ตัณหา และ นันทิความติดเพลินอันให้โทษ

ความเพลิดเพลินเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์

นนฺทิ  ทุกฺขสุสํ  มูลํ  

(มูลลปริยายสูตร  ๑๒/๑๑)

มีพุทธพจน์ ตรัสไว้ว่า

         "..........พอเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด    เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม    เขาย่อมครุ่นคิดคํานึง ย่อมบ่นถึง ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น,   เมื่อเขาครุ่นคิดคํานึงเฝ้าบ่นถึง หมกใจอยู่กับเวทนานั้น     นันทิ(ความติดใจอยาก)ย่อมเกิดขึ้น    นันทิความติดใจอยากในเวทนาทั้งหลายนั่นแหละกลายเป็นอุปาทาน     เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เขาก็มีภพ     เพราะภพเป็นปัจจัยก็มีชาติ     เพราะชาติเป็นปัจจัยก็มีชรามรณะ, ความโศรก ความครํ่าครวญ  ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นผิดหวัง ก็มีพรั่งพร้อม     ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จึงมีได้ด้วยประการฉะนี้ "

(มฺชฌิมนิกาย มูลปฺณณาสก ๑๒/๔๕๓/๔๘๘)

        ตัณหา  ความทะยานอยาก, ความดิ้นรน, ความปรารถนา, ความเสน่หา,  ซึ่งผู้เขียนมักใช้คำว่า อยาก หรือ ไม่อยาก(วิภวตัณหา) แทนในการอธิบาย ก็เพื่อจุดประสงค์ให้เข้าใจหรือมองเห็นภาพคือเรียบเรียงเข้าใจได้อย่างง่ายๆ

        นันทิ  ยินดี ความเพลิดเพลิน ความติดเพลิน ความติดใจอยาก, ผู้มีความยินดี

        ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า อันตัณหาและนันทินั้น ต่างล้วนเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตของปุถุชน เป็นธรรมดาก็จริงอยู่  จัดเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง  ซึ่งถ้าขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งในขันธ์ ๕ เสีย ก็หมายถึงกาลแตกดับหรือไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้  แต่เหล่าตัณหาและนันทิเหล่านี้ เมื่อดับไปได้ ที่หมายถึงเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้สืบเนื่องเป็นทุกข์ต่อไปอีกได้  กลับทำให้ดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุขอันเป็นที่สุด ที่ประกอบด้วยความสงบสะอาดและบริสุทธิ์ ที่เกิดขึ้นจากเวทนาเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

        องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แสดงปฏิจจสมุปบาทไว้หลายกระแส   บางกระแสที่แสดงนั้นในองค์ธรรมตัณหา ท่านก็ใช้คำว่า "นันทิ-ความติดเพลิน,ความติดใจอยาก,ความเพลิดเพลิน" แทนดังพุทธพจน์ข้างต้น    นันทิความติดเพลินหรือความติดใจอยาก จึงเป็นตัณหาอันหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่ดำเนินไปอย่างละเอียดอ่อนจึงแลเห็นหรือรู้เข้าใจได้ยาก  และจัดเป็นตัณหาที่เกิดกับปุถุชนมากเป็นที่สุดโดยไม่รู้ตัว  แลดูเหมือนไม่น่าให้โทษมากมายอย่างตัณหาความทะยานอยากโดยตรง  แต่กลับให้โทษเท่าตัณหาทั่วไป แต่ละเอียดอ่อนนอนเนื่องกว่ามากจนไม่โยนิโสมนสิการก็จะไม่พบความจริง

