จางคลายจากทุกข์หรือมีความสุข ตามฐานะอันควรแห่งตน

        การดับทุกข์ทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้มีเฉพาะนิพพาน อันเป็นสิ่งสูงสุดในการปฏิบัติเพียงเท่านั้น  ธรรมของพระองค์ครอบคลุมทุกฐานะของบุคคล  ดังแบ่งออกเป็นในแบบอริยบุคคลอันมี ๘ คือ โสดาปัตติมรรค๑  โสดาปัตติผล๑  สกิทาคามิมรรค๑  สกิทาคามิผล๑  อนาคามิมรรค๑  อนาคามิผล๑  อรหันตมรรค๑  อรหันตผล๑ (ดูรายละเอียดใน สังโยชน์ ๑๐) กล่าวคือ ทุกข์ก็จางคลายไปตามฐานะนั้นๆ,  อีกทั้งเมื่อเข้าสู่อริยบุคคล คือ ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป พระองค์ท่านตรัสสรรเสริญไว้ว่า

        "พระอริยสาวกผู้โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า",  เขาย่อมเป็นผู้เข้าถึงกระแสโลกุตรธรรม, ด้วย"มีปัญญา"เป็นเครื่องตรัสรู้ดี เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เป็นผู้ถึงฝั่งไม่หวนกลับมา"   (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙   พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑  ขุททกนิกาย มหานิทเทส)

        นอกจากแบ่งตามอริยบุคคลหรือฐานะแห่งตน โดยเอากิเลสเป็นเครื่องหลักดังข้างต้นแล้ว  ยังมีพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า พุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองได้ ต้องครบองค์กล่าวคือ ต้องมีศาสดา บรรชิต และฝ่ายฆราวาส  ดังนั้นจุดมุ่งหมายของการดับไปแห่งทุกข์ของพระพุทธศาสนาจึงครอบคลุมทุกฐานะหรือระดับสังคมโดยถ้วนหน้า ดังนั้นจึงมีคำสอนทั้งแบบโลกุตระสำหรับบรรชิต และทั้งโลกิยะสำหรับฝ่ายฆราวาสต่างๆทั้งอุบาสก,อุบาสิกาอีกด้วย จึงมีธรรมคำสอนครอบคลุมทุกฐานะ เช่น มงคล ๓๘  ฆราวาสธรรม ๔ ฯ. ดังนั้นการดับทุกข์ทางพุทธศาสนาจึงมีธรรมไว้ให้เหมาะสมตามฐานะของบุคคลหรือฆราวาสต่างๆดังกล่าวอีกด้วย กล่าวคือ ให้ยังชีวิตอย่างมีความทุกข์น้อยลงตามลำดับ คือ มีความสุขอันควรตามฐานะของตนที่ดำรงอยู่ ทั้งในทางโลก และในทางธรรม

 กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