วิถีเซ็น

พุทธปรัชญาเซ็น
Zen Buddhism

มัสยา นิรัติศยภูติ (ผู้เรียบเรียง)  จาก http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/phil/10.htm

 คลิกขวาเมนู

1. ความเป็นมา

พุทธศาสนานิกายเซ็นเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่งที่พัฒนาขึ้นในดินแดนจีนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 และ 8 โดยการผสมผสานแนวคิดของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจากอินเดีย และปรัชญาเต๋าในจีน คำว่า “เซ็น” (Zen) นี้มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสฤตว่า “ธยานะ” (Dhyana) และภาษาบาลีว่า “ฌาน” (Jhana) ที่แปลว่า “สมาธิ” เมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่สู่ดินแดนจีน ชาวจีนได้ออกเสียง “ฉาน” (Ch’an) ต่อมาจึงพัฒนาเป็นพุทธศาสนานิกายฉาน และดินแดนญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลของแนวคิดนิกายฉานนี้เข้ามา ที่เรียกเป็นพุทธศาสนานิกายเซ็นก็เพราะชาวญี่ปุ่นออกเสียงคำว่า “ฉาน” เป็น “เซ็น” ต่อมาพุทธศาสนานิกายนี้ได้พัฒนาออกไปเป็นหลายสำนักแต่มีแนวคิดหลักร่วมกัน คือ เป็นพุทธศาสนาที่เน้นการปฏิบัติสมาธิ

จุดกำเนิดของแนวคิดนิกายเซ็น มีมาแต่ครั้งพุทธกาลจากพระสูตรที่ว่าด้วยปัญหาที่ ท้าวมหาพรหมทูลถามพระพุทธองค์ ดังเนื้อความต่อไปนี้  

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ ภูเขาคิชกูฎ ท้าวมหาพรหมได้มาถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชา แล้วนั่งลงกราบทูลให้ทรงแสดงธรรม  พระตถาคตจึงได้ทรงแสดงโดยการชูดอกไม้ขึ้น ณ ท่ามกลางสันนิบาต แล้วมิได้ตรัสอะไร ในขณะนั้น ปวงเทพและมนุษย์ทั้งหลายต่างไม่เข้าใจในความหมาย มีแต่พระมหากัสสปะยิ้มน้อยๆ อยู่  พระโลกนาถเจ้าจึงตรัสว่า ตถาคตมีธรรมจักษุอันถูกตรงพระนิพพาน และจิตที่เยี่ยม  ภาวะที่แท้จริงย่อมไม่มีลักษณะ มอบให้แก่มหากัสสปะแล้ว

(ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์, 2530: 9-10)

จากการที่พระมหากัสสปะผู้มีความเป็นเลิศในทางปัญญา ได้รับสังฆาฏิจีวรของพระพุทธองค์ จากจุดนี้ทำให้เกิดธรรมเนียมการส่งมอบ จีวร สังฆาฏิ และบาตร ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ในการสืบทอดตำแหน่งพระสังฆปรินายกของนิกายเซ็น ถ้าถือตามพระสูตรนี้จะถือได้ว่า พระมหากัสสปะเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 1 ในอินเดียและมีการสืบต่อกันมาจนกระทั่งถึงพระสังฆปรินายกองค์ที่ 28 ซึ่งก็คือ พระโพธิธรรม (Bodhidharma) ท่านได้นำพุทธธรรมเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนจีน โดยสั่งสอนธรรมให้กับท่านฮุ่ยเคอ (Hui c’o) พุทธศาสนานิกายเซ็นในดินแดนจีนจะนับพระโพธิธรรมว่าเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่1 จากนั้นได้มีการสืบทอดตำแหน่งเรื่อยมา จนถึงสมัยของพระสังฆปรินายกองค์ที่ 6 คือ ท่านฮุ้ยเน้ง (Hui – neng) หรือ ท่านเว่ยหลาง (.. 638 - 713) หลังจากนี้พุทธศาสนานิกายเซ็นได้แตกออกเป็น 5 สาขาใหญ่ ได้แก่ เว่ยหยาง (Wen – Yang) หยุนเหมิน (Yun – Men) ฟาเหยน (Fa – Yen) เฉาต้ง (Ts’ao – Tung) และ หลินฉี (Lin – Chi) สาขาที่สำคัญและได้รับการสืบทอดมาจนทุกวันนี้ มีเพียง 2 สาขา คือ เฉาต้ง และ หลินฉี พุทธศาสนาทั้ง 2 สาขานี้เองที่ดินแดนญี่ปุ่นรับเข้ามาในสมัย คะมะกุระ (Kamakura .. 1185 - 1333) ท่านเอะอิไซ ( Eisai .. 1141 - 1215) เป็นผู้ก่อตั้ง โดยนำแนวคิดจากสายหลินฉี มาเผยแพร่ เรียกว่า นิกาย “รินไซเซ็น” (Rinzai Zen) สำนักนี้เน้นการรู้แจ้งอย่างฉับพลันโดยอาศัยปริศนาธรรม เพื่อให้เกิดความสงสัยอย่างต่อเนื่องในจิต จนกระทั่งถึงที่สุดก็จะบรรลุสู่ความรู้แจ้งอย่างฉับพลัน* กล่าวคือ การปฏิบัติธรรมกับผลที่ได้จากการปฏิบัติธรรมเป็นคนละส่วนกัน โดยอาศัยปริศนาธรรมเป็นวิธีที่นำไปสู่การบรรลุธรรม ต่อมาท่านโดเก็น (.. 1200 - 1253) ได้นำแนวคิดจากสายเฉาต้ง มาเผยแพร่ เรียกว่า นิกาย “โซโตเซ็น” (Soto Zen) สำนักนี้เน้นที่การปฏิบัติซาเซ็น (Zazen) หรือ การทำสมาธิเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาความสงบและมั่นคงแห่งจิต ไปสู่การรู้แจ้ง** คำสอนของสำนักโซโตเซ็นจะเน้นว่า การปฏิบัติธรรมกับผลที่ได้จากการปฏิบัติธรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยที่การปฏิบัติธรรมมิใช่ “วิธี” สู่การบรรลุเป้าหมายบางอย่างภายนอก แต่ประสบการณ์ที่แท้ในการปฏิบัติธรรมนั้นเอง คือ การบรรลุธรรม

*webmaster ปฏิจจสมุปบาท-เทียบกับทางเถรวาทแล้ว ก็คือ วิธีการธัมมะวิจยะในธรรมที่สงสัยใคร่รู้ จนเกิดมรรคสมังคีฉับพลันในที่สุด  หรือฝ่ายปัญญา

**webmaster-การปฏิบัติโดยการทำสมาธิ เพื่อความมั่นคงแล้วนำไปเจริญวิปัสสนา หรือฝ่ายสมาธิ

 

พระสูตรสำคัญในพุทธศาสนานิกายเซ็น
ถึงแม้ว่าหลักสำคัญของพุทธศาสนานิกายเซ็น คือ การสืบทอดพิเศษนอกคัมภีร์ (A special Transmission Outside the Scripture) ไม่ต้องอาศัยคำพูดและตัวอักษร (No Dependence on Words and Letters)ชี้ตรงไปยังแก่นแท้ของมนุษย์ เห็นแจ้งในธรรมชาติของตนเองและบรรลุความเป็นพุทธะ (Seeing into One’s Nature and the Attainment of Buddhahood) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเซ็นปฏิเสธคัมภีร์หรือตัวอักษร ในทางตรงข้าม อาจารย์เซ็นทั้งหลายต่างได้สร้างวรรณกรรมมากมายดังปรากฎเป็นปริศนาธรรม บทกวี เป็นต้น พุทธศาสนานิกายเซ็นเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่งซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดจากจีนและอินเดียที่ได้รับสืบทอดจากพระสูตรสำคัญ ๆ ดังนี้ มหาปรัชญาปารมิตาสูตร (The Prajnaparamita Sutra)  สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra)  สูตรเว่ยหลาง (The Platform Sutra of  Patriarch Hui-Neng)  วัชรสูตร(The Diamond Sutra)  แต่พระสูตรที่สำคัญคือ ลังกาวตารสูตร(The Lankavatara Sutra) ดังมีประวัติเล่าว่า ท่านโพธิธรรมได้มอบลังกาวตารสูตรให้กับผู้สืบทอดตำแหน่งสังฆปรินายกเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา


2. การบรรลุธรรม

การบรรลุธรรมในพุทธปรัชญานิกายเซ็น (Zen) เรียกว่า “ซาโตริ” (Satori) หมายถึง การรู้แจ้งแห่งสภาวะความจริงสูงสุด กล่าวคือ ซาโตริ เป็นประสบการณ์การรับรู้ความจริงว่า สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือกล่าวได้ว่าประสบการณ์ซาโตรินี้ เป็นการทำลายความยึดมั่นถือมั่น ที่ทำให้เกิดความแบ่งแยก ไปสู่ความเข้าใจว่าที่แท้แล้วทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียว กล่าวคือเป็นเพียงความว่าง หรือความเป็นเช่นนั้นเอง (Suchness) โดยมีวิธีการหลักเพื่อการบรรลุธรรม 3 วิธีด้วยกัน คือ ซาเซ็น(Zazen) หรือการนั่งสมาธิ   ซันเซ็น (Sanzen) หรือการขบคิดปริศนาธรรม (Koan)   และ มนโด (Mondo) หรือ การถามตอบอย่างฉับพลัน

ท่านเซนไค ชิบายามะ
 (Zenkai Shibayama) ได้อธิบายปรัชญาเซ็นไว้ดังนี้

เซ็นมิใช่ข้อสรุปทางความนึกคิด ที่เข้าถึงได้ด้วยเหตุผลและการคิดใคร่ครวญ วิถีแห่งเซ็นนั้นมิอาจพบได้โดยความรู้แบบแบ่งแยกของเรา และมิใช่เพียงเท่านี้ แม้ความรู้และความคิดของเราทั้งหมด ซึ่งเป็นผลผลิตของจิตสำนึกก็จำเป็นจะต้องขจัดออกอย่างสิ้นเชิงด้วย  หากทำได้สำเร็จแล้วจะเข้าถึงสัจจะแห่งประสบการณ์บริสุทธิ์ซึ่งจะช่วยให้เราตื่นขึ้นสู่ความว่างหรือสุญญตาและในประสบการณ์ภายในอันลึกล้ำนี้แหละที่เซ็นดำรงอยู่ ถ้าพูดในแง่จุดหมายแล้ว ประสบการณ์แห่งเซ็นก็คือ การตระหนักรู้ถึงรากฐานแห่งการดำรงอยู่ ถ้าพูดในแง่มุมส่วนตัวแล้วก็อาจอธิบายได้ว่า เซ็น คือ การตื่นขึ้นสู่จิตอันล้ำลึกของมนุษย์ ซึ่งโดยภาษาแห่งเซ็น เราเรียกการตื่นขึ้นนั้นว่า ‘ซาโตริ’ ซึ่งแปลว่า การตรัสรู้ เพื่อหมายถึงสัจจะแห่งประสบการณ์ทางศาสนา

(เซนไค ชิบายามะ, 2526: 59) 

นิกายเซ็นมองว่าสรรพสิ่งล้วนแต่คือความว่าง เซ็นมองว่ามนุษย์มิใช่ศูนย์กลางแห่งจักรวาล สรรพสิ่งล้วนต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน    และเชื่อว่าสรรพสัตว์มีพุทธภาวะอยู่ในตัวอยู่แล้ว การบรรลุซาโตริก็คือการเห็นตามความเป็นจริงของโลกและชีวิตโดยที่โลกและชีวิตนั้น คือ ความว่าง ในเมื่อว่างจากตัวตนแล้วก็จะว่างจากการยึดติด เมื่อว่างจากการยึดติดก็จะประจักษ์ถึงศูนยตาธรรมในที่สุด

จะเห็นได้ว่าสภาวะของซาโตริดังที่กล่าวมานั้นเป็นสภาวะที่ยากแก่การเข้าใจด้วยเหตุผลธรรมดาทั่วไป ทั้งนี้เพราะซาโตริไม่อาจแสดงออกมาในรูปของตรรกะหรือภาษาใดๆหากไม่มีประสบการณ์ตรง  ถึงแม้เมื่อมีประสบการณ์ตรงก็ยังเป็นเรื่องยากในการสื่อสาร เพราะซาโตริเป็นสภาวะแห่งการรู้แจ้งอย่างฉับพลันที่ก้าวพ้นสามัญสำนึกแห่งทวินิยมซึ่งที่ยึดมั่นถือมั่น เช่น การแยกแยะเชิงมโนทัศน์ กายกับจิต ดีกับชั่ว ผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้ โลกภายนอกกับโลกภายใน เป็นต้น สำหรับผู้ที่บรรลุซาโตริแล้วจะไม่ยึดติดกับสมมติบัญญัติต่างๆ
เพราะสมมติบัญญัติเหล่านี้มีลักษณะสัมพัทธ์ กล่าวคือ ในบริบทหนึ่ง สมมติบัญญัติชุดหนึ่งอาจเข้ากับบริบทหนึ่งนั้นได้  เมื่อบริบทเปลี่ยน ชุดของสมมติบัญญัติที่เคยใช้อาจต้องเปลี่ยนตามไปด้วย* แต่ผู้ปฏิบัติเซ็นจะดำรงชีวิตตามความเป็นจริง คือ มองโลกตามที่เป็นและไม่ไปยึดมั่นกับโลก กล่าวคือ บุคคลสามารถมองตนเองว่าเป็นตนเองอยู่ได้แต่ทั้งนี้จะอยู่ภายใต้กรอบความจริงที่ว่าความเป็นตนเองไม่มี มีแต่ความว่างอันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้เพราะโดยแท้จริงแล้ว จิตของมนุษย์มักถูกครอบงำด้วยกิเลสต่าง ๆ ทำให้เห็นภาพบิดเบือนไปจากความเป็นจริงแล้วไปยึดติดกับภาพสมมติที่มนุษย์บัญญัติขึ้น ทำให้ไม่เข้าใจการกระทำหรือการพูดของอาจารย์เซ็นซึ่งพ้นไปจากสมมติบัญญัติที่คนทั่วไปเข้าใจ เช่น กรณีพระเซ็นอุ้มผู้หญิงข้ามแม่น้ำ เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งอาจารย์ตันซานกับอาจารย์เอโดกิเดินทางไปตามถนนเฉอะแฉะเพราะฝนกำลังตกหนัก และได้พบหญิงสาวสวยกำลังรีรอจะข้ามแม่น้ำ อาจารย์ตันซานจึงเข้าไปอุ้มเธอข้ามฝั่ง อาจารย์เอโดกิตกใจมาก แต่ไม่กล้าปริปากพูด จนกระทั่งตอนกลางคืน อาจารย์เอโดกิจึงถามอาจารย์ตันซานว่า 
“พระเราแตะต้องผู้หญิงไม่ได้ โดยเฉพาะสาวสวยเช่นนั้นยิ่งอันตราย ทำไมท่านกล้าทำถึงขนาดนั้น” อาจารย์ตันซานตอบว่า “ผมวางเธอไว้ที่นั่นตั้งนานแล้ว คุณยังอุ้มเธออยู่หรือนี่” (เสฐียรพงษ์  วรรณปก, 2540: 28) เรื่องพระอุ้มผู้หญิงข้ามแม่น้ำนี้แสดงให้เห็นว่า วิธีคิดของอาจารย์ตันซานได้ก้าวข้ามพ้นจากการแยกแยะของสมมติบัญญัติซึ่งในที่นี้คือพระวินัยไปสู่แก่นแท้ของหลักธรรมคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ในขณะที่อาจารย์เอโดกิยังคงยึดติดกับสมมติบัญญัติอยู่ หรือกล่าวได้ว่าอาจารย์ตันซานได้ปลดปล่อยตัวเองจากบัญญัติทางโลกในขณะที่อาจารย์เอโดกินั้นยังติดอยู่ในบัญญัติ

*webmaster ดังเช่นในบริบทหนึ่งนั้น อนัตตา เป็นความไม่มีตัวตนของมันเองจริง หรือเป็นความว่าง   แต่ในอีกบริบถอีกแง่มุมหนึ่งนั้นก็กล่าวได้ว่า มีตัวตนชั่วขณะที่มีชีวิตหรือเป็นเหตุปัจจัยกันอยู่  จึงเป็นไปในลักษณะที่กล่าวได้ว่า จะว่ามีก็ไม่ถูก จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่,  จึงขึ้นอยู่กับว่าจะกล่าวถึงบริบถใด  บริบถที่เป็นจริงสูงสุดแบบปรมัตถ์ หรือเป็นจริงโดยสมมติ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจุดมุ่งหมายแห่งเซ็นคือการบรรลุซาโตริ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเซ็นแล้วสภาวะแห่งซาโตริจะไม่เกิดขึ้น
* หมายความว่าวิถีแห่งเซ็นเป็นการฝึกปฏิบัติเพื่อให้บรรลุซาโตริโดยอาศัยการขบคิดปริศนาธรรมและพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆจนกระทั่งเกิดการรู้แจ้งในที่สุด ซึ่งก็คือการเห็นแจ้งตามความเป็นจริงอันเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่งที่ปราศจากความคิดแบ่งแยก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่บรรลุซาโตริแล้วจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่กับคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน ผู้ที่บรรลุซาโตริจะเข้าใจและรู้เท่าทันกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าของเขาในขณะที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ แนวคิดและหลักปฏิบัติของเซ็นวางอยู่บนหลักแห่งความว่างอันเป็นหนึ่งเดียวแห่งสรรพสิ่ง ซึ่งท้าทายความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปที่คุ้นเคยกับกรอบแห่งความยึดมั่นถือมั่น กรอบแห่งความยึดมั่นสำหรับเซ็นล้วนแต่เป็นเรื่องที่มนุษย์สมมติขึ้น อันเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม คือ การเห็นตามความเป็นจริงของโลกและชีวิตที่ว่างจากกรอบมโนทัศน์ใด ๆ เราอาจทำความเข้าใจประเด็นนี้มากขึ้นจากการพิจารณาปริศนาธรรมดังต่อไปนี้

*webmaster ในฝ่ายเถรวาท ก็คือการเห็นทุกสรรพสิ่งเป็นอนัตตา ก็คือความว่าง ตามความเป็นจริงสูงสุด(ปรมัตถ์) ก็บรรลุถึงจุดหมายเดียวกัน

ก่อนฝึกเซ็น แม่น้ำก็เป็นแม่น้ำ ขุนเขาก็เป็นขุนเขา [การรับรู้ตามปกติของคนทั่วไป]   แต่เมื่อปฏิบัติเซ็นแล้ว ฉันเห็นว่าแม่น้ำก็ไม่ใช่แม่น้ำ ขุนเขาก็มิใช่ขุนเขาอีกต่อไป [การรับรู้ของผู้บรรลุธรรม]   มาบัดนี้ ฉันกลับเห็นแม่น้ำก็ยังคงเป็นแม่น้ำและขุนเขาก็ยังเป็นขุนเขาอยู่ดังเดิม [การรับรู้ของผู้บรรลุธรรมแล้วแต่ก็ยังสามารถสื่อสารกับคนปกติได้]*

*webmaster ยอมรับรู้ในสมมติเช่นกัน

(ติช นัท ฮันท์, 2532: 74)

จะเห็นได้ว่าในการรับรู้ตามปกติของคนทั่วไปจะมีลักษณะที่ยึดถือตามความหมายที่กำหนดไว้ จึงทำให้มองว่า แม่น้ำก็คือแม่น้ำ ขุนเขาก็คือขุนเขา ตามความหมายและความเข้าใจในระดับปกติ แต่เมื่อเกิดการรู้แจ้งแล้วการยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ ก็ได้ถูกทำลายสิ้น ภาพการมองภูเขาและแม่น้ำจะเปลี่ยนไป แม่น้ำจึงไม่ใช่แม่น้ำและขุนเขาจึงไม่ใช่ขุนเขาอีกต่อไป หลังจากที่รู้แจ้งแล้วก็กลับมามีสภาวะปกติดังเดิม แม่น้ำจึงเป็นแม่น้ำ ภูเขาก็คือภูเขา แต่ภาพของภูเขาและแม่น้ำสำหรับผู้บรรลุธรรมแล้วจะเป็นคนละอย่างกับผู้ยังไม่บรรลุธรรม คือไม่ยึดติดกับความหมายเดิมของคนทั่วไป ผู้บรรลุธรรมยังดำรงอยู่ในโลกตามความเป็นจริง กล่าวคือผู้ที่บรรลุซาโตริจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างธรรมดาโดยไม่ถูกสิ่งอื่นครอบงำ อยู่กับปัจจุบันขณะ คือ ไม่ไปหวนรำลึกถึงอดีต และไม่วิตกกังวลกับอนาคต แต่จะมองทุกอย่างตามที่เป็นในปัจจุบันขณะ


3. วิธีการบรรลุธรรม

การบรรลุซาโตริคือการรู้แจ้งแห่งสัจธรรม กล่าวคือ เป็นการทำลายอวิชชา ตัณหา และอุปทาน ก้าวพ้น
ทวิลักษณ์  แต่ในความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวไม่มีการแบ่งแยกแต่อย่างใด เป็นแต่ความว่างอันเป็นหนึ่งเดียวกัน
* แนวการปฏิบัติเพื่อบรรลุซาโตริมี 3 ประการหลักดังนี้

*webmaster คือความเป็นอนัตตาในทุกสรรพสิ่ง เป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน

3.1 ซาเซ็น (Zazen)

ซาเซ็น หมายถึง การนั่งสมาธิอันเป็นพื้นฐานในการเตรียมจิต เพื่อการขบคิดพิจารณาสภาวะธรรมและปริศนาธรรมต่าง ๆ เพื่อการบรรลุซาโตริ เพราะหากไม่มีการฝึกซาเซ็นเพื่อพัฒนาจิตให้แข็งแกร่งแล้วก็จะเป็นการยากยิ่งในการขบคิดปริศนาธรรมให้กระจ่างแจ้งได้และเมื่อไม่สามารถขบคิดปริศนาธรรมได้สภาวะซาโตริก็จะเกิดขึ้นได้ยาก ในการบรรลุซาโตรินั้นมักต้องอาศัยการขบคิดปริศนาธรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความงุนงงสงสัยคุกรุ่นเต็มเปี่ยมอยู่ในจิตแล้ว “ระเบิดออก” สู่การรู้แจ้งอย่างทันทีทันใด*

*Webmaster- ถ้าเทียบเคียงกับเถรวาทแล้ว ก็คือ มีสมาธิระดับขณิกสมาธิ หรือวิปัสสนาสมาธินั่นเอง แล้วน้อมนำไปโยนิโสมนสิการ จนเมื่อสั่งสมไว้ดีแล้วเกิดมรรคสมังคีความรู้แจ้งไได้อย่างทันทีทันใดเช่นกัน

ในการปฏิบัติซาเซ็นนี้ ท่านโดเก็นได้อธิบายไว้ดังนี้

ณ ที่นั่งประจำของท่าน ปูเสื่อหนา ๆ แล้ววางหมอนลงบนเสื่อ นั่งขัดสมาธิเพชร หรือสมาธิดอกบัว ในท่าสมาธิเพชร ให้วางเท้าขวาบนขาซ้ายและเท้าซ้ายบนขาขวา  ในท่าสมาธิดอกบัว ท่านเพียงวางเท้าซ้ายบนขาขวาเท่านั้น ท่านควรห่มจีวรและคาดรัดประคดแต่หลวม ๆ แต่เข้าที่ให้เรียบร้อย แล้ววางมือขวาบนขาซ้ายและวางฝ่ามือซ้ายในท่าหงายขึ้นบนฝ่ามือขวาโดยให้ปลายนิ้วโป้งจรดกัน นั่งตรงในท่าที่ถูกต้อง อย่าเอียงไปทางซ้ายหรือขวา อย่าเอียงไปข้างหน้าหรือข้างหลัง…เมื่อท่านั่งเรียบร้อยแล้ว สูดลมหายใจลึก ๆ หายใจเข้าออก โคลงร่างไปทางซ้ายทีขวาทีแล้วปล่อยให้หยุดนิ่งสมดุลในท่านั่ง  คิดถึงการไม่คิด  จะคิดถึงการไม่คิดได้อย่างไร  โดยปราศจากการคิด  สิ่งนี้เองคือหัวใจแห่งศิลปะการนั่งซาเซ็น

(สุวรรณา สถาอานันท์, 2534: 49 - 50)

การนั่งซาเซ็นนี้เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้จิตหลุดพ้นจากกรอบอ้างอิงเดิมที่เคยคิด เคยเชื่อ เคยยึดมั่นถือมั่น ไปสู่การปราศจากการคิดซึ่งหมายถึงการที่จิตพ้นไปจากการแบ่งแยกเชิงทวิลักษณ์ เพื่อก้าวเข้าสู่ความว่างอันเป็นหนึ่งเดียวกับจิตเดิมแท้ ประเด็นเรื่องปราศจากความคิดนี้ อาจารย์คาสุลิส (T. P. Kasulis, 1981: 71 - 77) ได้อธิบายไว้ว่า “การคิด” คือ การกำหนดมโนทัศน์ต่าง ๆ อันเป็นกิจกรรมทางจิตให้กับสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจด้วยว่า ชอบ ไม่ชอบ เชื่อ ไม่เชื่อ เป็นต้น เช่น การรับรู้ว่าอะไรคือโต๊ะ อะไรคือเก้าอี้ “การไม่คิด” คือ การปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ หรือกล่าวได้ว่าการไม่คิดคือการปฏิเสธกระบวนการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด การจงใจปฏิเสธการคิดนี้ในแง่หนึ่งก็เป็นตัวการคิดนั้นเอง คือมีกรอบกำหนดเพื่อการปฏิเสธ ส่วน“การปราศจากความคิด” แตกต่างจากการคิดและการไม่คิดในแง่ที่ว่า การปราศจากการคิดไม่มีการจงใจใดๆ (intentionality) ไม่ใช่ทั้งการยืนยันและปฏิเสธ ไม่ใช่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ทั้งนี้เพราะไม่มีกรอบกำหนดในเชิงปฏิเสธอย่างเดียวกับการไม่คิด แต่เป็นการปล่อยให้สิ่งต่างๆ ปรากฏอย่างที่มันเป็น (pure presence of things as they are) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาวะก่อนการแยกแยะเชิงมโนทัศน์ การปราศจากการคิดนี้อาจเปรียบได้กับการที่เรายืนดูความงามของธรรมชาติบนยอดเขาโดยเราจะซาบซึ้งและซึมซับความงามจนอยู่ในสภาวะที่ปราศจากคำพูดหรือคำบรรยายใดๆ*

*webmaster เปรียบเทียบได้กับ รับรู้ตามความเป็นจริง ในสุข ทุกข์ แต่ไม่คิดปรุงแต่งต่อไปอีก คือว่างจากความคิดปรุงแต่ง  คือหยุดมโนกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นจากสุข ทุกข์ หรือสังขารขันธ์นั้นๆ

การปฏิบัติซาเซ็นจึงมิใช่การนั่งสมาธิแบบปฏิเสธการรับรู้หรือกำจัดการรับรู้ออกไป
* แต่เป็นการนั่งสมาธิที่เต็มไปด้วยการรับรู้ แต่เป็นการรับรู้โลกและประสบการณ์ตามอย่างที่เป็นโดยปราศจากความจงใจใด ๆ การรับรู้นี้เป็นการรับรู้ที่ตัวผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นการดำรงอยู่ภายใต้กาลภาวะนั้นๆ การปฏิบัติซาเซ็นเป็นฐานของการฝึกใช้ปัญญาในการคิดพิจารณาสภาวะธรรมและปริศนาธรรม แต่สำหรับโดเก็น ซาเซ็น คือ ปริศนาธรรมมิใช่เป็น “ฐาน”การฝึกใช้ปัญญาเพื่อขบคิดปริศนาธรรม

*webmaster หมายถึง จึงไม่ใช่การนั่งแบบสมถสมาธิ ที่เพียงแต่แน่วแน่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่จิตไปที่ยึดเหนี่ยว เช่น คำบริกรรม ฯ. ที่เป็นเพียงการกำจัดการรับรู้ออกไป ชั่วขณะหนึ่งๆ

3.2 ซันเซ็น (Sanzen)

ซันเซ็น หรือ วิธีการแห่งปริศนาธรรมนี้ คือ ศิษย์จะเข้าไปพบอาจารย์เพื่อรับปริศนาธรรมมาขบคิดพิจารณาเพื่อความกระจ่างแจ้งแห่งตน ทั้งนี้ปริศนาธรรมเป็นเพียงเครื่องมือในการกระตุ้น*ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวทัศน์แก่ผู้ฝึกฝนเซ็นเท่านั้น หาใช่ตัวความจริงไม่ รูปแบบหรือคำตอบของปริศนาธรรมจะแตกต่างกันออกไป แม้ว่าจะเป็นปริศนาธรรมชนิดเดียวกัน แต่ถ้าถามกับคนต่างกันก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพจิตที่ถูกฝึกฝนมาและอุปนิสัยของแต่ละคนที่แตกต่างกัน อาจารย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าคำตอบของศิษย์ที่มีต่อปริศนาธรรมนั้นเกิดจากการตระหนักรู้จริง ๆ หรือเป็นเพียงการจำหรือลอกเลียนแบบมาจากคนอื่น

*webmaster คือกระตุ้นให้เกิด การพิจารณาภายในใจโดยละเอียดและแยบคาย คือ โยนิโสมนสิการ นั่นเอง

ตัวอย่างของปริศนาธรรม

ศิษย์: พระพุทธเจ้าคืออะไร?
อาจารย์: ป่านหนักสามตำลึง (Mumonkan case 18)
ศิษย์: พระพุทธเจ้าคืออะไร
อาจารย์
: ไม่มีจิต ไม่มีพุทธะ (Mumonkan case 33)
ศิษย์: อะไรคือความหมายของท่านโพธิธรรมที่เดินทางมาจากทางตะวันตก?
อาจารย์: โอ้! กอไผ่ต้นนี้ช่างสูงตระการเสียจริง! (Mumonkan case 37)

จากตัวอย่างปริศนาธรรมข้างต้นจะเห็นได้ว่าลักษณะการตอบแสดงให้เห็นถึงภาวะแห่งการบรรลุธรรมของผู้ตอบ ในแง่ที่ว่า สรรพสิ่งล้วนรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบที่มีลักษณะของการอธิบายตามความเข้าใจทั่วไป เช่น หลักสำคัญแห่งพุทธศาสนา ได้แก่ หลักการเวียนว่ายตายเกิด กรรม อริยสัจสี่ เป็นต้น แต่การอธิบายเช่นนี้อาจพบกับข้อวิจารณ์ได้ว่าการตอบของอาจารย์เซ็นต่างกันอย่างไรกับคนที่ไม่ได้บรรลุธรรม สำหรับประเด็นนี้ ผู้เรียบเรียงเห็นว่า วิธีที่ใช้แยกแยะการตอบของผู้บรรลุธรรมจากคนอื่น ๆ สามารถตรวจสอบได้จาก หนึ่ง ตัวคำตอบนั้นเอง และ สอง การใช้ชีวิตประจำวัน คือ มีความเข้าใจและดำรงอยู่ในแก่นแท้แห่งเซ็นหรือไม่ ทั้งสองข้อนี้จะได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์เซ็นผู้บรรลุธรรมอีกต่อหนึ่ง แต่ถ้าพิจารณาในอีกทางหนึ่ง ลักษณะการตอบของผู้บรรลุธรรมเป็นการตอบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะซึ่งบ่งถึงการตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลา และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการไม่อาศัยเหตุผลในการไตร่ตรองคำตอบแต่เป็นการตอบอย่างฉับพลันอันเป็นการสะท้อนประสบการณ์ปัจจุบันขณะตามคติปรัชญาเซ็นที่เน้นการมองโลกตามความเป็นจริงปราศจากการแบ่งแยก ดังตัวอย่างของปริศนาธรรมที่ถามเกี่ยวกับเหตุผลหรือความหมายของการเดินทางมาจากทิศตะวันตกของท่านโพธิธรรม คำตอบสำหรับคำถามนี้คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าน่าจะเป็นการอธิบายเหตุผลเกี่ยวกับทำไมและอย่างไร แต่ผู้ตอบกลับตอบ (ซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นที่เข้าใจได้) ว่า โอ้! กอไผ่ต้นนี้ช่างสูงตระการเสียจริง! ในที่นี้คำตอบนี้อาจไม่เป็นที่เข้าใจได้หรือเป็นคนละเรื่องกับคำถาม แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า ถ้าจุดหมายของการสอนธรรมะของท่านโพธิธรรมเป็นไปเพื่อการบรรลุสัจธรรมที่มองว่าสรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่เป็นหนึ่งเดียวกันโดยปราศจากการคิดแบ่งแยกแต่โดยอาศัยการพิจารณาและอยู่กับปัจจุบันขณะ ก็จะเห็นได้ว่าการตอบในลักษณะดังกล่าวแสดงว่าผู้ตอบนั้นเข้าใจจุดหมายของการสอนธรรมะของท่านโพธิธรรม คือ เข้าใจว่าตนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

