|
พิจารณาความฝัน ในแบบปฏิจจสมุปบาท และขันธ์ ๕ |
|
เพื่อจะได้รู้ความจริง จะได้ไม่ไปยึดถือในขันธ์ ๕ ให้เป็นอุปาทานขันธ์ ๕ คือมีความคิดเห็นว่าเป็นเราหรือของเรา เพราะแม้ในความฝันอันเป็นเพียง"สังขารฟุ้งซ่าน"อย่างหนึ่งที่ไปปรุงแต่งจิต ก็ยังมายาหลอกลวงให้เห็นเป็นจริงเป็นจังไปได้ อีกทั้งแม้ในขณะฝันอยู่ หรือตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกต่างๆนาๆ เป็นไปตามมายานั้นๆ กล่าวคือ ฝันดีบ้างจนสดชื่น ฝันร้ายบ้างจนเหงื่อโทรมกาย ทั้งๆที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงความฝัน ที่ไม่จริงจังแต่อย่างใด เป็นเพียงมายาจิตที่แอบปรุงขณะหลับใหลเท่านั้นเอง จะได้รู้ความจริงอันยิ่งว่า ขันธ์ ๕ มันสักว่ามันทำงานของมันเองด้วยเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา บังคับบัญชามันไม่ได้ ดังนั้นเป็นตัวอย่างอันดีที่พึงศึกษาจะได้ไม่ไปถือมั่นใดๆ(ก็โดยเพราะเห็นด้วยปัญญาแล้ว ดังที่กล่าว, ไม่ใช่เพราะว่าไปพยายามไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียดื้อๆ) แม้ในเวทนา หรือสังขารต่างๆที่พึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ล้วนเป็นมายาทั้งยามหลับและยามตื่น ซึ่งถ้าไปยึดไปอยาก ย่อมเป็นทุกข์
พึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย จะได้รู้ความจริงอันยิ่งว่า ขันธ์ทั้ง ๕ นั้นแท้จริงยิ่งแล้ว มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันทำงานของมันเอง ไม่อยู่ในบังคับบัญชา เราจึงต้องปฏิบัติให้มีสติรู้เท่าทัน คือนึกหรือจำขึ้นมาได้ทันท่วงที อีกทั้งรู้ความจริงยิ่งเกี่ยวกับขันธ์ ๕ เช่น เวทนา และสังขารขันธ์(อารมณ์)ต่างๆที่พึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จะได้ไม่ไปยึดมั่นถือมัน ให้เป็นอุปาทานขันธ์อันเป็นทุกข์
พิจารณาความฝัน ในแบบปฏิจจสมุปบาท
สำหรับการฝันร้าย
|
ฝันคือสังขาร เกิดขึ้น |
วิญญาณจึงมี |
|
เพราะวิญญาณมี เป็นปัจจัย |
นามรูปจึงตื่นตัวทำงาน |
|
เพราะนามรูปตื่นตัว เป็นปัจจัย |
สฬายตนะคือใจจึงตื่นตัวขึ้นทำหน้าที่เช่นกัน |
|
เพราะสฬายตนะตื่นตัว เป็นปัจจัย |
จึงมีผัสสะ |
|
เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย |
จึงมีเวทนา |
|
เพราะเวทนา เป็นปัจจัย |
จึงมีตัณหา |
|
เพราะตัณหามี เป็นปัจจัย |
จึงมีอุปาทาน |
|
เพราะอุปาทานมี เป็นปัจจัย |
จึงมีภพ |
|
เพราะภพมี เป็นปัจจัย |
จึงมีชาติ |
|
เพราะชาติมี เป็นปัจจัย |
จึงมี ชรา(ฝันวนเวียนปรุงแต่งอยู่ในความฝันร้ายนั้นๆ)..มรณะ..โสกะ..ปริเทวะ..ทุกข์..โทมนัส..อุปายาส |
|
|
|
พิจารณาความฝัน ในแบบขันธ์ ๕
สำหรับการฝันทั่วๆไป
พึงสังเกตุว่า ความฝันก็คือธรรมารมณ์สิ่งปรุงแต่งอย่างหนึ่ง คือเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ เมื่อขณะหลับนั้นสติย่อมหย่อนยานลงไปเป็นธรรมดา เมื่อเกิดความฝัน จากการกระตุ้นเร้าด้วยเหตุอันใดก็ดี เช่น ไปประสบพบเข้า นึกขึ้นมาได้ ในช่วงขณะระยะนั้นๆ จึงกระตุ้นสัญญาความจำได้จึงนำมาฝันขึ้นได้ แล้วย่อมเกิดดำเนินไปตามที่แสดงดังข้างต้น ถ้าเป็นฝันร้ายก็ดำเนินไปตามแบบกระบวนธรรมปฏิจจสมุปบาทกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์ แต่ถ้าเป็นการฝันโดยทั่วๆไปก็ดำเนินไปแบบขันธ์ ๕ พึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคายจะพบว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นอนัตตาจริงๆ ไม่เป็นไปตามอำนาจตนจริงๆ บังคับบัญชามันไม่ได้ ทำงานของมันเองได้ ท่านจึงสอนให้ว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นใดๆในขันธ์ทั้ง ๕ จนกลายเป็นอุปาทาขันธ์ ๕ อันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด ด้วยขันธ์ทั้ง ๕ นั้นล้วนเป็นไปดังนี้เท่านั้น
รูปขันธ์ หรือร่างกายเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มีการเกิด การดับ อีกทั้งการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ จึงทุกขังด้วยด้วยมีแรงทำให้มีการเกิด การดับสลาย บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา จึงคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์ในที่สุด อีกทั้งธรรมทั้งมวลล้วนเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนของมันเองจริง เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยของธาตุ ๔ เมื่อไม่มีตัวตนจึงเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของมันไม่ได้ แท้จริงจึงควบคุมบังคับเขาให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้ เพราะเป็นไปเพียงตามเหตุปัจจัยได้เท่านั้น จึงไปบังคับบัญชาเขาไม่ได้ว่า เจ้าจงอย่าเกิด อย่าแก่ อยา่เจ็บ อย่าตายเลย เป็นไปในลักษณาการดังนี้ในทุกๆขันธ์ ทั้งของตนเองและทั้งของผู้อื่น