แสดงกระบวนธรรมของการคิดนึกปรุงแต่ง  แบบขันธ์๕

ปุถุชน มีระบบความคิด ที่แสดงในรูปแบบกระบวนธรรมของขันธ์๕ หรืออุปาทานขันธ์๕  เป็นเช่นดังนี้

หู เสียง โสตะวิญญาณ  ผัสสะ เวทนา สัญญาหมายรู้ สังขาร(คิด ประกอบด้วยโทสะ)

                                                                                                 

                                                                                                ใจ มโนวิญาณ ผัสสะ  เวทนา  สัญญาหมายรู้  สังขาร(คิด ประกอบด้วยโทสะ)

                                                                                                                                                                                   

                                                                                                                                                                                  ใจ  .......ฯ.

มักเป็นดั่งนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยอวิชชาตามสังขารที่สั่งสมหรือความเคยชินโดยไม่รู้ตัว

จนกว่าจะดับไปเพราะไตรลักษณ์  หรือถูกเบี่ยงเบน,บดบังโดยเหตุอันใดก็ดี

 อธิบายกระบวนธรรมข้างต้น

หู เสียง โสตะวิญญาณ ผัสสะ สัญญาจำ  เวทนา  สัญญาหมายรู้  สังขารความคิด

เป็นกระบวนธรรม ตามธรรมชาติของขันธ์ ๕ ของผู้ที่มีชีวิต ที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

แต่ด้วยอวิชชาและความเคยชิน ตามที่สั่งสม อบรม ประพฤติ ปฏิบัติมาแต่เก่าก่อน

จึงมักนำเอาสังขารความคิดที่เกิดขึ้นนั้น ชนิดที่ไม่สมควรไปปรุงแต่งต่อเช่นประกอบด้วยโทสะ  แต่เพราะความไม่รู้ และสติไม่เท่าทัน

จึงดำเนินการคิดนึกปรุงแต่งสืบต่อไป  ดังกระบวนธรรมที่เกิดสืบเนื่องต่อไปดังนี้

สังขารความคิดที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ใจ มโนวิญาณ ผัสสะ สัญญาจำ  เวทนา  สัญญาหมายรู้  สังขารความคิดใหม่

แล้วก็ยังนำเอา สังขารความคิดใหม่ นี้ไปปรุงแต่งต่อไปอีก เป็นดังนี้อยู่เรื่อยๆ...โดยไม่รู้ตัว  เพราะความที่ได้สั่งสมไว้จนเคยชินหรือสังขาร

กระบวนธรรมขันธ์ ๕ ดังข้างต้น  จึงนำมาแสดงเป็นวงจรของการคิดปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านได้ดังนี้

รูป(ธรรมารมณ์) ใจ anired06_next.gif  มโนวิญญูาณขันธ์  anired06_next.gif เวทนาขันธ์

                           ขันธ์ทั้ง๕                                

สังขารขันธ์                                          สัญญาขันธ์

วงจรแสดงการทำงานหรือกระบวนธรรมของ ขันธ์ทั้ง๕

 จึงเกิดเวทนาขันธ์เกิดดับๆๆๆ....ต่อเนื่องกันราวกับว่า เป็นเวทนาเดียว อันแสนยาวนาน

กล่าวคือเวทนาขันธ์หนึ่งเกิดขึ้น กำลังจางคลาย,กำลังจะดับไปด้วยไตรลักษณ์   แต่เกิดเวทนาขันธ์ของการปรุงแต่งขึ้นต่อเนื่องเสียก่อนดับไป

และในที่สุดเวทนาของความคิดใดความคิดหนึ่งที่ปรุงแต่งมิรู้จักหยุดหย่อนนั้น

จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา  เป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท  จึงเป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน อุปาทาน.......

กล่าวคือ จึงแปรปรวนไปดำเนินตามวงจร ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นทุกข์ในที่สุดนั่นเอง

ขันธ์ทั้ง ๕ เดิมอันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ จึงถูกครอบงำหรือประกอบด้วยอุปาทาน

    เมื่อขันธ์ทั้ง ๕ ประกอบด้วยตัณหา  เป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท  จึงเป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน อุปาทานจึงยังให้เกิดการเร่าร้อนเผาลนอย่างแท้จริงขึ้น กล่าวคือ สภาพความเร่าร้อนเผาลนนี้เกินสภาพความจริงตามธรรมชาติของทุกข์ธรรมชาติหรือเวทนานั้นๆ  หรือที่ท่านกล่าวว่าทุกข์อุปาทานได้เกิดขึ้นแล้ว  และยังดำเนินไปในลักษณาการเช่นเดียวกับขันธ์ ๕ ข้างต้นต่อไปเช่นกัน กล่าวคือยังคงวนเวียนปรุงแต่งฟุ้งซ่านต่อไป  แต่ล้วนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายเพราะล้วนประกอบด้วยอุปาทาน  จนกว่าจะดับไปด้วยเหตุอันหนึ่งอันใดก็ดี  แต่ล้วนสั่งสมเป็นอาสวะกิเลส  รอวันกำเริบเสิบสานต่อไปในภายหน้าให้เกิดภพเกิดชาติอันเป็นทุกข์ขึ้นอีก

.....ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ  รูปูปาทานขันธ์ + ใจ anired06_next.gif วิญญูาณูปาทานขันธ์ anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์ → มรณะ → อาสวะกิเลส →.....

                 อุปาทานขันธ์๕  อันคือ คิดปรุงแต่งในชราอันเป็นทุกข์    

            สังขารูปาทานขันธ์ เช่นคิดที่เป็นทุกข์          สัญญูปาทานขันธ์

ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

  

 

 

 

hit counter