืออารมณ์ทางโลก แม้เป็นผลของกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕  แต่ก็ยังไปเป็นเหตุปัจจัยคือ เป็นสิ่งที่ไปปรุงแต่งจิตหรือใจให้เกิดสัญเจตนาคือความจงใจหรือคิดอ่าน ให้เกิดการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้  จึงยังให้ไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกรรมคือการกระทำต่างๆขึ้นได้ทั้ง ๓ คือ ทางกาย(กายสังขาร) วาจา(วจีสังขาร) ใจ(มโนสังขาร) นั้นย่อมเป็นไปตามสัญเจตนาหรือเจตนาอันเป็นความคิดอ่านที่จะกระทำนั่นเอง  กล่าวคือ ถ้าแรงเข้มเด่นชัดก็อาจแสดงออกมาทางกายหรือวาจา หรืออาจเกิดเพียงความคิด  อันเนื่องสัมพันธ์กับสัญญาหมายรู้,หมายกำหนดที่เกิดขึ้น  ตลอดจนเจตนานั่นเอง  จึงแสดงเป็นกระบวนธรรมของสังขารขันธ์เองได้ดังนี้

 กายสังขาร

=   กายสัญเจตนา        เป็นปัจจัย จึงมี

 กายสังขาร      เป็นปัจจัย จึงมี

 กายกรรม

 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางกาย

=   ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางกาย

 (ปรุงแต่งทางกาย)

 การกระทําทางกาย

 

 วจีสังขาร

=   วจีสัญเจตนา         เป็นปัจจัย จึงมี     

 วจีสังขาร       เป็นปัจจัย จึงมี

 วจีกรรม

 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางวาจา

=   ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางวาจา

 (ปรุงแต่งทางวาจา)

 การกระทําทางวาจา

 

 มโนสังขาร,จิตสังขาร  

 =   มโนสัญเจตนา       เป็นปัจจัย จึงมี    

 มโนสังขาร     เป็นปัจจัย จึงมี

 มโนกรรม

 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางใจ

 =   ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางใจ(คิด)

 (ปรุงแต่งทางใจ)

 การกระทําทางใจ

กล่าวคือ เกิดสัญเจตนาหรือเจตนาหรือความคิดอ่านที่ปรุงแต่งการกระทำ(กรรม)ขึ้น  (ในการจำแนกแตกธรรม บางครั้งผู้เขียนใช้คำว่า มโนสังขารหรือจิตแทนคำว่าสัญเจตนาเลยก็มี)  เพราะเจตนาหรือสัญเจตนาก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของสังขารขันธ์ เป็นความคิดอ่านของจิตตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น จึงเกิดเจตนาจะกระทำในทางกาย วาจา ใจ

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ทางใจ (กาย วาจา)     เป็นปัจจัย จึงมี สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี การกระทำทางใจ(มโนสังขาร,คิด)

เขียนแสดงดังต่อไปนี้ก็มี

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์     เป็นปัจจัย จึงมี สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี การกระทำทางกาย วาจา ใจ

แต่โดยทั่วไปผู้เขียน  เขียนกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ โดยย่อ เป็นดังนี้

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำ)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ [สัญเจตนา --> กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม]

บางครั้งก็แสดงสัญญาเพียงครั้งเดียว โดยผู้อ่านต้องหมายรู้อยู่ในทีว่า ย่อมมีสัญญา(จำ) ดังข้างต้นแฝงอยู่โดยธรรม ก็เพื่อย่อย่นแสดงเพียง ๕ ขันธ์ล้วนๆถ้วนๆได้ดังนี้

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

จึงพึงเข้าใจว่า ล้วนมาจากกระบวนธรรมตามรายละเอียดข้างต้นทั้งสิ้น  ที่แตกต่างกันบ้าง เกิดจากต้องการจำแนกแตกธรรมให้เห็นรายละเอียดในเรื่องหรือธรรมที่กล่าวเฉพาะนั้นๆให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง มิได้มีความผิดพลาดในการสื่อข้อธรรมแต่อย่างใด

นอกจาก ตา ที่กระทบ รูป แล้ว  ในอายตนะอื่นๆที่เหลือ ล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกัน แม้แต่ใจ  กระบวนธรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเหมือนกันดังนี้

หู กระทบกับ เสียง     เป็นปัจจัย จึงมี โสตวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ [คือ สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี กรรม]

 

