วิหารธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า

กระดานธรรม ๒

 

 คลิกขวาเมนู

        วันนี้จะขอกล่าวเรื่องวิหารธรรม เครื่องอยู่ของพระอริยเจ้าอย่างหนึ่ง ที่กล่าวกันว่า ผู้ที่เข้าไปอยู่ไปอาศัยเป็นสุขอย่างยิ่ง  เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องพันพัวกับการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา และเป็นที่วิจิกิจฉากันโดยทั่วไปอีกด้วย  และมักเข้าใจกันแบบสีลัพพตุปรามาสแบบสืบทอดกันต่อๆมา หรือทิฏฐุปาทาน  วิหารธรรมที่จะกล่าวในวันนี้ อย่างตรงไปตรงมาก็คือ ฌาน อันเป็นวิหารธรรมของพระอริยเจ้า หรือเครื่องอยู่เครื่องอาศัยขององค์อริยเจ้า

        เมื่อปุถุชนได้ฟังสืบทอดกันต่อๆมาว่า ฌาน อันเป็น สมาบัติ เป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่เครื่องอาศัยของพระอริยเจ้า ก็เกิดอธิโมกธ์ เกิดกิเลส อยากได้วิหารธรรมหรือเครื่องอยู่อันเป็นสุขยิ่ง เยี่ยงองค์อริยเจ้าทั้งหลายบ้าง  จึงพยายามค้นหา ปฏิบัติ กระทำการต่างๆนาๆเพื่อให้ได้ซึ่ง วิหาร หรือเครื่องอยู่อาศัยนี้ ดังองค์พระอริยเจ้าที่เป็นที่เคารพบูชานับถืออย่างสูงสุด  จนเผลอใจลืมเลือนการนำไปเป็นกำลังเครื่องหนุนการวิปัสสนา อันเป็นหัวใจของพระศาสนา จนเป็นฌานหรือสมาบัติดังที่มีในเหล่าอัญญเดียรถีย์ ที่มีมาแต่ก่อนพุทธกาลเสียอีก กล่าวคือมุ่งหวังจริงจังจนเป็นตัณหาในวิหารธรรมหรือในฌาน อันเป็นสมาบัติ เสียจนขาดการวิปัสสนาอันเป็นหัวใจของการปฏิบัติ

        ก่อนอื่น ทำความเข้าใจกันเสียก่อน  ฌานสมาธิ นั้นเป็นมรรคองค์ที่ ๘ คือ สัมมาสมาธิ  ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวกันให้เสียเวลาว่า เป็นแนวทางของการปฏิบัติที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง,  สมาธิ ที่หมายว่า การที่มีจิตแน่วแน่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือจิตตั้งมั่น,  ส่วนสัมมา ที่แปลว่า ชอบ ถูกต้อง จึงหมายถึง สมาธิชอบ  สมาธิที่ถูกต้อง  ถูกต้องที่หมายถึง ใช้ไปในแนวทางในการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ อันเป็นสุขสงบยิ่ง  ดังนั้นฌานสมาธิที่นอกเหนือไปจากเพื่อการดับทุกข์แล้ว ไม่ว่าจะใช้ไปในทางใด ในทางพุทธศาสนาจัดว่าไม่ใช่สัมมาฌาน หรือสัมมาสมาธิล้วนสิ้น  เป็นเพียงฌานสมาธิในทางโลกหรือโลกิยะ กล่าวคือ ฌานสมาธินั้น มีคุณประโยชน์อย่างมากในการปฏิบัติ ขาดเสียก็ไม่สามารถปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าได้  เพียงแต่ว่าฌานสมาธิระดับประณีตแค่ไหนที่ต้องใช้ในการปฏิบัติหรือวิปัสสนา? เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ หรือมรรคองค์ที่ ๙ ที่เรียกว่า สัมมาญาณ อันคือ ญาณชอบหรือปัญญาชอบ  จึงเป็นสิ่งที่เราควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะย่อมเกี่ยวข้องพัวพันกับการปฏิบัติโดยตรง

