๕. ภูมิชสูตร
|
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๖ |
|
เป็นพระสูตรที่ให้ความรู้ยิ่ง เกี่ยวกับความสุขและทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ แต่ต้องพึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย โดยมีปฏิจจสมุปบาทธรรมหรือขันธ์ ๕ ตลอดจนความเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นของสังขารทั้งปวงเป็นพื้นฐาน
๕. ภูมิชสูตร
[๗๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระภูมิชะ ออกจากที่เร้น เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่
ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับ ท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า
ท่าน สารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ ตนทำเอง ๑
อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ ผู้อื่นทำให้ ๒
มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ๓
อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อม บัญญัติว่า สุขและทุกข์ เกิดขึ้นเอง ๔
เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่น กระทำให้
ท่านสารีบุตร ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายตรัสไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร
พวกเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
จะไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และ พยากรณ์ธรรม สมควรแก่ธรรม
ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะ อันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ
[๘๐] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
สุขและทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น
สุขและทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น สุขและทุกข์ อาศัยผัสสะเกิดขึ้น
บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรม สมควรแก่ธรรม
ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชน จะติเตียนได้
ดูกรอาวุโส ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์
ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ
แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า
เกิดขึ้นเพราะ อาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็น ปัจจัย
ดูกรอาวุโส ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรม
ย่อมบัญญัติว่า สุขและทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ
(หมายถึง ไม่ว่าผู้ใดทำก็ตามที ถ้าไม่มีผัสสะเสียแล้ว การเสวยสุขทุกข์ดังที่กล่าว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้)
พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติ ว่า สุขและทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้
เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ฯ
[๘๑] ท่านพระอานนท์ ได้ยิน ท่านพระสารีบุตร สนทนาปราศรัย กับท่าน พระภูมิชะ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้วได้ทูลถ้อยคำ สนทนา ของท่าน พระสารีบุตร กับท่าน พระภูมิชะ เท่าที่มีมาแล้ว ทั้งหมด แด่พระผู้มี พระภาค ฯ
[๘๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์ ชื่อว่าพึงพยากรณ์โดยชอบ
ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่าสุขและทุกข์เป็นของ อาศัยเหตุเกิดขึ้น
สุขและทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น สุขและทุกข์ อาศัยผัสสะเกิดขึ้น
บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นอันกล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วย คำไม่จริง
และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้
ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า
ตนทำเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ
แม้สุขและทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ กล่าวกรรมบัญญัติว่า
เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวก สมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า
สุขและทุกข์ ตนทำเอง เว้นผัสสะ เสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ
พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า สุขและทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยการที่ตน เองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้
เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยสุขและทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
[๘๓]
ดูกรอานนท์ เมื่อกายมีอยู่
สุขและทุกข์อันเป็นภายใน
ย่อมบังเกิดขึ้น
(เป็นธรรมดา)เพราะความจงใจทางกายเป็นเหตุ
เมื่อวาจามีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะความจงใจทางวาจาเป็นเหตุ หรือว่า
เมื่อใจมีอยู่ สุขและทุกข์อันเเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะความจงใจทางใจเป็นเหตุ
ดูกร อานนท์ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นแหละ
บุคคลย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่ง เป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น ด้วยตนเองบ้าง
บุคคลย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น เพราะผู้อื่น บ้าง
บุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง
บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งกายสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง
ดูกรอานนท์ บุคคลย่อมปรุงแต่งวจีสังขารซึ่ง เป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง
บุคคลย่อมปรุงแต่ง วจีสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นเพราะผู้อื่นบ้าง
บุคคล รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น บ้าง
บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อัน เป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง
ดูกรอานนท์ บุคคลย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็น ปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นด้วยตนเองบ้าง
บุคคลย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นเพราะผู้อื่นบ้าง
บุคคลรู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายใน เกิดขึ้นบ้าง
บุคคลไม่รู้สึกตัว ย่อมปรุงแต่งมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นบ้าง
ดูกรอานนท์ อวิชชาแทรกอยู่แล้วในธรรม เหล่านี้ ฯ
(webmaster - โยนิโสมนสิการ จะพบว่าธรรมอันละเอียดพิสดารแฝงอยู่ กล่าวคือ แสดงให้เห็น สุขทุกข์ สาระไม่ได้อยู่ที่ผู้ใดกระทำ เพราะมิว่าผู้ใดกระทำก็ตามที กล่าวคือ กระทำเอง หรือผู้อื่นกระทำ หรือเกิดขึ้นเองตามธรรม ต่างล้วนต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดสุขทุกข์ขึ้นได้ ไม่มีผัสสะเสียก็ไม่เกิด แต่ต้องพึงระลึกเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยว่า อาการของการผัสสะนั้น เป็นสภาวธรรม ที่มีเหตุก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาหรือโดยธรรมชาติ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการผัสสะ จึงต้องใช้การสำรวม สังวร ระวังในอินทรีย์ ทั้ง ๖ หรืออายตนะภายในทั้ง ๖ กล่าวคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงเป็นการระงับการผัสสะนั้น ดังนั้นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ จึงไม่ใช่การพยายามปฎิบัติที่กระทำในลักษณะที่เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้ว จะไม่ให้รู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์(เวทนา)เกิดขึ้น
อนึ่ง ในธรรมนี้ ยังแฝงการแสดงออกของสังขาร อันเกิดแต่อวิชชา[ปฏิจจสมุปบาท] ว่าทำไมจึงดิ้นหลุดออกได้ยาก ก็เนื่องด้วยสังขารนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในขณะรู้สึกตัวและโดยเฉพาะไม่รู้สึกตัว แต่ต่างล้วนด้วยอวิชชาด้วยกันทั้งนั้น จึงครอบสรรพสัตว์มาตลอดกาลนาน
อนึ่งพึงพิจารณาด้วยว่า เมื่อทุกข์รุมเร้าอยู่นั้น แล้วดิ้นไม่หลุดหยุดไม่ได้ ก็ล้วนแต่มีเหตุปัจจัย ไม่มีเหตุก็เกิดขึ้นไม่ได้ กล่าวคือ จิตฟุ้งซ่านหรือจิตปรุงแต่งหรือมโนสังขาร ที่เกิดขึ้นในลักษณะไม่รู้สึกตัวนั่นเอง หรือรู้สึกตัวแต่หยุดไม่ได้เนื่องจากถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทานอันแรงกล้าในองค์ธรรมชราเสียแล้ว นั่นเอง กล่าวคือ บางครั้งคล้ายหยุดปรุงแต่งแล้วแต่ความจริงยังมีความคิดปรุงฟุ้งซ่านลักษณะแผ่วเบาแว๊บๆที่ยังให้เกิดการผัสสะ พึงพิจารณาโดยละเอียดแยบคายในมโนสังขารหรือคิดอันละเอียดอ่อน ก็จักพบเหตุเป็นที่สุด)
[๘๔] ดูกรอานนท์ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ
กาย ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี
วาจา ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นจึงไม่มี
ใจ ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็น ภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี เขต [ความจงใจ เป็นเหตุงอกงาม] (จึงไม่งอกงาม)
ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและ ทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้นจึงไม่มี วัตถุ [ความจงใจ อันเป็นที่ประดิษฐาน] (จึงไม่มีที่อยู่,สิ่งอาศัย)
ซึ่งเป็น ปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี อายตนะ [ความจงใจ อัน เป็นปัจจัย] (เมื่อจิตไม่ปรุงแต่ง จึงขาดปัจจัย)
ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น จึงไม่มี หรือ อธิกรณ์ [ความจงใจ อันเป็นเหตุ] (จึงไม่มีเรื่องที่ต้องจัดการหรือเหตุ)
ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายใน เกิดขึ้น จึงไม่มี ฯ
จบสูตรที่ ๕
๖. อุปวาณสูตร
[๘๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปวาณะได้เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ฯ
[๘๖] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอุปวาณะได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง
ส่วนสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้
มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย
มีสมณ พราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระผู้มีพระภาคตรัส ไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร
ข้าพระองค์พยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
จะไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และจะพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม
ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึง ถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ
[๘๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุปวาณะ เรากล่าวทุกข์เป็นของ อาศัยเหตุเกิดขึ้น
ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าว
ดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นอันกล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง
พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะ อันวิญญูชนจะติเตียนได้
ดูกรอุปวาณะ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ตนทำเอง ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ
แม้ทุกข์ ที่พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
ดูกรอุปวาณะ ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง
เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯลฯ
(หมายถึง ถ้าไม่มีผัสสะเสียแล้ว การเสวยทุกข์ดังที่กล่าว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้)
พวกสมณพราหมณ์บัญญัติว่า ทุกข์ เกิดขึ้นเพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้
เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ
จบสูตรที่ ๖
|