จมูก กระทบกับ กลิ่น     เป็นปัจจัย จึงมี ฆานะวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

 

ลิ้น กระทบกับ รส     เป็นปัจจัย จึงมี ชิวหาวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

 

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ     เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

 

ใจ กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

หรืออาจแสดงโดยละเอียดขึ้นอีกได้ดังนี้  กล่าวคือแสดงรายละเอียดของเวทนาที่เกิดได้ทั้งต่อกายและใจ,  และสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

                                                                           เป็นปัจจัย จึงมี  เวทนาทางกาย                                                             เป็นปัจจัย จึงมี   ทางกาย

ใจ กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญาจํา                             เป็นปัจจัย จึงมี สัญญาหมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี กรรม     เป็นปัจจัย จึงมี   ทางวาจา

                                                                           เป็นปัจจัย จึงมี  เวทนาทางใจ                                                                เป็นปัจจัย จึงมี   ทางใจ 

และถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย ย่อมเห็นได้ว่า อายตนะหรือทวารทั้ง ๖ ต่างล้วนดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกัน  จึงเป็นไปโดยสรุปได้ดังนี้

อายตนะภายนอก กระทบกับ อายตนะภายใน     เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ๖     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนาต่อกายและใจ     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์     เป็นปัจจัย จึงมี กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม เป็นที่สุด

จึงควรรู้ การทำงานประสานเป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ เพื่อความเข้าใจธรรม

อธิบาย ตัวอย่างการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕

        ในการปฏิบัติจึงต้องมีศีคือข้อประพฤติปฏิบัติ เพื่อการสำรวม สังวร ในอายตนะภายในหรือทวารทั้ง ๖  เพราะต่างล้วนยังให้เกิดทั้งเวทนา  และสังขารขันธ์อารมณ์ต่างๆ  ที่ยังไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสัญเจตนาหรือเจตนาปรุงแต่งทางใจ ที่ยังให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้น เช่น จิตสังขารประเภทคิดปรุงแต่ง(มโนกรรม) จึงวนเวียนเป็นวงจร จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการปรุงแต่งจนเกิด...ตัณหา...อุปาทาน...จนเกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นในที่สุด  อันเป็นไปตามสภาวธรรมตามวงจรปฏิจจสมุปบาท

        เมื่อพิจารณาโดยแยบคายจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์ ๕ หรือชีวิตอยู่นั้น ขันธ์ทั้ง ๕ ต่างต้องทำงานเป็นเหตุปัจจัยเนื่องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา  เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตยิ่ง  ขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไปก็เหมือนดั่งท่อนไม้หรือตายไป  นอกจากนั้นแล้วความสุขความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเกี่ยวข้องพัวพันกับขันธ์ ๕ นี้อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือถ้ามีกิเลสตัณหามาพัวพันในขันธ์ทั้ง๕ แล้ว ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกข์ธรรมดาที่แค่เป็นทุกข์ตามธรรมชาติอีกต่อไป  แต่เป็นทุกขเวทนาและสังขารขันธ์คืออารมณ์ทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนกว่าทุกข์ตามธรรมชาติ  ที่เรียกความทุกข์ชนิดนี้ว่า ทุกข์อุปาทาน คือเกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ คือขันธ์ ๕ ที่ประกอบด้วยกิเลสคือความยึดมั่นถือมั่นของตน  จึงเป็นการดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรม คือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์นั่นเอง เพราะมโนกรรมที่เกิดจากสังขารขันธ์ทุกข์นั้น จะแปรไปทำหน้าที่เป็นธรรมารมณ์อีกก่อให้เกิดการสืบเนื่องของทุกข์ต่อไปอย่างเร่าร้อนทวีคูณอีกทั้งยาวนาน จนกว่าวงจรนั้นจะดับไป

        เมื่อเข้าใจในขันธ์แจ่มแจ้ง เข้าใจความเป็นเหตุปัจจัย จึงเกิดขึ้น เว้นแต่เหตุปัจจัย มิได้มี ตลอดจนปัญญาเห็นความเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติที่ตถตา อันย่อมเป็นเช่นนั้นเอง ย่อมยังประโยชน์ยิ่งในการโยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาทธรรม  เพราะความจริงแล้วปฏิจจสมุปบาทก็คือกระบวนธรรมโดยละเอียดของขันธ์ ๕ ที่แสดงการดำเนินเกิดขึ้นของทุกข์เป็นลำดับพร้อมทั้งแสดงการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  ในลักษณะความเป็นเหตุปัจจัยกันดังขันธ์ ๕ ที่แสดงนี้  เพียงแต่ว่า การลำดับองค์ธรรมอาจมีสลับที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ก็เพียงเพราะความเหมาะสมในการขยายความหรือจำแนกแตกธรรมนั้นๆ นั่นเอง แต่กฏของธรรมหรือสภาวธรรมชาติแล้วก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน จึงเหมือนกันทุกประการ  ดังเช่นในขันธ์ ๕ นี้มีกล่าวไว้ถึงสภาวธรรมที่ว่า การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ อันมี อายตนะภายนอก  อายตนะภายใน  วิญญาณ จึงเกิดการผัสสะ  ในปฏิจจสมุปบาทธรรมก็เป็นเช่นเดียวกัน  ยังดำรงกฏของธรรมชาติดังเดิมเพราะย่อมจริงแท้อยู่อย่างนั้น กล่าวคือ เมื่อมีเหตุครบคือ องค์ธรรมสังขาร(ทำหน้าที่เป็นอายตนะภายนอกหรือสังขารเจือกิเลสเช่นธรรมารมณ์แต่เจือกิเลสนั่นเอง) กับใจที่เพียงรับรู้อันย่อมมีในผู้มีชีวิตเป็นธรรมดาอยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่ทำงานอย่างเต็มที่ จึงเกิดการทำงานของวิญญาณขึ้น จึงทำให้ นาม-รูป ตื่นตัวเกิดการทำงาน ผลก็คือสฬายตนะ การเกิดทั้ง ๖ เกิดตื่นตัวขึ้นทำงานคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ใจครานี้เกิดทำหน้าที่ในฐานะอายตนะภายในที่ ๖ ที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนดังในกรณีขันธ์ ๕  ดังนั้นก็ย่อมครบองค์ของการเป็นเหตุปัจจัยของการผัสสะเช่นกัน  เพียงแต่การเรียงลำดับจัดแสดงย่อมแตกต่างกันไปตามความสลับซับซ้อนของธรรมหรือเพราะการจำแนกแตกธรรมบ้างเท่านั้นเอง  แต่เมื่อพิจารณาโดยแยบคายด้วยความเพียรแล้วก็จะทำความเข้าใจได้เป็นที่สุดว่าเป็นด้วยเหตุปัจจัยหรือเหตุผลเดียวกันจริงๆนั่นเอง,  ส่วนสัญญาในขันธ์ ๕ นั้น เมื่อไปอยู่ในปฏิจจสมุปบาทก็อยู่ในรูปของอาสวะกิเลส อันคือสัญญาอย่างหนึ่งเพียงแต่นอนเนื่องเกลือกกลั้วด้วยกิเลสนั่นเอง,   ดังนั้นเมื่อทำความเข้าใจในขันธ์ ๕ แจ่มแจ้งดีแล้ว จึงยังประโยชน์ยิ่งในการเจริญวิปัสสนา ในการโยนิโสมนสิการปฏิจจสมุปบาทธรรม  หรือแม้แต่พระไตรลักษณ์เพราะการเห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันเกิดขึ้นได้ชัดแจ้ง  ตลอดจนละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ได้เป็นอัศจรรย์ เนื่องด้วยเพราะย่อมเกิดความรู้จริงแห่ง"เหตุปัจจัยจึงย่อมเกิดขึ้น" ด้วยความรู้ว่า "เว้นแต่เหตุปัจจัย มิได้มี" ฯลฯ. อันเป็นเหตุปัจจัยให้ละสังโยชน์ ทั้ง ๓ ได้ อันท่านตรัสไว้ว่า "ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า" (ข้อที่ ๒๘๘)

        ขันธ์ ๕ ตามที่กล่าวมานี้ จึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต  หมายความว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของชีวิตโดยธรรมชาติ จึงย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปกับผู้มีขันธ์ ๕ ทุกผู้คน  ทั้งในปุถุชนและแม้ในพระอริยเจ้าเฉกเช่นเดียวกัน  เป็นขันธ์ที่ใช้ในการดำรงคงอยู่และดำเนินไปในชีวิต   แต่ความแตกต่างกันระหว่างปุถุชนและพระอริยะก็คือ ขันธ์ ๕ ในปุถุชนดังที่กล่าวมานี้มักปรุงแต่งจนถูกครอบงำด้วยอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสให้เป็นไปตามความพึงพอใจของตัวตน จึงยังให้เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ หรือขันธ์ทั้ง ๕ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน  จึงหมายถึง ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เกิดขึ้นและดำเนินเป็นไปดังข้างต้นแต่ล้วนแอบแฝงด้วยกิเลสที่ต้องการให้เป็นไปตามความพึงพอใจของตัวตนเป็นสำคัญ   เมื่อไม่สมหวังก็ยังให้เกิดความทุกข์ที่เรียกว่า ทุกข์อุปาทาน  ที่แสนเร่าร้อนเผาลน อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของปฏิจจสมุปบาทธรรม กระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์  เมื่อสมหวังก็เป็นสุขแต่ย่อมเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสโดยธรรมหรือธรรมชาติจึงย่อมก่อทุกข์อุปาทานในภายหน้าโดยอาการโหยหาอยากอีก หรือผุดเกิดขึ้นมาอีก จึงหนีไม่พ้นในที่สุด,   ส่วนในพระอริยะนั้น ท่านเพียงดำรงอยู่ในขันธ์ ๕ ตามธรรมหรือธรรมชาติ  มีก็เพียงแต่สุขเวทนาหรือทุกขเวทนาและสังขารขันธ์อันเป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้น ที่แม้เป็นทุกขเวทนาหรือเป็นทุกข์(สังขารขันธ์)แต่เป็นไปในระดับของขันธ์ ๕ จึงไม่ประกอบด้วยความเร่าร้อนเผาลนของอุปาทาน  ส่วนสุขนั้นท่านก็ไม่ติดเพลิน   สุขทุกข์ที่ยังพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาตามธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น  ดังกระบวนธรรมขันธ์ ๕ ที่ได้กล่าวแสดงไปแล้วเป็นอเนกนั้น แต่ท่านไม่ประกอบด้วยตัณหาแลอุปาทาน จนเกิดอุปาทานขันธ์ ๕ ในองค์ธรรม"ชรา"อันแสนเร่าร้อนเผาลนเลย  ดังที่ดำเนินไปในปฏิจจสมุปบาทธรรมฝ่ายสมุทยวารหรือฝ่ายเกิดทุกข์เลย

         สิ่งที่ควรกระทำยิ่งในบทนี้ คือการโยนิโสมนสิการ ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งถึงสภาวธรรม คือธรรมชาติของการเกิดขึ้นของเวทนา และสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆทางโลกว่า ล้วนเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เป็นเพียงทุกข์ธรรมชาติที่เกิดแก่ทุกรูปนาม  และยังเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาเป็นปัจจัยกันเท่านั้นอีกด้วย  แท้จริงล้วนไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นไปตามใจปรารถนาของเราหรือใครๆได้เลย ด้วยล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ ต่างล้วนเพียงทำงานตามหน้าที่ตนเท่านั้น ด้วยเป็นอนัตตา  และแท้จริงแล้วล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยที่มาประชุมกันนั่นเอง มันจึงเป็นเช่นนี้เอง จึงไม่ควรไปยึดถือ ยึดมั่น หรืออุเบกขาเสีย  เพราะเมื่อควบคุมบังคับไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดความไม่สมปรารถนาจนเป็นทุกข์ในที่สุด

         เมื่อพิจารณาโดยแยบคายอยู่เนืองๆ ในที่สุดจะค้นพบความจริง จนยอมรับความจริงในที่สุดได้ว่า เมื่อมีการกระทบกันของอายตนะต่างๆทั้งจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ กับอายตนะภายในที่ทำงานตามหน้าที่ตน แต่ละครั้งแต่ละทีย่อมยังให้เกิดการผัสสะ จนเกิดเวทนา และ สังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆอีกทั้งมโนกรรมอันเป็นผลตามมาอีกด้วย ต้องเกิดขึ้นทุกครั้งไปเป็นธรรมดา จนเกิดปัญญาพละ เพราะความที่เกิดความรู้ดียิ่งจึงเป็นกำลังของจิตให้หยุดการคิดนึกปรุงแต่ง(อุทธัจจะ)ต่างๆในมโนกรรมลงไปได้ ด้วยรู้ดียิ่งว่าเมื่อมีการผัสสะย่อมต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เองเป็นธรรมดาที่ไม่ธรรมดา จึงเกิดการวนเวียนปรุงแต่งเป็นวงจรของทุกข์ในที่สุด  เหมือนดั่งชราธรรมในวงจรปฏิจจสมุปบาท ที่ต่างกันเพียงเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ เท่านั้นที่ยิ่งวนเวียนปรุงแต่งจนยิ่งเร่าร้อน

ธรรมารมณ์     กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป  ใจ   anired06_next.gif  มโนวิญญูาณขันธ์   anired06_next.gif  เวทนาขันธ์

หยุดมโนกรรม             ขันธ์ทั้ง๕ ที่เป็นวงจร                         

สังขารขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมขึ้น                    สัญญาขันธ์

วงจรแสดงขันธ์ทั้ง ๕ ที่วนเวียนฟุ้งซ่านจนเป็นทุกข์ในที่สุด

ธรรมารมณ์     กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป   ใจ anired06_next.gif วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์

หยุดมโนกรรม       อุปาทานขันธ์ทั้ง๕ในชราวนเวียนเป็นวงจร              

สังขารูปาทานขันธ์ จึงเกิดมโนกรรมทุกข์ขึ้น        สัญญูปาทานขันธ์

วงจรอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ในชรา ที่ล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทาน จึงยิ่งเร่าร้อน

         กระบวนธรรมทั้งหมดเมื่อจำแนกแตกธรรมให้เห็นรายละเอียด แลดูเยิ่นเย้อกินเวลานาน  แต่ขณะที่เกิดนั้นรวดเร็วปานฟ้าแลบ การจะเห็นสิ่งเหล่านี้ให้ได้ผล จึงต้องเป็นการเห็นด้วยญาณหรือปัญญาเท่านั้น ไล่ลำดับ หาเหตุหาผลด้วยตนเอง จริงเท็จประการใด ไม่ใช่ด้วยการน้อมเชื่อด้วยอธิโมกข์  แต่ต้องพิจารณาให้ได้ว่าจริงหรือเท็จประการใดด้วยตนเอง จึงจักบังเกิดผลยิ่งขึ้นได้  ขอให้ใช้หลักกาลามสูตรเป็นพื้นฐาน

         และที่มีการกล่าวถามกันอยู่เนืองๆคือ "พระอรหันต์ไม่รับรู้อารมณ์ต่างๆจริงหรือ" ขอตอบว่า "ไม่จริง"  หระอรหันต์รับรู้หรือเกิดทั้งเวทนาและอารมณ์ต่างๆ(สังขารขันธ์)เหมือนปุถุชน เพียงแต่การรับรู้อารมณ์ของท่านนั้นเป็นไปเพียงตามกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ อันเป็นวิสัยโลก จึงยังคงมีเกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดาเช่นปุถุชน  แต่ท่านอุเบกขาคือ ไม่เอา ไม่ยินดียินร้าย ปล่อยวาง หยุดการคิดนึกปรุงแต่งมโนกรรม จบแค่นี้ พอแค่นี้  จึงไม่ไปเนื่องให้เกิดอุปาทานขึ้นได้  จึงจบแค่นี้เองจริงๆ แค่กระบวนธรรมของขันธ์ ๕  จึงเป็นเพียงทุกข์ธธรรมชาติของขันธ์ ที่ยังคงมีอยู่อันเป็นวิสัยของชีวิตและโลก  แต่ไม่เป็นทุกข์ที่ประกอบด้วยอุปาทานขันธ์ ๕ อันเร่าร้อนยิ่ง และวนเวียนเป็นวงจรจึงยาวนานนั่นเอง กล่าวคือท่านดำเนินชีวิตไปตามกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ อันเป็นวิสัยชีวิต  แต่ไม่ดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทเลยนั่นเอง

แสดงรายละเอียดของขันธ์ ๕ เพิ่มเติม       

 

มรดกที่ ๖๗. ก ข ก กา ของพุทธศาสนา มิได้ตั้งต้น ที่พระรัตนตรัย  แต่ตั้งต้น การศึกษาที่ การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า ได้ก่อให้เกิด ตัณหา อุปาทาน แล้วเกิดทุกข์  ควบคุมการเกิดเหล่านี้ได้ ก็จะดับทุกข์ได้ แล้วก็จะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมา

จาก มรดกของท่านพุทธทาส

ขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานโดยอิสระจากเรา

จึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้เลย

รวมธรรม คำสอนที่แสดงว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของเรา เป็นอิสระจากเรา

เผณปิณฑสูตร

(แสดงอุปมาของขันธ์ทั้ง ๕)

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