ปฏิปทาวรรคที่ ๒
|
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๑ |
|
พระสูตร แสดงการเจริญพระกรรมฐาน โดยการใช้สมถกรรมฐานร่วมกับวิปัสสนากรรมฐานแบบต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน, พึงสังเกตุว่าอย่างไรก็ตามเมื่อปฏิบัติสมาธิหรือสมถกรรมฐานแล้ว ต้องประกอบด้วยการเจริญวิปัสสนาด้วยทุกวิธี, เนื่องจากมีการปฏิบัติเน้นกันไปทางสมถะ โดยขาดการเจริญวิปัสสนา ด้วยความเข้าใจผิดจำแนกแยกแยะไม่ถูกด้วยอวิชชา กล่าวคือมักปฏิบัติแต่สมถะโดยขาดการวิปัสสนา แต่ก็เข้าใจไปว่าตนนั้นได้ปฏิบัติพระกรรมฐานทั้งฝ่ายสมถะและฝ่ายวิปัสสนาทั้ง ๒ แล้ว จึงทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า มักพากันไปติดเพลินคือติดสุขอยู่แต่ในสมถะสมาธิกันโดยไม่รู้ตัว ในพระสูตรนี้แสดงการปฏิบัติ อันเป็นไปตามจริต สติ ปัญญา ฯ. ของนักปฏิบัติ ที่จะเลือกแนวทางปฏิบัติไปในลักษณาการใด เช่น ปฏิบัติเน้นสมถะก่อนแล้ววิปัสสนา หรือวิปัสสนานำหน้าแล้วเจริญสมถะตาม หรือเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
![]()
ปฏิปทาวรรคที่ ๒
.............[๑๗๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ณ ที่นั้นแล
ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว
ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม
ย่อมพยากรณ์การบรรลุ อรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค ๔ โดยประการทั้งปวง
หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดามรรค ๔ ประการนี้ มรรค ๔ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอ เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนา ควบคู่กันไป
เมื่อเธอ เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป มรรคย่อมเกิด
เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำ ให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละ สังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
อีกประการหนึ่ง ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม
สมัยนั้น จิตนั้น ย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ
เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำ ให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด
ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม
ย่อมพยากรณ์การบรรลุอรหัต ในสำนักของเรา ด้วยมรรค ๔ ประการนี้
โดยประการทั้งปวง หรืออย่างใด อย่างหนึ่ง บรรดามรรค ๔ ประการนี้ ฯ
จบปฏิปทาวรรคที่ ๒
![]()
|