แสดงสติ ที่เกิดขึ้นในขันธ์ ๕  และในขณะฟุ้งซ่านหรือ"คิดนึกปรุงแต่ง"

คลิกขวาเมน

คิด    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  ผัสสะ  ธัมมสัญญา   เวทนา  ธัมมสัญเจตนา  สังขารขันธ์(สติ) anired06_next.gif สัญเจตนา(คิดอ่านที่จะหยุดมโนกรรม) anired06_next.gif มโนกรรม การกระทำทางใจ "หยุดการคิดนึกปรุงแต่ง"

        ถ้ามีการฝึกปฏิบัติไว้ คือเกิดสติอันเป็นสังขารขันธ์ขึ้นมาได้ (อันเนื่องมาจากปัญญาที่สั่งสมไว้ในธัมมสัญเจตนา-สัญญาหมายรู้ อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาขันธ์)  ที่เมื่อเห็นคือมีสติระลึกรู้เท่าทันในเวทนาหรือสังขารขันธ์ว่า ล้วนเพียงสักว่า  หรือเมื่อเกิดมโนกรรม-การกระทำทางใจจากสังขารขันธ์ขึ้น ก็"หยุดการคิดนึกปรุงแต่ง" หรือการอุเบกขา  ก็เป็นกระบวนธรรมขันธ์ ๕ อันเป็นปกติธรรมดา

       หรือบางครั้งเกิดสังขารขันธ์อันเป็นฝ่ายอกุศลขึ้นแล้วคือตัณหา ดังเช่น โลภ โกรธ หลง ฯ. อีกทั้งย่อมพึงเกิดมโนกรรม ที่พึงยังมีอยู่เป็นธรรมดาตามกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ก็ไม่เอา ปล่อยวาง หรืออุเบกขาเสีย ก็เป็นอันจบกันเท่านี้เอง

      ทั้ง ๒ ลักษณะวิธีข้างต้นนี้ เป็นสุดยอดของการปฏิบัติ  การดับแบบทั้ง ๒ นี้ลงไปได้ย่อมประกอบด้วย สติสมาธิปัญญา จึงรับเพียงผลทุกข์ธรรมชาติเพียงขณะจิตหนึ่งเท่านั้น

      แต่ถ้าไม่เท่าทันในเวทนา หรือสังขารขันธ์ แล้วสักว่า หรือไม่เอา หรืออุเบกขาไม่ได้เสียแล้ว ดังข้างต้นแล้ว  สังขารขันธ์อันคือตัณหาย่อมดำเนินไปคือเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทาน คือปรุงแต่งจิตให้เห็นเป็นไปตามกิเลสตน  สังขารขันธ์จึงแปรไปเป็น"สังขารูปาทานขันธ์"ที่ถูกครอบงำด้วยอุปาทานหรือกิเลสตนนั่นเอง จึงย่อมเกิดมโนกรรมความคิดนึกแฝงกิเลสเป็นผลตามมาด้วย ก็ให้อุเบกขาเสีย

      เกิดตัณหา เช่น โกรธ โลภ หรือคิดนึกปรุงแต่ง(มโนกรรม)....จึงเกิดอุปาทาน....จึงเกิดสังขารรูปาทานขันธ์ ที่ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดมโนกรรมอีกภายใต้กิเลสอีกด้วย ก็สามารถทำที่นี่ได้เช่นกัน โดยการปล่อยวาง หรืออุเบกขาทั้งในสังขารขันธ์ตัณหาและมโนกรรม  เพื่อไม่ให้เนื่องเกิดขึ้นอีกต่อไป

แต่ถ้าไม่เท่าทัน เกิดการคิดนึกปรุงแต่ง วนเวียนเป็นวงจร (ในองค์ธรรมชราก็เช่นกัน แต่เปลี่ยนเป็นอุปาทานขันธ์ ) เรียกสภาวะในช่วงภาพล่างนี้ว่า "คิดนึกปรุงแต่ง"นั่นเอง

  คิด หรือ ธรรมารมณ์ (คิดที่เป็นเหตุ เมื่อเกิดแล้วย่อมดำเนินไปตามหตุ)    +   ใจ anired06_next.gif มโนวิญญูาณขันธ์ anired06_next.gif ธัมมสัญญา anired06_next.gif เวทนาขันธ์         

มโน กรรม                       แสดงวงจรกระบวนธรรมการทำงานของขันธ์ทั้ง ๕  ที่วนเวียนปรุงแต่ง                                 

สังขารขันธ์ เกิดมโนกรรม(เกิดคิดที่เป็นผล แม้ต้องรับผล ไม่สามารถดับได้  แต่อุเบกขาได้ จึงไม่ไปเป็นเหตุอีกได้)      ธัมมสัญเจตนา

ที่วงจรนี้ เมื่อเกิดสติอันเป็นสังขารขันธ์จากในวงจรขึ้น เห็นเวทนาและสังขารขันธ์เพียงสักว่า จึงไม่เอาสังขารขันธ์หรือเห็นมโนกรรม-การกระทำทางใจขึ้น ก็"หยุดสังขารขันธ์หรือหยุดมโนกรรมคิดนึกปรุงแต่ง" หรือการอุเบกขาขึ้น วงจรจึงดับไปเช่นกัน

หรืออาจจากความคิดหรือธรรมารมณ์ฝ่ายดีที่แทรกขึ้นมาได้แว๊บหนึ่ง ในวงจรที่   การทำงานของกระบวนธรรมจึงดำเนินไป ดังภาพล่างนี้

ธรรมารมณ์(คิดฝ่ายดี)    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  ผัสสะ  ธัมมสัญญา   เวทนา  ธัมมสัญเจตนา  สังขารขันธ์ คือ ติ anired06_next.gif สัญเจตนา(คิดอ่านที่จะหยุดมโนกรรมเสีย) anired06_next.gif มโนกรรม การกระทำทางใจให้"หยุดคิดนึกปรุงแต่ง" คืออุเบกขานั่นเอง

วงจรความคิดฟุ้งซ่าน"คิดนึกปรุงแต่ง" จึงดับไปเช่นกัน

 กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