สารบัญ

แสดงกระบวนธรรมของจิต ของความเป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ เป็นลำดับ

คลิกขวาเมนู  

ปริญเญยยสูตร

พระสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้

                                     [๒๘๙] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรกำหนดรู้

                        ความกำหนดรู้  และบุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว แก่เธอทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงฟัง.

                                     [๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน?  

                        คือ รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ.(ขันธ์ทั้ง ๕)

                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมที่ควรกำหนดรู้.

                                     [๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความกำหนดรู้เป็นไฉน?

                        (ความกำหนดรู้เพื่อ)ความสิ้นไปแห่งราคะ  ความสิ้นไปแห่งโทสะ  ความสิ้นไปแห่งโมหะ.

                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความกำหนดรู้. (จึงควรกำหนดรู้ยิ่งในขันธ์ทั้ง ๕ ก็เพื่อความสิ้นไปดังกล่าว)

                                     [๒๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็บุคคลผู้กำหนดรู้แล้วเป็นไฉน?

                        บุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว ควรจะกล่าวว่าพระอรหันต์ กล่าวคือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้.

                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า บุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว.

(พระไตรปิฎก เล่มที่๑๗/๒๘๙)

        ดังพุทธพจน์ที่ตรัสแสดงข้างต้นนี้ ขันธ์ ๕ จึงเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเป็นอย่างยิ่ง  ดังจักแสดงขันธ์ ๕  ตลอดทั้งกระบวนธรรมคือความเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ โดยละเอียดเป็นลำดับขั้น  เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในความเนื่องสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกัน หรือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ อย่างแจ่มแจ้ง  ก็เพื่อยังประโยชน์ในการเจริญวิปัสสนาโดยการโยนิโสมนสิการในขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม พระไตรลักษณ์ ฯลฯ. เพื่อการดับทุกข์

        อนึ่งการโยนิโสมนสิการในขันธ์ ๕ นี้  ไม่ใช่เป็นไปในลักษณะการท่องจำหรือไล่เรียงในขันธ์ทั้ง ๕ ได้คล่องแคล่วแม่นยำแต่ประการใด  แต่ต้องการให้เกิดความเข้าใจไล่เรียงความเป็นเหตุเป็นผล หรือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้นของขันธ์ทั้ง ๕ อย่างมีเหตุ มีผล  เหมือนดั่งกระบวนธรรมการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท) แต่เพียงไม่เน้นถึงขั้นการเกิดขึ้นของทุกข์ดังปฏิจจสมุปบาท  แต่จะทำให้เข้าใจในสภาวธรรมของชีวิตหรือธรรมหรือธรรมชาติบางประการของขันธ์ทั้ง ๕ ได้แจ่มแจ้งขึ้น จึงยังประโยชน์ถึงขั้นธรรมสามัคคี เกิดปัญญาถึงขั้นหูตาสว่างได้เป็นอัศจรรย์ ถ้าประกอบด้วยความเพียรในการพิจารณาโดยแยบคายอยู่เนืองๆเป็นอเนก ไม่ย่อหย่อน,    ดังมีคำกล่าวของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่เกี่ยวเนื่องกับขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทไว้น่าพิจารณา  มีความดังนี้

        " เออ ก็ดีแล้วที่ได้ผล(ท่านกล่าวถึงเรื่อง การปฏิบัติสมาธิ)  พูดถึงความสุขในสมาธิมันก็สุขจริงๆ  จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบมิได้  แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น  มันก็ได้แค่นั้นแหละยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรค ที่จะตัด ภพ ชาติ ตัณหา อุปาทาน  ให้ละสุขนั้นเสียก่อน  แล้วพิจารณาขันธ์ ๕ ให้แจ่มแจ้งต่อไป "  (จาก "อตุโล ไม่มีใดเทียม" หน้า ๔๙๕)

ขันธ์ ๕

        ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์  องค์ประกอบสำคัญทั้ง ๕ ที่ทางพุทธศาสน์ถือว่า เป็นหตุ คือสิ่งทั้ง ๕ ที่มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งเป็น ชีวิต ขึ้น,  เป็นเหตุปัจจัยที่เมื่อประชุมปรุงแต่งกันขึ้นจนเป็นสังขารคือสิ่งปรุงแต่ง ที่เรียกกันโดยสมมติในภาษาไทยว่า ชีวิต,  ชีวิตจึงประกอบด้วยขันธ์ที่หมายถึงฝ่ายหรือกองต่างๆ ดังนี้  รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์   และมักเรียกกันทั่วไปสั้นๆว่า รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ

        กล่าวโดยย่อ  ชีวิตเกิดขึ้นแต่เหตุคือขันธ์ทั้ง ๕ มาเป็นปัจจัยกัน ในชั่วขณะเวลาหนึ่งๆ นั่นเอง

        ควรรู้เข้าใจอีกด้วยว่า ขันธ์ ๕ หรือชีวิตนี้  เมื่อมีเหตุปัจจัยประชุมปรุงแต่งกันขึ้นแล้วนั้น  ย่อมหมายถึง ยังต้องมีการประสานทำงานที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน หรือการเป็นปัจจัยแก่กันและกันระหว่างขันธ์หรือระหว่างกองทั้ง ๕ อยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่ยังดำรงขันธ์คือชีวิตอยู่    ซึ่งพระองค์ท่านแบ่งขันธ์หรือชีวิตออกเป็นส่วนหรือเป็นกองทั้ง ๕ ที่มาประกอบกันเป็นเหตุปัจจัยกันจนเป็นชีวิตหรือสังขารตัวตนที่ประกอบด้วยจิตวิญญาณ ก็ล้วนเพื่อยังประโยชน์ในการวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาจากการไปรู้เห็นตามความเป็นจริงที่เป็นไปของชีวิต แม้กระทั่งการเกิดและดับขึ้นของทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทก็ล้วนเกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ นี้นี่เอง  เพื่อให้เกิดความเข้าใจเพื่อลดละความยึดถือหรือเกิดนิพพิทาญาณอันเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด(ตัณหา) จึงคลายความยึดมั่น(อุปาทาน) เพื่อความปล่อยวาง อันเป็นสุข สะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่ง

        ๑. รูปขันธ์ หรือรูป หมายถึง กองหรือส่วนของรูปร่างหน้าตา หรือร่างกาย หรือฝ่ายตัวตน   รูปขันธ์ ถ้ายังไม่กระจ่างว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ก็ให้นึกภาพของคนที่เพิ่งตายใหม่ๆที่มีร่างกายสมบูรณ์อยู่ยังไม่แตกสลาย นั่นแหละส่วนหรือกองของรูปหรือรูปขันธ์แท้ๆล้วนๆ ที่เมื่อยังไม่อิงหรือไม่เป็นเหตุปัจจัยประชุมร่วมกับขันธ์อื่นๆทั้ง ๔  ขันธ์ก็จะมีสภาพเป็นเพียงกลุ่มก้อนมายาของเหตุปัจจัยของธาตุทั้ง ๔ ซึ่งเป็นเพียง"สรีระยนต์" ที่นอนเป็นท่อนเป็นก้อนเฉยอยู่นั่นเอง,  อายตนะภายในทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือทวาร ๖ อันคือประตูหรือช่องทางที่ใช้ติดต่อกับโลกภายนอกทั้ง ๖  ต่างก็ล้วนต้องแฝงอาศัยอยู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของกองรูปขันธ์นี้นี่เอง (สมองก็เป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์นั้น แต่ก็เป็นหทัยวัตถุ คือเป็นส่วนหนึ่งของใจหรือจิต คือเป็นวัตถุหรือเหตุปัจจัยอันหนึ่งของจิต แต่ก็ยังไม่ใช่จิต เพราะยังต้องประกอบด้วยเหตุอื่นๆ มาเป็นปัจจัยกันอีกด้วยนั่นเอง)

        พึงระวังสับสน ที่ในภายหน้าบางครั้ง เมื่อกล่าวถึงการทำงานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันของขันธ์ หรือก็คือกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ แล้ว มีคำว่า รูป ที่อาจหมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตใช้เป็นอารมณ์คือเป็นที่กำหนดในขณะนั้น จึงอาจหมายถึงได้ทั้งใน รูป  รส  กลิ่น  เสียง  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์ ทั้ง ๖ ใดๆก็ได้(คือสิ่งที่ถูกรู้หรือสัมผัสได้โดยอายตนะภายใน)  จึงครอบคลุมได้ถึง รูปหรือภาพที่เห็นด้วยจักษุ  หรืออาจหมายถึงเสียงที่ได้ยินนั้น  หรือกลิ่นที่ได้ดมนั้น หรือรสที่ได้ลิ้มสัมผัสนั้นๆ ฯ. ได้เช่นกัน

        ๒. เวทนาขันธ์ การเสวยอารมณ์, ความรู้สึก, ความรู้สึกที่พร้อมเกิดจากการรับรู้ในรสของอารมณ์ คือความรู้สึกที่ย่อมเกิดขึ้นพร้อมการรับรู้ ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่จิตกำหนดหมาย หรือยึด หรือกระทบนั้นๆ  จึงหมายถึง กองหรือหมวดหมู่ของชีวิตที่ทำหน้าที่ เสพเสวยในรสชาดของสิ่งต่างๆที่เป็นอารมณ์ กล่าวคือ ความรู้สึกที่ย่อมพร้อมเกิดขึ้นจากการเสพเสวยหรือรับรู้ในรสของสิ่ง(อารมณ์)ต่างๆที่กระทบสัมผัส(ผัสสะ)  จึงรับรู้รสเมื่อมีการผัสสะชั่วขณะหนึ่ง หรือเมื่อการผัสสะยังดำเนินต่อเนื่องอยู่  พระองค์ท่านแบ่งความรู้สึกของเวทนา ออกเป็น ๓ อันมี

        สุขเวทนา  ความรู้สึก สุขสบาย  ถูกใจ  สบายใจ  ชอบใจ จึงครอบคลุมทั้งฝ่ายกายและจิต  หรือที่เรียกความรู้สึกชนิดนี้กันโดยทั่วไปว่า สุขจากการผัสสะ นั่นเอง

        ทุกขเวทนา  ความรู้สึก ลำบาก, ความรู้สึกเจ็บปวด, ความรู้สึกระคายเคือง, การเสวยอารมณ์ที่ไม่สบาย  ไม่ถูกใจ  ไม่ชอบใจ  อันครอบคลุมทั้งกายและจิตเช่นกัน  หรือที่เรียกความรู้สึกชนิดนี้กันโดยทั่วไปว่า ทุกข์จากการผัสสะ นั่นเอง

        อทุกขมสุขเวทนา  ความรู้สึก ไม่สุขไม่ทุกข์ คือ เฉยๆ  เรียกกันอีกอย่างว่า อุเบกขาเวทนา

        ซึ่งการจำแนกเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นั้นย่อมร่วมด้วยสัญญาความจำได้ในสิ่งที่ผัสสะนั้นนั่นเอง

        พระไตรปิฏกในภายหลัง พระอรรถกถาจารย์ได้จำแนกแตกธรรมออกเป็น ๕ ก็มี เพื่อแยกแยะให้เห็นเวทนา เป็นฝ่ายกายและฝ่ายจิตให้ชัดเจนขึ้น  จึงได้จำแนกเพิ่มเติมเป็น สุข-สบายกาย๑  ทุกข์-ไม่สบายกาย๑  โสมนัส-สบายใจ๑  โทมนัส-ไม่สบายใจ๑  และอุเบกขา-เฉยๆ๑

        เวทนาในภาษาธรรม จึงไม่ใช่ความหมายในภาษาไทยหรือในทางโลก(โลกิยะ)ที่หมายถึง ความสงสาร, ความเจ็บปวด

        ๓. สัญญาขันธ์ หมายถึง ส่วนหรือกองของชีวิตที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ความจำได้ ความทรงจำ ตลอดจนครอบคลุมถึงการหมายรู้  การกำหนดหมาย ปัญญา การคิดอ่านในสิ่งที่กระทบนั้น ฯ. ที่ย่อมเกิดจากการสั่งสม จดจำประมวลผลตั้งแต่อดีตหรือแต่อ้อนแต่ออกจวบจนปัจจุบัน  อันย่อมใช้สมองส่วนหนึ่งในการบันทึกเก็บจำ ซึ่งย่อมมีข้อมูลอย่างมากมายมหาศาล จนเกินกว่าที่จำได้ทั้งปวงในขณะจิตหนึ่งๆ  สัญญาหรือฝ่ายความจำได้,หมายรู้จึงต้องทำงานหรือเกิดขึ้นในลักษณะเกิดดับ..เกิดดับๆ...ดังนี้อยู่เสมอๆ กล่าวคือ เกิดคือจำขึ้นมาได้ แล้วก็ดับคือลืมลงไปนั่นเอง เป็นไปดังนี้เสมอๆ  ดังเช่นผู้เขียนเอ่ยคำว่าแม่  ท่านก็เกิดสัญญาจำได้ในแม่ขึ้นมาทันที ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ดับไป   จึงเกิดแล้วดับ เกิดดับๆๆ..ในลักษณาการนี้อยู่เสมอๆ,   ดังนั้นสมองอันเป็นส่วนหนึ่งหรืออาศัยอยู่ในรูปขันธ์ จึงถูกจัดเป็นหทัยวัตถุอันเป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งของจิต  แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่าจิตคือสมอง เพราะจิตก็ไม่ได้เกิดแต่เหตุคือสมองแต่อย่างเดียว  เพราะจิตก็ยังเกิดแต่มีเหตุอื่นๆมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งอีกเช่นกัน

        สัญญาขันธ์ ความจำได้ ดังเช่น เห็นบุคคลที่รู้จักมักคุ้น ก็เกิดความจำได้ในบุคคลนั้น  และยังเกิดการหมายรู้คือคิดอ่านขึ้นอีกได้ว่า เป็นใคร อย่างไร

        ดังนั้นสัญญา จึงพอแยกแยะการทำงานออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

        สัญญาจำได้  ความจำได้, รู้จัก เช่น สัญญาจำได้ ในรูปที่กระทบ,  เกิดก่อนเวทนา(จักขุสัมผัสสชาเวทนา) จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาต่างๆขึ้น เป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ ก็จาก"สัญญาจำได้"นี้นี่เอง  ;  เป็นไปในลักษณะเดียวกันใน รูปสัญญา(ความจำได้ในรูป)  สัททสัญญา(ความจำได้ในเสียง)  คันธสัญญา(ความจำได้ในกลิ่น)  รสสัญญา(ความจำได้ในรส)  โผฏฐัพพะสัญญา(ความจำได้ในสัมผัส)  ธัมมสัญญา(ความจำได้ในธรรมารมณ์ความคิด)

        สัญญาหมายรู้ ความคิดอ่านหมายรู้ เช่น สัญญาหมายรู้คิดอ่านต่างๆ ในรูปที่ผัสสะคือเห็นนั้น,  เกิดต่อจากเวทนา(จักขุสัมผัสสชาเวทนา)  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆขึ้น   ;    ในลักษณะเดียวกันใน รูปสัญเจตนา(ความคิดอ่านในรูป)  สัททสัญเจตนา(ความคิดอ่านในเสียง)  คันธสัญเจตนา(ความคิดอ่านในกลิ่น)  รสสัญเจตนา(ความคิดอ่านในรส)  โผฏฐัพพะสัญเจตนา(ความคิดอ่านในสัมผัส)  ธัมมสัญเจตนา(ความคิดอ่านในธรรมารมณ์)

        น่าสังเกตุว่าสัญญาขันธ์หรือสัญญาความจำนั้น สามารถผุดคิดผุดนึกขึ้นมาได้ เป็นไปได้หลายลักษณะ ดังเช่น  เจตนาด้วยตนเองขึ้นมาบ้าง๑   เกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะคือกระทบกับสิ่งนั้นๆคือสิ่งกระตุ้นเร้าบ้าง๑   หรือแม้แต่ผุดลอยขึ้นมาเองบ้าง๑   ทั้ง ๓ ต่างล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตเป็นวิสัยโลก จึงควบคุมบังคับเขาไม่ได้ตามปรารนาด้วยเป็นอนัตตา  และจำเป็นยิ่งในการดำเนินชีวิตหรือดำรงขันธ์อีกด้วย  ไม่มีเสียก็อยู่ไม่ได้ตามปกติเสียอีกด้วย

        ๔. สังขารขันธ์ หมายถึง กองหรือส่วนของผล ที่เกิดขึ้นจากขันธ์ต่างๆมาเป็นเหตุปัจจัยกัน จึงเกิดธรรม คือสิ่งหรืออารมณ์(ทางโลก)ต่างๆที่เป็นเหตุปัจจัยไปปรุงแต่งทางใจให้เกิดสัญเจตนาความคิดอ่าน ให้เกิดการกระทำ(กรรม)ทางกาย, วาจา, ใจ ทั้งทางดี ชั่ว และกลางๆ กล่าวคือ อารมณ์ที่เป็นเหตุปัจจัยหรือยังให้เกิดเจตนาที่จะกระทำหรือกรรมทางกาย วาจา ใจต่างๆขึ้นมาตามสภาพใจที่ครอบงำอยู่นั้นๆ เช่นการกระทำทางกายทุกๆอย่างคือกายสังขาร เช่นเดิน นอน กิน นั่ง อุจจาระ ปัสสาวะ ฯ.  ทางวาจาหรือวจีสังขาร เช่นการพูด การคุย การอุทานต่างๆ การด่าทอต่อว่า ฯ.  หรือทางใจที่เรียกกันว่ามโนสังขารบ้าง จิตสังขารบ้าง จึงเกิด ความคิดความนึกต่างๆนาๆขึ้น(มโนกรรม) ซึ่งล้วนเป็นไปตามสภาพใจหรืออารมณ์ทางโลกที่เกิดในขณะนั้นๆ  เพราะล้วนเป็น ผล ที่เกิดขึ้นจากการเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันร่วมกับขันธ์อื่นๆ หรือจากการผัสสะต่างๆขึ้นนั่นเอง,   อนึ่งพึงระวังความสับสนจากความเคยชินในภาษาไทย ที่มักใช้คำว่า สังขารในความหมายว่าสังขารกายหรือร่างกายด้วย  (รายละเอียดเพิ่มเติมของ สังขารขันธ์)

        อารมณ์(ในทางโลก) มีความหมายว่า สภาพหรืออาการต่างๆของจิต ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  หรือ เป็นความรู้สึก หรือความเป็นไปแห่งจิต ในขณะหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น อารมณ์โกรธ, วันนี้อารมณ์ดี, อย่าทำตามอารมณ์นะ, อารมณ์สุข(ใจ), อารมณ์ทุกข์  

        สังขารขันธ์ จึงหมายถึงอารมณ์ต่างๆทางโลกนั่นเอง เช่น โลภ โกรธ หลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน สุขใจ ทุกข์ใจ กังวล กลัว อีกทั้งตัณหาก็เป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง และดังในเจตสิก ๕๒ (ยกเว้นเพียงเวทนา และสัญญา) ฯลฯ. คืออาการของจิตต่างๆที่เกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่งๆ จึงส่งผลคือเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเจตนาความคิดอ่านให้กระทำในสิ่งต่างๆทั้งทางดี ชั่วและกลางๆ ได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ(มโนกรรม)นั่นเอง  และมโนกรรมนี้นี่เองที่เป็นเหตุปัจจัยอันสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้เกิดการฟุ้งซ่าน(อุทธัจจะ)อันเป็นเหตุสำคัญที่ร้อยรัดมัดสัตว์ไว้กับกองทุกข์  ซึ่งจักแสดงต่อไปในภายหน้า

        โปรดสังเกตุ ทั้งสุขและทุกข์ นั้นเกิดขึ้นได้ทั้งจากเวทนา ที่เรียกว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา ฯ.  และเกิดขึ้นจากสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆข้างต้น ดังเช่น อารมณ์ สุข(ใจ) ทุกข์(ใจ) ฯ. ทั้งสองมีความแตกต่างกัน พอจำแนกให้แยกสังเกตุได้ดังนี้

        เวทนา เป็นสุข,ทุกข์ จากการกระทบผัสสะกับอารมณ์(สิ่งที่กำหนดหมาย) คือ เป็นสุขทุกข์ที่เกิดจากสัญญาจำได้ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้จากสิ่งที่กระทบนั้นๆ

        สังขารขันธ์ สุข ทุกข์ เป็นอารมณ์หรืออาการของจิต เป็นสุข(ใจ) ทุกข์(ใจ)  ที่เกิดจากสัญญาหมายรู้คือการคิดอ่าน วิเคราะห์ ในสิ่งที่กระทบนั้นๆ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอารมณ์ต่างๆขึ้น

        ๕. วิญญาณขันธ์ ความรู้แจ้งในอารมณ์  พอที่จะกล่าวแสดงในแบบทางโลกให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นได้ว่า หมายถึงกองหรือหมวดหมู่ของระบบประสาทอีกทั้งประสาทรับสัมผัสทั้งปวงนั่นเอง กล่าวคือ วิญญาณมีหน้าที่ ในการรับรู้ คือรู้แจ้งในอารมณ์ ที่หมายถึง รู้ในอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรหรือเกิดการกระทบนั้น ก็คือเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ดั่งระบบประสาทที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารหรือสัมพันธ์กันต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบ  และแม้แต่ถ่ายทอดข้อมูลต่างๆของชีวิตคือระหว่างขันธ์ต่างๆทั้ง ๕ ด้วยกัน กล่าวคือ ขันธ์ต่างๆล้วนมีการเชื่อมสื่อสารประสานสัมพันธ์หรือเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างขันธ์ด้วยกัน และทั้งต่อเหล่าอายตนะภายนอกทั้งหลายที่จรมากระทบด้วย ก็ล้วนต้องอาศัยวิญญาณหรือระบบประสาทนี้นี่เองเป็นตัวเชื่อมประสาน

        การรู้แจ้งในอารมณ์ ของวิญญาณนั้น ต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย  การรู้แจ้งนี้ มิได้หมายถึงความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทางด้านปัญญาแต่ประการใด   เป็นเพียงแค่การรับรู้ ในภาพ ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯ.(อายตนะภายนอก)ที่มากระทบต่างๆเท่านั้น  ยังไม่ประกอบไปด้วยความรู้,ความเข้าใจต่างๆใดๆที่หมายถึงปัญญาในสิ่งที่ไปกระทบนั้นๆ,   และวิญญาณมักถูกเข้าใจแบบโลกิยะคือแบบโลกๆแต่ฝ่ายเดียว  จึงมักถูกเข้าใจผิดด้วยมายาของจิตมาตั้งแต่เริ่มรู้ความ และด้วยตำนานเล่าขานที่ถ่ายทอดสืบต่อกันอย่างแรงกล้ามาอย่างช้านาน(ดังแสดงในกาลมสูตร) จนเป็นทิฏฐุปาทานและสีลัพพตุปาทานของปุถุชนทั้งหลายโดยไไม่รู้ตัว กล่าวคือ เมื่อกล่าวถึงวิญญาณ  มักจะเข้าใจในวิญญาณโดยนัยไปว่า เป็นดังเจตภูต หรือปฏิสนธิวิญญาณ ที่หมายถึงวิญญาณที่ลอยละล่องท่องเที่ยว แม้หาที่เกิด หรือหมายถึง วิญญาณที่ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่และปรภพในลักษณะสัมภเวสี หรือโอปปาติกะ หรือกายทิพย์ หรือเทวดา ภูติ ฯ.

        วิญญาณในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นวิญญาณที่ต้องกล่าวกันอย่างโลกุตระหรือภาษาธรรม  มิฉนั้นจะไม่สามารถเข้าใจในธรรมอย่างปรมัตถ์หรืออย่างโลกุตระได้เลย  กล่าวคือเมื่อพิจารณาธรรมในลักษณะธัมมวิจยะอันจัดเป็นสัมมาทิฏฐิของอริยะอันควรปฏิบัติยิ่ง,  วิญญาณนั้นหมายถึง สิ่งที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารเชื่อมสัมพันธ์กันภายในขันธ์ทั้ง ๕ หรือระบบประสาทดังกล่าวข้างต้น   ดังนั้นจึงเรียกชื่อของวิญญาณเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไปตามอายตนะภายในอันที่เป็นที่เกิดหรือแดนเกิด  กล่าวคือในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ วิญญาณย่อมเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน  เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตหรือชีวิตตินทรีย์ที่เป็นปกติเป็นวิสัยโลก ที่ย่อมต้องเป็นไปเช่นนี้เองเป็นธรรมดา  เป็นอสังขตธรรมอันเที่ยงแท้และทนต่อกาล(อกาลิโก) อยู่อย่างนี้เอง   จึงนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรม ความเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเนื่องสัมพันธ์กันเกิดขึ้น ในลักษณาการเดียวกันกับปฏิจจสมุปบาท หรือสมการเคมีในทางโลก  เพื่อให้พิจารณาให้เห็นเข้าใจได้ง่าย ได้ดังนี้ว่า

 อายตนะภายนอก    อายตนะภายใน      การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิดวิญญาณขึ้น เป็นธรรมดา      วิญญาณของอายตนะภายในนั้น    (ชี้ที่เครื่องหมายต่างๆ มีคำอธิบายประกอบ)

จึงมีวิญญาณทั้งสิ้น ๖ แบบเมื่อพิจารณาแบบโลกุตระ คือตามอายตนะภายในทั้ง ๖ ที่เป็นแดนเกิดนั่นเอง จึงเรียกรวมกันว่า วิญญาณ ๖ ,  การเรียกชื่ออย่างเฉพาะเจาะจงลงไปโดยสมมติดังนี้นั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังพระดำรัสที่ตรัสแสดงไว้ในฉฉักกสูตร  หรือในมหาตัณหาสังขยสูตร  ความมีดังนี้ว่า

        [๔๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น  ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ

วิญญาณ อาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย เกิดขึ้น(ชาติ)  ก็ถึงความนับว่าจักษุวิญญาณ (ได้เกิดขึ้น กล่าวคือเกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือรูป หรือรับรู้ในรูปนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยโสตและเสียงทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในอารมณ์อันคือเสียง หรือรับรู้ในเสียงนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยฆานและกลิ่นทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกลิ่น หรือรับรู้ในกลิ่นนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยชิวหาและรสทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในลิ้น หรือรับรู้ในรสนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในกาย หรือรับรู้ในกายสัมผัสนั้นๆ)

วิญญาณ อาศัยมน(ใจ)และธรรมารมณ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ (เกิดการรู้แจ้งในธรรมารมณ์ หรือรับรู้ในธรรมารมณ์นั้นๆ)

เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ

ไฟอาศัยไม้ ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้

ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟป่า

ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า  

ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟโคมัย   

ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ

ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล

วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น  ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ

(มหาตัณหาสังขยสูตร)

        ดังนั้นการโยนิโสมนสิการในขันธ์ ๕ หรือปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือในธรรมใดอย่างปรมัตถ์หรือโลกุตระแล้ว  วิญญาณย่อมต้องหมายถึงความเป็นวิญญาณ ๖ ดังพระสูตรข้างต้นเท่านั้น  อย่าได้ไปตีความไปในลักษณะของเจตภูต หรือปฏิสนธิวิญญาณที่ลอยละล่องแสวงหาที่เกิด หรือภูตผีปีศาจ หรือสัมภเวสี หรือโอปปาติกะ ดังความเข้าใจโดยทั่วๆไปอย่างโลกิยะของปุถุชน ซึ่งพระองค์ท่านได้กล่าวตำหนิติเตียนไว้อย่างชัดแจ้งในผู้ปฎิบัติเพื่อการหลุดพ้นหรือดับทุกข์  เพราะย่อมจะไม่สามารถโยนิโสมนสิการจนเกิดธรรมสามัคคคีให้แจ่มแจ้งในธรรมใดๆได้เลย กล่าวคือ ในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่ วิญญาณนั้นๆเกิด(ชาติ)ขึ้นจากเหตุปัจจัยของ อายตนะภายนอก กระทบกับ อายตนะภายในใดๆ ก็ย่อมเกิด"วิญญาณของอายตนะภายใน"นั้นๆขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา กล่าวคือย่อมเกิดวิญญาณตามอายตนะภายในนั้นๆคือ  จักษุวิญญาณ  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  กายวิญญาณ  มโนวิญญาณ  หรือกล่าวได้ว่า จิตหนึ่งย่อมมีการเกิด(ชาติ)ขึ้นเป็นธรรมดา ในกิจนั้นๆ  ไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชา คือห้ามไม่ให้เกิดไม่ให้มีก็ไม่ได้ ด้วยเป็นอนัตตา

        เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย ก็จะพบความจริงยิ่งไปอีกว่า  วิญญาณจึงมีสภาวะผลัดกันเกิดดับๆอยู่ตลอดเวลา เป็นอนัตตาไม่มีตัวตนของตัวเองอย่างแท้จริง เหมือนดั่งเงา กล่าวคือเมื่อมีเหตุปัจจัยครบองค์ประกอบ ก็เกิดขึ้น คือเกิด(ชาติ)วิญญาณขึ้นเมื่อมีการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน  และเป็นวิญญาณที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจนั้นๆ แล้วก็ดับไป  จริงหรือไม่จริง?  (จิต คือวิญญาณขันธ์ นี้นี่เอง)

        ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ทำงานร่วมประสานสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น กล่าวคือขันธ์ต่างๆ อันเป็นคนละกอง คนละส่วนกันนั้น จะสื่อสารติดต่อเนื่องสัมพันธ์กันได้ แม้แต่การสื่อสารกับเหล่าอายตนะภายนอกคือ รูป รส กลิ่น ฯ. ก็ด้วยต้องอาศัยสื่อหรือตัวกลางเป็นสำคัญ ในขันธ์ ๕ หรือชีวิต สื่อหรือตัวกลางนั้นก็คือกองวิญญาณ นี้นี่เอง  เป็นสภาวธรรมของชีวิต  กล่าวง่ายๆก็คือ มีชีวิตหรือขันธ์อยู่ได้ ก็เพราะกระบวนการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕ นี้นี่เอง ที่ทำงานกันอย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม  ซึ่งเมื่อขันธ์ใดแม้ขันธ์หนึ่งไม่ทำงานประสานสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยกันเมื่อใด ก็เป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วย แม้จนถึงกาละหรือความตายได้นั่นเอง  อันอุปมาได้ดั่งรถ ที่ย่อมประกอบด้วยขันธ์ที่แปลว่ากองหรือส่วนต่างๆ ดังเช่น  ส่วนตัวถัง  ส่วนเครื่องยนต์  ส่วนระบบขับเคลื่อน  ส่วนระบบล้อ  ส่วนระบบเบรค  ส่วนระบบไฟฟ้า ฯ. ที่เมื่อยังไม่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งหรือประกอบกันขึ้น ก็ยังไม่เรียกว่ารถ  แต่เมื่อนำมาประกอบกัน กล่าวคือ เมื่อเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นแล้วจึง เกิดหรือชาติ สิ่งที่เรียกกันโดยสมมติทางโลกว่า รถ   แต่ถ้าสิ่งที่ปรุงแต่งกันเหล่านั้นไม่ทำงานประสานสอดคล้องเนื่องสัมพันธ์กันอย่างดีงามเสียแล้ว ด้วยคนขับ(อุปมาดั่งวิญญาณ) รถ นั้นก็ย่อมไม่สามารถทำงาน คือย่อมแล่นไม่ได้ ที่เรียกกันโดยสมมติว่า รถเสีย รถดับ หรือรถตาย,   ขันธ์ ๕ ก็เป็นไปเฉกเช่นนั้นเอง ถ้าขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ทำงานประสานเนื่องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องดีงามก็ย่อมเป็นเวลาของการอาพาธเจ็บป่วย หรือตายนั่นเอง

        ด้วยความสำคัญยิ่งดังนี้ของขันธ์ทั้ง ๕ ดังกล่าว พระองค์ท่านจึงตรัสไว้ว่าขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้   ตลอดจนเกี่ยวข้องพัวพันกับความรู้สึกสุขทุกข์โดยตรงอีกด้วย จึงแสดงกระบวนธรรมหรือกระบวนการทํางานของขันธ์ทั้ง ๕ โดยทั่วๆไปเป็นพื้นฐาน  แสดงในลักษณะรูปแบบของกระบวนการเนื่องสัมพันธ์กันดังปฎิจจสมุปบาทธรรม หรือดังทางวิชาเคมีที่เล่าเรียนกันในทางโลก แล้วขอเรียกว่ากระบวนธรรม  เหตุเพราะทำให้ง่ายต่อการพิจารณาไล่เรียง ให้เห็นความจริงของขันธ์ทั้ง ๕ อย่างปรมัตถ์เท่านั้น  เพื่อจักได้เกิดความแจ่มแจ้งในธรรมต่างๆในภายหน้า เพื่อใช้ไปในการวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญาญาณเพื่อการดับทุกข์อย่างถูกต้อง ไม่หลงไปงมงายด้วยอวิชชา  หรือไปเคี่ยวเข็ญบังคับพยายามดับขันธ์ต่างๆอันล้วนเป็นอนัตตา บังคับบัญชาเขาไม่ได้อย่างผิดวิสัย

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ ผัสสะ   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ สัญญาจำ   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ เวทนา   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ สัญญาหมายรู้   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ สังขารขันธ์ อารมณ์หรือสิ่งต่างๆ ที่ไปปรุงจิตให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา)ให้เกิดการกระทำ(กรรม)ต่างๆ ได้ทั้งทางกายสังขาร(ทางกายคือกายกรรม), วจีสังขาร(ทางวาจาคือวจีกรรม) หรือมโนสังขาร(ทางใจคือมโนกรรม)    (ชี้ที่เครื่องหมายต่างๆ มีคำอธิบายประกอบ)

นี้เป็นกระบวนธรรมของการทำงานประสานเนื่องสัมพันธ์กัน หรือเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ โดยทั่วไป จนเกิดสังขารขันธ์ที่ยังให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้นของชีวิต  โดยสมมติแบบย่นย่อ ด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติบางประการในภายหน้าขึ้น

        ครานี้จะโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย โดยยกตัวอย่างการทำงานแบบเฉพาะเจาะจงของอายตนะหนึ่งๆลงไป ดังเช่น ตา(จักษุ,จักขุ) อันเป็นอายตนะภายในและย่อมเป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์หรือกาย  ที่จะไปทำหน้าที่ในการรับรู้ใน รูป ที่หมายถึงอายตนะภายนอก อย่างเป็นไปโดยลำดับขั้น  พึงพิจารณาโดยแยบคายตามความเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นไปด้วย  เพราะยังประโยชน์ยิ่งในภายหน้าทั้งต่อขันธ์ ๕ และปฏิจจสมุปบาทธรรม แม้แต่สังขารทั้งปวงในพระไตรลักษณ์ ฯ.

        อนึ่งพึงพิจารณาประกอบตามไปด้วยว่า โดยหลักใหญ่ใจความแล้วกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ดังที่จะกล่าวต่อไปนั้น  เป็นไปในลักษณะธรรมชาติของชีวิตแท้ๆ ที่หมายถึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต จึงเที่ยงแท้และทนต่อทุกกาล เพราะความที่เป็นอสังขตธรรมนั่นเอง จึงหมายถึง การเกิดความเป็นเหตุปัจจัยกันโดยพื้นฐานดังนี้กับทุกๆคนหรือก็คือทุกๆขันธ์หรือชีวิตนั่นเอง แม้ในพระอริยเจ้า จึงเกิดขึ้นและเป็นไปกับทุกคนบุคคลเขาเราเป็นธรรมดาหรือตถตา  จริงหรือไม่?  ดังเช่นเมื่อ

ตา(อายตนะภายใน) เมื่อกระทบกับ รูป(อายตนะภายนอก)  ย่อมต้องเกิดการรู้ใน รูป นั้นหรือเรียกกันว่า การรู้แจ้งในรูปนั้น หรือวิญญาณ  เมื่อเป็นวิญญาณที่เกิดจากจักษุหรือตาเป็นปัจจัย จึงมีชื่อเรียกเฉพาะโดยสมมติตามที่ตกลงกันแล้วกับพระองค์ท่านว่า จักขุวิญญาณ  พิจารณาในอาการที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในผู้มีชีวิตอยู่  จะไม่ให้เกิด ไม่ให้เห็น ย่อมไม่ได้ จึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตดังที่กล่าวข้างต้น กล่าวคือถ้าขันธ์หรือชีวิตยังดำรงอยู่ ย่อมต้องเกิดการเห็นในรูปนั้น อันเนื่องจากจักขุวิญญาณเป็นธรรมดา  การไม่เห็นจะเกิดขึ้นได้เมื่อปิดตา(เช่นการสำรวม) ตาบอดหรืออายตนะนั้นๆไม่สมบูรณ์  หรือถึงกาละ(ตาย)แล้วเท่านั้นเอง ไม่เป็นอื่นไปได้  และที่เป็นดั่งนี้ได้ก็เพราะเนื่องมาจากเหตุปัจจัยไม่ครบองค์ประกอบนั่นเอง

        เมื่อนำมาเขียนแสดงสภาวธรรมหรือกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าว ในแบบปฏิจจสมุปบันธรรมที่แสดงความเป็นเหตุปัจจัยที่เนื่องสัมพันธ์กันให้เกิดสิ่งอื่นขึ้น  แต่เนื่องจากแสดงการเกิดดับๆๆ..ของขันธ์ ๕ ธรรมดา จึงย่อมไม่เป็นวงจรเหมือนดังวงจรปฏิจจสมุปบาทที่พาให้วนเวียนหรือเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏหรือกองทุกข์,   ดังนั้นจึงแสดงในลักษณาการของสมการของกระบวนธรรม ก็ด้วยจุดประสงค์อย่างยิ่งเพียงเพื่อให้เห็นการดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปอย่างเป็นระบบเหมือนดังที่แสดงเป็นวงจรในปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเอง  ที่แสดงถึงมีเหตุจึงเนื่องหรือเป็นปัจจัยให้เกิดผลขึ้น  เพื่อความสะดวกในการพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้นในสภาวธรรมของชีวิตหรือขันธ์ ๕ ขั้นพื้นฐานอย่างปรมัตถ์เป็นที่สุด

ดังนั้นจึงแสดงกระบวนธรรมหรือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นของ ตา กระทบกับ รูป ที่กล่าวข้างต้น มาแสดงเป็นลำดับตั้งแต่เบื้องต้น ดังนี้

ตา กระทบกับ รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ  ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต ขยายความตามพระสูตร

แล้วการประจวบกันครบของเหตุปัจจัยทั้ง ๓ อันมี อายตนะภายใน กระทบกับ อายตนะภายนอก     เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ข้างต้น พระองค์ท่านเรียกในภาษาธรรมว่าผัสสะ กล่าวคือ อาการที่เหตุทั้ง ๓ ข้างต้นมาประจวบเป็นปัจจัยกันนั่นเอง  ดังนั้น

ตา กระทบกับ รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ  จึงเรียกว่าเกิดการผัสสะ หรือกล่าวได้ว่า เกิดการกระทบสัมผัสที่ครบองค์คือองค์ประกอบให้กระบวนธรรมของชีวิตดำเนินเป็นเหตุปัจจัยกันต่อไป

จึงนำมาแสดงเขียนเป็นกระบวนธรรม ย่อลงไปอีกหน่อย ได้ดังต่อไปนี้

ตา กระทบกับ รูป     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

ส่วนในอายตนะอื่นๆอีก ๕  ก็เป็นไปในลักษณะอาการเดียวกันทั้งสิ้น  ดังนี้

หู กระทบกับ เสียง     เป็นปัจจัย จึงมี โสตวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

จมูก กระทบกับ กลิ่น     เป็นปัจจัย จึงมี ฆานวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

ลิ้น กระทบกับ รส     เป็นปัจจัย จึงมี ชิวหาวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ     เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

 

มโน(ใจ) กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี

กล่าวคือ เกิดกระบวนธรรมของการกระทบกัน(ผัสสะ)เยี่ยงนี้อยู่เกือบตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่  แล้วกระบวนธรรมหรือสภาวธรรมอันเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ย่อมต้องดำเนินต่อเนื่องไปจนกว่าจะจบสิ้นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕  อุปมาดั่งลูกศร ที่ยิงออกจากแหล่งแล้ว จะไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศได้อย่างไร ย่อมต้องบรรลุถึงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งจึงหยุดหรือจบสิ้นกระบวนความหนึ่งๆไปได้ คือสังขารขันธ์  กระบวนธรรมของจิตก็เป็นเฉกเช่นนั้นเอง จึงเกิดการดำเนินไปตามธรรมหรือธรรมชาติสืบเนื่องต่อไป กล่าวคือย่อมเกิดสัญญาหรือความจำได้ในรูป(รูปสัญญา)นั้นๆขึ้นมาเป็นธรรมดาของชีวิตอีกเช่นกัน  ไม่ให้เกิดสัญญาการจำขึ้นมาในลักษณะควบคุมบังคับไม่ให้จำย่อมเป็นไปไม่ได้  กล่าวคือจึงจดจำได้ในรูปที่เห็นนั้นว่าเป็นอะไร! อย่างไร! เป็นอาทิ  ดังเช่น ตา ไปกระทบกับ อาหาร (อาหารที่เห็นจัดเป็นอารมณ์ ณ ขณะนั้นของจิต  จึงทำหน้าที่เป็นรูปในกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕) จึงย่อมรู้ว่าเป็นอาหารอะไร อร่อยหรือไม่อร่อย เป็นไปตามสัญญาตนที่สั่งสมไว้นั่นเอง

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ย่อมจำได้ในอาหารนั้นว่าเป็นอาหาร พร้อมทั้งจำอะไรๆในอาหารนั้นได้ อร่อย ไม่อร่อย หวาน ขม อมเปรี้ยว ฯ.)

เมื่อมีความจำได้ในอาหารนั้น  จึงย่อมเกิดเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการไปรับรู้ในอารมณ์หรือรูปที่เห็นนั้น เกิดขึ้นเป็นธรรมดา และก็เนื่องจากสัญญาความจำได้ในอาหารนั้น ที่เกิดขึ้นนี้นี่เอง  จึงก่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้หรือเสวยอารมณ์นั้นๆ(เวทนา)เป็นสุขเวทนา อันถูกใจ สบายใจ ด้วยจำได้ จึงเป็นสุขในอาหารที่ผัสสะนั้น   หรืออาจเกิดทุกขเวทนาในอาหารที่เห็นนั้น เนื่องจากไม่ชอบ ไม่สบายใจ ด้วยจำได้ จึงเป็นทุกข์กับการผัสสะในอาหารนั้น   หรืออาจเกิดอทุกขมสุขกับอาหารที่เห็นนั้น กล่าวคือเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์กับอาหารที่เห็นนั้น   แต่จะไม่ให้เกิดไม่ให้มี ย่อมไม่ได้  เนื่องด้วยเป็นสภาวธรรมของชีวิตหรือธรรมชาติของชีวิตในการรับรู้สัมผัสต่อสิ่งต่างๆ  จึงเป็นอสังขตธรรมจึงยิ่งใหญ่และต้องเป็นไปเช่นนี้เอง

        บางท่านอาจพิจารณาแล้วเข้าใจว่า บางครั้งเมื่อเกิดการผัสสะแล้ว อาจไม่เกิดเวทนาขึ้นก็ได้  แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  ตามความจริงอย่างปรมัตถ์แล้ว  นั่นก็คืออทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนานั่นเอง แต่เพราะแผ่วเบา จึงคิดไปด้วยอวิชชาว่าไม่มีหรือไม่เกิดเวทนาขึ้น,  ดังนั้นทุกครั้งที่มีการกระทบผัสสะ ล้วนต้องเกิดเวทนาขึ้นทุกครั้งทุกทีไป กล่าวคือ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง หรือเฉยๆบ้าง อันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอันสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือสัญญา,  จึงนำมาเขียนเป็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ สืบต่อไปดังนี้  (ต้องการทราบรายละเอียดในเวทนา อันเป็นบาทฐานของเวทนานุปัสสนาเพิ่มเติม อ่านบท เวทนาในภายหลัง)

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักษุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ย่อมจำได้ในอาหารนั้นว่าเป็นอาหาร พร้อมทั้งจำอะไรๆในอาหารนั้นได้ อร่อย ไม่อร่อย หวาน ขม อมเปรี้ยว ฯ.)

 

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ข้อสังเกตุ  ถ้าตีความว่า วิญญาณคือความรู้แจ้งในอารมณ์เช่นรูป นั้นครอบคลุมถึง ความรู้ความจดจำได้ด้วยแล้ว  ก็ให้ตัด สัญญา(จำได้)คือรูปสัญญา นี้ออกไป  ดังเช่นนี้

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

แต่ในที่นี้จะแยกเป็นลักษณาการว่า วิญญาณเป็นคล้ายดั่งการรู้คือเห็นคล้ายระบบประสาทนำพา แต่สัญญาจดจำรูป(รูปสัญญา)ได้เป็นฝ่ายความจำคือสมอง  เพื่อให้การพิจารณาได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

ส่วนการผัสสะในอายตนะอื่นๆ  ก็เป็นไปในลักษณะเฉกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น  ด้วยเหตุนี้เองในพระไตรปิฎกจึงมักกล่าวถึงอายตนะทั้ง ๖ พร้อมกัน, ทั้งกล่าวเหมือนๆกัน, อยู่เนืองๆ, เป็นอเนก ก็เพราะเน้นแสดงการเกิดกระบวนธรรมที่เกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณะอาการเดียวกันของ"อายตนะทั้ง ๖" นั่นเอง  จึงเป็นไปดังนี้

หู กระทบกับ เสียง     เป็นปัจจัย จึงมี โสตวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

 

จมูก กระทบกับ กลิ่น     เป็นปัจจัย จึงมี ฆานวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

 

ลิ้น กระทบกับ รส     เป็นปัจจัย จึงมี ชิวหาวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

 

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ     เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา จึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกัน

พึงพิจารณาในกระบวนธรรมที่อาศัยอายตนะทั้ง ๕ โดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)  ให้จนเห็นความจริงยิ่งว่า  เป็นไปดังนั้นจริงๆหรือไม่?  เป็นอื่นไปได้ไหม?

การพิจารณามาถึงตรงนี้แล้ว  ขอให้พิจารณาโดยละเอียดและแยบคายหรือนำไปพิจารณาในขณะเจริญวิปัสสนาโดยการโยนิโสมนสิการ จนมั่นคงด้วยว่า กระบวนธรรมดังกล่าวข้างต้นนั้น  ล้วนต้องเกิดขึ้นเช่นนี้เป็นธรรมดา จริงหรือไม่?  กับทุกชีวิตหรือไม่?  กล่าวคือ ถ้าเมื่อใดที่มีเหตุปัจจัยครบดังนี้ หมายถึง เมื่อเหตุปัจจัยยังไม่ครบก็ยังไม่เกิดการปรุงแต่งจนเป็นสังขารอันไม่เที่ยงขึ้นแต่อย่างใด   แต่เมื่อใดก็ตามที่ปรุงแต่งกันแล้วคือมีเหตุเป็นปัจจัยกันครบบริบูรณ์ดังนี้แล้ว ย่อมต้องเกิดปรากฏการณ์ขึ้นดังข้างต้น  มีความเที่ยงเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา คงทนต่อทุกกาล(อกาลิโก)ใช่ไหม เพราะเป็นอสังขตธรรม กล่าวคือเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ หรือความเป็นธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่งนั่นเอง?  จึงย่อมต้องเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดาหรือตถตา

โดยอาจลองเริ่มพิจารณาจากกายก็ได้ เช่น กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ กล่าวคือ ลองตีแขนแรงๆ  จะเกิดทุกขเวทนาทุกครั้งทุกทีไป (ถ้าตีเบา ก็อาจเป็นอทุกขมสุขเวทนา) เป็นเช่นนี้จริงหรือเท็จประการใด?   จะห้ามไม่ให้เกิดธรรมชาติของการเกิดความรู้สึก  ที่ย่อมเกิดขึ้นจากการรับรู้หรือก็คือเวทนาไปตลอดกาลนานได้หรือไม่เมื่อเกิดการผัสสะกันขึ้นดังกล่าว?  พิจารณาโดยแยบคายย่อมเห็นความจริง ยอมรับความจริง แล้วนำไปประกอบการพิจารณาในอายตนะอื่นๆ  แล้วจะทราบความจริงบางประการอื่นๆแจ่มแจ้งขึ้นเป็นลำดับ

(สภาวะที่กล่าวเรื่อง อสังขตธรรม ท่านอ่านแล้วอาจสับสนบ้างเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมอันลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับพระอนัตตา  สามารถศึกษาโดยละเอียดได้ในบทพระไตรลักษณ์ และอนัตตา)

แล้วพึงนำความรู้ความเข้าใจที่ควรพึงบังเกิดขึ้นนั้น มาพิจารณาในอายตนะที่ ๖ คือ ใจ เมื่อกระทบกับ ธรรมารมณ์ เช่นความนึกคิด

มโน(ใจ) กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา

ดังนั้น เมื่อมีความคิดนึกหรือธรรมมารมณ์ขึ้น ย่อมต้องกระทบกับใจ  จึงย่อมต้องเกิดเวทนาต่างๆขึ้นเป็นธรรมดาและย่อมเป็นไปตามธรรมคือสัญญา คือเกิดสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง หรืออทุกขมสุขเวทนาบ้าง ตามสัญญาตน   ดังนั้นจะไม่ให้เกิดเวทนาดังกล่าว เป็นไปได้ไหมหนอ?

 ดังนั้นถ้ามัวเมาคิดนึกปรุงแต่ง หรือฟุ้งซ่านอยู่ ย่อมเกิดการผัสสะของธรรมมารมรณ์กับใจทุกครั้งที่คิดปรุง

จึงยังให้เกิดเวทนาหลากหลายขึ้นได้ เป็นธรรมดา

และเมื่อเวทนาต่างๆเหล่าใดเหล่านั้นที่เกิดจากการมัวเมาปรุงแต่งอันใดอันหนึ่ง เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ตัณหา     เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน

ทุกขเวทนาธรรมดา อันเป็นธรรม หรือธรรมชาติของชีวิตหรือของโลก

จึงย่อมกลับกลายเป็นเวทนูปาทานขันธ์ คือเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน อันแสนเร่าร้อนเผาลนวนเวียนยาวนานแท้จริง

ควรพิจารณาดังนี้อยู่เสมอๆ ด้วยความเพียร โดยอเนก โดยแยบคาย  จนกระทั่งบังเกิดความรู้ความเข้าใจคือเกิดธรรมสามัคคีใดๆขึ้นอย่างแจ่มแจ้ง  อันท่านจักพึงรู้ได้ด้วยตนเอง ดังเช่นว่า  อ๋อ..มันเป็นเช่นนี้เอง  อันทำให้ทั้งปัญญาหูตาสว่างไสวอันเป็นปัจจัตตัง

        เวทนานี้นี่เอง ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้รู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆที่เกิดขึ้น

        เมื่อเกิดเวทนาหรือความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะ เช่น ตาไปกระทบอารมณ์หรือก็คือรูปนั้นแล้ว  ย่อมเกิดกระบวนธรรมหรือธรรมชาติที่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องดำเนินต่อไป กล่าวคือ ย่อมเกิดสัญญาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สัญญาในครั้งนี้เรียกชื่อเฉพาะว่ารูปสัญเจตนาเกิดขึ้น เป็นไปในลักษณาการของการหมายรู้ หมายเข้าใจ คือการคิดอ่านใดๆในรูปนั้นขึ้นเป็นธรรมดา

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้หมายเข้าใจ หรือคิดอ่านกำหนดหมาย เช่น หมายสรุปว่า รสชาดน่าอร่อย น่ารับประทาน)

เมื่อเกิดการกำหนดหมายคือคิดอ่านในสิ่งที่ผัสสะแล้ว กระบวนธรรมย่อมดำเนินต่อไป กล่าวคือ จนเกิดผลอันคือสังขารขันธ์หรืออารมณ์ต่างๆขึ้น เช่น สุขใจ ทุกข์ใจ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน นลฯ. ซึ่งยังผลให้เกิดเจตนา(สัญเจตนา)ให้การกระทำต่างๆขึ้นได้ทางกาย วาจา หรือใจ(มโนกรรม)

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์  จึงเป็นผลให้เกิดสัญเจตนา เป็นผลให้เกิดกรรมคือการกระทำต่างๆทางกาย วาจา ใจ(มโนกรรม)

ดังตัวอย่างนี้   จึงเป้นเหตุปัจจัยให้เกิดสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆทางโลก เช่น สุขใจ จึงเกิดการกระทำต่างๆเช่นทางใจ(มโนกรรม) จึงเกิดความคิดนึก เช่น น่าอร่อยจัง...น่ากินจัง..ฯลฯ.  หรืออาจร่วมด้วยวจีสังขารอีกด้วยก็ยังได้ แสดงโดยการเปล่งวาจาออกมาว่า "น่ากินจังนะ ขอกินเลยนะ"  พร้อมๆกันนั้นก็อาจลงมือทานอาหารนั้นๆ(กายสังขาร) กล่าวคือ จึงเกิดกรรมการกระทำต่างๆอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือแม้ทั้ง ๓ ขึ้น

สังขารขันธ์หรืออารมณ์ทางโลกคือ สิ่งที่ไปปรุงแต่งจิตหรือใจให้เกิดสัญเจตนาคือความจงใจหรือคิดอ่าน ให้เกิดการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นผลหรือผลลัพธ์ของกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นเหตุปัจจัยกัน   และในฝ่ายสังขารขันธ์ ก็ยังไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกรรมได้เป็น ๓ คือ ทางกาย วาจา ใจ นั้นย่อมเป็นไปตามสัญเจตนาหรือเจตนาอันเป็นความคิดอ่านที่จะกระทำนั่นเอง  กล่าวคือ ถ้าแรงเข้มเด่นชัดก็อาจแสดงออกมาทางกายหรือวาจา หรืออาจเกิดเพียงความคิด  อันเนื่องสัมพันธ์กับสัญญาหมายรู้,หมายกำหนดที่เกิดขึ้น  ตลอดจนเจตนานั่นเอง  จึงแสดงเป็นกระบวนธรรมของสังขารขันธ์เองได้ดังนี้

 กายสังขาร

= กายสัญเจตนา        เป็นปัจจัย จึงมี

 กายสังขาร      เป็นปัจจัย จึงมี

 กายกรรม

 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางกาย

= ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางกาย

 ปรุงแต่งทางกาย

 การกระทําทางกาย

 

 วจีสังขาร

= วจีสัญเจตนา         เป็นปัจจัย จึงมี     

 วจีสังขาร       เป็นปัจจัย จึงมี

 วจีกรรม

 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางวาจา

= ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางวาจา

 ปรุงแต่งทางวาจา

 การกระทําทางวาจา

 

 มโนสังขาร,จิตสังขาร

= มโนสัญเจตนา       เป็นปัจจัย จึงมี    

 มโนสังขาร     เป็นปัจจัย จึงมี

 มโนกรรม

 สภาพปรุงแต่งการกระทําทางใจ

= ความคิดอ่านที่จงใจแสดงออกทางใจ(คิด)

 ปรุงแต่งทางใจ

 การกระทําทางใจ

กล่าวคือ เกิดสัญเจตนาหรือเจตนาหรือความคิดอ่านที่ปรุงแต่งการกระทำ(กรรม)ขึ้น  (ในการจำแนกแตกธรรม บางครั้งผู้เขียนใช้คำว่า มโนสังขารหรือจิตแทนคำว่าสัญเจตนาเลยก็มี)  เพราะเจตนาหรือสัญเจตนาก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของสังขารขันธ์ เป็นความคิดอ่านของจิตตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น จึงเกิดเจตนาจะกระทำในทางกาย วาจา ใจ

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ทางใจ (กาย วาจา)     เป็นปัจจัย จึงมี สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี การกระทำทางใจ(มโนสังขาร,คิด)

เขียนแสดงดังต่อไปนี้ก็มี

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์     เป็นปัจจัย จึงมี สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี การกระทำทางกาย วาจา ใจ

แต่โดยทั่วไปผู้เขียน  เขียนกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ โดยย่อ เป็นดังนี้

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำ)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้)     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ [สัญเจตนา --> กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม]

บางครั้งก็แสดงสัญญาเพียงครั้งเดียว โดยผู้อ่านต้องหมายรู้อยู่ในทีว่า ย่อมมีสัญญา(จำ) ดังข้างต้นแฝงอยู่โดยธรรม ก็เพื่อย่อย่นแสดงเพียง ๕ ขันธ์ล้วนๆถ้วนๆได้ดังนี้

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

 

จึงพึงเข้าใจว่า ล้วนมาจากกระบวนธรรมตามรายละเอียดข้างต้นทั้งสิ้น  ที่แตกต่างกันบ้าง เกิดจากต้องการจำแนกแตกธรรมให้เห็นรายละเอียดในเรื่องหรือธรรมที่กล่าวเฉพาะนั้นๆให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง มิได้มีความผิดพลาดในการสื่อข้อธรรมแต่อย่างใด

นอกจาก ตา ที่กระทบ รูป แล้ว  ในอายตนะอื่นๆที่เหลือ ล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกัน แม้แต่ใจ  กระบวนธรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเหมือนกันดังนี้

หู กระทบกับ เสียง     เป็นปัจจัย จึงมี โสตวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์ [คือ สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี กรรม]

 

จมูก กระทบกับ กลิ่น     เป็นปัจจัย จึงมี ฆานะวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

 

ลิ้น กระทบกับ รส     เป็นปัจจัย จึงมี ชิวหาวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

 

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ     เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

 

ใจ กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์

หรืออาจแสดงโดยละเอียดขึ้นอีกได้ดังนี้  กล่าวคือแสดงรายละเอียดของเวทนาที่เกิดได้ทั้งต่อกายและใจ,  และสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

                                                                           เป็นปัจจัย จึงมี  เวทนาทางกาย                                                             เป็นปัจจัย จึงมี   ทางกาย

ใจ กระทบกับ ธรรมารมณ์     เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี สัญญาจํา                             เป็นปัจจัย จึงมี สัญญาหมายรู้     เป็นปัจจัย จึงมี สัญเจตนา     เป็นปัจจัย จึงมี กรรม     เป็นปัจจัย จึงมี   ทางวาจา

                                                                           เป็นปัจจัย จึงมี  เวทนาทางใจ                                                                เป็นปัจจัย จึงมี   ทางใจ 

และถ้าโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย ย่อมเห็นได้ว่า อายตนะหรือทวารทั้ง ๖ ต่างล้วนดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเดียวกัน  จึงเป็นไปโดยสรุปได้ดังนี้

อายตนะภายนอก กระทบกับ อายตนะภายใน     เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ๖     เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ    เป็นปัจจัย จึงมี เวทนาต่อกายและใจ     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา     เป็นปัจจัย จึงมี สังขารขันธ์     เป็นปัจจัย จึงมี กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม เป็นที่สุด

จึงควรรู้ การทำงานประสานเป็นเหตุปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ เพื่อความเข้าใจธรรม

อธิบาย ตัวอย่างการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕

        ในการปฏิบัติจึงต้องมีศีคือข้อประพฤติปฏิบัติ เพื่อการสำรวม สังวร ในอายตนะภายในหรือทวารทั้ง ๖  เพราะต่างล้วนยังให้เกิดทั้งเวทนา  และสังขารขันธ์อารมณ์ต่างๆที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสัญเจตนาหรือเจตนาปรุงแต่งทางใจ ที่ยังให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้น เช่น จิตสังขารประเภทคิดปรุงแต่ง(มโนกรรม) จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการปรุงแต่งจนเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นในที่สุด  อันเป็นไปตามสภาวธรรมตามวงจรปฏิจจสมุปบาท

        เมื่อพิจารณาโดยแยบคายจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่ดำรงขันธ์ ๕ หรือชีวิตอยู่นั้น ขันธ์ทั้ง ๕ ต่างต้องทำงานเป็นเหตุปัจจัยเนื่องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา  เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตยิ่ง  ขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไปก็เหมือนดั่งท่อนไม้หรือตายไป  นอกจากนั้นแล้วความสุขความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเกี่ยวข้องพัวพันกับขันธ์ ๕ นี้อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือถ้ามีกิเลสตัณหามาพัวพันในขันธ์ทั้ง๕ แล้ว ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกข์ธรรมดาที่แค่เป็นทุกข์ตามธรรมชาติอีกต่อไป  แต่เป็นทุกขเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนกว่าทุกข์ตามธรรมชาติ  ที่เรียกความทุกข์ชนิดนี้ว่า ทุกข์อุปาทาน คือเกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ หรือเป็นการดำเนินไปตามปฏิจจสมุปบาทธรรม คือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์นั่นเอง

         เมื่อเข้าใจในขันธ์ ๕ แจ่มแจ้ง เข้าใจความเป็นเหตุปัจจัย จึงเกิดขึ้น เว้นแต่เหตุปัจจัยมิได้มี ตลอดจนความเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติที่ตถตา อันย่อมเป็นเช่นนั้นเอง ย่อมยังประโยชน์ยิ่งในการโยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาทธรรม  เพราะความจริงแล้วปฏิจจสมุปบาทก็คือกระบวนธรรมโดยละเอียดของขันธ์ ๕ ที่แสดงการดำเนินเกิดขึ้นของทุกข์เป็นลำดับพร้อมทั้งแสดงการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  ในลักษณะความเป็นเหตุปัจจัยกันดังขันธ์ ๕ ที่แสดงนี้  เพียงแต่ว่า การลำดับองค์ธรรมอาจมีสลับที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ก็เพียงเพราะความเหมาะสมในการขยายความหรือจำแนกแตกธรรมนั้นๆ นั่นเอง แต่กฏของธรรมหรือสภาวธรรมชาติแล้วก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน จึงเหมือนกันทุกประการ  ดังเช่นในขันธ์ ๕ นี้มีกล่าวไว้ถึงสภาวธรรมที่ว่า การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ อันมี อายตนะภายนอก  อายตนะภายใน  วิญญาณ จึงเกิดการผัสสะ  ในปฏิจจสมุปบาทธรรมก็เป็นเช่นเดียวกัน  ยังดำรงกฏของธรรมชาติดังเดิมเพราะย่อมจริงแท้อยู่อย่างนั้น กล่าวคือ เมื่อมีเหตุครบคือ องค์ธรรมสังขาร(ทำหน้าที่เป็นอายตนะภายนอกนั่นเอง) กับสฬายตนะ(ก็คืออายตนะภายใน) และวิญญาณที่ย่อมเกิดขึ้นเมื่อองค์ธรรมสังขารเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนดังในกรณีขันธ์ ๕  ดังนั้นก็ย่อมครบองค์ของการเป็นเหตุปัจจัยของการผัสสะเช่นกัน  เพียงแต่การเรียงลำดับจัดแสดงย่อมแตกต่างกันไปตามความสลับซับซ้อนของธรรมหรือเพราะการจำแนกแตกธรรมบ้างเท่านั้นเอง  แต่เมื่อพิจารณาโดยแยบคายด้วยความเพียรแล้วก็จะทำความเข้าใจได้เป็นที่สุดว่าเป็นด้วยเหตุปัจจัยหรือเหตุผลเดียวกันจริงๆนั่นเอง,  ส่วนสัญญาในขันธ์ ๕ นั้น เมื่อไปอยู่ในปฏิจจสมุปบาทก็อยู่ในรูปของอาสวะกิเลส อันคือสัญญาอย่างหนึ่งเพียงแต่นอนเนื่องเกลือกกลั้วด้วยกิเลสนั่นเอง,   ดังนั้นเมื่อทำความเข้าใจในขันธ์ ๕ แจ่มแจ้งดีแล้ว จึงยังประโยชน์ยิ่งในการเจริญวิปัสสนา ในการโยนิโสมนสิการปฏิจจสมุปบาทธรรม  หรือแม้แต่พระไตรลักษณ์เพราะการเห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันเกิดขึ้นได้ชัดแจ้ง  ตลอดจนสักกายทิฏฐิ ฯลฯ.

        ขันธ์ ๕ ตามที่กล่าวมานี้ จึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต  หมายความว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของชีวิตโดยธรรมชาติ จึงย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปกับผู้มีขันธ์ ๕ ทุกผู้คน  ทั้งในปุถุชนและในพระอริยเจ้า  เป็นขันธ์ที่ใช้ในการดำรงคงอยู่และดำเนินไปในชีวิต   แต่ความแตกต่างกันระหว่างปุถุชนและพระอริยะก็คือ ขันธ์ ๕ ในปุถุชนดังที่กล่าวมานี้มักถูกครอบงำด้วยอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสให้เป็นไปตามความพึงพอใจของตัวตน จึงยังให้เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ หรือขันธ์ทั้ง ๕ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน  จึงหมายถึง ขันธ์ทั้ง ๕ ที่เกิดขึ้นและดำเนินเป็นไปดังข้างต้นแต่ล้วนแอบแฝงด้วยกิเลสที่ต้องการให้เป็นไปตามความพึงพอใจของตัวตนเป็นสำคัญ   เมื่อไม่สมหวังก็ยังให้เกิดความทุกข์ที่เรียกว่า ทุกข์อุปาทาน  ที่แสนเร่าร้อนเผาลน อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของปฏิจจสมุปบาทธรรม กระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์  เมื่อสมหวังก็เป็นสุขแต่ย่อมเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสโดยธรรมหรือธรรมชาติจึงย่อมก่อทุกข์อุปาทานในภายหน้าโดยอาการโหยหาอยากอีก  จึงหนีไม่พ้นในที่สุด,   ส่วนในพระอริยะนั้น ท่านเพียงดำรงอยู่ในขันธ์ ๕ ตามธรรมหรือธรรมชาติ  มีก็เพียงแต่สุขเวทนาหรือทุกขเวทนาและสังขารขันธ์อันเป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้น ที่แม้เป็นทุกขเวทนาหรือเป็นทุกข์(สังขารขันธ์)แต่ก็ไม่ประกอบด้วยความเร่าร้อนเผาลน  ส่วนสุขนั้นก็ไม่ติดเพลิน   สุขทุกข์ที่ยังพึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาตามธรรมหรือธรรมชาติเท่านั้น  ดังกระบวนธรรมขันธ์ ๕ ที่ได้กล่าวแสดงไปแล้วเป็นอเนกนั้น   แต่ไม่ประกอบด้วยตัณหาแลอุปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนเลยดังที่ดำเนินไปในปฏิจจสมุปบาทธรรมฝ่ายสมุทยวารหรือฝ่ายเกิดทุกข์เลย

         สิ่งที่ควรกระทำยิ่งในบทนี้ คือการโยนิโสมนสิการ ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งถึงสภาวธรรม คือธรรมชาติของการเกิดขึ้นของเวทนาและสังขารขันธ์คืออารมณ์ต่างๆทางโลก ว่าล้วนเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และยังเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาเป็นปัจจัยกันอีกด้วย  แท้จริงล้วนไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นไปตามใจปรารถนาของเรา ด้วยล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ต่างล้วนเพียงทำงานตามหน้าที่ตน ด้วยเป็นอนัตตา แต่แท้จริงแล้วล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยที่มาประชุมกันนั่นเอง มันจึงเป็นเช่นนี้เอง จึงไม่ควรไปยึดถือ ยึดมั่น หรืออุเบกขาเสีย  เพราะเมื่อควบคุมบังคับไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดความไม่สมปรารถนาจนเป็นทุกข์ในที่สุด

แสดงรายละเอียดของขันธ์ ๕ เพิ่มเติม       

มรดกที่ ๖๗. ก ข ก กา ของพุทธศาสนา มิได้ตั้งต้น ที่พระรัตนตรัย  แต่ตั้งต้น การศึกษาที่ การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า ได้ก่อให้เกิด ตัณหา อุปาทาน แล้วเกิดทุกข์  ควบคุมการเกิดเหล่านี้ได้ ก็จะดับทุกข์ได้ แล้วก็จะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมา

จาก มรดกของท่านพุทธทาส

ขันธ์ทั้ง ๕ ทำงานโดยอิสระจากเรา

รวมธรรม คำสอนที่แสดงว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของเรา เป็นอิสระจากเรา

เผณปิณฑสูตร

(แสดงอุปมาของขันธ์ทั้ง ๕)

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