กลับสารบัญ

เคลัญญสูตร

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๒๗.

พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๘

 คลิกขวาเมนู

        พระสูตร แสดงสติ สัมปชัญญะหรือการรู้เท่าทันในเหล่าเวทนา หรือก็คือเวทนานุปัสสนาแบบหนึ่งนั่นเอง  อันเวทนาย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่ง จึงย่อมเกิดแต่การที่มีเหตุมาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา ไม่มีเหตุก็ไม่เกิด เหมือนดังเช่นสังขารทั้งหลายทั้งปวง และย่อมมีสามัญญลักษณะหรือลักษณะโดยทั่วไปหรือโดยสามัญของสังขาร คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กล่าวคือ สุขทุกข์หรือเหล่าเวทนา จึงย่อมมีความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวใช่ตนแท้จริงจึงเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมเป็นธรรมดา  เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านสอนให้มีสติ มีสัมปชัญญะในเวทนา รอกาลเวลา กล่าวคือ ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมในเวทนาอยู่เสมอๆ  รอกาละ เวลาอันเย็นยิ่งในโลกนี้

        เมื่อเพียรพิจารณาอยู่เสมอๆนั้น จิตย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นในเวทนาหรือเหล่าสุขทุกข์นั้นๆ ด้วยรู้ยิ่งว่า เป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติคือเกิดขึ้นแต่มีเหตุเป็นปัจจัยกัน  จึงล้วนไม่เที่ยง เสื่อมไป คลายไป ดับไป เพื่อให้บังเกิดนิพพิทาญานขึ้นเป็นที่สุด กล่าวคือ พึงเกิดความรู้ความเข้าใจที่ทำให้เบื่อหน่ายในเวทนาหรือเหล่ากิเลสหรือกองทุกข์, ปรีชาหยั่งเห็นสังขารด้วยความหน่าย จึงเกิดความสละคืน ความปล่อยวาง กล่าวคือไม่ยึดมั่นถือมั่น ในเหล่าเวทนาอันมี สุข ทุกข์ และอุเบกขาเวทนา(อทุกขมสุขเวทนา)ทั้งปวง  ที่แม้ยังคงต้องเกิดขึ้นและเป็นไปอยู่เป็นธรรมดา

เคลัญญสูตร

แสดงสติและสัมปชัญญะในเวทนา

        [๓๗๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กุฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี

ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาคนไข้

แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

        [๓๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้  

ย่อมเป็นผู้มีปรกติ เห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

(หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า "สติเห็นกาย" หรือ"จิตเห็นกาย" นั่นเอง ที่หมายถึง การระลึกรู้เท่าทันกาย หรือกายานุปัสสนา ในสติปัฎฐาน ๔)

ย่อมเป็นผู้มีปรกติ เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสีย

(หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า "สติเห็นเวทนา" หรือ"จิตเห็นเวทนา" นั่นเอง ที่หมายถึง การระลึกรู้เท่าทันเวทนาที่เกิดขึ้น หรือเวทนานุปัสสนา)

ย่อมเป็นผู้มีปรกติ เห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

(หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า "สติเห็นจิต" หรือ"จิตเห็นจิตอันคือจิตตสังขาร" นั่นเอง ที่หมายถึง การระลึกรู้เท่าทันความคิดธรรมารมณ์ หรือจิตตานุปัสสนา)

ย่อมเป็นผู้มีปรกติ เห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

(หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า สติเห็นธรรม หรือจิตเห็นธรรม นั่นเอง ที่หมายถึง การระลึกรู้เท่าทันธรรม หรือธรรมานุปัสสนา)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ

        [๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร

        ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ

ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกในการแล ในการเหลียว

ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า เหยียดออก

ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร

ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้ สึกตัวในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม

ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ

ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ  รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

        [๓๗๗] ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติ สัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้,

(ดังนั้นเมื่อมีการผัสสะ ย่อมเกิดสภาวธรรมของชีวิต คือความรู้สึก รับรู้จากการผัสสะนั้น เช่น)สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น(ได้บ้าง เป็นธรรมดา)

เธอย่อมรู้(มีสติและปัญญา)อย่างนี้ว่า  สุขเวทนา นี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราแล   

(และมีสัมปชัญญะที่ทั่วพร้อมอีกด้วยว่า)ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้นอาศัย(เหตุปัจจัยปรุงแต่ง)จึงเกิดขึ้น  ไม่อาศัย(เหตุปัจจัยปรุงแต่ง)ไม่เกิดขึ้น

อาศัยอะไร? อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง  (เพราะกายนี้อาศัย)ปัจจัยปรุงแต่ง(กันขึ้นมา จึง)อาศัยกัน เกิดขึ้น

ก็สุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง (เป็น)ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น  แล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน

(กล่าวคือ เมื่อเหตุไม่เที่ยง ผลอันเกิดแต่เหตุอันไม่เที่ยง จึงย่อมไม่เที่ยง อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง)

ดังนี้ เธอย่อมพิจารณาเห็น(ด้วยปัญญาว่า)ความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่

(ความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป - อนิจจัง,  ความดับ - ทุกขัง,  ความสละคืน คืนสู่สูญ - อนัตตา)

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่

ย่อมละราคานุสัยในกายและในสุขเวทนา เสียได้ ฯ

        [๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้,  

(ดังนั้นมื่อมีการผัสสะ ย่อมเกิดสภาวธรรมของชีวิตในการรับรู้ เช่น)ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น(ได้บ้าง เป็นธรรมดา)

เธอย่อมรู้(มีสติและปัญญา)ชัดอย่างนี้ว่า ทุกขเวทนานี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา

(และมีสัมปชัญญะทั่วพร้อมไปถึงว่า)ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้น อาศัย(เหตุปัจจัยปรุงแต่ง)จึงเกิดขึ้น  ไม่อาศัย(เหตุปัจจัยปรุงแต่งก็)ไม่เกิดขึ้น

อาศัยอะไร?  อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็ทุกขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน

ดังนี้  เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืน ในกายและในทุกขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่  

ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและในทุกขเวทนาเสียได้ ฯ

        [๓๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้,

(ดังนั้นเมื่อมีการผัสสะ ย่อมเกิดสภาวธรรมของชีวิตในการรับรู้ เช่น)อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น(ได้บ้าง เป็นธรรมดา)

เธอย่อมรู้(มีสติและปัญญา)ชัดอย่างนี้ว่า อทุกขมสุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา

ก็แต่ว่าอทุกขมสุขเวทนานั้น อาศัย(เหตุปัจจัยปรุงแต่ง)จึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น

อาศัยอะไร? อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็อทุกขมสุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน

ดังนี้  เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ

ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและ ในอทุกขมสุขเวทนาอยู่

ย่อมละอวิชชานุสัยในกายและในอทุกขมสุขเวทนา เสียได้ ฯ

        [๓๘๐] ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง  ไม่น่าหมกมุ่น  ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง  ไม่น่าหมกมุ่น  ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง  ไม่น่าหมกมุ่น  ไม่น่าเพลิดเพลิน

    (สุขเวทนา แม้เป็นสุข แต่ไม่เที่ยง จึงแปรปรวนดับไป เก็บจำเป็นอาสวะกิเลสหรือราคานุสัย แล้วย่อมต้องผุดขึ้นใหม่ แล้วเป็นทุกข์เพราะต้องหาทางสนองจนต้องเป็นทุกข์ในที่สุดอย่างหลีกหนีไม่ได้  หรือกล่าวว่า สุขเวทนา เป็นสุขเพราะตั้งอยู่  เป็นทุกข์เพราะแปรไป)

    (ทุกขเวนา ดั่งต้องศร แม้ไม่เที่ยงแล้วดับไป แต่เก็บจำเป็นอาสวะกิเลสหรือปฏิฆานุสัย แล้วผุดขึ้นใหม่ จนเป็นทุกข์ในที่สุดอีก  หรือกล่าวได้ว่า ทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่  เป็นสุขเพราะแปรไป)

    (อทุกขมสุขเวทนา ด้วยไม่รู้จึงปล่อยปละปรุงแต่งจนเป็นทุกข์ในที่สุด เก็บจำเป็นอาสวะกิเลสหรืออวิชชานุสัย จึงยังให้เกิดทุกข์ขึ้นอีกในที่สุดเช่นกัน  หรือกล่าวได้ว่า อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้ชอบ  เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด)

(เมื่อมีสติสัมปชัญญะดังนี้แล้ว) ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส (ในการ)เสวยสุขเวทนานั้น

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส (ในการ)เสวยทุกขเวทนานั้น

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส (ในการ)เสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น

ภิกษุ นั้น เมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกาย(อันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)เป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิต(อันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)เป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ ทีเดียว ฯ

(เมื่อเข้าใจปฏิจจสมุปบาทและธรรม ก็จะเข้าใจความหมายได้แจ่มแจ้ง)

        [๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน  (ย่อม)อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้

เพราะสิ้นน้ำมันและไส้  ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน  

ถ้าเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า  เราเสวยเวทนา(เพราะ)มีกาย(อันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)เป็นที่สุด  

เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า  เราเสวยเวทนา(เพราะ)มีชีวิต(อันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)เป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ ทีเดียว ฯ

จบสูตรที่ ๗

เหตุที่กล่าวว่า  ก็สุขเวทนา,ทุกขเวทนา,อทุกขมสุขเวทนา อาศัยกายอันไม่เที่ยง (เป็น)ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น  แล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน

เพราะเวทนาเกิดแต่เหตุปัจจัยดังนี้

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน    การกระทบกันของปัจจัยทั้ง๒ ย่อมเกิด    วิญญาณ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ ข้างต้น เรียกว่า ผัสสะ  ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี   เวทนา คือ ความรู้สึกเป็นสุข, ทุกข์, อทุกขมสุข(ไม่สุขไม่ทุกข์) อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา

เวทนาจะเกิดขึ้นได้จึงต้องอาศัยอายตนะภายในทั้ง ๖ ซึ่งต่างก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์หรือกาย อันไม่เที่ยงนั่นเอง

กล่าวโดยย่อ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่อาศัยสติสัมปชัญญะในเวทนา

        เมื่อเกิดเวทนาอันเป็นสังขารที่เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นแล้ว  ก็รู้เท่าทันตามความเป็นจริง ว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วปล่อยวาง สละคืน กล่าวคือ อุเบกขาเสียนั่นเอง  

        หรือก็คือการปฏิบัติดังนี้

        เมื่อเกิดสุขเวทนา มีสติสัมปชัญญะ จึงไม่ติดเพลิน ไม่คร่ำครวญบ่นถึง จึงไม่เกิดราคานุสัย นอนเนื่องในสันดาน  (หรือก็คืออาสวะกิเลสนั่นเอง)

        เมื่อเกิดทุกขเวทนา มีสติสัมปชัญญะ จึงไม่พิรี้พิไร ไม่โอดครวญ ไม่รำพัน  ไม่หลง ไม่หลงเข้าไปปรุงแต่งจึงไม่เกิดปฏิฆานุสัย

        เมื่อเกิดทุกขเวทนา มีสติสัมปชัญญะ จึงรู้ตัวว่าแม้ไม่เป็นสุขทุกข์ ไม่มีโทษภัย แต่ถ้าเข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง ย่อมยังให้เกิดทุกข์ขึ้นในที่สุด จึงไม่เกิดอวิชชานุสัย

เคลัญญสูตรที่ ๒

        เคลัญญสูตรที่ ๒ ก็เป็นไปคล้ายดังในพระสูตรที่ ๑   ความแตกต่างกันตรงที่พระสูตรที่ ๑  แสดงเวทนาอันเกิดแต่เหตุปัจจัย  แต่เน้นแสดงไปที่เหตุปัจจัยคือกายอันไม่เที่ยงอันเป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่งของเวทนาเพราะต้องอาศัยกายเป็นทวารหรือประตูช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก,   ส่วนในพระสูตรที่ ๒ นั้น  แสดงเวทนา อันเกิดแต่เหตุปัจจัยเช่นกัน แต่เน้นแสดงที่การผัสสะ อันเป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ยังให้เกิดเวทนาขึ้นเช่นกัน  ซึ่งผัสสะก็ย่อมไม่เที่ยง เฉกเช่นเดียวกัน   กล่าวคือ ทั้งกายและผัสสะต่างก็ล้วนเป็นสังขารสิ่งปรุงแต่งขึ้นมาจึงล้วนไม่เที่ยง เวทนาต่างๆอันเป็นผลที่เกิดขึ้นจึงมีความไม่เที่ยงตามเหตุ  จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น  เป็นการพิจารณาเพื่อให้เกิดนิพพิทา เพื่อการปล่อยวาง สละคืนในเวทนาทั้งปวง

        สภาวธรรมของการผัสสะ(อสังขตธรรม)  คือสภาวธรรมที่เมื่อครบองค์ของการผัสสะ กล่าวคือมี อายตนะภายนอก กระทบกับ อายตนะภายใน ย่อมต้องเกิด วิญญาณ ขึ้นในผู้มีชีวิตเป็นธรรมดา พระองค์ท่านเรียกการประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓ นี้ว่า ผัสสะ   ผัสสะจึงเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  จึงเป็นอสังขตธรรม ที่ย่อมมีความเที่ยงเป็นอย่างยิ่ง คงทนต่อทุกกาล(อกาลิโก) แม้จะเป็นอนัตตา

        ส่วนเหล่าผัสสะ ที่เมื่อกระทบตัวตนเข้าแล้ว หรือ บังเกิด ขึ้นแล้ว กล่าวคือ สภาวธรรมนั้นได้เกิดเป็นตัวเป็นตนหรือปรุงแต่งขึ้นแล้วขณะนั้นๆ จึงกลายเป็น สังขาร หรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งจึงกลับกลายเป็นสิ่งที่ได้ปรุงแต่งขึ้นแล้วจึงล้วนแต่ไม่เที่ยง  ไม่คงทน  และเป็นอนัตตา

จึงขอแสดงกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ จนเกิดเวทนา โดยอาศัยทวารกาย ก็เพื่อประโยชน์ในการโยนิโสมนสิการในทั้ง เคลัญญสูตรที่ ๑ และที่ ๒

กาย      กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป   โผฏฐัพพะ      เป็นปัจจัย จึงมี    กายวิญญาณ      เป็นปัจจัย จึงมี   ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี     เวทนา

ตา      กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป   รูป      เป็นปัจจัย จึงมี    จักษุวิญญาณ      เป็นปัจจัย จึงมี   ผัสสะ   เป็นปัจจัย จึงมี    เวทนา

        ดังนั้นการปฏิบัติในแนวทาง ดับผัสสะ  จึงหมายถึง การปฏิบัติในลักษณาการของการสำรวม สังวร ระวังไว้ไม่ให้ครบองค์ของการผัสสะนั่นเอง กล่าวคือสำรวมในอายตนะภายในตน  จึงไม่ใช่พยายามปฏิบัติไปในลักษณะที่พยายามดับการผัสสะจริงๆโดยคิดอาศัยฌานสมาธิหรือการกดข่มอันยังเป็นวิขัมภนวิมุตติ   เพราะย่อมไม่สามารถไปดับสภาวธรรมของชีวิตได้  ยกเว้นเสียแต่ถึงกาลแตกดับหรือไม่มีชีวิตแล้วนั่นเอง

        กล่าวคือ มีพุทธประสงค์ ต้องการแสดงการใช้สติสัมปชัญญะในเวทนา  ว่าเวทนาล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย  ไม่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกันเสียก็เกิดขึ้นไม่ได้   ดังนั้นในการพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา อาจพึงพิจารณาจากเหตุอื่นๆอีกก็ได้ เช่น  สัญญาก็ไม่เที่ยง  รูปหรือสิ่งที่ไปกระทบก็ไม่เที่ยง วิญญาณก็ไม่เที่ยง ฯลฯ.  อันขึ้นอยู่กับจริต สติ ปัญญา หรือญาณความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องของนักปฏิบัติเองเป็นสำคัญก็ได้

เคลัญญสูตรที่ ๒

        [๓๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่า มหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี

ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออก จากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาคนไข้ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้

ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

         [๓๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มี สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาทั้งหลาย..... ฯลฯ

ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งหลาย..... ฯลฯ

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ

        [๓๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร

ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ..... ฯลฯ

ในการพูด ในการนิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้ มีสัมปชัญญะอย่างนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะรอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

        [๓๘๕] ถ้าเมื่อภิกษุมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้

สุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า สุขเวทนา เกิดขึ้นแล้วแก่เรา

ก็สุขเวทนานั้นแล อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น

อาศัยอะไร อาศัยผัสสะนี้เอง ก็แต่ว่าผัสสะนี้ไม่เที่ยง (ต้องอาศัย)ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น

ก็สุขเวทนาซึ่งอาศัยผัสสะอันไม่เที่ยง (มาเป็น)ปัจจัยปรุงแต่ง (ดังนั้นจึง)อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วแก่เรา จักเที่ยงแต่ที่ไหน  

ดังนี้ เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เธอย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป

พิจารณาเห็นความคลายไป พิจารณาเห็นความ ดับไป พิจารณาเห็นความสละคืน

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความเสื่อมไป พิจารณาเห็นความคลายไป พิจารณาเห็นความดับไป

พิจารณาเห็นความสละคืน ในผัสสะและในสุขเวทนาอยู่ ย่อมละราคานุสัยในผัสสะและในสุขเวทนาเสียได้ ฯ

        [๓๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติ มีสัมปชัญญะ เป็นผู้ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้

ทุกขเวทนาย่อมเกิดขึ้น ...ฯลฯ

อทุกขมสุขเวทนาย่อมเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า อทุกขมสุขเวทนานี้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา

ก็อทุกขมสุขเวทนานั้นแล อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร

อาศัยผัสสะนี้แลบังเกิดขึ้น ก็ผัสสะนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ...ฯลฯ

ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา เธอย่อมรู้ชัดว่า สุขเวทนา นั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา เธอย่อมรู้ชัดว่า ทุกขเวทนา นั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้า เสวยอทุกขมสุขเวทนา เธอย่อมรู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่า หมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส เสวยสุขเวทนานั้น

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลส เสวยทุกขเวทนานั้น

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวย อทุกขมสุขเวทนานั้น

ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวย เวทนามีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุด  

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวง อันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

        [๓๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน (ไฟแสงสว่าง) อาศัยน้ำมัน และไส้จึงติดอยู่ได้

(เน้นเปรียบเทียบทางรูปธรรม เพื่อแสดงการอาศัยเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยกัน จึงเกิดขึ้นนั่นเอง)

เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อ พึงดับไป ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนามีกาย(อันไม่เที่ยง)เป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิต(อันไม่เที่ยง ทุกขัง อนัตตา)เป็นที่สุด  

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวง อันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

จบสูตรที่ ๘

ความจริงที่น่ารู้เกี่ยวกับเวทนา

เพื่อนิพพิทาญาณในเวทนา

        สุขเวทนา  แม้เป็นสุขหรือสุขยิ่งก็จริงอยู่ แต่ด้วยอนิจจังไม่เที่ยง จึงทุกขังต้องดับไปเป็นอาสวะกิเลส  ที่รอวันกำเริบเสิบสานให้เป็นทุกข์ดังต้องศรในภายหน้า

        ทุกขเวทนา  เจ็บปวดดังต้องศร แม้จะอนิจจังไม่เที่ยง จึงต้องทุกขังดับไปเป็นอาสวะกิเลสก็ตามที  แต่สามารถกำเริบเสิบสานให้เป็นทุกข์ดังต้องศรขึ้นอีกได้

        อทุกขมสุขเวทนา  อันละเอียดอ่อน ด้วยอนิจจังอันไม่เที่ยง  จึงแปรปรวนปรุงแต่งจนเป็นสุข,ทุกขเวทนาในที่สุด  แล้วจึงต้องเป็นทุกข์ดังต้องศร

เมื่อมีชีวิตอยู่  เวทนาทั้งปวงนั้น  ไม่เที่ยง  จึงไม่น่าเพลิดเพลิน  ไม่น่าหมกมุ่น 

เมื่อตายไป  เวทนาทั้งปวง  อันไม่น่าเพลิดเพลิน  ไม่น่าหมกมุ่นเหล่านี้  จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ 

 

 

 

 

hit counter