กลับสารบัญ

พระสูตรว่าด้วย  ขันธ์ ๕

พุทธพจน์ และ พระสูตร ๓๒.

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗

 คลิกขวาเมนู  

ปริญเญยยสูตร

ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้

             [๒๘๙] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรกำหนดรู้  ความกำหนดรู้  และบุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว แก่เธอทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงฟัง.

             [๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน?  

คือ รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมที่ควรกำหนดรู้.

             [๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความกำหนดรู้เป็นไฉน?

ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความกำหนดรู้. (ย่อมครอบคลุมขันธ์ทั้ง ๕ ด้วย)

             [๒๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้กำหนดรู้แล้วเป็นไฉน?

บุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว ควรจะกล่าวว่าพระอรหันต์ กล่าวคือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า บุคคลผู้กำหนดรู้แล้ว.

จบ สูตรที่ ๔.

๓. เผณปิณฑสูตร

ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕

             [๒๔๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้อยุชฌบุรี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคานี้ พึงนำกลุ่มฟองน้ำใหญ่มา บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลุ่มฟองน้ำใหญ่นั้น โดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย

             กลุ่มฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า  หาสาระมิได้เลย  สาระในกลุ่มฟองน้ำ พึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณารูปนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย รูปนั้นย่อม ปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้  สาระในรูปพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกัน.

(รูปหมายถึงรูปขันธ์หรือกาย และแม้กระทั่งรูปทั้งปวง เปรียบดั่งเพียง กลุ่มก้อนของกลุ่มฟองน้ำใหญ่(ฆนะ)ที่มายาล่อลวงให้เห็นเป็นรูปต่างๆ   ความจริงแล้ว เป็นของว่างเปล่า ไม่มีตัวตนแก่นสารแท้จริง เกิดเป็นกลุ่มหรือก้อนขึ้นแล้วก็แยกย้ายแตกดับสลายไป   รูปที่เห็นจึงเป็นเพียงมายาล่อลวงให้เห็นหรือเข้าใจผิดไปด้วยความเป็นกลุ่มเป็นก้อน(ฆนะ)ของเหตุปัจจัยคือฟองน้ำ แท้จริงจึงไม่มีแก่นแกนคือตัวตนแท้จริง  เพราะรูปเป็นเพียงกลุ่มก้อนมวลรวมของธาตุทั้ง ๔ ดังอุปมามวลรวมของกลุ่มฟองน้ำนั่นเอง,  รูปที่เกิดขึ้นแต่ในอดีต ก็เกิดแต่กลุ่มก้อนมายาของเหตุต่างๆที่มาเป็นปัจจัยกันดังนี้  แม้ทั้งรูปในปัจจุบันแลอนาคต ก็ไม่พ้นจากความเป็นดังนี้ไปได้)

 

             [๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเมล็ดหยาบตกอยู่ในสรทสมัย  ฟองน้ำในน้ำ ย่อมบังเกิดขึ้นและดับไป บุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็น เพ่ง พิจารณาฟองน้ำนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้น เห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย

             ฟองน้ำนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย สาระในฟองน้ำนั้นพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย เวทนานั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้  สาระในเวทนาพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้น เหมือนกัน.

(เวทนา เกิดขึ้น ดุจดั่งฟองน้ำที่เกิดขึ้นดังการผัสสะคือจากการกระทบกันของเมล็ดฝนกับผิวน้ำ ย่อมเกิดขึ้นดั่งนี้เป็นธรรมดาโดยธรรมคือธรรมชาติ แล้วก็ดับไป [ดูภาพประกอบการพิจารณา] ต้องเป็นไปดังนี้เท่านั้นนั่นเอง  จึงไร้แก่นสาร สาระ ตัวตน จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงไม่ควรไปยึดเกาะด้วยความยึดมั่นถือมั่น  ซึ่งเป็นดั่งนี้เช่นกันในเวทนาอันมีสุขและทุกข์(สุขเวทนา, ทุกขเวทนา, อีกทั้ง อทุกขมสุข)ที่ย่อมต้องเกิดขึ้นทุกคราไป  จึงดุจเดียวดั่งฟองน้ำที่ต้องเกิดขึ้นจากการกระทบกันของเมล็ดฝนและน้ำเป็นธรรมดา แล้วก็ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา จึงไร้ซึ่งแก่นสารตัวตนแท้จริง  อันต้องเกิดแต่เพราะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น  อาศัยเหตุมาเป็นปัจจัย จึงเกิดขึ้น   แท้จริงจึงล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงไม่สามารถไปยึดมั่นถือมั่นมันได้  เพราะต้องดับไปเป็นธรรมดาโดยธรรมคือธรรมชาติ)

 

             [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่ พยับแดด ย่อมเต้น ระยิบระยับในเวลาเที่ยง บุรุษผู้มีจักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณาพยับแดดนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย

             พยับแดดนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า ฯลฯ  สาระในพยับแดดพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล.

(ภาพมายาที่เกิดจากพยับแดด[mirage หรือภาพลวงตา]  แลดูเหมือนมี แต่ก็ไม่มีจริงหรือไม่มีแก่นสารสาระ  เป็นเพียงภาพมายาที่เกิดจากอากาศร้อนลอยตัวขึ้นที่เมื่อแลดูไกลๆเหมือนดั่งมีตัวมีตนเต้นระยิบระยับ เมื่อเข้าไปใกล้เพื่อไขว่คว้ากลับหามีอะไรไม่  จึงดุจดั่งสัญญา ที่แลดูราวกับว่ามีหรือสำคัญยิ่ง แต่แท้จริงก็ไม่มีแก่นสารตัวตนอย่างแท้จริงเช่นกัน  แม้เมื่ออยากจะจำกลับลืม เมื่ออยากจะลืมก็กลับจำ เคยรักก็เกลียดไม่เที่ยงแปรปรวนได้ ทั้งเป็นมายา  จึงย่อมไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นหรือยินดียินร้ายมันด้วยเหตุดังนี้ ดั่งเฉกเช่นเดียวกับพยับแดด)

 

             [๒๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการด้วยไม้แก่น เสาะหาไม้แก่น เที่ยว แสวงหาไม้แก่นอยู่ ถือเอาจอบอันคม พึงเข้าไปสู่ป่า บุรุษนั้นพึงเห็นต้นกล้วยใหญ่ ตรง ใหม่ ยังไม่เกิดแก่นในป่านั้น พึงตัดโคนต้นกล้วยนั้นแล้วจึงตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบใบออก บุรุษนั้นปอกกาบใบออก ไม่พึงได้แม้กระพี้ในต้นกล้วยใหญ่นั้น จะพึงได้แก่นแต่ที่ไหน  บุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย ซึ่งต้นกล้วยใหญ่นั้น เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณา อยู่โดยแยบคาย

             ต้นกล้วยใหญ่นั้น  พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า  หาแก่นมิได้  แก่นในต้นกล้วย  พึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาสังขารนั้นโดยแยบคาย เมื่อภิกษุนั้นเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย สังขารนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้  สาระในสังขารทั้งหลายพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล.

(ต้นกล้วยใหญ่ แม้แลดูอวบใหญ่ แต่ย่อมไม่มีทั้งกระพี้และแก่นอันแข็งแรงหรือมีสาระใช้สร้างบ้านเรือนที่แข็งแรงถาวรได้  ไม่มีแก่นแกนแท้จริง ดุจดั่งสังขารขันธ์อันคือการกระทำต่างๆทั้งที่เป็นอดีตก็ไม่ต้องไปโหยหา(สุข)หรือโอดครวญรำพัน(ทุกข์)  ปัจจุบันก็ไม่ไปยินดียินร้าย  อนาคตก็ไม่ไปปรุงแต่งเสีย  ล้วนไม่มีแก่นสาระเช่นกัน   จึงไม่ควรไปยึดมั่นด้วยรู้ว่าไม่มีแก่นแกนที่เป็นประโยชน์สาระแท้จริงดังต้นกล้วยนั่นเอง)

 

             [๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักเล่นกลหรือลูกมือนักเล่นกล พึงแสดงกลที่หนทางใหญ่ สี่แพร่ง บุรุษผู้จักษุพึงเห็น เพ่ง พิจารณากลนั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นเห็น เพ่ง พิจารณา อยู่โดยแยบคาย

             กลนั้น พึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้  สาระในกลพึงมีได้อย่างไร แม้ฉันใด. วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ ไกลหรือในที่ใกล้ ภิกษุย่อมเห็น เพ่ง พิจารณาอยู่โดยแยบคาย เมื่อภิกษุเห็น เพ่ง พิจารณาวิญญาณนั้นโดยแยบคาย วิญญาณนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้  สาระในวิญญาณพึงมีได้อย่างไร ฉันนั้นเหมือนกันแล.

(วิญญาณที่เกิดขึ้น จึงเป็นอุปมา ดังเพียงกลคือมายาล่อลวงให้เกิดการเห็นเป็นไปตามกลมายา  จึงย่อมไม่มีแก่นสารสาระดุจเดียวกันกับกลของเหล่านักมายากลอันแสนว่องไง  กล่าวคือเมื่อเกิดการกระทบสัมผัสกันของอายตนะภายนอก(รูป, เสียง..... ฯ) กับอายตนะภายใน(ตา, หู..... ฯ)ของผู้มีชีวิตอยู่  ก็ย่อมต้องเกิดวิญญาณของอายตนะนั้นๆขึ้นเป็นธรรมดา คือวิญญาณ ๖ เช่น จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ มโนวิญญาณ ฯ แล้วก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา  กล่าวคือต้องมีวิญญาณต่างๆ เกิดดับๆ จากการกระทบสัมผัสกันของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายในของผู้มีชีวิตอยู่ ทุกครั้งทุกทีไป อยู่ตลิอดเวลา ซึ่งแสนรวดเร็วดั่งกลของพวกเหล่านักมายากลนั่นเอง)

 

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป  ทั้งในเวทนา  ทั้งในสัญญา  ทั้งในสังขาร  ทั้งในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อนคลายกำหนัด   เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น

(เป็นไปตามหลักเหตุปัจจัยปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง)

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ฯลฯ  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี(อีกต่อไปแล้ว)  ดังนี้.

 

             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

             [๒๔๗] พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงแสดงแล้วว่า

                          รูปอุปมาด้วย กลุ่มฟองน้ำ

                          เวทนาอุปมาด้วย ฟองน้ำ

                          สัญญาอุปมาด้วย พยับแดด

                          สังขารอุปมาด้วย ต้นกล้วย

                          และวิญญาณอุปมาด้วย กล.

                          ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการใดๆ(ก็ตามที)

                          เบญจขันธ์นั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่าง เป็นของเปล่า ด้วยประการนั้นๆ

                          ก็การละธรรม ๓ อย่าง อันพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน  ปรารภกายนี้ทรงแสดงแล้ว

                          ท่านทั้งหลาย  จงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้ว.

                          อายุ  ไออุ่น  และวิญญาณย่อมละกายนี้ (ไปแล้ว)

                          เมื่อใด เมื่อนั้น กายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้ว ย่อมเป็นเหยื่อแห่งสัตว์อื่น

                          หาเจตนามิได้  นอนทับถมแผ่นดิน.

                          นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้   นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่

                          เบญจขันธ์ เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง  เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้.

                          ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วมีสัมปชัญญะ มีสติ

                          พึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน.

                          ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ(นิพพาน)  พึงละสังโยชน์ทั้งปวง

                          พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน  พึงประพฤติดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ ดังนี้.

จบ สูตรที่ ๓.

๑๐. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๒

ว่าด้วยความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ ๕ ในสามกาล

             [๓๗] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคตเป็นทุกข์ จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ แล้วเห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูปที่เป็นอดีต  ไม่เพลิดเพลินรูปที่เป็นอนาคต

ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปที่เป็นปัจจุบัน.

เวทนาที่เป็น อดีต เวทนาที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์ ฯลฯ

สัญญาที่เป็นอดีต สัญญาที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์ ฯลฯ

สังขารที่เป็นอดีต สังขารที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์ ฯลฯ

วิญญาณที่เป็นอดีต วิญญาณที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์ จักกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในวิญญาณที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินวิญญาณ ที่เป็นอนาคต

ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณ ที่เป็นปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๑๐.  

 ๑๑. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ ๓

ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕ ในสามกาล

             [๓๘] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา  จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ แล้ว เห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูปที่เป็นอดีต  ไม่เพลิดเพลินในรูปที่เป็นอนาคต

ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปที่เป็นปัจจุบัน.

เวทนาที่ เป็นอดีต เวทนาที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา ฯลฯ

สัญญาที่เป็นอดีต สัญญาที่เป็นอนาคต เป็น อนัตตา ฯลฯ

สังขารที่เป็นอดีต สังขารที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา ฯลฯ

วิญญาณที่เป็นอดีต วิญญาณที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา จักกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในวิญญาณที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินวิญญาณที่เป็นอนาคต

ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณที่เป็นปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๑๑.

จบ นกุลปิตวรรคที่ ๑.

อนิจจวรรคที่ ๒

อนิจจสูตรที่ ๑

ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕

             [๓๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี.

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น.

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว.

อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๑.

๒. ทุกขสูตรที่ ๑

ว่าด้วยความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ ๕

             [๔๐] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ   

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   รูปเป็นทุกข์   เวทนาเป็นทุกข์   สัญญาเป็นทุกข์   สังขารเป็นทุกข์   วิญญาณเป็นทุกข์.

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่ อย่างนี้ ฯลฯ

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๒.

๓. อนัตตสูตรที่ ๑

ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕

             [๔๑] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา

เวทนาเป็นอนัตตา   สัญญาเป็นอนัตตา   สังขารเป็นอนัตตา   วิญญาณเป็นอนัตตา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น.

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว.

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๓.

๔. อนิจจสูตรที่ ๒

ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕

             [๔๒] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ข้อนี้ อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้

เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ   สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ   สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ

วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์  สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็น จริงอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๔.

๕. ทุกขสูตรที่ ๒

ว่าด้วยความเป็นทุกข์แห่งขันธ์ ๕

             [๔๓] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็น ทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วยสัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้

เวทนาเป็นทุกข์ ฯลฯ   สัญญาเป็นทุกข์ ฯลฯ   สังขารเป็นทุกข์ ฯลฯ

วิญญาณเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ข้อนี้อริยสาวก พึงเห็นด้วย ปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้.

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ

ย่อมรู้ ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่าง นี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๕.

๖. อนัตตสูตรที่ ๒

ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งขันธ์ ๕

             [๔๔] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา รูปนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ข้อนี้ อริยสาวก พึงเห็นด้วยปัญญาอัน ชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้

เวทนาเป็นอนัตตา ฯลฯ   สัญญาเป็นอนัตตา ฯลฯ   สังขารเป็น อนัตตา ฯลฯ   วิญญาณเป็นอนัตตา ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๖.

๗. อนิจจเหตุสูตร

ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งเหตุปัจจัย

             [๔๕] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง แม้เหตุ ปัจจัย ที่ให้รูปเกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เที่ยง ที่ไหนจักเที่ยงเล่า?

เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ   สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ   สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ

วิญญาณไม่เที่ยง แม้เหตุปัจจัยที่ให้วิญญาณเกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เกิดจากสิ่งไม่เที่ยง ที่ไหนจะเที่ยงเล่า?

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๗.

๘. ทุกขเหตุสูตร

ว่าด้วยความเป็นทุกข์ แห่งเหตุปัจจัย

             [๔๖] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์  แม้เหตุปัจจัย  ที่ให้รูปเกิดขึ้น ก็เป็นทุกข์.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่เกิดจากสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจะเป็นสุขเล่า?  

เวทนาเป็นทุกข์ ฯลฯ   สัญญาเป็นทุกข์ ฯลฯ   สังขารเป็นทุกข์ ฯลฯ

วิญญาณ เป็นทุกข์ แม้เหตุปัจจัยที่ให้วิญญาณเกิดขึ้น ก็เป็นทุกข์.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เกิด จากสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่า?

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ

ย่อมรู้ ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น อย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๘.

๙. อนัตตเหตุสูตร

ว่าด้วยความเป็นอนัตตาแห่งเหตุปัจจัย

             [๔๗] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา แม้เหตุปัจจัยที่ให้รูปเกิดขึ้น ก็เป็นอนัตตา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเกิดจากสิ่งที่เป็นอนัตตา ที่ไหนจักเป็นอัตตาเล่า?

เวทนาเป็นอนัตตา ฯลฯ   สัญญาเป็นอนัตตา ฯลฯ   สังขารเป็นอนัตตา ฯลฯ

วิญญาณเป็นอนัตตา แม้เหตุปัจจัยที่ให้วิญญาณเกิดขึ้น ก็เป็นอนัตตา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เกิดจากสิ่งที่เป็นอนัตตา ที่ไหนจักเป็นอัตตาเล่า?

อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่ อย่างนี้ ฯลฯ

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๙.


๑๐. อานันทสูตร

ว่าด้วยความดับแห่งขันธ์ ๕

             [๔๘] พระนครสาวัตถี. ฯลฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี พระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความดับเรียกว่า นิโรธ   ความดับแห่งธรรมเหล่าไหนแลเรียกว่า นิโรธ.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์  รูปแลเป็นของไม่เที่ยง

อันปัจจัยปรุงแต่ง(ขึ้น)  อาศัยปัจจัย(จึง)เกิดขึ้น  (จึงย่อม)มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา

มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  มีความคลายไปเป็นธรรมดา  มีความดับไปเป็นธรรมดา

ความดับแห่งรูปนั้น เรียกว่า นิโรธ.

เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ   สัญญาไม่ เที่ยง ฯลฯ   สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ

วิญญาณไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา

มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา

ความดับแห่งวิญญาณนั้น เรียกว่านิโรธ.

ดูกรอานนท์ ความดับแห่งธรรม เหล่านี้แล เรียกว่านิโรธ.

จบ สูตรที่ ๑๐

ภารวรรคที่ ๓

๑. ภารสูตร

ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นภาระ

             [๔๙] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภาระ  ผู้แบกภาระ  เครื่องถือมั่นภาระ  และเครื่องวางภาระ  แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ภาระเป็นไฉน?

พึงกล่าวว่า ภาระ คืออุปาทานขันธ์ ๕,  อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?

คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป อุปาทานขันธ์

คือ เวทนา อุปาทานขันธ์

คือ สัญญา อุปาทาน ขันธ์

คือ สังขาร อุปาทานขันธ์

คือ วิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาระ.

             [๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้แบกภาระเป็นไฉน?

พึงกล่าวว่าบุคคล บุคคลนี้นั้น คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าผู้แบกภาระ.

             [๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เครื่องถือมั่นภาระเป็นไฉน?

ตัณหานี้ใด นำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน  

มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์ นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเครื่องถือมั่นภาระ.

             [๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การวางภาระเป็นไฉน?

ความที่ตัณหานั่นแลดับไปด้วย สำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความพ้น ความไม่อาลัย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการวางภาระ.

พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า

             [๕๓] ขันธ์ ๕ ชื่อว่าภาระแล  และผู้แบกภาระคือบุคคล เครื่องถือมั่น            ภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก  การวางภาระเสียได้เป็นสุข

                     บุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว  ไม่ถือภาระอื่น  ถอนตัณหาพร้อม       ทั้งมูลรากแล้ว  เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วดังนี้.

จบ สูตรที่ ๑.

ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง และลุ่มหลง

.............[๗๔] พระนครสาวัตถี ฯลฯ

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า

ขอประทานวโรกาส พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ๆเดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการนับ(ว่าไปผัสสะหรือพัวพันปรุงแต่ง)เพราะสิ่งนั้น

             บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการนับเพราะสิ่งนั้น.

             ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว.

             พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าว โดยย่อได้โดยพิสดารอย่างไร?

             ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมถึงการนับ(ว่าไปพัวพัน)เพราะรูปนั้น.  

ถ้าครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ  ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ  ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ

ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ไม่ถึงการนับเพราะรูปนั้น   ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ  ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ  ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ

ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ เข้าใจเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อได้ โดยพิสดารอย่างนี้แล.

            [๗๕] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อได้ โดยพิสดารดีนักแล.

ดูกรภิกษุ  ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น

ถ้าบุคคลครุ่น คิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ

ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ ย่อมถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น.

ดูกรภิกษุ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมไม่ถึงการนับเพราะ รูปนั้น

ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ

ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น.

ดูกรภิกษุ เธอพึงเห็นเนื้อความ แห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.

             [๗๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้น เพลิดเพลินอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.

ครั้งนั้นแล เธอได้เป็นผู้ๆเดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่ สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

ก็ภิกษุนั้นได้เป็น พระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.

จบ สูตรที่ ๓.

 

ไม่ใช่ห้ามคิด หรือหยุดคิด   แต่คิดแล้วให้มีสติรู้เท่าทัน  เมื่อแยกแยะด้วยสัมมาปัญญาแล้ว ว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ก็ไม่ปรุงแต่งหรืออุเบกขา คือไม่เอนเอียงไปปรุงแต่งด้วยชอบหรือชัง หรือด้วยความยินดี,ยินร้าย

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 
See who's visiting this page. View Page Stats
See who's visiting this page.