         เนื่องจากการเกิดของนันทิดำเนินไปอย่างละเอียดอ่อน และนุ่มนวลลุ่มลึก จึงแลเห็นได้ยาก  จึงก่อให้เป็นทุกข์โทษภัยขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา  แม้ว่าจะละเอียดอ่อนนุ่มนวลแต่จัดให้ว่าเป็นโทษยิ่ง เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่รู้(อวิชชา)นี่เอง จึงสั่งสมจนเคยชินอย่างแรงกล้า   ถ้าพิจารณาโดยละเอียดและแยบคายจะพบว่าในชีวิตที่ยังคงดำเนินอยู่ขณะนี้  ปุถุชนต่างตกอยู่ภายใต้ความติดเพลินต่างๆโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา ดังเช่น ความติดเพลินหรือความติดใจอยากในความสะดวกสบายต่างๆ   ความติดเพลินในความสุขความสงบในฌานหรือองค์ฌานต่างๆ   ติดเพลินในรสชาด  ติดเพลินในรสสัมผัส ฯลฯ.  จึงก่อให้เกิดในสิ่งต่างๆที่เป็นไป  ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้โดยไม่รู้ตัว  ติดเพลินในแอร์คอนดิชั่นอันเย็นสบาย โดยไม่เคยรู้ตัวสักนิดว่าติดเพลิน กล่าวคือขาดไปเสียเมื่อไรจึงหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว   ทีวีเสียเมื่อไรก็หงุดหงิด โดยไม่รู้มาก่อนสักนิดเลยว่าติดเพลิน  โทรศัพท์เสียเมื่อไรก็หงุดหงิดโดยไม่รู้ตัวแม้น้อยนิดว่าติดเพลิน  กินอาหารไม่อร่อยเมื่อไร ก็ไม่พอใจโดยไม่รู้ตัวว่าติดเพลินโหยหาในรสชาดอันถูกใจ   องค์ฌานต่างๆหายไปหรือจนเกิดเป็นโทษแล้วก็หงุดหงิดฟุ้งซ่านก็ยังไม่รู้ตัวสักนิดว่าติดเพลินในความสุขสบาย  เห็นของสวยงามก็จับจ้องไม่วางตาด้วยเพลิดเพลิน ฯลฯ.

         นันทิ ความติดเพลินเป็นธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่งนั่นเอง แต่ก็เป็นแบบฝ่ายก่อให้เกิดทุกข์ในภายหน้าโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน  อันคือการดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเองอันเป็นปกติธรรมชาติของปุถุชน    นันทิเป็นผลอันเกิดขึ้นแต่เหตุคือเวทนา กล่าวคือ เมื่อเกิดเวทนาชนิดสุขเวทนาอันเป็นความรู้สึกรับรู้จากการกระทบสัมผัสต่างๆอันเป็นสภาวะธรรมชาติที่ต้องเป็นเช่นนี้เองชนิดที่เป็นไปในทางบวก คือก่อให้เกิดความสบายใจ ชอบใจ ถูกใจในความรู้สึก(เวทนา)นั้นๆ  เป็นเหตุปัจจัยโดยตรงทีเดียว  แล้วจึงดำเนินเป็นไปตามธรรมชาติของสรรพสัตว์ที่เมื่อมีสิ่งที่ถูกใจ สบายใจย่อมมีความติดใจอยากให้คงอยู่  อยากให้เกิดขึ้น  อยากให้อยู่ไปนานๆเป็นธรรมดา   และรวมแม้กระทั่งทุกขเวทนาอันเป็นความรู้สึกรับรู้ชนิดที่เป็นไปในทางลบ คือไม่สบายใจ ไม่ถูกใจในความรู้สึก(เวทนา)นั้นๆ จึงดำเนินเป็นไปตามธรรมชาติของสรรพสัตว์อีกเช่นกันที่เมื่อมีสิ่งที่ไม่ถูกใจ ไม่สบายใจย่อมมีความหมกมุ่นหรือหมกใจหรือติดใจไม่อยากให้คงอยู่  ไม่อยากให้เกิดขึ้น  ไม่อยากให้อยู่นานๆ หรือเกิดอาการผลักไสเป็นธรรมดา   เพราะเป็นธรรมชาติของชีวิตอันดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท อาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆตั้งแต่เกิดจวบจนปัจจุบัน หรือนานจนไม่รู้ว่าสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้ว  จึงสั่งสมอย่างเคยชิน ดังนั้นการรับรู้อาการเหล่านี้จึงแผ่วเบา สังเกตุไม่เห็น นอกจากมีวิชชา   ส่วนความรู้สึกชนิดอทุกขมสุขชนิดเฉยๆหรือเปล่าๆที่เกิดขึ้นเป็นประจำนั้นแม้จะไม่มีโทษโดยตรงๆ  แต่เพราะอวิชชาความไม่รู้จึงคิดปรุงแต่งต่อไปจนเกิดเวทนาต่างๆขึ้นอีกจึงยังให้เกิดทุกข์ขึ้นเป็นที่สุดได้อีกเช่นกัน

         จึงกล่าวได้ว่านันทิเป็นตัณหาชนิดละเอียดอ่อนและแผ่วเบา  มีองค์ประกอบด้วยความไม่รู้ และการปฏิบัติเป็นประจำเนื่องเพราะความไม่รู้ดังกล่าว จึงเรียกว่าการติดเพลินหรือความติดใจอยากอันเป็นตัณหา  เพราะเมื่อไม่รู้ จึงขาดการระมัดระวัง  จึงปล่อยให้เกิดขึ้นและเป็นไปโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา  จึงปล่อยปละละเลย ไม่เคยคิดหยุดตัดวงจรเหล่านี้เลย จนสั่งสมเป็นสังขารอันกล้าแกร่ง  ดังนั้นวงจรปฏิจจสมุปบาทหรือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารก็ยังคงดำเนินเลื่อนไหลไปอยู่ตลอดเวลาเช่นกันตามสังขารที่สั่งสมและนันทิเหล่านั้น

         ทั้งตัณหาและนันทิ ที่เกิดขึ้นจากเวทนาเป็นเหตุปัจจัยนั้น  ถ้ากล่าวโดยย่อ แสดงอาการออกมาอยู่ในสังขารขันธ์ต่างๆคือ ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ. เช่นคิดมีโทสะ  การกระทำต่างๆอย่างมีโทสะ  พูดอย่างมีราคะ ฯ.  ดังนั้นพึงระลึกรู้เท่าทันว่า เมื่อมี ราคะ โทสะ หรือโมหะต่างๆเกิดขึ้นแล้ว นั่นย่อมหมายถึงการถูกครอบงำหรือประกอบด้วยตัณหาเสียแล้ว  อันพึงละเสีย แล้วอุเบกขาด้วยการไม่เอนเอียงไปแทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆในเรื่องนั้น  มิฉนั้นก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์เอันเร่าร้อนเผาลนอย่างยาวนาน

         การสังเกตุหรือจิตเห็นตัณหาโดยตรงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  เพราะตัณหานั้นความจริงแล้วก็เป็นความรู้สึกหรืออารมณ์อย่างหนึ่ง  แต่ไม่ใช่ความรู้สึกอย่างเดียวกับเวทนาที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากการรับรู้ในสิ่งที่ผัสสะ   แต่เป็นความรู้สึก,ความปรารถนาจากภายใน ที่เกิดแต่ภายในตนคือจากเหล่ากิเลสที่เก็บจำทั้งสั่งสมหรือสัญญาอย่างหนึ่ง แต่อยู่ในรูปนอนเนื่องอยู่ในจิตนั่นเอง  พระองค์ท่านจึงให้สังเกตุรู้ตัณหา(สังขารขันธ์หรืออารมณ์อย่างหนึ่ง) โดยการให้จิตหรือสติเห็นจิตหรือจิตตสังขาร(จิตตานุปัสสนา) เช่นระลึกรู้เท่าทันสังขารขันธ์คือตัณหาโดยตรง หรือเห็นระลึกรู้เท่าทันความคิดนึกหรือมโนกรรมที่เป็นผลเกิดขึ้นมาจากสังขารขันธ์ตัณหาโดยตรง ดังเช่น จิตมีราคะ(ความโลภ ความอยาก), จิตมีโทสะ(ความโกรธ), หรือจิตมีโมหะ(ความหลง) ดังกล่าวข้างต้น  หรือระลึกรู้เท่าทันมโนกรรมความคิดนึกต่างๆที่เกิดขึ้นตามมา

          ส่วนตัณหานั้น ก็ดังที่กล่าวมาแล้วบ้างในปฏิจจสมุปบาท แบ่งออกเป็น ๓  พอกล่าวโดยสังเขป

          ตัณหา ๓ ความทะยานอยาก
          ๑. กามตัณหา  ความทะยานอยากในกาม, ความอยากได้กามคุณ  คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้าคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
          ๒. ภวตัณหา  ความอยากทางจิต  ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วย
ภวทิฏฐิ หรือ สัสสตทิฏฐิ
          ๓. วิภวตัณหา ความไม่อยากให้เกิดขึ้นทางจิต  ความทะยานอยากในวิภพ(ไม่มีภพ),  ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากดับสูญ หรือก็คือ ความไม่อยากให้เกิดขึ้น  ความไม่อยากให้เป็นไป, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วย
วิภวทิฏฐ หรือ
อุจเฉททิฏฐิ

          หรือแบ่งเป็น  ตัณหากาย ๖  ความทะยานอยาก
           ๑. รูปตัณหา   ความอยากได้ในรูป
           ๒. สัททตัณหา   ความอยากได้ในเสียง
           ๓. คันธตัณหา   ความอยากได้ในกลิ่น
           ๔. รสตัณหา   ความอยากได้ในรส
           ๕. โผฏฐัพพตัณหา   ความอยากได้ในสัมผัส(โผฏฐัพพะ)
           ๖. ธัมมตัณหา   ความอยากได้ใน
ธรรมารมณ์
              

แสดงธรรมเรื่องนันทิ

๓.  ปุณโณวาทสูตร  (๑๔๕)

    [๗๕๔]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถ  บิณฑิกเศรษฐี

เขตพระนครสาวัตถี  ครั้งนั้นแล  ท่านพระปุณณะออกจากที่หลีก  เร้นในเวลาเย็น  เข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอ

นั่งเรียบร้อยแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาค

ได้โปรดสั่งสอนข้าพระองค์  ด้วยพระโอวาทย่อๆ  พอที่ข้าพระองค์ได้สดับธรรมของพระผู้มี

พระภาคแล้ว  จะเป็นผู้ๆ  เดียวหลีกออก  ไม่ประมาท  มีความเพียร  ส่งตนไปในธรรมอยู่  ฯ

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ดูกรปุณณะ  ถ้าอย่างนั้น  เธอจงฟัง  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าว

ต่อไป  ท่านปุณณะทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า  ชอบแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ

    [๗๕๕]  พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรปุณณะ  มีรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ  อันน่า

ปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รัก  ประกอบด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดอยู่แล

 ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน  พูดถึง  ดำรงอยู่ด้วยความติดใจรูปนั้น นันทิย่อมเกิดขึ้นแก่เธอผู้เพลิดเพลิน

พูดถึง  ดำรงอยู่ด้วยความติดใจรูปนั้นได้เพราะนันทิเกิด  เราจึงกล่าวว่า  ทุกข์เกิดนะ  ปุณณะ  ฯ

    ดูกรปุณณะ  มีเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต  ...

    ดูกรปุณณะ  มีกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ  ...

    ดูกรปุณณะ  มีรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา  ...

    ดูกรปุณณะ  มีโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย  ...

    ดูกรปุณณะ  มีธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รัก

ประกอบด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดอยู่แล  ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน  พูดถึง  ดำรงอยู่ด้วย

ติดใจธรรมารมณ์นั้น  นันทิย่อมเกิดแก่เธอผู้เพลิดเพลิน  พูดถึง  ดำรงอยู่ด้วยความติดใจธรรมา

รมณ์นั้นได้  เพราะเหตุคือนันทิเกิด  เราจึงกล่าวว่า  ทุกข์เกิดนะ  ปุณณะ  ฯ

    [๗๕๖]  ดูกรปุณณะ  มีรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่า  พอใจ  เป็นที่รัก

ประกอบด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดอยู่แล  ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรง

อยู่ด้วยความติดใจรูปนั้น  นันทิของเธอผู้ไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจรูป

นั้น  ย่อมดับไป  เพราะนันทิดับเราจึงกล่าวว่า  ทุกข์ดับนะ  ปุณณะ  ฯ

    ดูกรปุณณะ  มีเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต  ...

    ดูกรปุณณะ  มีกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ  ...

    ดูกรปุณณะ  มีรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา  ...

    ดูกรปุณณะ  มีโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย  ...

    ดูกรปุณณะ  มีธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  เป็นที่รัก

ประกอบด้วยกาม  เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดอยู่แล  ถ้าภิกษุ  ไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่

ด้วยความติดใจธรรมารมณ์นั้น  นันทิของเธอผู้ไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความ

ติดใจธรรมารมณ์นั้น  ย่อมดับไปเพราะนันทิดับ  เราจึงกล่าวว่า  ทุกข์ดับนะ  ปุณณะ  ฯ

    ดูกรปุณณะ  ก็เธออันเรากล่าวสอนด้วยโอวาทย่อๆ  นี้แล้ว  จักอยู่ในชนบทไหน  ฯ

    ปุ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์อันพระผู้มีพระภาคทรงสั่งสอนด้วยโอวาทย่อๆ  นี้

แล้ว  มีชนบทชื่อสุนาปรันตะ  เป็นที่ที่ข้าพระองค์จักไปอยู่  ฯ

    [๗๕๗]  พ.  ดูกรปุณณะ  พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทดุร้ายหยาบช้า  นัก  ถ้าพวก

มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักด่า  จักบริภาษเธอ  เธอจักมีความคิดอย่างไรในมนุษย์พวกนั้น  ฯ

    ปุ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักด่า  จัก  บริภาษข้าพระองค์

ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า  พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้  ยังดีนักหนาที่

ไม่ให้การประหารเราด้วยฝ่ามือ  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต  ข้าพระองค์มีความคิดในมนุษย์พวก

นั้นอย่างนี้  ฯ

    [๗๕๘]  พ.  ดูกรปุณณะ  ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักให้การประหารเธอด้วย

ฝ่ามือ  เธอจักมีความคิดอย่างไรในมนุษย์พวกนั้น  ฯ

    ปุ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักให้การ  ประหารข้า

พระองค์ด้วยฝ่ามือ  ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า  พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท

นี้  ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยก้อนดิน  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต  ข้าพระองค์จักมี

ความคิดในมนุษย์พวกนั้นอย่างนี้  ฯ

    [๗๕๙]  พ.  ดูกรปุณณะ  ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักให้การประหารเธอ

ด้วยก้อนดิน  เธอจักมีความคิดอย่างไรในมนุษย์พวกนั้น  ฯ

    ปุ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักให้การ  ประหารข้า

พระองค์ด้วยก้อนดิน  ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า  พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันต

ชนบทนี้  ยังดีหนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยท่อนไม้ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต  ข้าพระองค์

จักมีความคิดในมนุษย์พวกนั้นอย่างนี้  ฯ

    [๗๖๐]  พ.  ดูกรปุณณะ  ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักให้การประหารเธอ

ด้วยท่อนไม้  เธอจักมีความคิดอย่างไรในมนุษย์พวกนั้น  ฯ

    ปุ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักให้การ  ประหารข้า

พระองค์ด้วยท่อนไม้  ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า  พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันต

ชนบทนี้  ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยศาตราข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต  ข้าพระองค์

จักมีความคิดในมนุษย์พวกนั้น  อย่างนี้  ฯ

    [๗๖๑]  พ.  ดูกรปุณณะ  ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักให้การประหารเธอ

ด้วยศาตรา  เธอจักมีความคิดอย่างไรในมนุษย์พวกนั้น  ฯ

    ปุ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักให้การ  ประหารข้า

พระองค์ด้วยศาตรา  ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า  พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท

นี้  ยังดีนักหนาที่ไม่ปลิดชีพเราเสียด้วยศาตราอันคม  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต  ข้าพระองค์จัก

มีความคิดในมนุษย์พวกนั้นอย่างนี้  ฯ

    [๗๖๒]  พ.  ดูกรปุณณะ  ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักปลิดชีพ  เธอเสียด้วย

ศาตราอันคม  เธอจักมีความคิดอย่างไรในมนุษย์พวกนั้น  ฯ

    ปุ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท  จักปลิดชีพ  ข้าพระองค์

ด้วยศาสตราอันคม  ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า  มีเหล่าสาวกของพระผู้มีพระภาค  ที่

อึดอัดเกลียดชังร่างกายและชีวิต  พากันแสวงหาศาตราสังหารชีพอยู่แล  เราไม่ต้องแสวงหาสิ่ง

ดังนั้นเลย  ก็ได้ศาตราสังหารชีพแล้วข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต  ข้าพระองค์จักมีความคิดใน

มนุษย์พวกนั้นอย่างนี้  ฯ

    [๗๖๓]  พ.  ดีละๆ  ปุณณะ  เธอประกอบด้วยทมะและอุปสมะดังนี้แล้ว  จักอาจเพื่อจะ

อยู่ในสุนาปรันตชนบทได้แล  ดูกรปุณณะ  เธอจงสำคัญกาลที่ควรในบัดนี้เถิด  ฯ

    ครั้งนั้นแล  ท่านพระปุณณะยินดีอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว  ลุกจาก

อาสนะ  ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณ  แล้วเก็บเสนาสนะถือบาตรจีวรเดินทางจาริก

ไปยังที่ตั้งสุนาปรันตชนบท  เมื่อจาริกไปโดยลำดับ  ได้ลุถึงสุนาปรันตชนบทแล้ว  ฯ

    [๗๖๔]  เป็นอันว่า  ท่านพระปุณณะอยู่ในสุนาปรันตชนบทนั้น  ครั้งนั้นแล  ท่านพระ

ปุณณะได้ให้พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทกลับใจแสดงตนเป็น  อุบาสกประมาณ  ๕๐๐  คน  ภาย

ในพรรษานั้นเอง  กลับใจแสดงตนเป็นอุบาสิกา  ประมาณ  ๕๐๐  คน  ภายในพรรษานั้นเอง  และ

ตัวท่านได้ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา  ๓ภายในพรรษานั้นเหมือนกัน  ครั้นสมัยต่อมา  ท่านได้ปรินิพพาน

แล้ว  ฯ

    ครั้งนั้นแล  ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาท

พระผู้มีพระภาค  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  พอนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้

ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  กุลบุตรชื่อปุณณะที่พระผู้มีพระภาคทรงสั่งสอนด้วยพระโอวาทย่อๆ  นั้น

ทำกาละเสียแล้ว  เธอมีคติ  เป็นอย่างไร  มีสัมปรายภพเป็นอย่างไร  ฯ

    [๗๖๕]  พ.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปุณณกุลบุตร  เป็นบัณฑิต  ได้บรรลุธรรมสมควรแก่

ธรรมแล้ว  ทั้งไม่ให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปุณณกุลบุตรปรินิพพาน

แล้ว  ฯ

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี  พระภาษิตของ

พระผู้มีพระภาคแล  ฯ

จบ  ปุณโณวาทสูตร  ที่  ๓

_______________

 

 

พุทธพจน์

"..............พอเสวยเวทนา อย่างหนึ่งอย่างใด

เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม

เขาย่อมครุ่นคิดคํานึง ย่อมบ่นถึง ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น,

เมื่อเขาครุ่นคิดคํานึงเฝ้าบ่นถึง หมกใจอยู่กับเวทนานั้น

นันทิ (ความติดใจอยาก) ย่อมเกิดขึ้น

ความติดใจอยากในเวทนาทั้งหลายนั่นแหละ กลายเป็นอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เขาก็มีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัยก็มีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัยก็มีชรามรณะ, ความโศรก ความครํ่าครวญ

ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นผิดหวัง

ก็มีพรั่งพร้อม   ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จึงมีได้ด้วยประการฉะนี้ "

(มฺชฌิมนิกาย มูลปฺณณาสก ๑๒/๔๕๓/๔๘๘)

 

anired06_next.gifเวทนา

 

อุปาทาน

 

กลับสารบัญ