ย้อนกลับ

โมหะ ในฆราวาส

คลิกขวาเมนู

        ดังที่กล่าวไว้แล้ว โมหะ คือ ความหลง  เกิดความหลงก็เพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงเป็นโทษ เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า บรรดาโทสะ โมหะ โลภะ ฯ.นั้น "โมหะให้โทษมากที่สุด และคลายตัวช้าที่สุด" และยังเป็นบ่อเกิดของวิจิกิจฉา (อันเป็นสังโยชน์ข้อ ๓) ความลังเลสังสัย เพราะความไม่รู้ตามความจริง  อันสำคัญยิ่งในหมู่นักปฏิบัตโดยเฉพาะฝ่ายฆราวาสเช่นกัน ดังเช่น เรื่องของการมีหน้าที่กำกับ  เพราะการวิจิกิจฉาเป็นธรรมที่ทำให้รับธรรมหรือคุณธรรมได้ยาก อันเนื่องมาจากความสงสัยใคร่รู้ว่าผิดศีลและพรต หรือเป็นบาปคือผิดศีลผิดพรตหรือไม่นั่นเอง ดังแสดงอยู่ในสังโยชน์

        ฆราวาส ผู้ปฏิบัติดีแล้ว จึงไม่สามารถถึงที่สุดของทุกข์ได้ แม้เป็นอริยบุคคล แต่ก็อยู่ในวิถีของการดับทุกข์ในที่สุดเช่นกัน ก็เนื่องจากมีหน้าที่กำกับที่ต้องผูกพันเหล่านี้นี่เอง  สิ่งต่างๆเหล่านี้เองจึงยังเป็นเครื่องผูกอยู่ตามหน้าที่ตนฝ่ายฆราวาส จึงยังไม่อาจสลัดภาระผูกพันลงไปได้โดยเด็ดขาด,  จึงมักมีวิจิกิจฉาอยู่เนืองๆว่า ทำไมแม้ว่าปฏิบัติดีแล้ว แต่ยังมีอารมณ์โทสะ โมหะ ตัณหา ฯ. ยังคงครอบงำมีการเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ขาดสูญ, เรื่องนี้พระองค์ท่านทรงแสดงเหตุและผลในพระสูตร"จูฬทุกขักขันธสูตร" ด้วยเป็นธรรมที่ทรงแสดงต่อเจ้าชายมหานามะ ผู้เป็นเชฏฐภาดา(พี่ชาย)ของพระอนุรุทธะ  ผู้ซึ่งภายหลังได้เป็นราชาปกครองแคว้นศากยะในสมัยพุทธกาล (ภายหลังพระเจ้าสุทโธทนะ) และเป็นอุบาสกผู้มีศรัทธาแรงกล้า ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้ถวายของประณีต ผู้เป็นอุบาสก เพศฆราวาส เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ได้กราบทูลถามพระองค์ด้วยความสงสัยว่า "เหตุใดหนอ โลภธรรมก็ดี โทสธรรมก็ดี โมหธรรมก็ดี ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ ไว้ได้เป็นครั้งคราว"  พระองค์โปรดแสดงแจงเหตุผลว่า เหตุที่เจ้าชายมหานามะซึ่งเป็นฆราวาสยังคงมี โลภะ โทสะ โมหะ หรือโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นอยู่บ้างเป็นครั้งคราว  ไม่ขาดสูญไป(ในฆราวาสผู้ปฏิบัติดีแล้ว) ก็เพราะยังเป็นฆราวาสอยู่นั่นเอง จึงยังต้องมีการบริโภคกามอยู่บ้างตามหน้าที่, จึงเกิดขึ้นและเป็นไปดังนั้น  เพราะย่อมเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง นั่นคือยังมีหรือยังทำเหตุอยู่บ้าง คือยังมีการบริโภคกามอยู่บ้าง จึงย่อมเกิดผลขึ้นบ้าง เป็นธรรมดานั่นเอง  แต่ถึงกระนั้นก็ดี อย่าได้ท้อแท้ใจไป เพราะสามารถจางคลายจากทุกข์ได้เป็นลําดับขั้นของโลกุตรธรรม(ธรรมหรือสิ่งที่อยู่เหนือสภาวะทางโลกๆ,สภาวะเหนือโลก)ตามควรแก่ฐานะแห่งตน  จึงย่อมสามารถอยู่ในโลกได้อย่างสุข สงบ สบาย  ย่อมระงับอุปาทานทุกข์ หรืออุปาทานขันธ์อันเป็นทุกข์ลงได้ตามควรเป็นลำดับตามโลกุตรภูมินั้นๆ ดังเช่น โสดาบัน, สกิทาคามี,  ดังนั้นในฆราวาสแม้ย่อมยังมีการเกิดขึ้นของกิเลสต่างๆบ้างเป็นครั้งคราวเป็นธรรมดา จึงอย่าได้สงสัยจนเป็นวิจิกิจฉาไปเลยว่า ทำไมจึงยังคงเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราวไม่ขาดสนิท  ดังความแสดงชัดแจ้งในพระสูตรจูฬทุกขักขันธสูตร ก็เนื่องด้วยยังมีหน้าที่การงานและครอบครัวเป็นเครื่องกำกับผูกมัดไว้ตามฐานะตนเป็นธรรมดานั่นเอง จึงย่อมยังไม่สามารถสลัดออกได้หมดสิ้นในปัจจุบัน  แต่ย่อมดับทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน  และย่อมเข้าสู่กระแสนิพพานได้ในที่สุด  เพราะท่านเป็นผู้ที่พระองค์ตรัสยืนยันไว้ว่าเป็น "ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า"

        ดังนั้นท่านที่อยู่ในเพศฆราวาสหรือผู้ครองเรือน ก็ย่อมต้องทำหน้าที่ ตามฐานะแห่งตนอีกด้วย  มิฉนั้นก็นับได้ว่าถึงซึ่งโมหะหรือความหลงอย่างหนึ่งนั่นเอง

        ปลวกขึ้นบ้าน จำเป็นต้องหาทางแก้ไข ก็มีเกรงกลัวต่อบาป ไม่อยากผิดศีล เนื่องด้วยสีลัพพตปรามาส การยึดมั่นในศีลและพรตอย่างงมงาย ก็ถือได้ว่า ถึงซึ่งความหลง เนื่องจากเป็นฆราวาส ย่อมมีหน้าที่กำกับ ที่ต้องดูแลรักษาบ้าน เพื่อตนเอง ภรรยา บุตรธิดา ฯ. กำกับค้ำคออยู่ตามหน้าที่  จึงจำต้องทำสิ่งที่จำเป็นในการปกป้องรักษา  ก็เกิดความกังวลใจ ไม่สบายใจ เกรงกลัวต่อบาป  หรือท่านจะถึงซึ่งโมหะ ปล่อยให้ปลวกกินบ้านจนเสียทรัพย์สิน อีกทั้งตัวตน บุตร ภรรยา สามี บริวาร ไร้ที่อยู่อาศัย

        ตำรวจ,ทหาร ทุกคนเป็นคนบาปหรือ?  ถ้าจำเป็นต้องทำร้ายแม้ถึงตายในผู้ร้ายหรือข้าศึกในหน้าที่  ท่านเหล่านี้ไม่เป็นบาปเพราะขาดเจตนาจากกิเลส จึงอย่าได้กังวลสงสัยไปจนเสียการ เพราะท่านนั้นทำไปตามหน้าที่แห่งตน,  แต่ถ้าตำรวจ,ทหารเหล่านั้นไม่ได้ทำตามไปตามหน้าที่ตน แต่ทำไปด้วยโทสะ โมหะ โลภะ ฯ. เอง ย่อมเป็นบาปอย่างแน่นอน แม้ทางโลกก็โดนลงโทษมากกว่าธรรมดา,  ดังนั้นท่านที่อยู่ในหน้าที่อย่างดีงาม ก็อย่าได้มีวิจิกิจฉาสงสัยไปว่าเป็นบาปกรรมไหม จนเกิดเป็นทุกข์จากการกังวลของการวนเวียนคิดนึกปรุงแต่ง  ถ้าท่านไม่ทำตามหน้าที่ ผู้อื่น อีกทั้งบุตรภรรยา ประชาชน ประเทศชาติ อาจพึงเกิดความเดือดร้อน อีกทั้งตัวท่านเองก็อาจถูกทำร้ายหรือตาย,  แต่ถ้าเป็นพระไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ย่อมไม่สมควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแต่ประการใด จึงถือว่าเป็นบาป  เพราะไม่มีหน้าที่กำกับ  หน้าที่โดยแท้แล้วมีเพียงการดับทุกข์ ดังที่ตรัสแสดงอยู่เนืองๆ เป็นกิจที่พึงกระทำสูงสุดของสงฆ์

        ผู้พิพากษา ตัดสินจำคุก อีกทั้งประหารชีวิตจำเลย  เป็นบาปจนควรมีวิจิกิจฉาไหม?  ท่านทำหน้าที่แห่งตน จึงไม่เป็นบาป เพื่อประโยชน์สุขของชนหมู่มากตามหน้าที่ที่กำกับ  แต่ถ้าท่านทำไม่หน้าที่อย่างยุติธรรม นั่นแหละบาป,  แม้ในการวินิจฉัยคดีความบางครั้งอาจผิดพลาด แต่ถ้าท่านเหล่านั้นได้ทำไปด้วยความสุจริต ยุติธรรม ตามกฏเกณฑ์ของกฏหมายแล้ว เกิดการผิดพลาดขึ้นมา ก็ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะขาดเจตนานั่นเอง  ดังคำที่ตรัสไว้ว่า

 "เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ, เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสา"

  "ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นกรรม(บาป)    เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมกระทำกรรม(บาป) โดยทางกาย วาจา ใจ"

        แม้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็มิได้เคยกล่าวติเตียนเหล่ากษัตริย์อำมาตย์ ที่ลงทัณฑ์โจรผู้ร้ายตามกฏกบิลเมืองหรือกฏหมายเลย ดังมีแสดงในพระไตรปิฏกอยู่เนืองๆมากมายหลายครั้ง  โจรผู้ร้ายโดนลงทัณฑ์เพราะเหตุดังนั้นดังนี้  แต่ท่านมิได้เคยตรัสตำหนิติเตียนหมู่อำมาตย์ที่ได้ทำไปตามหน้าที่ตนเลย  ก็ด้วยเป็นการทำตามที่หน้าที่ของตนกำกับอยู่

        อาชีพนักฆ่าสัตว์ ก็เฉกเช่นกัน แม้ชื่อก็บอกแล้วว่าอาชีพ แม้เป็นอาชีพที่พระองค์ท่านแนะว่าถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงเสีย แต่ถ้าเขาทำตามหน้าที่ตนก็ไม่ถือว่าบาป เป็นอาชีวทุกข์เป็นทุกข์ของการประกอบอาชีพการงานอย่างหนึ่ง  ยกเว้นการไปฆ่าที่ประกอบด้วยเจตนาเพื่อความสุข สนุกสนาน ความบันเทิง อย่างนั้นจัดว่าเป็นบาปอย่างแน่นอน

        สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าครองเรือน หมายถึงมีคู่ครอง ย่อมมีหน้าที่ของตนกำกับ  การมีเพศสัมพันธ์กันของคู่ครองตน  บางคนก็มีความกังวล กลัวว่าเป็นบาป ผิดศีลและพรต ก็ถือว่าถึงซึ่งโมหะ ไม่รู้หน้าที่ตนของผู้ครองเรือน  ไปตีความอย่างสีลัพพตปรามาสเสีย,   หรือเกิดจากท่านไป"คิดนึกปรุงแต่ง" จนเป็นทุกข์เสีย จากความกังวลสงสัย,   แต่ถ้าท่านไปละเมิดลูกเมียผู้อื่นอย่างนี้ ย่อมถือว่าผิดศีลและพรตอย่างแน่นอน,  ท่านในบางครั้งบางทีอาจถือศีลกินเจต่างๆในบางโอกาส  ถึงละเมิดก็ไม่ได้เป็นบาป เพียงแต่ท่านอาจเกิดวิบากกรรมคือทุกข์จากความกังวลสงสัยขึ้นบ้างจากการ"คิดนึกปรุงแต่ง"  แต่ถ้าออกบวชแล้ว ย่อมถือว่าขาดจากเพศฆราวาส ไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป อย่างนี้ผิดทั้งศีลและพรต

        จำเป็นต้องกำจัดสุนัขบ้า รักษาเขาก็ไม่ได้ ปล่อยไว้ก็ทำอันตรายผู้อื่นถึงตายได้อย่างกว้างขวาง ถึงคราต้องกำจัดย่อมไม่ถือว่าเป็นบาป ถือว่ามีหน้าที่กำกับ ที่ต้องต้องปกป้อง คุ้มกันภัย แก่ตนและบุคคลอื่นรอบข้าง  ถ้าท่านไม่ทำบุคคลอื่นอีกมากหลาย ย่อมอาจถูกกัดจนถึงความตายได้  อย่าได้ไปกังวลสงสัย ไม่ถือว่าเป็นบาป  ยกเว้นท่านไป"คิดนึกปรุงแต่ง" จนเป็นทุกข์เสียจากความกังวลสงสัยเสียเอง

        กำจัดหนู กำจัดยุงในบ้าน  ท่านก็ควรป้องกันให้ดีเสียก่อน แต่เมื่อเขาเข้ามารบกวนถึงในบ้านแล้ว ก็มีหน้าที่ต้องกำจัดเขา หรือจะปล่อยให้เขาสร้างความรำคาญ อีกทั้งแพร่เชื้อโรคร้ายต่างๆ แก่บุตรหลาน ภรรยา สามี อีกทั้งตัวท่าน ด้วยโมหะ

        ดังตัวอย่างสิ่งต่างๆเหล่านี้  ที่มักทำให้ปุถุชนหรือนักปฏิบัติ เกิดความกังวลสงสัยจนเป็นทุกข์ด้วยวิจิกิจฉา หรือโมหะ ก็มีจำนวนไม่น้อย เกิดจากโมหะ ความหลง ไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงเกิดความกลัว ความกังวล จากการ"คิดนึกปรุงแต่ง" จนเสียการ,   จงหยุดกระบวนการ"คิดนึกปรุงแต่ง"เสียเมื่อเห็นว่าไม่เป็นโทษอยู่ในหน้าที่ที่ต้องกำกับดูแลรักษา

กลับหน้าเดิม