         นักปฏิบัติโดยทั่วไป เมื่อมาปฏิบัติแรกๆนั้นก็มักปฏิบัติสมาธิกันโดยทันที  ก็เนื่องจากความเร่งรัดของสังคมปัจจุบัน ตลอดจนความก้าวหน้าของการสื่อสารและการคมนาคมในปัจจุบัน จึงติดต่อศึกษากันสะดวกง่ายดาย  สามารถใช้เวลากันสั้นๆเท่าที่โอกาสอำนวยได้  เมื่อปฏิบัติก็มักเริ่มกันด้วยสติสมาธิเป็นสำคัญ  ด้วยเห็นว่าเป็นมรรคองค์สุดท้ายในมรรคปฏิบัติ จึงคิดว่าสำคัญยิ่ง จึงเน้นแต่สติ สมาธิ  จึงไม่เห็นความเป็นเหตุปัจจัยเครื่องสนับสนุนกันของมรรคองค์อื่นๆอย่างแจ่มแจ้ง ว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน  จึงมักไม่เคยปฏิบัติในมรรคองค์อื่นๆก็มี เช่น สัมมาดำริ คือคิดชอบ, คิดพิจารณาหรือมีความรู้ในธรรม ฯ,  ตลอดจนสมาธิหรือฌานเป็นสิ่งที่ เมื่อเกิดผลขึ้นแล้ว ย่อมสัมผัสหรือประจักษ์ได้ด้วยตนเอง ที่หมายถึง รู้สึกถึงผลอันเป็นความสุขสงบสบายอย่างยิ่ง หรือคลายทุกข์ได้อย่างชัดเจนด้วยตนเองอย่างยิ่ง  จึงไม่เหมือนมรรคองค์อื่นๆ ที่แสดงผลออกมาให้สัมผัสได้อย่างไม่อย่างชัดแจ้งประจักษ์แก่ตนของนักปฏิบัติเอง  ฌานและสมาธิจึงย่อมเป็นที่ชื่นชมของทั้งผู้สอนและผู้ปฏิบัติโดยทั่วไปเป็นธรรมดา

         อนึ่งเมื่อได้ยินได้ฟังเสมอๆในหมู่นักปฏิบัติว่า ฌานเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า  ก็ย่อมเข้าใจความนัยว่า เมื่อเป็นวิหารธรรมของอริยเจ้า ย่อมดีงามเป็นสุขเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อการเข้าไปอยู่  เข้าไปอาศัยเป็นอย่างยิ่ง  จึงมุ่งเพียรปฏิบัติเน้นหนักไปในด้านฌานสมาธิ เมื่อบังเกิดผล มีความรู้สึกสงบและเป็นสุขอย่างยิ่งสมดั่งคำเล่าลือ หรือดับทุกข์ลงไปในขณะนั้นอย่างเห็นผล อันย่อมเกิดแต่ขึ้นแต่อำนาจของฌานสมาธิที่ระงับกิเลสหรือทุกข์จากนิวรณ์ ๕  จึงย่อมประจักษ์ในความสุขสงบ หรือความสงบของทุกข์เหล่านั้นได้ด้วยตนเอง จึงว่าเป็นสุขยิ่ง  จึงยิ่งมีความเพียรพยายามปฏิบัติที่จะไปแช่อยู่ในวิหาร หรือเครื่องอยู่เครื่องอาศัยนั้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่ไม่รู้ว่าประกอบด้วยอวิชชา กล่าวคือ แอบติดเพลินหรือเพลิดเเพลินในผลนั้น  และยิ่งเสริมด้วยความเข้าใจผิดไปด้วยว่า  เมื่อเป็นวิหารธรรมของพระอริยเจ้าแล้ว ย่อมประเสริฐ ไม่มีโทษทุกข์ภัยใดๆ ด้วยอธิโมกข์

         แต่ตามความเป็นจริงอย่างยิ่งนั้น  วิหารธรรม นี้ ผู้ที่เข้าอยู่อย่างเป็นสุขยิ่งนั้น ต้องเป็นพระอริยเจ้าเท่านั้น  ท่านก็บอกกล่าวอยู่แล้วว่า วิหารธรรมอันเป็นที่เครื่องอยู่ของพระอริยะเจ้า ที่ท่านเข้าไปพักอาศัยเป็นครั้งคราว  ไม่ใช่จะไปอยู่อาศัยเสมอๆ เมื่อผู้อื่นกล่าวคือปุถุชนพยายามอย่างยิ่งไปอยู่ ไปอาศัยโดยเกินตัว หรือพูดกันง่ายๆว่าเกินบารมีตน(ที่สั่งสมและปฏิบัติ) กล่าวคือ ไปจมแช่ ไปอยู่ ไปอาศัยเสียเกือบตลอดเวลา แม้ในชีวิตประจำวัน  จึงยังให้เกิดโทษแก่ตนเองเป็นที่สุดโดยไม่รู้ตัวเสียด้วย ด้วยการติดสุขเสียนั่นเอง

 

ดูกรจุนทะ  แต่ธรรมคือฌานเหล่านี้  เราไม่กล่าวว่า เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ในวินัยของพระอริยะ

เรากล่าวว่า  ยังเป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่ให้เป็นสุขในอัตภาพนี้ ในวินัยของพระอริยะ(เท่านั้น)

สัลเลขสูตร

 

           เครื่องอยู่หรือวิหารธรรม ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องกันเสียก่อน  เหมือนดังเรื่องปัจจัย ๔ ที่กล่าวถึงพื้นฐานความจำเป็นของมนุษย์มี อาหาร๑  เครื่องนุ่งห่ม๑  ที่อยู่อาศัย๑  ยารักษาโรค๑  และในปัจจุบันมีการกล่าวเพิ่มกันเล่นๆว่า มีปัจจัยเสริมคือ รถ(ไว้ใช้งานไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของ) และโทรศัพท์มือถือ เป็นปัจจัยที่ ๕ และ ๖  กล่าวคือ ก็เพื่อเสริมความเป็นอยู่ให้สะดวกสบายตามสังคมปัจจุบัน  ไม่มีเสียก็มีความยากลำบากในการคมนาคมสื่อสารในปัจจุบันนี้ยิ่งนัก   แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญยิ่งแก่ชีวิตดุจปัจจัย ๔  เพียงเสริมความสุขสะดวกสบายตามอัตภาพของมนุษย์เพียงเท่านั้น   ฌานอันเป็นวิหารธรรม จึงอุปมาได้ดั่งปัจจัยเสริมเพื่อให้อยู่เป็นสุขตามอัตภาพของนักปฏิบัติเหล่านี้นี่เอง  จึงไม่ถึงขั้นจำเป็นที่ต้องใช้ดุจดั่งปัจจัย ๔,   ฌานก็อุปมาได้ดุจดั่ง รถหรือโทรศัพท์ ที่ใช้เป็นครั้งคราวเพื่อความสะดวกสบาย   จึงไม่ใช่การพยายามไปแช่นิ่งอยู่ในฌานด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าวิหารธรรมแล้วควรอยู่ในวิหารนั้นตลอดเวลา  จึงพยายามทรงอยู่,ทำให้เกิดขึ้นอยู่เสมอๆหรือตลอดเวลา โดยขาดการวิปัสสนาอันเป็นหัวใจของการปฏิบัติไปเสีย จึงทำให้เกิดอาการติดสุขอันเป็นวิปัสสนูปกิเลสขึ้นนั่นเอง  ก็ย่อมไม่สามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติได้

         ฌานสมาธิ ก็ฉันนั้น  กล่าวคือ เป็นวิหารของพระอริยเจ้า  ที่ปุถุชนพยายามกันอย่างมากที่จะเข้าไปยึดไปอยู่เสียด้วยอวิชชา จึงกลับกลายเป็นเกิดโทษทุกข์ภัยขึ้นเป็นธรรมดา  วิหารอันเป็นสุขยิ่งนี้  จักพึงปรากฏขึ้นแก่ผู้เป็นอริยเจ้าเองเป็นธรรมดา หรือกล่าวได้ว่า พึงเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นแก่ผู้เป็นอริยเจ้าเอง  ปุถุชนจึงมิบังควรอาจเอื้อมไปอยู่ไปอาศัยอย่างแช่อยู่ โดยขาดวาสนาบารมีที่หมายถึง ที่พึงเกิดขึ้นได้จากการสั่งสม อบรม ประพฤติ ปฏิบัติ อย่างถูกต้อง กล่าวคือ พระอริยเจ้า ท่านทรงอยู่ในวิหารธรรมอันบรมสุขนี้ ด้วยวาสนา ที่สั่งสมมาดีแล้ว จึงขาดการติดเพลิน หรืออวิชชา เพียงเป็นเครื่งอยู่ ไม่ใช่การแช่อยู่   ส่วนปุถุชนนั้น เข้าใจไปว่า ตนเองเข้าไปอยู่อาศัยได้ โดยไม่ดูฐานะตนด้วยอวิชชา  จึงพยายามสร้างวิหารเหล่านี้ขึ้นเอง แล้วพยายามเข้าไปแช่อาศัยอยู่เสียตลอดเวลา พยายามให้เป็นการถาวร  ด้วยยังไม่รู้ว่า จักยังทุกข์โทษภัยให้ในที่สุด กล่าวคือ ไม่สามารถอยู่ในวิหารหรือฌานสมาธิ อันเป็นสังขารอันย่อมมีการแปรไปเป็นธรรม จึงเกิดเป็นทุกข์ขึ้น เพราะความติดเพลินในวิหารธรรมนั้นเสียแล้ว

         ย่อมเกิดปุจฉาขึ้นมาอีกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องปฏิบัติ ฌานสมาธิ เสียเลย หรืออย่างไร?

         ไม่ได้หมายความอย่างนั้น  กลับต้องเพียรปฏิบัติยิ่ง เพื่อให้ได้เข้าไปอยู่ใน วิหารอันบรมสุข นี้ให้ได้ในที่สุด  แต่ต้องประกอบด้วยปัญญา  กล่าวคือ แรกปฏิบัตินั้น เราพึงเข้าไปใน วิหารของเหล่าองค์พระอริยเจ้า อุปมาดั่ง เข้าไปในลักษณะของการไปเยี่ยมเยืยน เพื่อกราบกรานวิหารท่าน เพื่อ ขอกำลังจิต เพื่อการนำกลับมาเพื่อการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  จึงเป็นการเข้าไปในลักษณะเยี่ยมเยือนชั่วครั้งคราว เพื่อขอรับ กำลังจิต เป็นสำคัญเท่านั้น  จึงหมายถึง เพียงเพื่อเข้าไปเพื่อยังประโยชน์ ในการนำไปใช้ในการพิจารณาธรรม  หรือเข้าไปก็เพื่อให้เป็นเครื่องหนุนเครื่องเกื้อกูลการใช้ปัญญาชอบ กล่าวคือ เมื่อออกจากวิหารธรรมอันบรมสุขแล้ว ย่อมมีจิตที่อิ่มเอิบไม่ซัดส่ายติดตามออกมา พร้อมการระงับของทุกข์ได้ในระยะหนึ่ง ด้วยอำนาจของวิหารธรรมอันมีอำนาจยิ่ง ก็พึงเพื่อการนำมาเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญา  เมื่อใช้ปัญญาในการพิจารณา จิตย่อมประณีตขึ้นไปเป็นลำดับ  จึงย่อมเข้าออก วิหารธรรม เพื่อเป็นกำลังของจิตได้เสมอๆเพื่อการวิปัสสนา  แต่ถ้าเข้าไปในวิหารบ่อยๆจนติดเพลินแต่ฝ่ายเดียว การณ์กลับเป็นให้โทษเสีย  จึงต้องใช้ประโยชน์จากวิหารธรรมนี้อย่างถูกต้องดีงามด้วย  ในที่สุด วิหารธรรม นั้นจึงพึงบังเกิดขึ้นแก่ตน เป็นวิหารธรรมประจำตัวของตนเองโดยอัศจรรย์  เป็นเครื่องอยู่หรือวิหารธรรมที่พระอริยเจ้าทั้งหลายเข้าไปอาศัย คลายทุกข์ คลายร้อน อันเกิดแต่ขันธ์ ๕ ที่ยังต้องดำรงอยู่นั้น  แต่ท่านขาดเสียซึ่งความติดเพลิน ความเพลิดเพลินในเหล่าสุขอันเกิดแต่วิหารนั้น  จึงเป็นการอยู่เป็นครั้งคราวเช่นกัน.

         วิหารนี้ จึงเป็นเพียงในขั้นไปเยี่ยมเยือนในปุถุชนเท่านั้น  ที่หมายถึง ปฏิบัติเพียงเพื่อให้เกิด ปีติ สุข สงบ ฯ. เพื่อการนำมาเป็นกำลังเป็นเครื่องสนับสนุนการวิปัสสนา หรือแก้ทุกข์เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าพึงเพียรพยายามเข้าไปอยู่ ไปแช่นิ่งอยู่แต่ภายใน วิหาร ตลอดเวลาด้วยอวิชชา ไม่เจริญวิปัสสนาเลย ก็ย่อมก่อทุกข์โทษภัยแก่ผู้นั้นในที่สุด ในการพยายามเกินตัว หรือพยายามในสิ่งที่เกินบารมีที่ตนสั่งสมปฏิบัติมานั่นเอง  ดังนั้นในปุถุชนนักปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติฌานสมาธิ จึงควรพร้อมทั้งปฏิบัติวิปัสสนาควบคู่กันไปด้วย  ก็จักได้ประโยชน์อันยิ่ง กล่าวคือ ดำเนินไปในมรรคองค์ที่ ๘ อย่างถูกต้องเป็นสัมมาณาน ไม่ใช่ฌานแต่อย่างเดียว ในที่สุดก็มีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่นั่นเอง

แล้วคำถามที่ว่า ฌานสมาธิระดับประณีตแค่ไหนที่ต้องใช้ในการปฏิบัติหรือวิปัสสนา

         ผู้เขียนขออารธนาธรรมของพระคุณเจ้า พระธรรมปิฏก มากล่าว

         ".........ประโยชน์ของสมาธิ    ในการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงจุดหมายของพุทธธรรมนั้น   อยู่ที่การนำมาใช้เป็นที่ทำการสำหรับให้ปัญญาปฏิบัติการอย่างได้ผลที่สุด    และสมาธิที่ใช้ในการนี้ก็ไม่จำต้องเป็นขั้นที่เจริญถึงที่สุด    ลำพังสมาธิอย่างเดียวแม้จะเจริญถึงขั้นฌานสูงสุด  หากไม่ก้าวสู่ขั้นใช้ปัญญาแล้ว  ย่อมไม่สามารถทำให้ถึงจุดหมายของพุทธธรรมได้อย่างเป็นอันขาด ....."  (พุทธธรรม หน้า ๘๖๘ - ๘๖๙)

         จากข้อธรรมดังกล่าว อันเป็นไปอย่างถูกต้องดีงามตามพระพุทธประสงค์  ดังนั้น สมาธิที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนา จึงไม่จำเป็นต้องเป็นระดับประณีตขั้นสูงสุด  เพียงเจริญสมาธิหรือฌาน ในระดับประณีตขั้นต้นหรือระดับใช้งานได้ดี กล่าวคือ สมาธิระดับขณิกสมาธิหรือวิปัสสนาสมาธิ  หรือฌานระดับ ปฐมฌาน กล่าวคือ เมื่อจิตแนบแน่นหรือตั้งมั่นอยู่กับการวิตก วิจารในอารมณ์ใดๆดีแล้ว เช่น ลมหายใจ พุทโธ ฯ ที่เคล้ากันได้อย่างแนบแน่นกลมกลืน พร้อมทั้งมีความสงบสบายได้เป็นอย่างดีแล้ว กายใจสงบ ไม่ซัดส่ายสอดแส่ไปภายนอกหรือในนิวรณ์ทั้ง ๕  ก็พึงวางอารมณ์นั้นๆหรือวางการวิตก วิจารในอารมณ์นั้นนั่นเอง มาวิตก วิจารในธรรมแทนได้เลย กล่าวคือ สามารถดำเนินการวิปัสสนาหรือปัญญาได้เลย๑. พร้อมน้อมนำไปในทางสละคืน ปล่อยวางในกิเลส หรือเพื่อนิพพานอันบรมสุข๑.   และขณะที่เจริญวิปัสสนาได้อย่างแนบแน่น หรือได้เป็นอย่างดีนั้นอยู่ บางครั้งจิตจะเลื่อนไปสู่ฌานสมาธิในระดับประณีตขั้นสูง(ฌาน ๒, ๓, ๔ ฯ.)ได้เป็นลำดับเองอีกด้วย  จึงมีข้อดียิ่ง คือ ไม่ติดเพลินในฌานสมาธิได้ง่าย ใช้เวลาในการปฏิบัติน้อยกว่าโดยเฉพาะในฆราวาสที่สังคมปัจจุบันนี้มีหน้าที่การงานเร่งรัดอยู่ตลอดเวลา จึงย่อมไม่สามารถเจริญฌานแต่อย่างเดียวจนถึงระดับประณีตขั้นสูงสุดได้ง่ายๆ  การใช้ปฐมฌานไปในการปฏิบัติวิปัสสนาจนยังให้ถึงที่สุดนั้น จึงเป็นไปได้  ดังยืนยันความนี้ ในพระสูตร ต่อไปนี้

ฌานสูตร

         [๒๔๐]........บรรลุปฐมฌาน เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ ... ว่างเปล่าเป็นอนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้น แล้วย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า

นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบ แห่งสังขารทั้งปวง...นิพพาน  

เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย .....

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเพราะ อาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ......

(พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๓)

         ส่วนในอีกกรณีหนึ่งนั้น  ก็เจริญฌานสมาธิเสียก่อน เต็มกำลังของตนก่อน   หรือในกรณีเพื่อการระงับดับทุกข์ที่รุมเร้าหรือเร่าร้อนอย่างรุนแรงด้วยเหล่านิวรณ์ ๕ อันหนึ่งอันใดก็ดีเสียก่อน  เมื่อถอนออกจากฌานสมาธิ เช่น ฌาน ๒, ๓, ๔ ใดๆก็ตามที ย่อมเป็นสงบ จึงเป็นสุข ระงับดับทุกข์หรือความฟุ้งซ่านรำคาญใจใดๆในขณะนั้นๆได้  จิตจึงย่อมมีกำลัง ไม่ไปพะวักพะวงกับสิ่งอื่นๆ พร้อมทั้งความสุขสงบสบาย จึงไม่ซัดส่ายสอดแส่ไปในสิ่งต่างๆให้เกิดทุกข์ และประกอบด้วยกำลังขององค์ฌานต่างๆ ดังเช่น อุเบกขา ฯ ที่ย่อมยังให้ผลเนื่องต่อมาด้วย แม้เมื่อถอนออกมาจากฌานสมาธิแล้วก็ตามที  อันเป็นจิตที่ดียิ่ง ที่พึงนำไปเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาในการดับทุกข์๑. อันพร้อมกับการน้อมนำเพื่อความสละคน การปล่อยวาง หรือนิพพานอันบรมสุข๑.  อันเป็นไปดังพระสูตร

          [๒๔๐]......เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลาย เพราะอาศัยทุติยฌานบ้าง...ฯลฯ

เพราะอาศัยตติยฌานบ้าง...ฯลฯ

เพราะ อาศัยจตุตถฌานบ้าง  ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข

เพราะละสุขละทุกข์และดับ โสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

เธอย่อมพิจารณา เห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อันมีอยู่ในขณะแห่งจตุตถฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็น อนัตตา

เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อ อมตธาตุว่า

นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ... นิพพาน

เธอตั้งอยู่ในจตุตถฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

(พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๓)

         ดังนั้น จึงกล่าวสรุปได้ว่า การเข้าวิหารธรรมเพื่อเป็นสุขตามอัตภาพแล้ว พึงนำไปใช้ในการวิปัสสนา ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม เป็นสัมมาสมาธิหรือสัมมาฌาน อันเป็นมรรคองค์ที่ ๘  แต่ถ้าเข้าวิหารธรรมบ่อยๆ โดยมิได้นำพาต่อการวิปัสสนา เพื่อน้อมนำให้เกิดนิพพิทาอย่างจริงจังแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าไปเพียงเพื่อความสงบ ความสุข ความสบายแต่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที ก็จักยังเป็นโทษเกิดติดสุขเป็นวิปัสสนูปกิเลสอันให้โทษ

         ความจริงแล้วฌานสมาธิก็เป็นเครื่องอยู่ของนักปฏิบัติเช่นกัน  ที่กล่าวดังข้างต้น เป็นเพียงการปรามไม่ให้ไปแช่เสพรสอันประณีตเสียแต่ฝ่ายเดียว จนขาดการวิปัสสนาจึงเสพรสแต่อย่างเดียวเนื่องเพราะไม่รู้มาก่อนหรืออวิชชานั่นเอง เพราะเกิดขึ้นและเป็นไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนักปฏิบัติไปอยู่อย่างติดเพลินในความสุข สงบเสีย  กล่าวคือ ต้องรู้ว่าต้องไม่ติดเพลิน ไปแช่นิ่งอยู่แต่ภายใน เพื่อเสพความสุขสงบนั้น  เนื่องด้วยเข้าใจในคุณโทษ  จึงใช้เพื่อเป็นเครื่องอยู่ เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรม กล่าวคือ

         เมื่อแรกปฏิบัตินั้น จิตปุถุชนย่อมพัวพันอยู่ในกามฉันท์ หรือความสุข ความกำหนัด ความใคร่ใน รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ อันเป็นความสุขหรือเครื่องอยู่ของปุถุชน  การที่จะให้ละสิ่งเหล่านี้ไปเสียดื้อๆ ตามปกติจิตปุถุชนย่อมไม่มีกำลังพอจะจัดการได้อยู่แล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจิตผู้ที่กำลังซัดส่ายโดยทุกข์รุมเร้า  จึงต้องสร้างสิ่งที่ให้จิตมีที่ยึด,ที่อยู่หรือเครื่องอยู่อันควรอย่างอื่นเสียก่อน พร้อมทั้งสร้างกำลังจิต เพื่อการดับทุกข์อันเป็นบรมสุขอันแท้จริง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหา ที่อยู่, ที่อาศัย หรือเครื่องอยู่ ที่ทำให้จิตมีกำลังพอ จึงหาเครื่องอยู่ชั่วคราวเสียก่อน เพื่อการก้าวต่อไปข้างหน้าคือการดับทุกข์ทั้งปวง  ซึ่งเครื่องอยู่ชั่วคราวนี้ย่อมต้องเป็นสุขสงบอันประณีตกว่าเหล่าความสุขจากกามฉันท์เหล่านั้น  ก็คือวิหารธรรมหรือฌานสมาธินั่นเอง  ดังนั้นเมื่อจิตอยู่ในวิหารธรรมอันประณีตยิ่งกว่าได้แล้ว จิตก็ย่อมคลายกำหนัดในกามทั้ง ๕ จึงย่อมลดละ ราคะ โทสะ โมหะ ในกามฉันท์ได้เป็นลำดับเช่นกัน  จิตไม่ซัดส่ายหรือฟุ้งซ่านออกไปแสวงหาในเหล่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เช่นแต่เดิม เนื่องจากอยู่ในวิหารธรรมอันประณีต  จิตก็ย่อมมีกำลังและปัญญาจากการพิจารณาธรรมเป็นลำดับ จนเกิดปัญญาญาณจนละความสุขอันประณีตในวิหารธรรมนี้ ได้อีกคราหนึ่ง ก็เมื่อจิตได้พบสุขจากการดับทุกข์ อันสุขสงบประณีตยิ่งกว่าสุขจากฌานสมาธินั้นเสียอีก  แต่ถ้าไม่ดำเนินการวิปัสสนาให้เกิดปัญญา จิตก็จะไปติดเพลินอยู่ ณ ที่นี้แทนกามฉันทะทั้ง ๕ อันจักเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เช่นกัน  ด้วยเหตุดังนี้นี่เองปัญญาหรือการวิปัสสนาจึงเป็นตัวกำจัด รูปราคะหรืออรูปราคะ อันเกิดแต่รูปฌานและอรูปฌาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องละเช่นกันในภายหลังด้วยปัญญาญาณ  ละ ที่หมายถึง ขาดเสียซึ่งความติดเพลินในรูปราคะและอรูปราคะนั่นเอง จึงจัดเป็นสังโยชน์ที่ต้องละ ในข้อที่ ๖ และ ๗ ของพระอริยเจ้า  ละ นี้ไม่ได้หมายถึงขาดสูญ  ฌานสมาธิยังเป็นเครื่องอยู่ได้ดังเดิม  เพียงแต่ละความติดเพลินในฌานเหล่านั้น  กล่าวคือ ท่านใช้เมื่อคราจำเป็นในการดำรงชีวิตของขันธ์ ๕ ที่ยังคงมีอยู่เพียงเท่านั้นเอง

         ดังนั้นเมื่อเกิดการติดเพลิน วิหารธรรมนั้นก็ยังให้โทษได้เป็นธรรมดา  อุปมาดั่งผู้เข้าอยู่ยังไม่มีบารมีพอนั่นเอง  เพราะเมื่อเกิดการติดเพลินหรือเพลิดเพลินหรือติดสุข(เพราะทุกข์ดับไปชั่วระยะหนึ่ง)ในฌานสมาธิเสียแล้ว ฌานสมาธิเหล่านั้น ก็กลับกลายเป็น มิจฉาฌาน  มิจฉาสมาธิ  ไม่ใช่สัมมาฌานหรือสัมมาสมาธิ อีกต่อไป

กระบวนการในการปฏิบัติ จึงเป็นไปดังนี้

ละ กามฉันทะ โดยอาศัย วิหารธรรมหรือเจโตวิมุตติ

อาศัย เจโตวิมุตติ  เพื่อการเจริญ วิปัสสนาหรือปัญญา

อาศัย ปัญญา เป็นปัจจัย จึงมี สัมมาญาณ และละรูปราคะและอรูปราคะในเจโตวิมุตติ

สัมมาญาณ เป็นปัจจัย จึงมี สัมมาวิมุตติหรือปัญญาวิมุตติ อันคือ สุขจากการหลุดพ้น

สุขเวทนา  เป็นสุขเพราะตั้งอยู่    (เมื่อมีตัณหาจึง)เป็นทุกข์เพราะแปรไป

ทุกขเวทนา  เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่    (เมื่อมีวิภวตัณหาจึง)เป็นสุขเพราะแปรไป

(จูฬเวทัลลสูตร)

สมาบัติขั้นใด? ที่จำเป็นในการปฏิบัติกรรมฐาน

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย