ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร

ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายการดับไปแห่งทุกข์

กระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์

จากพุทธพจน์ ที่ตรัสสอนไว้ว่า

ธรรมใดเกิดแต่เหตุ  เมื่อเหตุดับ ธรรมนั้นก็ดับ

หรือ ทุกข์ใดล้วนเกิดแต่มีเหตุ  เมื่อเหตุดับ ทุกข์นั้นก็ดับ

อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา

โยนิโสมนสิการ ฝ่ายนิโรธวาร ๑

คลิก ดูวงจรปฎิจจสมุปบาท

        ท่านควรพิจารณาปฏิจจสมุปบาท แบบสมุทยวาร หรือกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ให้มีความเข้าใจที่แจ่มแจ้งถูกต้อง  แล้วจึงควรมาศึกษาพิจารณาแบบนิโรธวารหรือกระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์นี้   เพราะเป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น, ในการอ่านกระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์อย่างพิจารณาโดยแยบคายก็เท่ากับท่านได้ปฏิบัติธรรมานุปัสสนา อันเป็นหนึ่งในทางสายเอกทั้ง๔ ของสติปัฎฐาน๔ เฉกเช่นเดียวกัน,  หรือเท่ากับปฏิบัติธัมมวิจยะอันเป็นหนึ่งใน ๗ ขององค์แห่งการตรัสรู้(โพชฌงค์๗),   และ ณ ขณะจิตต่อจากนี้ ถ้าท่านอ่านปฏิจจสมุปบาทแบบนิโรธวารหรือกระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์อย่างพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย  หาเหตุหาผล  หาผิดถูก ไล่ลําดับกระบวนจิต(หรือกระบวนธรรมตามหลักเหตุและผล) โดยพิจารณาอย่างถี่ถ้วนหาเหตุหาผลในขณะอ่าน  ก็เท่ากับว่าท่านได้ปฏิบัติโดยการโยนิโสมนสิการ อันดีงามยิ่งอีกครั้งหนึ่ง คือการพิจารณากระทําในใจโดยแยบคายในการดับไปแห่งทุกข์ และธรรมที่ท่านกําลังจะพิจารณาอยู่นี้เป็นปรมัตถธรรมอันสูงสุดธรรมหนึ่ง  อันเป็นธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้ในสภาวธรรมของทุกข์และการดับทุกข์โดยตรง จนเกิดเป็นอริยะสัจ ๔ อันเป็นการรวบรวมธรรมที่บังเกิดขึ้นเป็นแนวทางสรุปและการปฏิบัติ   จึงมีอานิสงส์บังเกิดขึ้นสมดังพระพุทธ์พจน์ที่ทรงตรัสไว้

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม

อันจักทําให้เกิดสัมมาญาณความรู้ความเข้าใจใน กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง๔ ได้อย่างถูกต้องบริบูรณ์สมดังพุทธประสงค์  อันยังให้การปฏิบัติธรรม ตามความรู้ความเข้าใจในธรรมที่เกิดนั้นเป็นไปอย่างบริบูรณ์  อันยังผลให้จางคลายจากทุกข์ได้ตามฐานะอันควรแห่งตน จนถึงสัมมาวิมุตติ(สุขจากการหลุดพ้น) อันเป็นสุขอย่างยิ่ง

         อันอุปมาได้ดั่งท่าน มีแผนที่อย่างดีมีรายละเอียดอันวิเศษถูกต้องอยู่ในมือ ท่านย่อมเดินทางได้เร็ว และถูกต้องตามจุดหมาย ไม่หลงทางระหกระเหินเข้าป่าเข้าเขาไปในทิศต่างๆ  มุ่งเข้าสู่จุดหมายได้อย่างรวดเร็วและเลือกหนทางที่ดีที่สุดได้,  ตลอดจนเมื่อเกิดสัมมาญาณความรู้ความเข้าใจแล้วยังเป็นบ่อเกิดพลังที่สําคัญยิ่งของจิต เนื่องจากขาดความสงสัย กังวล วิจิกิจฉาต่างๆในธรรม  อันเมื่อประสบปัญหา อันจักต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แทนที่จะท้อหรือขาดศรัทธาหรือหลงผิด  ก็กลับพิจารณาในธรรมนั้นๆให้เกิดความกระจ่าง สว่างขึ้น ไปเป็นลําดับ  จึงทําให้การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น และถูกต้อง

        การปฏิบัติโดยขาดสัมมาญาณ  ดังเช่น การปฏิบัติตามความเชื่อ(ทิฏฐุปาทาน) ตามศรัทธาประเภทอธิโมกข์  ตามที่ได้ฟัง ตามที่ได้อ่านมา  อย่างน้อมเชื่อขาดการพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายในธรรม  อุปมาได้ดั่งท่านต้องการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างรวดเร็ว จึงเดินลัดตัดตรงแน่วแน่ไปตามนั้น อย่างขาดปัญญาด้วยอธิโมกข์ เมื่อเจอสิ่งกีดขวางดังเช่น เหว เขา ต้นไม้  สิ่งกีดขวาง ฯ. แทนที่จะใช้ปัญญาในการแก้ไข กลับพยายามฝ่าฟันสิ่งเหล่านั้นไปด้วยความยึดมั่นมุ่งมั่นอย่างผิดๆ  จึงย่อมเกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมาย  หรือไปถึงจุดหมายด้วยความยากลําบากแสนเข็ญ  ย่อมใช้เวลายาวนานหลายภพหลายชาติยิ่งนัก

         อนึ่งสิ่งที่ปุถุชนปฏิบัติธรรมกันอยู่นี้  ถ้ามองตามสภาวธรรมแล้วผลของการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์พึงจักได้รับ  เพราะเราปฏิบัติเพื่อดับทุกข์  เพราะสุขนั้นไม่มี  มีแต่สร้างความอยากอันเป็นทุกข์ และดับทุกข์เท่านั้น  และการดับทุกข์ที่เกิดที่เป็นนี่แหละที่เราเรียกกันโดยภาษาโลกสมมุติ(สมมุติสัจจะ)ว่าความสุข  ดังนั้นการดับทุกข์ทั้งมวลจึงเป็นสุขอย่างแท้จริงอย่างยิ่ง  แต่เราต้องยอมรับตามความเป็นจริงในสภาวธรรมอื่นๆเช่นกัน ดังเช่น สิ่งใดยิ่งสูง เมื่อตก ย่อมเจ็บกว่าเป็นธรรมดา  ดังนั้นการปฏิบัติธรรมโดยมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว หรือสัมมาญาณเป็นเครื่องรู้เครื่องเข้าใจ เป็นแนวทางประพฤติ ปฏิบัติ จึงแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้ เพราะท่านเป็นผู้เห็นธรรมแล้ว  สมดังพระพุทธดํารัส

แสดงวงจรปฏิจจสมุปบาท คลิก ดูวงจรปฎิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร เป็นลำดับขั้น

         โยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาท  องค์ธรรมใดที่เป็นเหตให้เกิดทุกข์ที่จะเข้าไปดับ(ภาษาธรรม)หรือแก้ไขได้  และองค์ธรรมใดแก้ไขไม่ได้เป็นเพียงกระบวนธรรมแสดงเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องสัมพันธ์ของสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ต่างๆ,  หรือเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆอันยากที่จะแก้ไขโดยตรง จําเป็นต้องพิจารณาโดยละเอียดและแยบคาย มิฉนั้นจะเสียเวลาหรือหลงทาง ดังเช่น มักจะคิดดับวงจรปฏิจจสมุปบาทที่อวิชชาโดยตรงแต่แรกๆบ้าง, ที่สังขารโดยตรงบ้าง, ที่อุปาทานโดยตรงบ้าง ที่ผัสสะโดยตรงบ้าง  หรือที่เวทนาโดยตรงๆบ้าง หรือแม้แต่อาสวะกิเลสโดยตรงบ้าง แต่มักขาดความรู้ความเข้าใจ จึงมักก่อให้เกิดความหลงหรือความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงด้วยอวิชชา,  จึงควรพิจารณาให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงจักเกิดความมั่นคงในธรรมอย่างถาวร  อันไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการอ่านหรือศรัทธาอย่างอธิโมกข์   ต้องให้เห็นด้วยปัญญาตนเองจริงๆอีกจึงจักบังเกิดผล   การอ่านแล้วรู้สึกเข้าใจแต่จะไร้ค่าอันควร,  ต้องมาจากการพิจารณา(ธัมมวิจยะ)โดยละเอียดและแยบคายภายในจิตเท่านั้น(โยนิโสมนสิการ)  ให้บังเกิดความเข้าใจที่ใจจริงๆ   ดังตัวอย่างที่จะกล่าวในบทนี้  เช่น พิจารณาโดยละเอียดให้เห็นด้วยความเข้าใจว่า องค์ธรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน  แต่องค์ธรรมใดที่จะตัดวงจรหรือดับหรือหยุดวงจรได้  รวมทั้งเหมาะแก่จริต สติ ปัญญาของผู้ปฏิบัติธรรมเองเป็นสำคัญ  และข้อสําคัญที่สุด  แรกๆให้ มีสติและความรู้ความเข้าใจ(ปัญญ)ว่า อยู่ ณ ที่ใดในวงจร  เพื่อจะได้ตัดวงจรหรือวัฏจักรของการเกิดทุกข์ได้อย่างถูกวิธีและก่อให้เกิดภูมิรู้ภูมิญาณการเห็นการเข้าใจอย่างถ่องแท้   เพื่อไม่ให้วงจรปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร เกิดสืบเนื่องหมุนเวียนต่อไป  กล่าวคือ จางคลายจากทุกข์ตามควรแห่งฐานะของตน  โดยการทําให้วัฏจักรหรือวงจรปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวารขาดแรงหนุนส่งจนเคลื่อนหมุนช้าลง...ช้าลงไป.....เป็นลําดับ.

        ขอขยายความเรื่อง  มีปัญญาและสติเห็นเมื่ออยู่ ณ ที่ใดในวงจร ก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะได้ตัดวงจรหรือวัฏจักรของการเกิดทุกข์ได้อย่างถูกวิธี และด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้    ด้วยเหตุที่กำลังสติปัญญาและจริต ตลอดจนประสบการณ์ของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน จึงย่อมเข้าใจดีในแต่ละองค์ธรรมแตกต่างกันไปบ้าง  และในแต่ละองค์ธรรมในวงจรนั้นจะใช้กําลังจิตหรือสติที่จะใช้ตัดหรือลดละนั้นไม่เท่ากัน  ดังเช่น ถ้ามีสติปัญญาเห็นเวทนา(ในวงจรปฏิจจสมุปบาท)เราสามารถตัดวงจรของทุกข์ได้อย่างง่ายดายและไม่เป็นทุกข์เสียด้วย มีแต่ทุกขเวทนาเป็นไปตามธรรมชาติเป็นธรรมดา,  แต่ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันที่ตัณหาหรืออาจรู้ทันที่อุปาทานเวทนาขันธ์หรืออุปาทานสังขารขันธ์ในชรา   ซึ่งถึงแม้จะมีสติปัญญารู้เท่าทันแล้วก็ตาม  แต่การที่จะดับหรือลดละนั่นย่อมกระทําได้ยากเพราะย่อมถูกครอบงําหรือประกอบด้วยกําลังอันแรงกล้าของอุปาทานเสียแล้วจึงกระทําได้แต่เพียงให้ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วนั้นให้ดับลงโดยเร็วและสั้นที่สุดเท่านั้นและต้องใช้กําลังความพยายามมากขึ้น  แต่ถึงอย่างไรก็ย่อมยังปัญญาให้เห็นความจริง   และข้อสำคัญถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้  เมื่อบางครั้งติดขัดในการปฏิบัติ อันย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของการปฏิบัติของจิตอันแสนลึกลํ้าและแปรปรวน  ซึ่งเมื่อเกิดบ่อยๆครั้งก็ย่อมยังให้เกิดวิจิกิจฉาความกังวลสงสัยในปรมัตถธรรมปฏิจจสมุปบาทว่าไม่เป็นจริง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน   อันย่อมยังให้เกิดความท้อหรือเสื่อมศรัทธาในธรรมอันยิ่งใหญ่โดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา   จึงพาลไปแสวงหาหนทางอื่นๆ หรือเลิกปฏิบัติบ้าง อันล้วนเป็นการทอนสัมมาปัญญา(ญาณ)และกําลังแห่งจิตโดยไม่รู้ตัว  ทำให้เนิ่นช้าในการปฏิบัติ เพราะความไม่รู้ปฎิจจสมุปบาทจัดว่าเป็นหนึ่งในอวิชชา ๘ โดยตรงนั่นเอง

ชีวิต ณ ปัจจุบันชาตินี้  ก็เกิดภพ เกิดชาติ อันเป็นทุกข์  จนไม่รู้ว่าสัก กี่ภพ กี่ชาติ มาแล้ว

หน้าต่อไป  

กลับสารบัญหน้า ปฏิจจสมุปบาท

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย