เพ่งจิต

กระดานธรรม ๒

 

 คลิกขวาเมนู  

        ผู้เขียนได้สนทนาธรรมกับนักปฏิบัติ ได้เจอคำถามว่า เพ่งจิต เยี่ยงไร ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน?

        กล่าวคือ เมื่อเพ่งจิตแล้ว ทำให้เกร็ง, ปวดล้าดวงตา, เหนื่อย และไม่มีความนุ่มนวล เลย

        ความจริงแล้ว คำว่าเพ่งจิต ที่บางท่านนิยมใช้กันทั่วไปนั้น  ควรมีความหมายถึง มีสติ ที่หมายถึง การระลึกรู้เท่าทัน เช่นระลึกรู้เท่าทันในเวทนาหรือจิตปรุงแต่ง(ฟุ้งซ่าน)ที่เกิดขึ้น จึงหมายถึง การสังเกตุเห็นที่หมายถึงรู้สึกตัว เมื่อเกิดเวทนาหรือจิตคิดต่างๆขึ้นมา  เพราะแม้แต่สติเอง ก็เป็นจิตตสังขารอันเป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้น  แต่เป็นสังขารที่พระองค์ท่านสรรเสริญ เป็นชนิดภาวนาปธาน กล่าวคือ แม้ไม่เที่ยงเกิดดับๆ..เช่นดังเช่นสังขารอื่นๆเช่นกัน แต่เมื่อสั่งสมเป็นสังขารดั่งในปฏิจจสมุปบาทแล้วแต่ไม่ได้เกิดแต่อวิชชาดังสังขารในปฏิจจสมุปบาท  แต่เกิดแต่วิชชาก็จะเกิดสติขึ้นเองได้ ที่เรียกกันทั่วไปว่ามหาสติ  ที่ทำงานขึ้นเองเหมือนการเกิดของเหล่าองค์ธรรมสังขาร(สังขารกิเลส)ที่เราจึงควบคุมไม่ได้เช่นกัน  แต่มหาสตินี้เป็นการเกิดขึ้นจากวิชชา สติที่ฝึกดีแล้วก็จะเป็นไปดั่งนั้นเช่นกัน  คือทำงานเองโดยอัติโนมัติ เหมือนโดยไม่ตั้งใจ โดยไม่ต้องตั้งเจตจำนงค์อย่างแรงกล้า

        จึงไม่ใช่ความหมายไปในทางโลกๆ ดังเช่น การเพ่งสายตาไปที่สิ่งใด หมายถึงจดจ้องอย่างไม่ลดละ  การเพ่งจิตผู้ปฏิบัติจึงเข้าใจเป็นนัยๆไปว่า หมายถึงการเพ่งจ้องหรือจดจ่ออยู่ในจิต หรือการเพ่งจดจ่อในภาพนิมิตที่เกิดแต่จิตอยู่ตลอดเวลา  จึงย่อมเกิดอาการความล้าดังกล่าวขึ้นเมื่อปฏิบัติไปนานๆเป็นธรรมดา  บางครั้งยังสับสนไปราวกับว่า ต้องใช้ดวงตาเข้าร่วมด้วยแล้วจึงจะเห็นจิต

        อีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อนั่งสมาธิแล้ว อยากเห็นนิมิตหรือโอภาส จึงพยายามเพ่งในลักษณะใช้นัยตาให้เห็นรูปหรือภาพนั้นๆ ทั้งๆที่หลับตาอยู่  ความจริงแล้วทั้งนิมิตและโอภาสไม่ได้เป็นการเห็นโดยอาศัยจักษุหรือนัยตาเลย  เป็นอาการเห็นของจิตอย่างหนึ่งต่างหาก  จึงเกิดเป็นสังขารหรือความเคยชิน ที่เมื่อปฏิบัติแล้วต้องเพ่งดวงตาเข้าประกอบด้วย

        การมีสติอย่างอุปัฏฐานหรือสติชัดนี้ หรือการเพ่งจิตดังอาการที่กล่าว  อาจพึงมีในขณะปฏิบัติพระกรรมฐานเป็นครั้งคราว  เพราะเป็นช่วงการปฏิบัติพระกรรมฐานจิตแน่วแน่เพื่อการเรียนรู้ เพื่อการแยกแยะจำแนกอาการของจิตแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและจดจำอย่างแนบแน่น  แต่ในที่สุดแล้วเมื่อนำมาดำเนินในชีวิตประจำวันนั้น ต้องเป็นไปในลักษณะของสติ ที่หมายถึงการระลึกรู้เท่าทัน หรือ การสังเกตุเห็นหรือรู้สึกเมื่อเกิดขึ้นของเวทนาหรือจิตคิดนึก

        ดังนั้นเมื่อเกิด การเกร็ง, ปวดล้าดวงตา, เหนื่อย และไม่มีความนุ่มนวล ขอก็ให้ผ่อนคลายปรับลดลงไปบ้าง  ความพอดีหรือไม่อยู่ขึ้นอยู่กับจริตของนักปฏิบัติเองเป็นสำคัญ

        อีกอย่างหนึ่งการเพ่งจิต ก็คืออาการของจิตส่งในนั่นเอง    ดังนั้นการปฏิบัติจึงต้องประกอบด้วยปัญญากล่าวคือระลึกรู้ว่า เวทนาอะไรที่เกิด(เวทนานุปัสสนา)  จิตอะไรที่เห็น(หมายถึงระลึกรู้เท่าทัน)  จิตจึงมีเครื่องอยู่ จึงย่อมไม่ไปจดจ่อไม่แช่นิ่งอยู่แต่ในเวทนาหรือจิตที่ระลึกรู้เท่าทันนั้นๆ  และพร้อมทั้งเป็นการสั่งสมปัญญาอีกด้วย

เหตุใดมีสติรู้เท่าทันแล้ว ยังต้องประกอบด้วยปัญญา

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย