กลับสารบัญ

กระดานธรรม ๓

 คลิกขวาเมนู  

        ทวัตติงสาการ ส่วนประกอบที่มีลักษณะต่างๆ กัน ๓๒ อย่าง ในสังขารร่างกาย ที่แท้จริงแล้วล้วนปฏิกูล ไม่งาม  อันมี ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง ฯลฯ. อันจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลรักษาอีกด้วย ไม่เช่นนั้นก็เป็นปฏิกูลด้วยเป็นส่วนภายนอกที่ห่อหุ้มปกป้อง และทั้งประดับตบแต่งกาย จึงล่อลวงให้แลเห็นด้วยจักษุว่างาม ชวนกำหนัด จนเกิดมายา กล่าวคือล่อลวงจนจิตให้เห็นผิดไปจากความจริง

คลิก ดูภาพที่มายาว่างาม ดั่งภาพนี้

        จึงเห็นเป็นไปตามมายาแต่ภายนอก หรือสิ่งที่ตาเห็นอย่างหยาบแต่ฝ่ายเดียว  จึงไม่เห็นความเป็นไป,ไม่ระลึกในกายตามความเป็นจริงในภายในที่ล้วนประกอบด้วยปฏิกูล ไม่งาม แต่มายาล่อลวงให้เห็นเป็นไปแต่ตามภายนอกว่าสวย ว่างาม จึงชวนกำหนัด,  สติจึงแลไม่เห็นเป็นจริงที่เป็นไปภายในกายตนแลผู้อื่นอย่างแท้จริงหรืออย่างปรมัตถ์ว่า ล้วนปฏิกูล ไม่เที่ยง เสื่อมโทรม ต้องแตกดับไป และเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง,  ล้วนประกอบขึ้นมาจากสิ่งที่เป็นปฏิกูล ไม่สะอาด ไม่งาม ทั้งในกายตนแลผู้อื่นเหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกบุคคล เขา เรา,   อันต่างย่อมล้วนย่อมประกอบขึ้นด้วย เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เยื่อกระดูก  ม้าม  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไต  ปอด  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย  อาหารใหม่  อาหารเก่า  มันสมอง  เหล่านี้ทั้ง ๒๐ อันรวม ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง ข้างต้น  ท่านยังจำแนกจัดไว้ว่าเป็น ธาตุดินหรือปฐวีธาตุ หรือส่วนหรือของที่แข้นแข็งหรือข้นแข้งอีกด้วย   และยังประกอบไปด้วย  ดี  เสลด  น้ำเหลืองหรือน้ำหนอง  เลือด  เหงื่อ  มันข้น  น้ำตา  เปลวมัน  น้ำมูก  น้ำลาย  ไขข้อ  มูตร  และทั้ง ๑๒ สิ่งนี้ ท่านจัดไว้ว่าเป็น ธาตุน้ำหรืออาโปธาตุ อันเอิบอาบ,ดูดซึมอีกด้วย

๑.ผม อันต้องดูแลรักษา เมื่อไม่ดูแลรักษาก็ล้วนปฏิกูล สกปรก ยังประกอบไปด้วยสัตว์เล็กสัตว์น้อย เช่นเหา โลน อันน่ารังเกียจแสนรำคาญ

๒.ขน มีหน้าที่ภาระต้องดูแลรักษาทำความสะอาดอยู่เนืองๆ และยังประกอบด้วยเชื้อโรคทั้งสัตว์เล็กสัตว์น้อยมี ไร โลน เป็นอาทิ ฯ.

๓.เล็บ มีภาระต้องหมั่นดูแลรักษา ตัดเล็ม ไม่เช่นนั้นก็แสนสกปรกยิ่งนัก เป็นศูนย์รวมของเชื้อโรค,ความสกปรกต่างๆนาๆ

 

 

๔.ฟัน ที่อาจแลดูสวยงาม แท้จริงแล้วน่ารังเกียจ เหม็นเน่า มีการผุพัง ต้องหมั่นดูแลรักษาอยู่เนืองๆ ไม่ทำความสะอาดเสียเพียงวันหนึ่งก็เหม็นเน่าคละคลุ้งสุดประมาณ

 

 

๕.หนัง ที่ห่อหุ้มปกปิดสิ่งต่างๆอันไม่งามภายใน จึงเป็นมายาแลดูว่ากายนั้นช่างสวยงามชวนให้กำหนัด ทั้งที่จริงๆแล้วต้องดูแลรักษา ทำความสะอาด ไม่เช่นนั้นก็แสนสกปรกเป็นปฏิกูลยิ่งนัก เป็นทั้งที่อาศัยของเชื้อโรคต่างๆและสัตว์น้อยทั้งปวง

 

 

๖.เนื้อ  ๗.เอ็น  กายเมื่อไม่ห่อหุ้มด้วย ๕.หนัง ย่อมแลดูไม่งามชวนให้กำหนัดอีกต่อไป ล้วนประกอบขึ้นมาแต่ เนิ้อหรือกล้ามเนื้อ เอ็น เลือด พังผืด ฯ. (ภาพประกอบ ๓.ภาพแท้จริงของมนุษย์เมื่อไม่มีหนังห่อหุ้มเป็นมายาให้แลดูว่าสวยงาม๔.และเมื่อเอาเนื้อบางส่วนออก)

๘.กระดูก เมื่อเอา ๖.เนื้อออกหรือเน่าเปื่อยไป ย่อมแลเห็นแต่กระดูก คราบเลือด เอ็นร้อยรัดกระดูก ฯ. (ภาพประกอบ)

 

๙.เยื่อในกระดูก

 

 

๑๐.ม้าม (Spleen)

 

 

๑๑.หัวใจ

 

๑๒.ตับ

 

๑๓.ไต (Kidney)   (ภาพประกอบ )

 

 

 

ตัด

ซี่โครง

เห็น

ปอด

๑๔.ปอด   ๑๕.พังผืด   ๒๖.มันข้น

 

๑๖.ไส้ใหญ่(Large intestine) เป็นที่เก็บของูถหรืออาหารเก่าอันคืออุจจาระอันแสนเน่าเหม็น แลปฏิกูล  ตลอดจนธาตุลมอันเน่าเหม็นคละคลุ้ง

 

๑๗.ไส้น้อย(Small intestine) เป็นที่อยู่ของ๑๘.อาหารใหม่ อันคลุกเคล้าเป็นปฏิกูลยิ่งนักด้วย๓๐.น้ำลาย  ๒๑.น้ำดี  ๒๒.เสลด  น้ำย่อยต่างๆ ฯลฯ.

 

๑๘.อาหารใหม่ เมื่อสำรอกออกมา ย่อมแลเห็นความจริงยิ่งว่า ไม่น่าดู น่ารังเกียจ ทั้งเหม็นเปรี้ยวด้วยคลุกเคล้ากันเละเทะด้วยซากอสุภต่างๆ น่าขยะแขยง ทั้งด้วย๓๐.น้ำลาย  ๒๑.น้ำดี  ๒๒.เสลด  น้ำย่อยต่างๆ ฯลฯ.

 

๑๙.อาหารเก่า หรือคูถ เมื่อถ่ายออกมา อาหารที่เคยหอมหวล ชวนชม ชวนรับประทาน ก็ย่อมเน่าเหม็น ไม่น่าดู ไม่น่าดม ไม่ชวนให้กำหนัดอีกต่อไป แลเป็นปฏิกูลยิ่งนัก

 

๒๐.มันสมอง ย่อมแลดูไม่งามชนิดชวนให้กำหนัดแต่อย่างใด

 

ส่วนต่างๆที่เหลืออีก ๑๒ หรือที่ท่านจัดว่าเป็นธาตุน้ำด้วยนั้น ก็ล้วนปฏิกูล ไม่สะอาด ไม่งาม ทั้งเน่าเหม็น ไม่ชวนกำหนัดเป็นธรรมดา อันประกอบด้วย

๒๑.ดี

๒๒.เสลด

๒๓.น้ำเหลืองหรือหนอง

๒๔.เลือด

๒๕.เหงื่อ

๒๖.มันข้น

๒๗.น้ำตา

๒๘.เปลวมัน

๒๙.น้ำมูก

๓๐.น้ำลาย

๓๑.ไขข้อ

๓๒.มูตร

 

        และทั้งธาตุดินและธาตุน้ำในทวัตติงสาการที่กล่าวนี้  เมื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยร่วมกับธาตุลมและธาตุไฟ ก็เกิดเป็นสังขารร่างกายที่หมายถึงร่างกายขึ้น หรือเรียกรูปขันธ์

        ธาตุลม ความเป็นของพัดไปมา ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมอันอยู่ในท้อง ลมอันอยู่ในลำไส้  ลมอันแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่  ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  เช่น ลมหายใจอันไม่น่าปรารถนา ลมหมักหมมเหม็นเน่าอยู่ในท้อง ต่างล้วนเน่าเหม็น ล้วนไม่มีใครอยากดอมดม ไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ

        และธาตุไฟ  ความเป็นของเร่าร้อน  สิ่งที่เป็นเครื่องอบอุ่นแห่งกาย และทั้งเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องทรุดโทรมแห่งกาย  สิ่งที่เป็นเครื่องเร่าร้อนแห่งกายยามเมื่อเจ็บป่วยไข้   สิ่งที่เป็นเครื่องทำให้แปรปรวนไปด้วยดีแห่งของที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว และของที่ลิ้มรสแล้ว กล่าวคือแปรปรวนของที่กินและลิ้มแล้วให้เป็นพลังงานและสารต่างๆออกมา ย่อมเกิดความร้อนหรือพลังงานและของเสียเน่าเหม็นจากการสันดาปภายใน(Metabolism)ต่างๆเป็นมูตร คูถ เหงื่อ ฯ. อันไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ

        ดังนั้นเมื่อเห็นสังขารกายหรือฝ่ายรูปขันธ์ที่สวยงาม ล้วนประกอบมาจากธาตุทั้ง ๔ ทั้งของตนแลผู้อื่น  ก็ย่อมรู้ว่าสวยงาม อย่างใดก็อย่างนั้นตามความเป็นจริง  แต่พร้อมด้วยปัญญารู้เท่าทันอยู่ในที อันเกิดแต่การพิจารณาอยู่เนืองๆว่า ล้วนประกอบมาแต่สิ่งปฏิกูลอยู่ภายใน  ทั้งต้องดูแลรักษา ทั้งมีความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ต้องแตกดับไป  อนัตตาไม่ใช่ตัวใช่ตน เพียงแลดูราวกับว่าเป็นตนหรือของตน  เพราะตัวตนหรือกายที่เห็นหรือสัมผัสอยู่นี้ เป็นเพียงกลุ่มหรือก้อนหรือตัวตนหรือฆนะของเหตุคือธาตุทั้ง ๔ ที่ประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยกันขึ้น  แท้จริงจึงขึ้นหรืออิงอยู่กับเหตุคือธาตุ ๔  จึงไม่ใช่ตัวใช่ตนที่หมายถึงอัตตาคือเราหรือของเราอย่างแท้จริง จึงย่อมควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ ดังเช่นว่า เจ้าจงสวย เจ้าจงอย่าเจ็บ เจ้าจงอย่าแก่ เจ้าจงอย่าตาย ฯ.  จึงล้วนเป็นเพียงดูแลรักษาที่เหตุได้บางประการเท่านั้นเอง แต่ก็ก่อมายาขึ้นแก่จิตให้หลงคิดหลงยึดไปว่าควบคุมบังคับได้ตามปรารถนาเพราะเป็นกูหรือของกู

 

        ทวัตติงสาการ ใช้เจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญา ด้วยจุดประสงค์ให้เกิดนิพพิทา จากการรู้ระลึกรู้ความจริงอยู่เนืองๆ จึงคลายความกำหนัด,คลายความยึดติดในกาย ในตัวตน ทั้งของตนแลบุคคล เขา เรา เมื่อคลายกำหนัดจึงดับตัณหา เมื่อดับตัณหา จิตจึงหลุดพ้น

         ทวัตติงสาการ ส่วนประกอบที่มีลักษณะต่างๆ กัน ๓๒ อย่าง ในร่างกาย หรืออาการ ๓๒ ของกายนี้  มีแสดงหรือเรียกกันออกไปเป็นหลายลักษณะตามการจำแนกแตกธรรมต่างๆ เพื่อใช้ในการเจริญวิปัสสนา เช่น ในกายคตาสติบ้าง  ปฏิกูลมนสิการบรรพในกายานุปัสนาในสติปัฏฐาน ๔ บ้าง  อสุภสัญญาบ้าง  ทวัตติงสาการบ้าง  ที่ล้วนมีจุดประสงค์ก็เพื่อใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาเห็นความเป็นจริงของกายอย่างปรมัตถ์  ไม่เห็นเป็นไปตามมายาที่ล่อลวงแต่อย่างเดียว  เพื่อให้เกิดนิพพิทาญาณในสังขารร่างกายทั้งของตนแลผู้อื่น  เมื่อนิพพิทาจึงคลายกำหนัด  เมื่อคลายกำหนัดจิตจึงหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในสังขารกายอย่างหลงใหลมัวเมา.

 

ธาตุ ๔ หรือมหาภูตรูป

แสดงรายละเอียดของมหาภูตรูป

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter