ตัวอย่าง การคิดในกิจหรือสติปัญญา และ การคิดแบบคิดนึกปรุงแต่ง

กระดานธรรม ๓

 คลิกขวาเมนู

        คิดนึกในกิจหรือในงานที่กระทำหรือในธรรมที่ปฏิบัติ  อันนี้เป็นคิดนึกที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตหรือเป็นการคิดนึกที่ทำให้เกิดสติปัญญา เป็นคิดนึกที่ควรทำให้เกิด ให้มี ให้เป็น ให้เจริญ (ภาวนาปธาน)  เนื่องจากความคิดความนึกของปุถุชนนั้น เป็นไปในลักษณาการของขันธ์ ๕ หรือแบบอุปาทานขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นแบบ เกิดดับ เกิดดับๆๆ...ฯ อย่างต่อเนื่องหรืออย่างเนื่องสัมพันธ์กับความคิดเดิมๆ อันอาจทิ้งช่วงแต่ยังอยู่ในภายใต้อำนาจของการคิดนึกเดิมๆนั้นอยู่  กล่าวคือเป็นไปโดยสติไม่เท่าทัน จึงปล่อยให้เป็นไปโดยไม่รู้ตัว ด้วยความเคยชินของปุถุชนหรือการอุทธัจจะ  ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ที่จะแสดงการคิดในกิจแต่ประกอบด้วยความคิดนึกปรุงแต่งหรืออุทธัจจะแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ มาประกอบการอธิบาย

        คิดว่าต้องทำงานนี้เยี่ยงไร,  ทำอย่างไรจึงดีในกิจหรือหน้าที่ของตน  อย่างนี้ถือว่าเป็นคิดเพื่อการดำเนินชีวิตหรือคิดที่ประกอบด้วยสติและปัญญา  ดังเช่น งานนี้วางแผนทำวันนั้นวันนี้(คิดในกิจ หรือคิดแบบขันธ์ ๕ ขึ้น ๑ ครั้งแล้ว),  ทำอย่างนั้นอย่างนี้(ขันธ์ ๕ อีก ๑ ครั้งแบบคิดในกิจ),  คนอื่นไม่เห็นมาช่วยเลย(ขันธ์ ๕ อีก ๑ ครั้ง แต่แบบคิดนึกปรุงแต่ง แทรกแซงขึ้นมา),  ไม่มีนํ้าใจกันเลยหนอ(ขันธ์ ๕ แบบคิดนึกปรุงแต่ง),  ให้เราทำคนเดียว(ขันธ์ ๕ แบบคิดนึกปรุงแต่งอีก),  เรียกคนนั้นมาช่วยน่าจะทำได้ดี(ขันธ์ ๕ กลับมาคิดปกติอีก),  เขาจะช่วยหรือเปล่าหนอ(ขันธ์ ๕ แบบคิดปรุงแต่งอีก),  แล้วถ้าเขาไม่ช่วยจะทำได้หรือไม่หนอ(ขันธ์ ๕ แบบคิดนึกปรุงแต่งอีก),  ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาดีกว่า(ขันธ์ ๕ แบบคิดในกิจ),  เจ้านายคงชอบแน่ๆๆเลย(ขันธ์ ๕ แบบคิดนึกปรุงแต่ง)  เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการคิดนึกในกิจอันควร แต่แทรกแซงด้วย คิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา จนอาจยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้นเป็นที่สุด...ทำไมต้องเรียกแต่เราคนเดียว(คิดนึกปรุงแต่ง),  ทำไมไม่เรียกคนนั้นคนนี้บ้างหนอ(ขันธ์ ๕ แบบคิดนึกปรุงแต่ง),  น่าเบื่อจริงๆ(คิดนึกปรุงแต่ง แบบมีโมหะ),  เรียกแต่เราทุกที ทีนายนั่นนายนี่ไม่เห็นเรียกบ้างเลย(ขันธ์ ๕ แบบคิดนึกปรุงแต่ง),  เราทำแทบตายไม่ได้อะไรแต่คนนั้นไม่ทำอะไรเลยแต่ได้ ๒ ขั้น(ขันธ์ ๕ แบบคิดนึกปรุงแต่ง แบบมีโทสะ)...ฯ

        ความคิดนึกปรุงแต่ง จึงมักแทรกมากับความคิดในกิจหรือความคิดทั่วไป จึงเป็นไปโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา ก็ด้วยเหตุดังนี้นี่เองที่บางครั้งคิดอยู่ในกิจแต่ทำไมจึงเกิดทุกข์ขึ้นโดยไม่รู้ตัว  อันนี้เป็นความละเอียดของจิตที่ต้องโยนิโสมนสิการ

        เมื่อเป็นไปดังนั้น กล่าวคือคิดนึกปรุงแต่งแทรกแซงหรืออุทธัจจะอยู่ตลอดเวลาหรือเป็นระยะๆ ในที่สุดความคิดนึกปรุงแต่งใดปรุงแต่งหนึ่งเหล่านั้น เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาใดเวทนาหนึ่ง ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาหรือวิภวตัณหาขึ้นโดยไม่รู้ตัว  จึงดำเนินเป็นไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาท

        ด้วยเหตุนี้นี่เอง จึงต้องมีสติรู้เท่าทันเหล่าความคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านเหล่านี้ ที่มักแทรกเข้ามาในระบบความคิดความนึกต่างๆ  การฝึกสติทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อให้เห็นในเวทนา(เวทนานุปัสสนา)หรือจิตปรุงแต่ง(จิตตานุปัสสนา)เหล่านี้   แล้วด้วยปัญญาที่รู้ยิ่งจากการวิปัสสนาหรือธรรมานุปัสสนา ดังเช่นว่า ในขันธ์ ๕ เมื่อปล่อยให้เกิดการปรุงแต่งย่อมเกิดการผัสสะขึ้นเป็นธรรมดา,  จึงย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดเวทนาต่างๆที่อาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น จึงเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน...ภพ..ชาติอันคือการเกิดขึ้นของอุปาทานขันธ์ ๕ อันคืออุปาทานทุกข์  จึงหยุดการปรุงแต่งเหล่านั้น หรือก็คือการอุเบกขาด้วยกำลังจิตอันยิ่ง อันไม่ใช่เกิดแต่อธิโมกข์ แต่เกิดจากความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเองด้วยอาการธรรมสามัคคี

         ส่วนกายานุปัสสนา เป็นทั้งการฝึกสติเบื้องต้น  แล้วยังเป็นการใช้สติในการพิจารณาในกายต่อไป ให้เห็นความจริงของสังขารร่างกาย เพื่อให้เกิดนิพพิทาในสังขารร่างกายว่า สักแต่ธาตุ ๔, ล้วนปฏิกูล, ล้วนเป็นอสุภ ฯ. เพื่อคลายกำหนัดความยึดในสังขารร่างกายทั้งหลาย

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย