อุณณาภพราหมณสูตร
|
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๙ |
|
พระสูตรนี้ แสดงอารมณ์หรือที่ยึดเหนี่ยวของอินทรีย์ ๕ หรือก็คืออายตนะภายในทั้ง ๕ อันคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย พึงทำความเข้าใจคำว่าอารมณ์ ที่หมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยว หรือกำหนดในขณะนั้นๆ มิได้หมายถึงอารมณ์ในทางโลกที่หมายถึงอาการของจิตต่างๆในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เสีย ซึ่งพระสูตรนี้แสดงธรรมที่ว่า อินทรีย์ทั้ง ๕ หรืออายตนะทั้ง ๕ นั้น ในที่สุดต่างล้วนยึดเหนี่ยวด้วยจิตหรือใจอันเป็นอินทรีย์ที่ ๖ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ดังนั้นการกระทบผัสสะไม่ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ หรืออายตนะทั้ง ๕ ใด ย่อมล้วนส่งผลถึงจิตหรือใจทั้งสิ้น กล่าวคือ จิตย่อมเนื่องสัมพันธ์เป็นผู้เสพเสวยผลเหล่านั้นด้วยเป็นที่สุด คือในที่สุดย่อมส่งผลให้เกิดสังขารขันธ์หรืออาการต่างๆของจิตหรืออารมณ์ในทางโลกเป็นที่สุด
กล่าวคือ ตาหรือจักขุนทรีย์ มีรูปเป็น อารมณ์ ส่วนหูหรือโสตินทรีย์ มีเสียงเป็นอารมณ์ จมูกหรือฆานินทรีย์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ ลิ้นหรือชิวหินทรีย์ มีรสเป็นอารมณ์ ส่วนกายหรือกายินทรีย์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ ฯ แม้ทั้ง ๕ ต่างล้วนมีอารมณ์ที่ยึดเหนี่ยวต่างกัน ดังนั้นเส้นทางโคจรหรือเดินทางหรือการทำงานจึงย่อมแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา แต่ในที่สุดทั้ง ๕ นั้นต่างก็ล้วนมีใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือศูนย์กลางหรือศูนย์บัญชาการใหญ่ และจิตหรือใจนั้นก็เป็นผู้เสพเสวยอารมณ์นั้นๆ เป็นที่สุด ด้วยเหตุดั่งนี้นี่เอง การดับทุกข์ทั้งปวง จิตหรือใจผู้เสพเสวยอารมณ์ต่างๆ จึงเป็นใหญ่ เพราะอารมณ์ต่างๆเหล่านั้น(หมายถึงรูป เสียง กลิ่น ฯ.) มันก็คงสภาพของมันอยู่อย่างนั้นเองตามธรรม ไม่สามารถไปแปรเปลี่ยนหรือควบคุมบังคับบัญชามันได้อย่างจริงแท้แน่นอน ส่วนอินทรีย์ทั้ง ๕ (ตา หู จมูก ฯ.)นั้น เขาก็ล้วนทำหน้าที่ของตนตามธรรมอย่างถูกต้อง
ด้วยเหตุดังนี้นี่เอง พระองค์ท่านจึงสอนให้สำรวม สังวรระวัง ในอินทรีย์ ทั้ง ๖ อยู่เนืองๆ
อุณณาภพราหมณสูตร
อินทรีย์ ๕ มีอารมณ์ต่างกัน
[๙๖๖] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น อุณณภพราหมณ์เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ
ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
[๙๖๗] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ ๕ ประการนี้
มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน
อินทรีย์ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑
(แล้ว)อะไร เป็นที่ยึดเหนี่ยวของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ?
ซึ่งมีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน (และ)ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน
และ อะไรย่อมเสวยอารมณ์ อันเป็นโคจรของอินทรีย์(ทั้ง) ๕ ประการนี้?
[๙๖๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้
มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน (ย่อม)ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน
อินทรีย์ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑
ใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว ของอินทรีย์ ๕ ประการนี้
(แม้ทั้ง ๕ ต่าง)ซึ่งมีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน (และ)ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน
และใจย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้.(ด้วย)
[๙๖๙] อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งใจเล่า?
พ. ดูกรพราหมณ์ สติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งใจ.
[๙๗๐] อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสติเล่า?
พ. ดูกรพราหมณ์ วิมุติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสติ.
[๙๗๑] อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งวิมุติเล่า?
พ. ดูกรพราหมณ์ นิพพาน เป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งวิมุติ.
อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งนิพพาน.
พ. ดูกรพราหมณ์ ท่านล่วงเลยปัญหาไปเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาที่สุดแห่งปัญหาได้
ด้วยว่าพรหมจรรย์ที่บุคคลอยู่จบแล้ว มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพาน เป็นที่สุด(แล้ว).
[๙๗๒] ครั้งนั้น อุณณาภพราหมณ์ชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
[๙๗๓] ครั้นอุณณาภพราหมณ์หลีกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า
[๙๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรือนยอดหรือศาลาคล้ายเรือนยอด มีหน้าต่างในทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไป แสงส่องเข้าไปทางหน้าต่าง ตั้งอยู่ที่ฝาด้านไหน?(หมายถึงแสงจะลอดหน้าต่างไปสัมผัสกับฝาด้านใด)
ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลว่า ตั้งอยู่ที่ฝาด้านตะวันตก พระเจ้าข้า.(มองอย่างลึกซึ้ง ?)
พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ศรัทธาในพระตถาคตของอุณณาภพราหมณ์ มั่นคงแล้ว
มีรากเกิดแล้ว ตั้งอยู่มั่นแล้ว อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกจะพึงชักนำไปไม่ได้
ถ้าอุณณาภพราหมณ์ พึงทำกาละในสมัยนี้ไซร้ ย่อมไม่มีสังโยชน์
ซึ่งเป็นเครื่องประกอบให้อุณณาภพราหมณ์ต้องมายังโลกนี้อีก.
จบ สูตรที่ ๒
-------------------
ขยายความ " อินทรีย์ "
อินทรีย์
ความเป็นใหญ่, สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน,
ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทำหน้าที่อย่างหนึ่งๆ
เช่น ตา เป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าการในการ
เห็น หู
เป็นใหญ่ในการได้ ยิน, ศรัทธา
เป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่ง ความไร้ศรัทธา
เป็นต้น
๑. อินทรีย์
๖ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
(ในพระสูตรข้างต้น หมายถึง อินทรีย์ ๖ นี้ แต่ถามปัญหาใน อินทรีย์ ๕ อันต่างล้วนมีอินทรย์ ที่ ๖ คือใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยว)
๒.
อินทรีย์ ๕
ตรงกับ พละ ๕
คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ธรรม
๕ อย่างชุดเดียวกันนี้ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เรียกชื่อต่างกันไป
๒ อย่าง ตามหน้าที่ที่ทำ คือ
เรียกชื่อว่า
พละ โดยความหมายว่า
เป็นกำลังทำให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้
เรียกชื่อว่า
อินทรีย์
โดยความหมายว่า เป็น เจ้าการ ในการครอบงำเสีย ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างคือความไร้ศรัทธา
ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
-------------------
ดังนั้นคงพอเล็งเห็นได้ว่า อินทรย์ทั้ง ๕ ที่หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต่างล้วนมีความความยึดเหนี่ยวกับจิตหรือใจอันเป็นอินทรีย์ที่ ๖ โดยสภาวธรรมหรือธรรมชาติ และใจยังเป็นผู้เสวยผลที่เกิดหรือเวทนาร่วมอีกด้วย