|
ผัสสะ |
|
ผัสสะ ปัญหาใหญ่ของการปฏิบัติ ผัสสะที่แลดูราวกับว่าเป็นเพียงกระบวนธรรมธรรมดาๆอย่างหนึ่งของชีวิต เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมี อายตนะภายนอกทั้ง ๖ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์) มากระทบกับ อายตนะภายในทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ซึ่งย่อมต้องเกิดวิญญาณ คือเกิดความรู้(แจ้ง)ในอายตนะภายนอกที่จรมากระทบนั้นๆ อันนับได้ว่าเป็นกระบวนธรรมของการเกิดขึ้นทำการงานของขันธ์ทั้ง ๕ อันเป็นเพียงกระบวนธรรมโดยทั่วๆไปของชีวิต ที่มีการเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในชีวิตทุกผู้คน แต่แท้จริงแล้ว มีผลอย่างยิ่งยวดต่อทุกชีวิตที่ย่อมดำเนินไปตามกระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕ โดยไม่มีข้อยกเว้น กล่าวคือเป็นธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งนั่นเอง ดังที่กล่าวข้างต้น มันต้องเป็นเช่นนี้เอง
กล่าวคือ เมื่อมีการกระทบกันดังกล่าว ซึ่งย่อมเกิดอยู่ตลอดเวลา ไม่เกิดก็ไม่ได้ มันเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา การจะดับมันได้ จึงมีได้แต่เพียงการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายในดังกล่าวได้เพียงเท่านั้นเองจริงๆ ดังนั้นเมื่อรวบรวมพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายแล้วก็จะพอพบวิธี ดับเวทนาอย่างถูกต้องได้ดังนี้
ดับอวิชชา ๑ ซึ่งย่อมเป็นสูงสุดของการปฏิบัติอยู่แล้ว กล่าวคือ เมื่ออวิชาดับ ย่อมหมายถึง มีวิชชาที่ย่อมทราบดียิ่งในปฏิจจสมุปบาท(คือย่อมดับอวิชชาข้อ ๘ ได้)ว่า เมื่อมีเหตุอะไร มาเป็นปัจจัยกัน ย่อมยังให้เกิดผลเป็นสิ่งอื่นๆขึ้นมาเป็นลำดับจนเกิดเวทนาขึ้น, ดังนั้นเมื่ออวิชชาดับ ย่อมเป็นปัจจัย ให้สังขารดับ อันเป็นไปตามปฏิจจสมุปบันธรรม ซึ่งสังขารนี้ก็คือสิ่งปรุงแต่งหรือธรรมารมณ์หรืออายตนะภายนอกดังกล่าวข้างต้นและเจือด้วยกิเลสอันมาจากอาสวะกิเลสที่นอนเนื่องอยู่นั่นเอง จากนั้นย่อมดำเนินไปตามธรรมคือธรรมชาติหรือปฏิจจสมุปบันธรรม หรือ อิทัปปัจจยตา จึงดำเนินเป็นไปดังต่อไปนี้ อย่างรวดเร็วดังสายฟ้าแลบ จึงรู้ได้ด้วยปัญญาญาณเท่านั้นเอง กล่าวคือ
เมื่อสังขารดับ เป็นปัจจัย วิญญาณหรือจิต คือ ความรู้แจ้งในสังขารคือธรรมารมณ์ที่กระทบนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น คือดับไป
วิญญาณดับไป เป็นปัจจัย นาม-รูป หรือชีวิตหรือการทำงานหรือกระบวนธรรมของชีวิตจึงไม่เกิดขึ้น คือดับไป
เมื่อนาม-รูปดับไป เป็นปัจจัย สฬายตนะหรืออายตนะภายในที่อาศัยขันธ์ ๕ หรือชีวิตย่อมไม่สามารถทำงานได้ คือดับไป
เมื่อสฬายตนะดับไป เป็นปัจจัย ผัสสะจึงเกิดขึ้นไม่ได้เพราะไม่ครบปัจจัยทั้ง ๓ คือดับไป
เมื่อผัสสะดับไป เป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้นไม่ได้ คือดับไป........เป็นไปในลักษณาการดังนี้ กล่าวคือ
กระบวนธรรมต่างๆของชีวิต จึงย่อมไม่สามารดำเนินต่อไปอีกได้ ด้วยขาดการเป็นเหตุปัจจัยกันดังกระบวนธรรมข้างต้น กระบวนธรรมทั้งปวงจึงย่อมดับไป กล่าวให้ชัดคือจึงไม่มีการทำงานใดๆสามารถเกิดขึ้นได้นั่นเอง, อุปาทานขันธ๋ ๕ อันเป็นทุกข์ที่ต้องอาศัยความเป็นปัจจัยต่อเนื่องดังในปฏิจจสมุปบาทนั้น จึงเกิดต่อไปไม่ได้
ส่วนผัสสะโดยตรงนั้น เนื่องจากผัสสะเป็นกระบวนธรรมอย่างหนึ่งของชีวิตที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ที่ถ้าไม่มีเสียแล้ว ย่อมทำให้การติดต่อกับโลกภายนอกต่างๆไม่ได้เลย ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันต้องพึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาดังนี้ตอนยังมีชีวิตอยู่ ในทุกรูปนาม และเป็นสิ่งที่ไปกระทำคือเลือกไม่ให้เกิดขึ้นคือดับไปโดยตรงไม่ได้เลย ด้วยเป็นอนัตตา จึงย่อมบังคับบัญชาตามใจปรารถนาไม่ได้เลยเช่นกัน
ดับเวทนา ๑ ไม่ได้หมายถึง การไปพยายามไปดับหรือไปสั่งเวทนาให้ดับไปแบบดื้อๆตามใจปรารถนา ที่ไปสั่งเอาไม่ได้ตามใจปรารถนา ก็ด้วยความเป็นอนัตตา จึงบังคับบัญชามันไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้สติ ดังในสติปัฏฐาน ๔ คือ เวทนานุปัสสนา คือ การมีสติระลึกรู้ เท่าทัน หรือการนึกหรือจำขึ้นมาได้เมื่อประสบกับเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อสติระลึกรู้ หรือนึกหรือจำขึ้นมาได้ในเวทนา ที่ได้เกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่นั้น แต่แม้เกิดขึ้นแล้วเราไปทำอะไรเวทนาโดยตรงคือไปบังคับบัญชาเขาโดยตรงไม่ได้เลยเช่นกันด้วยอนัตตา แต่ด้วยปัญญาญิ่งที่รู้ดีว่า ถ้าไม่เอา คือ ไม่พัวพัน ไม่ยึดถือ หรืออุเบกขา