จะเห็นได้ว่าลักษณะของการใช้ภาษาในปริศนาธรรมของอาจารย์เซ็น เรียกว่า 
“ภาษาแห่งการรู้แจ้ง” (ติช นัท ฮันห์, 2522: 86) คือ เป็นภาษาที่ปลุกให้ศิษย์ตื่นสู่โลกแห่งความเป็นจริง กล่าวคือ อาจารย์เซ็นใช้ภาษาในฐานะเครื่องมือเพื่อให้เกิดประสบการณ์ทางศาสนา มิใช่ภาษาเพื่อบรรยายความเป็นจริง

3.3 มนโด (Mondo)

มนโด คือ การถามตอบอย่างฉับพลัน โดยไม่ผ่านการใช้ความคิดพิจารณาปริศนาธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะการใช้มนโดจะเป็นการบังคับให้เราตอบในทันทีโดยไม่ผ่านการคิดหรือเหตุผลใดๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากกรอบความคิดแบบเดิม ไปสู่การรับรู้โลกตามความเป็นจริง ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือการครอบงำของอวิชชาและกิเลสอันเป็นจุดหมายแห่งการบรรลุซาโตริ

ตัวอย่างของมนโด

พระรูปหนึ่งถามท่านอาจารย์โจวชูว่า: "กระผมเพิ่งมาถึง ณ สถานปฏิบัติธรรมนี้ โปรดให้คำชี้แนะด้วย"
ท่านอาจารย์โจวชูตอบว่า: "เธอกินข้าวแล้วหรือยัง"
พระรูปนั้นตอบว่า: "กระผมทานแล้ว"
ท่านอาจารย์โจวชูตอบว่า: "งั้นก็ไปล้างจานเสียสิ" (Mumonkan case 7)

จากตัวอย่างมนโดข้างต้น พระที่ขอคำชี้แนะอาจารย์โจชูได้ลืมว่าแท้ที่จริงแล้วหลักคำสอนแห่งพุทธะเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมที่มีอยู่ในทุกขณะจิตของชีวิตประจำวัน ในบทสนทนาของอาจารย์โจชูเป็นการเตือนพระรูปนั้นว่าอย่าได้แสวงหาธรรมะที่อยู่นอกตัว แต่ให้หันกลับมาพิจารณาประสบการณ์แห่งพุทธะในตนเองมากกว่าที่จะถามหาหลักคำสอนที่แยกออกจากวิถีชีวิตปกติ

จะเห็นได้ว่าในกระบวนการขบคิดปริศนาธรรมแม้ว่าจะเป็นการพยายามขบคิดอย่างต่อเนื่อง ในตอนแรกผู้ฝึกอาจพยายามใช้เหตุผลในการขบคิดปริศนาธรรมแต่เมื่อพยายามคิดด้วยเหตุผลมาในระดับหนึ่งจะพบว่าเหตุผลไม่สามารถให้คำตอบแก่ปริศนาธรรมได้เพราะจุดมุ่งหมายแห่งปริศนาธรรมคือการพยายามทำให้เกิดการแสดงออกของความจริงแท้โดยการทำลายความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ ที่เกิดจากกิเลสตัณหาและอวิชชา กล่าวคือผู้ฝึกปฏิบัติเข้าไปมีประสบการณ์ตรงกับความจริงแท้ที่ปราศจากการคิด เหตุผล การแยกแยะในโลกแห่งสมมติบัญญัติ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นวิธีการแห่งมนโดหรือวิธีการแห่งปริศนาธรรมนั้นต่างก็พยายามตัดกระแสสำนึกแห่งเหตุผลที่เป็นตัวบดบังการเข้าถึงความจริงแท้

ในขณะที่กระบวนการแห่งปริศนาธรรมเป็นการอาศัยการคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผล จนเกิดความงุนงงสงสัยอย่างต่อเนื่อง จากการตระหนักรู้ว่าเหตุผลไม่สามารถทำความเข้าใจปริศนาธรรมได้จนเกิดการระเบิดออกสู่การรู้แจ้งอย่างฉับพลัน
* ในขณะที่กระบวนการมนโดเป็นการถามตอบอย่างฉับพลันซึ่งการถามตอบอย่างฉับพลันนี้เองจะเป็นการตัดกระแสการคิดเชิงตรรกะไปในตัว  ทำให้เข้าใจความจริงแท้ที่อยู่เหนือการคิด เหตุผล และการแยกแยะต่าง ๆ
*มรรคสมังคี

4. ปริศนาธรรม

ปริศนาธรรมในสายรินไซเซ็นเป็นปัจจัยช่วยทำให้พุทธศาสนานิกายเซ็นมีความแตกต่างจากนิกายอื่นๆ รินไซเซ็นเน้นการปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน โดยจะเน้นหนักไปทางการใช้ปัญญาในการขบคิดปริศนาธรรม ในขณะที่สายโซโตเซ็นจะเน้นการปฏิบัติซาเซ็นเป็นสำคัญ


4.1 ความหมาย

ปริศนาธรรม หรือ โคอัน ในอดีต (สมัยปลายราชวงศ์ถัง) หมายถึง “เอกสารสาธารณะ” หรือ “พระราชบัญญัติ” แต่ต่อมาหมายถึงเรื่องราวหรือบทสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ หรือปัญหาที่อาจารย์หยิบยกขึ้นมาแสดงแก่ศิษย์

อาจารย์ ซะซะกิ
 (Sasaki, Ruth Fuller, 1965 หน้า 4 - 9) เสนอว่าคำว่า “โค” หมายความว่า “สาธารณะ” (public) นอกจากนี้ยังมีความหมายแฝง คือ การสิ้นสุดลงแห่งความคิดความเข้าใจอันเป็นส่วนตัวที่เต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นในลักษณะทวินิยม ส่วน “อัน” มีความหมายว่า “บันทึกหรือเอกสาร” (records) ซึ่งแฝงนัยว่า เป็นการยืนยันสภาวะแห่งพุทธะที่ถูกแสดงออกมาให้ปรากฏ ฉะนั้น ปริศนาธรรม จึงมีความหมายแฝงว่า การแสดงออกแห่งธรรมะ อันแท้จริงสูงสุด

ท่านฮากุอิน (ค.ศ.
1685-1768) ได้รวบรวมปริศนาธรรมตามที่ปรากฏใช้อยู่ตามธรรมเนียมปฏิบัติมีอยู่ประมาณ 1,700 บท เช่น

*   จงแสดงใบหน้าที่แท้จริงของท่านก่อนท่านเกิด
*   อะไรคือเสียงของการตบมือข้างเดียว
*  
 ถาม: อะไรคือหลักธรรมของพุทธศาสนา
*  
 ตอบ: ข้าพเจ้าเห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา เห็นแม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ

4.2 ความเป็นมา

เราสามารถสืบสาวความเป็นมาของปริศนาธรรมไปถึงครั้งสมัยที่พระพุทธองค์ยังคงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ กล่าวคือ พระพุทธองค์ได้แสดงคำสอนต่าง ๆ เพื่อการรู้แจ้ง ดังเห็นได้จากตอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พระมหากัสสัปปะ อย่างไรก็ดี รูปแบบปริศนาธรรมที่ชัดเจนนั้นเริ่มมีปรากฏขึ้นในสมัยราชวงศ์ถังตอนปลาย อาจารย์ หนานหยวน ฮุ่ยหย่ง (Nan-yuan Hui-yung ..? – 930) หรือ ท่านนันอิน เอเกียว (Nan’in Egyo) เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมปริศนาธรรมต่าง ๆ ที่เหล่าอาจารย์ในอดีตใช้สั่งสอนศิษย์ตามสถานการณ์และความเหมาะสม แต่ด้วยความขาดแคลนอาจารย์ที่จะสร้างสรรค์ปริศนาธรรมใหม่ ๆ และจำนวนศิษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปริศนาธรรมใหม่ๆจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น ปริศนาธรรมซึ่งหมายถึง “บันทึกสาธารณะ” (public records) จึงสื่อนัย “คำสอนที่สืบทอดมาแต่ครั้งอดีต” (words of ancients) ด้วย

การเก็บรวบรวมปริศนาธรรมได้สำเร็จลุล่วงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่
10 แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ได้มีอาจารย์บางท่านพยายามสร้างปริศนาธรรมขึ้นใหม่ โดยการใช้คำถามจากปริศนาธรรมเดิม แต่ให้คำตอบใหม่ เช่น ท่านเฝิ่นหยัง ซานเจ้า (Fen-yang Shan-chao .. 947–1024) หรือ ท่านฟุนโย เซ็นโช (Fun’yo Zencho) ต่อมาท่านเซ็ตโช จูเก็น (Setcho Juken) ได้รวบรวมปริศนาธรรมอีกครั้งหนึ่งโดยผนวกอีก18 ปริศนาธรรมจากสำนักอวิ๋นเหมิน (Yun-men) ของท่านเอง ต่อมาท่านหยวนหวู โค่วจิ่น (Yuan-wu K’och’in ..1063–1135) หรือท่านเอ็นโง โคคูกอน (Engo Kokugon) ได้นำบันทึกของท่านฮุ่ยโถว มาวิเคราะห์วิจารณ์และนำไปสั่งสอนศิษย์ ในตำราชื่อว่า ปี้เหยียนลู่ (Pi-yen lu) อนึ่งในสมัยนี้เองที่ปริศนาธรรมถูกวิเคราะห์วิจารณ์อย่างแพร่หลายโดยเหตุผลและทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย แต่ท่านต้าฮุ่ยจงเกา (Ta-hui Tsung-kao .. 1089–1163) หรือ ท่านไดเอะ โซะโคะ (Daie Soko) มองว่า ในการพิจารณาปริศนาธรรมมิใช่การให้เหตุผลหรือทฤษฎีแต่เป็นการรวบรวมจิตในการพิจารณา

ในสมัยเดียวกันนี้ก็ได้เริ่มเกิดความแตกต่างทางความคิดในเซ็น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 
2 สำนักใหญ่ ดังนี้ คือ สำนัก เฉาต้ง (Ts’ao-tung) โดยมีท่านหงจื้อเจิ้งเจวี๋ย (Hung-chih Cheng-chueh .. 1091–1157) หรือท่านวันฌิ โชกะขุ (Wanshi Shogaku) เป็นแกนนำ ผู้มีความคิดต่างจากท่านต้าฮุ่ยว่าในการเข้าถึงซาโตรินั้นต้องเกิดจากความสงบและนำจิตเข้าสู่ความว่างเปล่าอันแท้จริง  ต่อมาเซ็นสายสำนักเฉาต้ง (โซโตเซ็น) ได้ชื่อว่า มั่วเจ้าฉาน (Mo-chao ch’an) หรือ โมะกุโฌเซ็น (Mokusho Zen) คือ เซ็นแห่งความสงบอันกระจ่าง (silent-illumination Zen) ในขณะที่เซ็นสำนักหลินฉี (รินไซเซ็น) ได้ชื่อว่า คั่นหวาฉาน (K’an-hua ch’an) หรือ คันนะเซ็น (Kanna Zen) คือ เซ็นแห่งการใคร่ครวญปริศนาธรรม (introspecting-the k?an-Zen)

4.3 จุดหมาย

ปริศนาธรรมถือเป็นปรากฎการณ์ทางศาสนาที่แสดงออกถึงสภาวะแห่งซาโตริอันอยู่พ้นจากกรอบของภาษาและเหตุผลธรรมดาทั่วไป ปริศนาธรรมมักแสดงออกในลักษณะที่เป็นปฏิทัศน์(paradox) อนึ่งในการทำความเข้าใจจุดหมายแห่งปริศนาธรรมนี้เราจำเป็นต้องทราบถึงลักษณะและประเภทของปริศนาธรรมก่อน การแบ่งประเภทของปริศนาธรรมนี้ อาจารย์จุง-อิง- เจง (Chung-ying Cheng, 1973: 87 - 90) ได้ แบ่งปริศนาธรรมตามลักษณะความเป็นปฏิทัศน์ไว้ 3 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1  ปริศนาธรรมที่มีความขัดแย้งภายในอยู่ในลักษณะของคำสั่งง่าย ๆ หรืออยู่ในคำถามเพียงคำถามเดียว เช่น

“จงแสดงใบหน้าที่แท้จริงของท่านก่อนท่านเกิด”
หรือ  “อะไรคือเสียงของมือข้างเดียว”

ประเภทที่ 2  ปริศนาธรรมที่มีความขัดแย้งภายในอยู่ความสัมพันธ์ระหว่างคำถามและคำตอบ โดยที่คำถามหรือคำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะมีลักษณะขัดแย้งกันเองภายในตัว เช่น

คำถาม: อะไรคือหลักธรรมของพุทธศาสนา
คำตอบ
: ข้าพเจ้าเห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา เห็นแม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ

ประเภทที่ 3  ปริศนาธรรมที่มีความขัดแย้งภายในอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างคำถามและคำตอบ แต่ในที่นี้ตัวคำถามและคำตอบไม่ได้มีความขัดแย้งกันภายใน เช่น

คำถาม: อะไรคือความหมายของการที่ท่านโพธิธรรมเดินทางมาจากทางตะวันตก
ตอบ
: มีต้นสนอยู่หน้าลานวัด

ในประวัติศาสตร์นิกายเซ็น ปริศนาธรรมได้ถูกรวบรวมสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตไม่ว่าจะในรูปของคำถามหรือคำตอบแห่งปริศนาธรรม    อาจารย์เซ็นใช้ปริศนาธรรมเป็นเครื่องมือตรวจสอบความเข้าใจและความรู้แจ้งของศิษย์และยังใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินหาผู้เหมาะสมกับตำแหน่งสังฆปรินายกองค์ต่อไป กล่าวคือผู้ที่ได้รับการยอมรับจากอาจารย์เซ็นในการสืบทอดตำแหน่งสังฆปรินายก นอกจากจะมีความเป็นเลิศทางธรรมแล้วยังต้องเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสภาพจิตที่เปี่ยมด้วยความรู้แจ้ง ความน่าเชื่อถือในความสามารถสั่งสอนแนวทางแห่งเซ็นจะต้องผ่านการตรวจสอบโดยอาศัยปริศนาธรรมและกระบวนการต่างๆอย่างเข้มงวด

นอกจากปริศนาธรรมจะสามารถใช้เป็นเครื่องทดสอบประสบการณ์ทางจิตของผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว
บทบาทสำคัญของปริศนาธรรมอีกประการหนึ่งคือ ก่อให้เกิดอาการงุนงงภายในจิตของผู้ปฏิบัติธรรมจนระเบิดออกสู่การรู้แจ้ง เพราะคนทั่วไปมักยึดติดกับกรอบมโนทัศน์ที่แยกแยะ แต่เมื่อพบกับความเป็นปฏิทัศน์ในปริศนาธรรมกรอบความยึดมั่นเชิงทวิทัศน์ก็จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง หนทางแห่งปริศนาธรรมคือการแสดงออกแห่งสภาวะความจริงแท้ซึ่งอยู่เหนือการใช้เหตุผล และความคิดในเชิงสมมติบัญญัติ
 อาจารย์เซ็นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าปริศนาธรรมในแง่ที่ว่า อาจารย์เซ็นเป็นผู้ใช้ปริศนาธรรมเพื่อตรวจสอบสภาพจิตของศิษย์ว่าอยู่ในระดับใด โดยอาจารย์เซ็นจะพิจารณาจากคำตอบหรือการแสดงออกทางปริศนาธรรมที่ตนได้มอบให้แก่ศิษย์

อย่างไรก็ดี อาจารย์เซ็นทั้งหลายโดยเฉพาะสายรินไซเซ็น ได้พยายามสร้างชุดการอธิบายที่เอื้อต่อการทำความเข้าใจภาวะการรู้แจ้ง โดยอาศัยปริศนาธรรมเป็นเครื่องทำลายภาษาในระดับสามัญสำนึก เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ตื่นขึ้นสู่ความจริงแท้แห่งสรรพสิ่ง หาใช่การสื่อสารเพื่อการบ่งบอกข้อเท็จจริงแต่ประการใด ทั้งนี้เพราะนัยแห่งปริศนาธรรมนั้นต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า ความจริงแท้นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเพียงการใช้ภาษา ความคิด หรือเหตุผลธรรมดาตามสมมติบัญญัติ

สถานการณ์การใช้ปริศนาธรรมนั้นจะเกิดขึ้นในสถานการณ์เฉพาะระหว่างอาจารย์กับศิษย์ กล่าวคือ ปริศนาธรรมเป็นเครื่องนำผู้ปฏิบัติธรรมกลับคืนสู่ใบหน้าที่แท้จริงอันบริสุทธิ์ปราศจากความคิดแบ่งแยก จุดหมายแห่งปริศนาธรรมมิใช่การอธิบายแก่นแท้แห่งพุทธธรรมแต่เป็นไปเพื่อผลในเชิงปฏิบัติ คือ เพื่อให้เกิดผลเป็นประสบการณ์ทางศาสนา อันเป็นการหลุดออกจากกรอบอ้างอิงเดิม ไปสู่ประสบการณ์การรับรู้ที่แท้จริงในขณะนั้น ฉะนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่เราจะงุนงงกับปริศนาธรรม เพราะลักษณะของปริศนาธรรมที่อาจารย์เซ็นใช้นั้นจงใจที่จะให้เกิดความงุนงงหรือไม่อาจทำความเข้าใจได้โดยเหตุผลปกติ
 โดยที่ปริศนาธรรมจะเข้าไปทำลายความคิดและภาษาในระดับปกติ จนกระทั่งเกิดการ “ระเบิดออกสู่” การรู้แจ้งอย่างฉับพลัน

มีผู้เปรียบการใช้ปริศนาธรรมว่าเป็นดั่ง
 “นิ้วที่ชี้สู่ดวงจันทร์” หมายความว่า จุดมุ่งหมายของปริศนาธรรมไม่ได้อยู่ที่การพยายามหาความหมายภายในตัวปริศนาธรรมนั้นเอง ทั้งนี้เพราะปริศนาธรรมไม่ใช่จุดหมายปลายทางแต่เป็นเพียงวิธีการเท่านั้น

ถ้าเรายังคงยึดติดอยู่ที่ปริศนาธรรมแล้วจะไม่สามารถก้าวพ้นไปสู่สภาวะอันแท้จริงได้ เปรียบได้กับการมองเพียงนิ้วที่ชี้ไปสู่ดวงจันทร์ ซึ่งถ้ามองเพียงแต่นิ้วเราก็ไม่อาจมองถึงดวงจันทร์ได้ กล่าวคือ สิ่งที่ผู้ชี้ต้องการคือไม่ใช่การมองเพียงที่นิ้ว แต่เป็นการมองดูดวงจันทร์อันเป็นเป้าหมายของการชี้นิ้วสู่ดวงจันทร์

ทั้งปริศนาธรรมและมนโดต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการบรรลุธรรมได้ ปริศนาธรรมเป็นปัญหาที่อาจารย์ใช้ถามลูกศิษย์เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าลูกศิษย์ของตนมีความก้าวหน้าทางจิตเพียงใด เมื่อศิษย์ได้รับปริศนาธรรมมาแล้วก็จะต้องพยายามขบคิดปริศนาธรรมที่ได้รับมาเพื่อเป็นการทดสอบประสบการณ์ทางจิตของตน ในขณะที่มนโดเป็นระบบการถามตอบอย่างปัจจุบันทันด่วนโดยไม่ผ่านการขบคิดพิจารณาอย่างต่อเนื่องอย่างปริศนาธรรม กล่าวคือ ในบางครั้งอาจารย์เซ็นอาจมอบปริศนาธรรมแก่ศิษย์ไปขบคิด แต่ในบางครั้งอาจารย์เซ็นอาจถามปริศนาธรรมในกระบวนการของมนโด โดยที่การตอบในกระบวนวิธีมนโดจะเป็นการตอบอย่างฉับพลัน ไม่ปล่อยให้ใช้ระบบคิดหรือเหตุผลในการไตร่ตรองคำถาม คำตอบที่ได้จากวิธีการมนโดนี้เป็นคำตอบที่มาจากจิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกรอบมโนทัศน์ใด ๆ ที่อาจบิดเบือนโลกแห่งความเป็นจริง


5. เซ็นกับจริยศาสตร์  

สมมติฐานเกี่ยวกับโลกในปรัชญาตะวันตกกระแสหลักบางสำนัก คือมีความจริงบางอย่างอยู่ก่อนการรับรู้ของมนุษย์ จากการยอมรับสมมติฐานนี้นำไปสู่การมองโลกในเชิงทวิลักษณ์ เช่น 
โลกของผู้รับรู้ กับโลกของสิ่งที่ถูกรับรู้ กาย กับ จิต  เหตุผล กับ ประสบการณ์ ถูก กับผิด ดี กับ ชั่ว เป็นต้น และถ้าพิจารณาในบริบทของจริยศาสตร์ตะวันตกเราจะพบว่าจริยศาสตร์เชิงปทัสฐาน (normative ethics) ซึ่งเป็นเรื่องของการอธิบายแยกแยะด้วยเหตุผลในการแสวงหา “สิ่งที่ควร” สำหรับทุกคน โดยที่การแสวงหาสิ่งที่ควรมีนัยของการแยกแยะว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร โดยพิจารณาว่ามนุษย์อาศัยเกณฑ์ใดเกรฑ์หนึ่งในการตัดสินการกระทำว่าการกระทำใดเป็นการกระทำที่ถูกที่ควร นอกจากนี้การกระทำที่ควรยังมีนัยของความสามารถที่จะกระทำได้ของมนุษย์ จริยศาสตร์จึงเป็นเรื่องของการแสวงหาคำตอบต่อคำถามว่า “เราควรทำอย่างไร” ซึ่งบางครั้งการมองจากกรอบการแยกแยะเชิงทวิทัศน์อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และสิ่งอื่นแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง  

ในขณะที่พุทธปรัชญานิกายเซ็นเลือกที่ตั้งคำถามกับประเด็นทางจริยศาสตร์ว่า 
“เราควรเป็นอย่างไร” มากกว่าการถามว่า “เราควรทำอย่างไร” ข้อเสนอในนิกายเซ็นคือ การเรียกร้องให้มนุษย์กลับไปสู่ประสบการณ์ดั้งเดิมที่ปราศจากการแยกแยะเชิงมโนทัศน์ เพราะความจริงสำหรับเซ็นคือการปรากฎขึ้นของความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษย์ โลก และการรับรู้ กล่าวคือ ความจริงมิใช่โลกภายนอกที่ต้องแสวงหาต่อไป แต่ความจริงเป็นเรื่องภายในตัวมนุษย์เอง จริยศาสตร์สำหรับนิกายเซ็นจึงไม่ใช่เรื่องของ “ควร” แต่เป็นเรื่องของ “เป็น” กล่าวคือ ผู้ฝึกปฏิบัติเซ็นคือผู้ที่รับรู้โลกตามอย่างที่เป็น ปราศจากการแยกแยะระหว่างตัวตนหนึ่งกับอีกตัวตนหนึ่ง แต่เป็นการตระหนักรู้ในตนเอง

สำหรับพุทธปรัชญาแล้วข้อเสนอของนิกายเซ็นจึงเป็นอีกข้อเสนอหนึ่งที่น่ารับฟังในเรื่องของ 
“อนัตตา” กล่าวคือ สำหรับนิกายเซ็นตัวตนหนึ่งดำรงอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์กับตัวตนอื่น หรือกล่าวได้ว่า ผู้อื่นดำรงอยู่ในตัวเรา ซึ่งอันที่จริงแล้วความเป็นตัวเราซึ่งดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นต่อสิ่งอื่นนั้นไม่มี   ต่อไปจะเป็นการเสนอทัศนะเกี่ยวกับจริยศาสตร์ในปรัชญาเซ็นจากการพิจารณาปริศนาธรรมต่อไปนี้ ครั้งหนึ่งอาจารย์เซ็นหม่าจือ (Ma-tsu,? – 788 A.D.) เดินไปกับศิษย์ชื่อไป่ฉาง (Pai-Chang, 720 – 814 A.D.) ท่านสังเกตเห็นห่านป่าฝูงหนึ่งบินผ่านหน้าไป ท่านจึงถามไป่ฉางว่า “ห่านป่าพวกนี้กำลังบินไปไหน ไป่ฉางตอบว่า “พวกมันบินลับตาไปแล้ว” อาจารย์หม่าจือได้ยินดังนั้นก็ตรงเข้าไปบิดจมูกลูกศิษย์อย่างแรง เมื่อไป่ฉางร้องว่า “เจ็บครับเจ็บ ท่านอาจารย์!” ท่านก็ตะคอกด้วยเสียงอันดังว่า “ใครกันที่บอกว่าพวกมันบินลับตาไปแล้ว!”  ( Mumonkan case 53)

กรณีนันชวนฆ่าแมว  
นันชวนเห็นเหล่าศิษย์ทะเลาะกันแย่งลูกแมว นันชวนจึงจับลูกแมวตัวนั้นขึ้นมาแล้วพูดขึ้นท่ามกลางเหล่าศิษย์ว่า “ใครก็ตามที่สามารถอธิบายปรัชญาเซ็นได้ผู้นั้นจะได้แมว แต่ถ้าไม่ เราจะฆ่าแมวนี้เสีย” ไม่มีใครตอบได้ ดังนั้นนันชวนจึงตัดแมวออกเป็นสองท่อน  ต่อมาเมื่อโจชูกลับมา นันชวนก็ได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้น โจชูได้ฟังดังนั้นก็ถอดรองเท้าออกแล้ววางบนศีรษะแล้วเดินจากไป นันชวนเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ถ้าเจ้าอยู่ ณ ที่นั้น เจ้าคงช่วยแมวตัวนั้นไว้ได้” (Mumonkan case 14)

จากปริศนาธรรมข้างต้น ถ้าหากจะตั้งคำถามจากแง่มุมทางจริยศาสตร์ว่า เซ็นมีท่าทีอย่างไรต่อจริยศาสตร์ เพราะพฤติกรรมของอาจารย์เซ็นที่ดูรุนแรง เช่น การบิดจมูก ตะคอก ตบตี การฆ่าแมวของนันชวนเหล่านี้ ทำให้ในแง่หนึ่งมองได้ว่า เซ็นไม่มีเกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางจริยะที่เป็นบรรทัดฐาน ทั้งนี้เพราะแนวคิดแบบเซ็นอยู่เหนือการแบ่งแยกเชิงทวิลักษณ์(ความดี-ความชั่ว) หรือในอีกแง่หนึ่ง กฎเกณฑ์ทางศีลธรรมใช้สำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรม แต่อาจารย์เซ็นเป็นผู้บรรลุธรรมแล้ว ดังนั้นกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมจึงไม่สามารถใช้กับอาจารย์เซ็นได้เพราะการกระทำของอาจารย์เซ็นอยู่เหนือการแยกแยะเชิงคุณค่าทางศีลธรรม นอกจากนี้อาจเป็นได้ว่าการยึดติดในการพิจารณาการกระทำใดเป็นการกระทำที่ถูกต้อง การกระทำใดเป็นการกระทำที่ผิด ในทางหนึ่งอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการบรรลุธรรมได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า การแสวงหากฎเกณฑ์ทางจริยศาตร์อาจเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม

จากข้อถกเถียงข้างต้น หากเราหันกลับไปมองคำสอนในปรัชญาเซ็นเกี่ยวกับการปฏิบัติ-การบรรลุธรรมเราจะพบว่า ความสัมพันธ์ของการปฏิบัติ-บรรลุธรรมในแง่หนึ่งมีมิติแห่งศีลธรรมในปรัชญาเซ็นแฝงอยู่เพราะในห้วงของการปฏิบัติซาเซ็นนั้นผู้ปฎิบัติมีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติอยู่ภายในกรอบของความถูกต้องอยู่ตลอดเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ฝึกเซ็นเป็นผู้ที่พัฒนาจิตรู้สำนึก กล่าวคือ การปฏิบัติธรรมไม่แยกออกจากการดำเนินชีวิตซึ่งก็คือการปฏิบัติธรรมนั้นเอง 
“ธรรม” เป็นค่าทางจริยะซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติธรรม กล่าวคือ จริยศาสตร์สำหรับเซ็นผูกโยงกับจิตสำนึกของผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการแสดงออกโดยธรรมชาติอย่างเป็นไปเอง (spontaneous) ดังปริศนาธรรมนี้

ศิษย์: อะไรคือมรรค
นันชวน
: จิตที่ปกตินั่นเองคือมรรค (Mumonkan case 19)

จากที่กล่าวมา การรู้ (knowing) ก็คือ การดำรงอยู่ (being) เพราะความจริงทำให้ผู้ฝึกเซ็นรู้เกี่ยวกับความจริงว่าตัวเขาคือความจริงและกำลัง “ทำความจริง” ซึ่งเป็นอิสระจากสิ่งชั่วร้ายไปโดยปริยาย และหากจะเปรียบวิธีคิดระหว่างเซ็นและพุทธปรัชญาแบบเถรวาทแล้ว จะเห็นได้ว่าเถรวาทมองเรื่องจริยศาสตร์(ศีล)เป็นวินัยหลักในการก่อให้เกิดสมาธิและปัญญา(ศีล-สมาธิ-ปัญญา) แต่ในนิกายเซ็นนั้นปัญญาช่วยทำให้ศีลไม่เป็นเพียงกรอบหรือข้อวัตรปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็นวัตรปฏิบัติที่เป็นไปเองภายในวิถีแห่งเซ็น(ปัญญา-สมาธิ-ศีล) หรือก็คือจิตปกตินั่นเอง

ฉะนั้นหากจะกล่าวถึงจริยศาสตร์แบบเซ็นแล้วคงจะไม่ใช่จริยศาสตร์เชิงปทัสฐานที่เป็นเรื่องของ
 “ควร” “ไม่ควร” แต่จริยศาสตร์แบบเซ็นคือจริยศาสตร์แห่งการค้นหาใบหน้าดั้งเดิม กล่าวคือ เป็นการทำลายความแตกต่างระหว่างผู้รับรู้ และสิ่งที่รับ รู้ซึ่งเป็นการรู้ตระหนักในตนเอง พิจารณาในแง่นี้จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีของนันชวนฆ่าแมวหรือการตบตี บิดจมูกของอาจารย์นั้นก็คือการทำให้ผู้ฝึกเซ็นกลับไปสู่ภาวะดั้งเดิมก่อนการแยกแยะความแตกต่างระหว่างผู้รับรู้และสิ่งที่รับรู้นั่นเอง

มัสยา นิรัติศยภูติ (ผู้เรียบเรียง)

Ref : http://www.philospedia.net/zen%20buddhism.html 18/09/2008

      : http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/phil/10.htm