เนื่องมาจากคันธัพพะ

         คันธัพพะ เป็นคำบาลีที่ใช้ในพระไตรปิฎก ดังปรากฏในมหาตัณหาสังขยสูตร ในหัวข้อเรื่อง "เหตุแห่งการเกิดในครรภ์" ที่หมายถึงการเกิดขึ้นของทารกหรือคนนั่นเอง ที่โดยทั่วไปแล้วมีการแปลหรือตีความกันว่าหมายถึง สัตว์ที่จะมาเกิด  สัตว์ที่เข้าไปนั้น  หรือทารกที่จะมาเกิด  หรือวิญญาณที่จะเข้ามาจุติในครรภ์ ฯ. กล่าวคือ มีการตีความหมายไปในความว่า การมีจิตหรือวิญญาณที่จะมาถือกำเนิดหรือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา เพื่อการเกิดขึ้นของทารกหรือสัตว์นั่นเอง กล่าวคือจึงเป็นความเข้าใจที่เป็นไปในลักษณาการของเจตภูตหรืออาตมันโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

         แต่ก็มีการตีความกันโดยผู้รู้ไว้ว่า คันธัพพะ มีความหมายว่า น้ำเชื้อหรือสเปิร์มของฝ่ายบิดา  ซึ่งเมื่อนำมาโยนิโสมนสิการพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ก็เห็นเป็นไปตามความเป็นจริงอย่างยิ่ง กล่าวคือ การประจวบด้วยปัจจัยทั้ง ๓ อันมี การที่บิดามารดาอยู่ร่วมกัน๑  มารดามีระดู(ไข่ที่สุกพร้อม)๑,  คันธัพพะ(สเปิร์มของฝ่ายบิดา)๑  จึงทำให้เกิดทารกขึ้น  จึงเป็นการตีความที่พร้อมด้วยหลักเหตุและผล เป็นปฏิจจสมุปบันธรรม ตามความเป็นจริงแห่งธรรม(ธรรมชาติ)อย่างยิ่ง อันเป็นไปตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งที่สอนไม่ให้งมงาย สอนให้รู้ตามความเป็นจริง  แล้วเมื่อนำมาเจริญวิปัสสนาความตามพระสูตรในเรื่องวิญญาณที่กล่าวถึงในเบื้องต้นของมหาตัณหาสังขยสูตรนี้ ที่ทรงตรัสตำหนิ ภิกษุสาติ อย่างรุนแรงว่า มีทิฏฐิอันลามก คือมีความเห็นผิดอันชั่วร้ายหรือเห็นผิดอย่างร้ายแรงในเรื่องวิญญาณที่หมายถึงการเห็นผิดที่นำไปสู่ความไม่รู้แจ้งหรืองมงายเป็นที่สุดของทางปฏิบัติ,  ประกอบกับภูมิรู้ภูมิญาณที่บังเกิดขึ้นจากปฏิจสมุปบาทและขันธ์ ๕ ตลอดจนพระไตรลักษณ์  ย่อมเป็นเครื่องยืนยันแก่ผู้เข้าใจได้เป็นอย่างดีด้วยอาการปัจจัตตังว่า คันธัพพะนั้นควรหมายถึงอะไร  และแสดงถึงพระปัญญาญาณของพระองค์ท่านที่ได้ทรงตรัสถึง คันธัพพะ ตามความเป็นจริงอย่างยิ่งมาเป็นเวลากว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว

          แต่ก็ยังอาจมีผู้กล่าวยืนยันในลักษณาการของปฏิสนธิวิญญาณ คือ จิตหรือวิญญาณที่แสวงหาที่เกิดมาปฏิสนธิในครรภ์  โดยการกล่าวอ้างว่า สิ่งที่รู้เห็นในปัจจุบันนี้ ในเรื่องกำเนิดของชีวิตหรือทารกหรือวิทยาการทางการแพทย์นั้น ยังเป็นความรู้ทางโลกเบื้องต้นอยู่  หรือแม้แต่อ้างว่าท่านไม่สามารถติดต่อหรือเห็นวิญญาณได้โดยตรงดังเช่นเขา จึงยังไม่รู้จริงถึงเรื่องจิตหรือวิญญาณในแนวทางพุทธศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไปอีกดังเขาที่เห็นวิญญาณนั้นเป็นไปในลักษณะเจตภูต  ซึ่งนับได้ว่าแลดูหรือฟังดูชวนให้น่าเชื่อถือ ตลอดจนฟังเป็นเหตุเป็นผลดีอยู่พอควรยิ่งเมื่อประกอบด้วยอธิโมกข์   แต่เมื่อพิจารณาอาศัยปฏิจจสมุปบาท หรือขันธ์ ๕ หรือพระไตรลักษณ์ ที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเองแล้ว ที่หมายถึง เห็นเหตุเห็นผล หรือการเกิดขึ้นและเป็นไปด้วยตนเองโดยไม่อาศัยการกล่าวอ้างอิงอีกต่อไปนั้น,  ดังนั้นคำกล่าวอ้างที่ว่า ยังไม่รู้จริงในเรื่องวิญญาณดังกล่าว จึงเป็นคำกล่าวที่เลื่อนลอยปรุงแต่งเป็นอย่างยิ่ง

            เมื่อกล่าวถึงผู้ที่สามารถเห็นวิญญาณหรือเจตภูตแล้ว ก็ขอกล่าวว่าเป็นการเห็นอย่างโลกิยะ  เป็นไปดังพระสูตร มหาจัตตารีสกสูตร ที่ได้กล่าวไว้อย่างแจ่มแจ้งเกี่ยวกับการเห็นชอบอย่างโลกิยะ และอย่างโลกุตระ

            หรือในปัจจุบันนี้พอจะจำแนกการเห็นในเหล่าเจตภูตได้เป็น ๓ ดังนี้ ก็คงได้ คือ

            ๑. ผู้เห็นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่ประการใด  แต่ด้วยความเห็นผิดและงมงายตามความเชื่อด้วยทิฏฐุปาทานและสีลัพพตุปาทานว่ามีจริง  แต่ก็ไม่เคยเห็นจริงๆ๑

            ๒. แต่ก็มีผู้ที่เห็นนั้น เห็นจริงๆ  เพียงแต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง๑  การเห็นเหล่านั้นเกิดจากผลหรืออำนาจของการปฏิบัติบางประการ และบางอย่างก็เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหรือวิปัสสนา   หรือเป็นเพียงการปรุงแต่งของจิตจนเห็นภาพไปตามสัญญาและความเชื่อความยึดถือของตัวตนที่แอบซ่อนนอนเนื่องอยู่ในจิตโดยไม่รู้ตัว อันยังให้เกิดการเห็นภาพขึ้นได้ในบางสภาวการณ์ แล้วไปปรุงแต่งจนยึดมั่นไปอีกจึงยิ่งงมงายก็มี

            ๓. ส่วนในอีกกรณีหนึ่งนั้น เป็นผู้แอบอ้างเพื่อหลอกลวงหรือมิจฉาชนโดยตรง อาจเพื่ออามิสอันเป็นทรัพย์ก็มี อาจเพื่อชื่อเสียง เพื่อให้คนมานับถือก็ได้ ฯ.

 

มหาตัณหาสังขยสูตร

ในหัวข้อเรื่อง เหตุแห่งการเกิดในครรภ์

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter