แสดง การเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติ ในปฏิจจสมุปบาท

ดังตัวอย่าง การเกิดปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน

คลิกขวาเมนู  

         สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่จะกล่าว  ล้วนเกิดในแค่ชั่วขณะจิต  แต่การไปเห็นรู้เท่าทันและเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ในวงจรปฏิจจสมุปบาทนั้น เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักขุ หรือปัญญา  อันจักเกิดขึ้นได้จากการโยนิโสมนสิการนั่นเอง   ไม่มีผู้ใดจะไปรู้เห็นเท่าทันโดยการจดจ่อจดจ้องให้เห็นทั้งวงจรเป็นรูปธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นลำดับในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน (จึงควรศึกษา ปฏิจจสมุปบาท เสียก่อน)  เป็นการเห็นด้วยปัญญา  ก็เพื่อให้มีปัญญารู้ว่า ควรมีสติรู้เท่าทันในสิ่งใดบ้าง  อันจะเห็นเข้าใจขึ้นจากปัญญาจักขุนั่นเอง   และเมื่อรู้เท่าทันแล้ว ปัญญาที่เกิดขึ้นนั้นก็ยังทำหน้าที่จัดการต่อสิ่งที่สตินั้นไประลึกรู้เท่าทันนั้นด้วย  เพื่อไม่ให้ดำเนินไปตามวงจรของเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์นั่นเอง

         โยนิโสมนสิการโดยละเอียดแยบคาย อย่างชาญฉลาดหาเหตุหาผล  จะเห็นชีวิตของปุถุชนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร หรือก็คือวนเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติของวงจรการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาทอยู่แทบตลอดเวลา  เป็นวงจรที่เกิดดับๆ...อยู่เยี่ยงนั้นอยู่ตลอดเวลา  เพียงรอวันที่กำเริบเสิบสานขึ้นเผาลนเท่านั้นเอง  เพราะบางสภาวะก็แลดูว่าเป็นสุขยิ่ง  ไม่น่าจะเป็นทุกข์แต่อย่างใด  แต่เพราะการสั่งสมและความไม่เที่ยงทั้งหลาย  จึงยังให้วงจรนี้ยังคงต้องดำเนินไปตลอดกาลนาน  จนกว่าผู้นั้นได้วิชชาของพระองค์ท่าน

        ปุถุชนทุกคน  ล้วนดำเนินชีวิตอยู่และเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอยู่ตลอดเวลาล้วนสิ้น  เพียงแต่ไม่รู้ไม่เข้าใจเพราะอวิชชา   เหตุเพราะปฏิจจสมุปบาทธรรมเป็นสภาวธรรมชาติของชีวิตในปุถุชน  แตกต่างกันแต่ความแรงเข้มและบ่อยถี่ และเหตุปัจจัยอื่นๆอันเป็นองค์ประกอบย่อยๆเท่านั้น   จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นธรรมชาติของชีวิตที่เกิดขึ้นและเป็นไปโดยอาการธรรมชาติ   จึงไม่มีผู้ใดไปฝืนหรือหลบเลี่ยงได้   นอกจากผู้ที่มีวิชชาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น  ผู้ที่ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง เห็นเข้าใจด้วยพระองค์เองถึงธรรมหรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของวงจรปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือ เห็นเหตุธรรมชาติของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์อย่างแจ่มแจ้งถึงขึ้นปรมัตถ์  จนมีวิชชามาเพื่อดับเหตุเหล่านั้นลงไป โดยอาศัยธรรมะของพระองค์ท่านสร้างสภาวธรรมหรือธรรมชาติของจิตอันถูกต้องดีงามอีกเช่นกัน จึงสามารถสวนทวนกระแสของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ฝ่ายก่อทุกข์นั้นได้

        ตัวอย่างของการดำเนินชีวิตไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท  เพียงเพื่อแจงให้เห็นถึงการดำเนินและเป็นไปในชีวิตประจำวัน ที่แลดูปกติ มีทั้งสุข  ทุกข์  หรือทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป  แต่ก็ล้วนแล้วเป็นการดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทล้วนสิ้น  คือมุ่งดำเนินเข้าสู่หนทางแห่งทุกข์โดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ เกิดการสั่งสมไว้ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว เพียงรอโอกาสให้กำเริบเสิบสานขึ้นเท่านั้นเอง  ที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นที่สุด

        ในกรณีศึกษาตัวอย่างเรื่องแรกนี้  เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนรัก ที่ส่วนใหญ่ล้วนมีประสบการณ์มาแต่อดีตบ้าง(จึงมีอาสวะกิเลสนอนเนื่องอยู่) หรือแม้ในปัจจุบันนี้ก็ตาม   ควรพิจารณากระบวนธรรมของจิต ติดตามไปด้วยว่าเป็นไปดั่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่   เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นกระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ที่ดำเนินไปอย่างแจ่มแจ้ง

         ก่อนอื่นขอให้พิจารณาสังเกตุ(โยนิโสมนสิการ)อย่างหนึ่งว่า   แม้เป็นสุขหรือเกิดสุขเวทนาในการคิดถึงคนรักที่กำลังหวานชื่นกันอยู่ก็ตามที   ถ้าไม่พิจารณาจะไม่สังเกตุเห็นในความเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายที่แอบแฝงอยู่ด้วยอวิชชา  ดังเช่น มีความรู้สึกอยากพบเจอะเจอ  มีความรู้สึกอยากกอด  มีความรู้สึกอยากพูดคุยด้วยคำหวาน  มีความรู้สึกอยากให้เขารักเรามากๆ เหล่านี้เป็นต้น แม้แลดูเป็นสุขสดชื่น แต่ก็เร่าร้อน และแทรกด้วยทุกข์อยู่ด้วยทุกขณะ ด้วยไฟของความเสน่หานั่นเอง  ไม่สุข ไม่สงบ ไม่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง เพราะยังเก็บสั่งสมจำเป็นอาสวะกิเลสโดยสภาวธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

        โดยสภาวะของความเป็นปุถุชนนั่นเอง จึงย่อมมีอาสวะกิเลส คือ สัญญา(ความจำ)แต่แฝงด้วยกิเลสที่ทำให้จิตขุ่นมัวแบบนอนเนื่องซึมซาบอยู่ในจิต  และย่อมยังไม่มีวิชาดับทุกข์ของพระพุทธองค์ กล่าวคือ ยังมีอวิชชาอยู่นั่นเอง    ดังนั้นอาสวะกิเลส อันคือ ปริเทวะความครํ่าครวญ ร่ำไร รำพันในสุข คือคนรัก ร่วมด้วยอวิชชา จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  จึงยังให้เกิด สังขาร และย่อมเป็นสังขารกิเลส คือสิ่งปรุงแต่งที่แฝงความขุ่นมัวหรือเร่าร้อนขึ้น ก็เนื่องมาจากกิเลสที่นอนเนื่องในอาสวะกิเลสนั่นเอง  จึงเกิดการกระทำขึ้น เช่น การกระทำทางจิต ด้านความคิด ความนึกขึ้น

        สังขาร  กล่าวคือ เมื่อดำเนินชีวิตตามปกติ วันดีคืนดี  สังขารความคิด หรือธรรมารมณ์ปรุงแต่งขึ้นตามที่เคยสั่งสมไว้ อันย่อมเนื่องด้วยอาสวะกิเลสและอวิชชาดังกล่าว กล่าวคือเกิดสังขารกิเลสขึ้น เช่น คิดถึง นึกถึงคนรักที่กำลังสดชื่นกันอยู่  ที่อาจผุดแวบหรือลอยผุดขึ้นมาเองในจิตอันเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต๑  หรืออาจคิดนึกปรุงเจตนาขึ้นมาเองก็ได้๑  หรือเกิดแต่ตาไปผัสสะในรูปของคนรักเข้า จึงเกิดการกระตุ้นเร้าขึ้น๑  ด้วยเหตุเหล่านี้นี่เอง จึงเป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ  ขึ้น

        วิญญาณ  เมื่อมีสังขารความคิดเรื่องคนรักผุดขึ้นมาแล้ว  ย่อมมีระบบประสาทมารับรู้ต่อสิ่งที่ผุดที่เกิดขึ้นมานั้น  เนื่องจากสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้เป็นความคิดหรือธรรมารมณ์  จึงเกิดวิญญาณของใจที่ทำหน้าที่นี้ ที่เรียกว่ามโนวิญญาณ เกิดขึ้นมาประสานรับสังขารความคิดที่ย่อมแฝงกิเลสของความเสน่หานั้น  อันเป็นไปตามธรรมของผู้มีชีวิต คือ ระบบประสาทรับรู้ในสังขารหรือสิ่งที่ผุดคิดขึ้นมานั้น  อันย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิดครบองค์การทำงานหรือตื่นตัวในเรื่องนี้ของ นาม-รูป

        นาม-รูป  นามรูปหรือชีวิตที่มีอยู่ครบถ้วนแล้วก็จริงอยู่  แต่ยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นชิ้นเป็นอัน  กล่าวคือ วิญญาณของชีวิตหรือระบบประสาทรับรู้ที่ทำหน้าที่เป็นกลางๆยังนอนเนื่องหรือ idle อยู่ กล่าวคือยังไม่ทำหน้าที่อะไรโดยตรง  แค่มีสภาพเตรียมพร้อมอยู่ในที   เมื่อมโนวิญญาณข้างต้นเกิดขึ้นแล้วจึงกระตุ้นเร้านาม-รูปหรือชีวิตที่นอนเนื่องอยู่เช่นกัน ให้ครบองค์ของการทำงาน กล่าวคือเป็นการทำงานทำหน้าที่เฉพาะกิจ  นั้นๆที่จรมา   จึงเกิดครบองค์ประกอบของการทำงานในกิจ  นั้นๆที่จรมา

         องค์ธรรมนี้เป็นที่มักจะเกิดวิจิกิจฉาความสงสัย  เช่น ก็เกิดมาแล้วนี่ นามรูปย่อมบริบูรณ์อยู่แล้ว  เพราะไม่รู้ว่าเป็นภาษาธรรม ที่หมายถึงทำหน้าที่หรือทำงาน  จึงสงสัยว่าทำไมจึงมีการเกิด มีการดับอีก ทั้งที่ยังไม่ตาย  ฯลฯ.  ถ้าจะพิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งขึ้น    นาม-รูปหรือสภาวะของชีวิตก่อนสังขารข้างต้นเกิดขึ้นนั้น  เปรียบเหมือนดั่งแท๊กซี่ที่กำลังทำหน้าที่ให้บริการ กล่าวคือเกิดขึ้นแล้วหรือมีอยู่แล้วก็จริงอยู่  เพียงแต่ขณะนั้นกำลังขับตระเวณไปโดยทั่วๆเพื่อหารับผู้โดยสารยังไม่มีหน้าที่ใดหรือยังไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆอย่างแท้จริงเพราะยังไม่มีผู้โดยสาร   แต่เมื่อมีผู้โดยสารที่จรหรือผุดมาอันเปรียบได้ดังสังขารข้างต้น  เรียกใช้บริการเขาผู้นั้นย่อมแจ้งถึงจุดหมายอันเปรียบได้ดั่งวิญญาณ   เพื่อให้นำพาไปยังจุดหมายปลายทาง    แท๊กซี่คันนั้นหรือนาม-รูปจึงพร้อมทำหน้าที่บริการหรือทำหน้าที่แห่งตนตามที่ได้รับแจ้งโดยวิญญาณ   แล้วจึงนำพาไปสู่จุดหมายอันเปรียบได้ดังสฬายตนะในองค์ธรรมต่อไปนั่นเอง   ด้วยเหตุดังนี้จึงเป็นปัจจัยให้ สฬายตนะ อันเป็นจุดหมายเกิดการทำงานตามหน้าที่ตนขึ้นเช่นกัน    นาม-รูป จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดการทำงานของ สฬายตนะ

        สฬายตนะ ส่วนที่รับผิดชอบจึงตื่นตัวตามนาม-รูป   เมื่อนาม-รูปตื่นตัวทำงานจากสังขารดังกล่าวแล้ว  เนื่องจากวิญญาณนี้เกี่ยวเนื่องกับความคิดหรือธรรมารมณ์   อายตนะภายในที่เกิดการทำงานขึ้นมารับผิดชอบโดยตรงย่อมต้องคือ ใจ    ดังนั้น ใจ จึงเริ่มทำหน้าที่แห่งตนหลังจากนอนหวดอยู่   ส่วนสฬายตนะอื่นๆก็ตื่นตัวรับการผัสสะที่อาจจรมากระทบเพิ่มเติมอีกก็เป็นได้อันเป็นไปตามธรรมของชีวิต   เมื่อใจทำหน้าที่ จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ผัสสะ

        ผัสสะ  จึงเกิดการครบองค์ของการผัสสะ  หรือการประจวบกันของธรรมทั้ง๓ คือ  สังขาร อันคือความคิดถึงคนรัก + สฬายตนะ คือส่วนใจ + มโนวิญญาณ อันเกิดขึ้นจาการผุดขึ้นของสังขาร   ผัสสะจึงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาโดยอาการของธรรมชาติในผู้ที่มีชีวิต  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด เวทนา

        เวทนา  เมื่อเกิดการผัสสะขึ้น  เขาผู้นั้นย่อมเกิดความรู้สึกรับรู้(เวทนา)ในสังขารสิ่งที่ผุดขึ้นมานั้น คือ ความคิดถึงคนรักที่ยังหวานชื่นอยู่ เป็นธรรมดา อันเป็นไปตามธรรมชาติ  และอย่างแน่นอนว่า เวทนานี้ย่อมมีอามิส กล่าวคือ ความจำ(สัญญาชนิดอาสวะกิเลส)ได้ในความสุข ความรัก ความหลัง ความสดชื่น  และอาจย่อมมีความผิดหวัง ความรันทดแอบแฝงมาบ้าง ในเรื่องต่างๆของคนรัก  อันล้วนย่อมต้องแฝงด้วยกิเลส อันคือ อาสวะกิเลส ข้างต้นนั่นเอง   ดังนั้นเวทนาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นไปในทางคิดถึงด้วยความรัก จึงย่อมเป็นชนิด สุขเวทนาและย่อมต้องมีอามิส(กิเลส)อันเร่าร้อนแอบแฝงมาด้วยอย่างแน่นอน   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ตัณหา

        ตัณหา  เมื่อรับรู้ความรู้สึกของสังขารในเรื่องคนรักแล้ว เป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตามที  จะค้างเติ่ง หยุดไปดื้อๆได้เชียวหรือ  เหมือนดั่งลูกธนูที่ยิงออกไปจากแหล่งแล้ว จะสั่งลูกธนูให้หยุดวิ่งได้เชียวหรือ  ลูกธนูหรือศรย่อมวิ่งไปตามธรรมของมันจนหมดกำลังนั่นแล  และโดยวิสัยปุถุชนที่สั่งสมมาแต่อ้อนแต่ออก ก็ย่อมเกิดความอยาก(ตัณหา)หรือความติดเพลินในสุขเวทนาต่างๆนั้น  หรือเกิดความไม่อยาก(วิภวตัณหา)ในทุกขเวทนานั้นๆ   ดังนั้นจิตย่อมต้องทำหน้าที่ของตนตามกระบวนธรรมต่อไปเป็นธรรมดาให้สมบูรณ์  ดังเช่นเมื่อเกิดสุขเวทนาแล้ว ในสภาวะเช่นนี้จึงย่อมเกิดความอยากหรือติดใจอยาก(ตัณหา)ที่จะพบจะเจอ  อยากสัมผัส  กล่าวคืออยากให้เป็นไปตามสุขเวทนา  ที่เกิดขึ้นนั้น   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด อุปาทาน

        อุปาทาน  เมื่อเกิดความรู้สึกอยากหรือตัณหาต่อคนรักแล้ว  จิตของปุถุชนตามธรรมชาติแล้ว จะอยู่นิ่งเฉยต่อความอยากที่เกิดขึ้นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้  จิตย่อมต้องทำหน้าที่ของมันต่อไปโดยธรรมชาติเพื่อให้ความอยากหรือติดใจอยากเหล่านั้นบรรลุผล  กล่าวคือ จิตย่อมเกิดปฏิกริยา คือกริยาของจิตที่พยายามสนองตอบต่อตัณหาที่เกิดขึ้นแล้วนั้น  โดยสร้างแรงดึงดูดที่ละเอียดอ่อนแต่กำลังมหาศาลที่ดึงดูดมวลสรรพสัตว์ไว้ได้มาตลอดกาลนาน  กล่าวคือ สร้างกริยาทางจิตที่มีเป้าหมายก็เพื่อให้บรรลุผล คือ สร้างความยึดมั่นหมายมั่น ในความความพึงพอใจของตัวของตนขึ้น  ก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะให้ตัวตนของตนได้รับการตอบสนองนั่นเอง  หรือเรียกกันสั้นๆว่า ยึดมั่นว่าเป็นของตัว ของตน  หรือยึดมั่นว่าเป็นตัวกู ของกู   ดังนั้นเขาผู้นั้นจึงย่อมเกิดความยึดมั่นถือมั่นที่จะให้เป็นไปตามตัณหาที่เกิดขึ้นมานั้น  ก็เพื่อสนองตอบความพึงพอใจของตัวของตนที่เกิดขึ้น  และเพื่อให้การสนองตอบนั้นสัมฤทธิ์ผล  เขาผู้นั้นจึงตั้งใจที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ภพ

        ภพ  สภาวะอันเป็นที่อยู่ของจิต หรือความตั้งใจของจิต ที่เกิดขึ้นมาจากอำนาจอุปาทานดังกล่าว จึงเป็น กามภพ ชนิด ราคะ คือ  อยากในรูป  อยากได้ยินเสียง  อยากได้ลิ้มรส  อยากได้ในกลิ่น  อยากได้ในสัมผัส ในคนรักเกิดขึ้น  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด ชาติ

        ชาติ  เขาผู้นั้นจึงเริ่มเร่าร้อน เป็นทุกข์ (ถ้าไม่พิจารณาโดยแยบคาย จะมองเห็นว่าทุกข์นี้เป็นสุข) กระหายอยาก กระวนกระวาย เผาลนใจด้วยความปรารถนา  เนื่องจากสัญญาหมายรู้(สัญญูปาทานขันธ์ในชาติ) ซึ่งย่อมล้วนเป็นไปหรือเอนเอียงไปตามภพหรือความพึงพอใจของตัวของตน  แล้วเกิดสังขารขันธ์ชนิดสังขารูปาทานขันธ์หรือสังขารที่ประกอบด้วยอุปาทาน คือราคะ จึงเป็นทุกข์ชนิดเร่าร้อนกระวนกระวายเผาลนได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในจิตของเขาผู้นั้น  ด้วยเหตุดังนี้ จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิดสภาวธรรม ชรา

        ชรา  ความแปรปรวน ความเปลี่ยนแปลง จึงหมายถึง เกิดความคิดต่างๆนาๆขึ้นมา  อันคือ  เกิดการคิดปรุงแต่งต่างๆนาๆที่ย่อมล้วนถูกครอบงำด้วยอุปาทาน  กล่าวคือ  อยู่ภายใต้อำนาจของการหมายรู้ตามความพึงพอใจของตัวของตนตามภพหรืออุปาทานเป็นสำคัญ   การเห็นรู้เข้าใจในสิ่งใดจึงล้วนเห็นและเป็นไปเพื่อตัวของตนเป็นใหญ่  จึงไม่เห็นตามความเป็นจริงที่เป็นไป  จึงย่อมน้อมเอนเอียงไปตามความพึงพอใจของตัวของตนโดยไม่รู้ตัว  และจะหยุดการปรุงแต่งก็หยุดไม่ได้เสียแล้วเพราะอุปาทานความเป็นของตัวหรือของตนอันแรงกล้า ตลอดจนความเคยชินตามที่ได้สั่งสมในการคิดปรุงแต่งมาแต่เกิดด้วยอวิชชา  จึงคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องพัวพันกับคนรักด้วยราคะ  เป็นเส้นด้ายที่พันกันยุ่ง นั่นเอง  ดังเช่น  (แสดงภาพ)

                 คิดถึงความรักอันสดชื่นหนอ (คิดปรุงแต่ง อันยังให้เกิด อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นลำดับที่ ๒ ต่อจากชาติ,  ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดสุขเวทนา)

แล้วย่อมวนเวียนปรุงแต่งต่อไปในชราโดยไม่รู้ตัวและหยุดไม่ได้  ดังเช่น....

                 ไปพบดีไหมหนอ (คิดปรุงแต่งกังวล อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๓   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดทุกขเวทนา)

                 ดึกเกินไปที่จะไปพบไหมหนอ  (คิดปรุงแต่งแบบกังวล อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๔  ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดทุกขเวทนา)

                 เขาคิดถึงเราหรือเปล่าหนอ (คิดปรุงแต่งแบบกังวล อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๕   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดทุกขเวทนา)

                 เขาคิดถึงเราแน่ๆเลยหนอ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๖   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดสุขเวทนา)

                 พาไปเที่ยวไปกินที่ไหนหนอ (คิดปรุงแต่งแบบกังวล อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๗   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดทุกขเวทนา)

                 พาไปกินที่ร้าน....นี้ดีหนอ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๘   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดสุขเวทนา)

                 เอ๊ะ! มีเงินพอพาไปกินไปเที่ยวไหมหนอ (คิดปรุงแต่งแบบกังวล อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๙   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดทุกขเวทนา)

                 เขารักเราคนเดียวหรือเปล่าหนอ (คิดปรุงแต่งแบบกังวล อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๑๐   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดทุกขเวทนา)

                 เขาแอบไปเที่ยวกับใครหรือเปล่าหนอ (คิดปรุงแต่งแบบกังวล อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๑๑   ย่อมยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์ชนิดทุกขเวทนา)

                 แล้วขับรถออกไปหา (เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ ที่รุนแรงเร่าร้อน จนแสดงออกมาทางการกระทำทางกายหรืออุปาทานสังขารขันธ์ทางกายนั่นเอง ที่เป็นสุข แต่เป็นสุขเวทนามีอามิสที่เร่าร้อนแอบแฝง แม้ได้กระทำตามความพึงพอใจของตัวของตนโดยการไปหาคนรัก...........ฯลฯ.,   ถ้าไม่ได้ออกไปหาก็เป็นทุกขเวทนาอันเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวาย)

                 หมายเหตุ - เวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน(เวทนูปาทานขันธ์)อันเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ ในชราดังข้างต้นนี้  จะจำแนกแตกธรรมว่า ล้วนเป็นเวทนูปาทานขันธ์ชนิด สุขเวทนามีอามิส ทั้งหมดก็ได้  เพราะเป็นสุข เป็นความพึงพอใจในความรัก เพียงแต่เป็นสุขชนิดที่ยังแฝงด้วยความเร่าร้อนเผาลนในบัดนั้นหรือยังผลตามมาในภายหลัง กล่าวคือ ล้วนเป็นสุขชนิดที่ยังแอบแฝงด้วยกิเลสหรือสิ่งที่ทำให้จิตเร่าร้อนหรือขุ่นมัวขึ้นได้  ไม่เป็นสุขชนิด สะอาด สงบ บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ดุจดังความสุขจากการหลุดพ้นจากกองกิเลส ที่เป็นสุขชนิด สะอาด สงบ บริสุทธิ์ เพราะไม่แฝงกิเลสที่จะทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์อีกต่อไป,  แต่ตัวอย่างข้างต้นในสภาวะชราต้องการแยกแยะเวทนาให้เห็นลักษณะเป็นสุข,เป็นทุกข์ อันล้วนเร่าร้อนที่เวียนว่ายอยู่ในชราอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยอวิชชาให้เด่นชัดขึ้น  จึงแยกเป็นเวทนูปาทาขันธ์ชนิดสุขและทุกข์เพื่อให้เห็นพิจารณาได้ง่าย

                  อุปาทานขันธ์ ๕ ข้างต้น ที่เกิดการคิดนึกปรุงแต่งวนเวียน เกิดๆดับๆ เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง  และมักจะเนื่องสัมพันธ์วนเวียนอยู่ในเหตุเดิมๆ ดังในกรณีนี้ ก็คิดพัวพันปรุงแต่งเนื่องสัมพันธ์กับคนรักนั่นเอง ซึ่งล้วนแฝงความเร่าร้อนเผาลนโดยไม่รู้ตัว เขียนแสดงความสัมพันธ์ของกระบวนธรรมของจิต ที่ดำเนินไปในรูปอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ที่เนื่องสัมพันธ์กันเป็นวงจรในองค์ธรรมชรา   จึงแสดงได้ดังนี้

ภาพขยายวงจรของอุปาทานขันธ์ ๕ ที่จักเกิดใน ชรา อย่างค่อนข้างต่อเนื่อง

.....ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ  รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์ → มรณะ → อาสวะกิเลส →..... 

                         อุปาทานขันธ์๕  อันคือ คิดปรุงแต่งในชราอันเป็นทุกข์              

                สังขารูปาทานขันธ์ * เช่น คิดที่เป็นทุกข์             สัญญูปาทานขันธ์     

            ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว

อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕   ได้แก่  รูปูปาทานขันธ์ = อุปาทานรูปขันธ์,    วิญญาณูปาทานขันธ์ = อุปาทานวิญญาณขันธ์

 เวทนูปาทานขันธ์ = อุปาทานเวทนาขันธ์,    สัญญูปาทานขันธ์ = อุปาทานสัญญาขันธ์,    สังขารูปาทานขันธ์ = อุปาทานสังขารขันธ์

                  กล่าวคือ สังขารูปาทานขันธ์* (อุปาทานสังขารขันธ์)ที่เกิดจากความคิดแรกๆ(รูปูปาทานขันธ์-อุปาทานรูปขันธ์)ที่ถูกครอบงำด้วยอุปาทานความยึดมั่นในความพึงพอใจของตัวของตนแล้วเป็นเหตุปัจจัย  ให้เกิดรูปูปาทานขันธ์ขึ้นใหม่อีก  ดำเนินและเป็นไปเยี่ยงนี้  อย่างต่อเนื่องหรือค่อนข้างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสติรู้เท่าทัน  หรือรู้เท่าทันแต่ไม่สามารถหยุดได้เสียแล้วเพราะกำลังของอุปาทาน  อันแรงกล้า   อันเป็นไปโดยอาการธรรมชาติของปุถุชนผู้ยังไม่มีวิชชา  อันคือดำเนินไปตามวงจรการเกิดขึ้นของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทอันเป็นปรมัตถธรรม

        สิ่งต่างๆเหล่านี้ คือขันธ์๕(ที่แต่เดิมนั้นไม่เป็นทุกข์และจำเป็นในการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง)ที่ล้วนถูกครอบงำแล้วด้วยอิทธิพลของอุปาทาน อันคือ เกิดอุปาทานขันธ์๕ ขึ้นแล้ว ซึ่งย่อมล้วนแฝงอยู่ด้วยความยึดมั่น ในความพึงพอใจของตัวตนเองที่ได้รับเป็นสำคัญโดยไม่รู้ตัว    จึงวนเวียนคิดปรุงแต่งอยู่เยี่ยงนี้เกือบตลอดเวลา เป็นไปอย่างค่อนข้างต่อเนื่อง  ซึ่งยิ่งคิดปรุงแต่ง มากเท่าใดก็ยิ่งเร่าร้อน  กระวนกระวาย อยากให้เกิด อยากให้เป็นไปตามที่ตัวตนยึดมั่นพึงพอใจ  มากขึ้น..มากขึ้นไปเป็นลำดับตามการคิดปรุงแต่งดังเช่นข้างต้นนั่นเอง  อันยาวนานต่อเนื่องหรือค่อนข้างต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนกว่าจะดับไปด้วยเหตุอันใดก็ดี

         พึงโยนิโสมนสิการ อุปาทานขันธ์๕ ที่เกิดขึ้นอย่างวนเวียน กล่าวคือ เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ..ๆๆ..ในชราเหล่านี้นั้น อาจ เกิดแต่สุขล้วนๆ  หรือ ทุกข์ล้วนๆ  หรือ พึงให้ทั้งสุขและทุกข์ได้คละเคล้าไป  แต่ก็ล้วนแฝงด้วยความเร่าร้อนด้วยไฟของราคะ อันเกิดแต่กิเลสตัณหาอุปาทาน  อันขึ้นอยู่กับว่า   ถ้าอุปาทานขันธ์๕ใดเป็นไปตามอุปาทานความพึงพอใจของตัวของตนก็เกิดความรู้สึกเป็นสุขเวทนา  (ชนิดอุปาทานเวทนาขันธ์) แต่ก็ไม่สะอาดไม่สงบไม่บริสุทธิ์ เพราะยังประกอบด้วยไฟราคะที่แอบเผาลนให้ร้อนรุ่ม   และถ้าอุปาทานขันธ์๕ใดไม่เป็นไปตามอุปาทานความยึดมั่นในความพึงพอใจแห่งตัวของตนก็จะรู้สึกเป็นทุกขเวทนา (อุปาทานเวทนาขันธ์) อันย่อมยิ่งเผาลนร้อนรุ่ม ณ ขณะนั้นขึ้นไปอีก  หรือเกิดทั้งสุข  และทุกข์  ภายใต้การครอบงำของอุปาทานสลับคละเคล้ากันไปตามการคิดนึกปรุงแต่ง  นั่นเอง   จึงวนเวียนอยู่ในทุกข์บ้างสุขบ้าง  ยิ่งเกิดโมหะความหลง จึงหลงวนเวียนอยู่ในเขาวงกตหรือวงจรปฏิจจสมุปบาทในองค์ธรรมชรา   แต่เขาผู้นั้นด้วยอวิชชาก็ยังเข้าใจว่าเป็นสุข  อย่างแท้จริง โดยไม่รู้ความจริงว่าได้เตรียมก่อทุกข์รอไว้สำหรับภาคหน้าแล้ว  จึงไม่ต้องการปล่อยวางจากอุปาทานทุกข์  เหล่านี้

        พึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคายด้วยว่า  ทั้งสุข  และทุกข์  เหล่านั้นล้วนเป็นไปทางโลกจึงเป็นไปตามไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง ต้องดับไป  และเป็นเชื้อไฟที่จักลุกไหม้เผาลนขึ้นอีกต่อไปในภายภาคหน้าเนื่องเพราะอาสวะกิเลส เช่น ปริเทวะ ที่ยังให้พิรี้พิไร รำพันในสุขหรือทุกข์ขึ้นอีกในภายหน้า  จึงย่อมยังให้เกิดทุกข์ต่อไปอีกในภายหน้าได้อีกด้วยโดยไม่รู้ตัว  สักนิดอย่างแน่นอน      ดังนั้นแม้กระทั่งสุข  อันแสนหวานแต่เร่าร้อนที่เกิดขึ้น ณ บัดนี้ ก็เป็นอาสวะกิเลสอย่างหนึ่งเช่นกันคือปริเทวะ  จึงย่อมยังผลให้เกิดสังขาร  ผุดขึ้นหรือปรุงแต่งขึ้นมาใหม่อีกในภายหน้า ก่อให้เกิดความรู้สึกหรือเวทนาที่เป็นสุข หรืออาจแปรปรวนเป็นทุกข์  ด้วยความไม่เที่ยงต่อไปอีกก็ได้ไม่สิ้นสุด  ดังเช่น เมื่อไม่สมหวัง ทะเลาะวิวาท เบื่อหน่าย หรือตายแยกพรากจากกัน    ดังนั้นที่สุดแล้วในกาลต่อไปจึงย่อมแปรปรวนเป็นทุกข์   ขึ้นในที่สุดนั่นเอง,    และในขณะจิตที่เสวยเวทนาที่คิดว่าเป็นสุขอันเผาลนอยู่นั้น  ความจริงแล้วมีทุกข์อื่นแอบแฝงอยู่ คือ ทุกข์เพราะต้องดูแลรักษา  ในสิ่งที่ได้มาและยึดมั่นพึงพอใจนั้น ให้คงอยู่หรือเป็นไป ต่อไปอีกนานเท่านานโดยไม่รู้ตัว    ดังนั้นสุข  ในทางโลกความจริงแล้วก็คือทุกข์  อย่างละเอียดอ่อนลุ่มลึกอย่างหนึ่งนั่นเอง   จึงมองเห็นได้ยาก   จึงมองไม่เห็นผลหรือโทษที่จักเกิดต่อไปในภายภาคหน้าด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง    ปุถุชนจึงพยายามแสวงหาโอบกอดรัดไว้    สุขเหล่านี้ยังไม่เที่ยง ต้องแปรปรวน  ต้องดับไป ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ ไม่สงบ และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ในภายหน้า     ด้วยเหตุดังนี้นี่เอง ท่านจึงไม่ให้ไปยึดไว้ด้วยตัณหา หรือไม่ไปยึดไว้ด้วยอุปาทานตามความพึงพอใจของตัวของตนนั่นเอง

         กล่าวโดยย่อคือ แม้เป็นสุขอย่างยิ่ง ด้วยสุขเวทนานั้น แต่ก็ยังเป็นของร้อน ดังที่ท่านตรัสไว้ในอาทิตตปริยายสูตร  ไม่เป็นสุข อันสะอาด สงบ บริสุทธิ์

         พึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย ก็จักเห็นความจริงยิ่งว่า ความเรู้สึกเร่าร้อนเผาลนยาวนานเหล่านั้นอันเป็นอุปาทานทุกข์  ที่เกิดขึ้นในองค์ธรรมชรา    ล้วนเกิดขึ้นจากเวทนูปาทานขันธ์  (อุปาทานเวทนาขันธ์ อันคือเวทนาที่ถูกครอบงำด้วยอุปาทานยึดมั่นในความพึงพอใจของตัวตนเป็นใหญ่โดยไม่รู้ตัว)  อันวนเวียนเกิดดับๆอย่างต่อเนื่อง หรือค่อนข้างต่อเนื่อง  กล่าวคือ เวทนูปาทานขันธ์เดิมยังไม่มอดดับลงไปอย่างสนิทเพราะไตรลักษณ์  ก็ถูกปรุงแต่งจนเกิดเวทนูปาทานขันธ์ใหม่ขึ้นอีก  เป็นดังนี้อยู่เรื่อยๆ  จึงวนเวียนอยู่ในกองทุกข์ด้วยความเร่าร้อนเผาลนด้วยฤิทธิ์อำนาจของเวทนูปาทานขันธ์  เหล่านี้อย่างยาวนาน

         อุปาทานขันธ์ ๕ ชนิดที่ให้สภาวะความสุข แต่ล้วนแอบแฝงความเร่าร้อน และแอบแฝงการต้องแสวงหาให้เป็นทุกข์ต่อไปในภายหน้า   หรือก็คือเวทนูปาทานขันธ์ชนิดเป็นสุขในชรานี้นี่เอง   จึงเป็นบ่วงมารอันสำคัญยิ่ง  ที่หลอกลวงหลอกล่อมวลหมู่สัตว์ให้ติดกับอยู่ในบ่วงมาร ด้วยสำคัญผิดคิดว่าเป็นสุขอย่างแท้จริง    อวิชชาด้วยไม่รู้ว่าเก็บสั่งสมเพิ่มพูนให้กล้าแข็งในรูปของอาสวะกิเลส อันแฝงโทษทุกข์ภัยต้องขวยขวายแสวงหาต่อไปในภายหน้าด้วยความถวิลหา,ครํ่าครวญ,รำพัน  อย่างเร่าร้อนเผาลนในอนาคต  จึงเกิดการเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติหรือสังสารวัฏไปตลอดกาลนาน

         เมื่อมีการเกิด(ชาติ)และชรา(แปรปรวน)แล้ว  ย่อมมีต้องมีการดับไป(มรณะ)เป็นธรรมดา  อันล้วนเป็นไปตามธรรมที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา  หรือเป็นไปตามพระไตรลักษณ์นั่นเอง  จึงเป็นเหตุปัจจัยยังให้เกิดมรณะเป็นผลตามมาเป็นที่สุด   ดังนั้นเมื่อเกิดการคิดนึกปรุงแต่งไปต่างๆนาๆอันร้อนรุ่มเผาลนกระวนกระวายไปแล้ว ในที่สุดก็ต้องดับไปตามพระไตรลักษณ์  อันเกิดขึ้นเพราะมีการเบี่ยงเบนหรือบดบังด้วยเหตุอันใดก็ตาม เช่น การทำงาน  ทำกิจวัตรต่างๆ  ความเหนื่อยอ่อน ฯลฯ.  แต่ถ้าเกิดขึ้นจากสติและปัญญาจากการปฏิบัติ ก็ถือว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กล่าวคือ อย่างไรเสียก็ต้องมีเหตุปัจจัยอื่นมากระทบเบี่ยงเบนหรือการแยกพรากไปนั่นเอง.

         เมื่อเกิดมรณะการดับไปของอุปาทานขันธ์ ๕ ที่คิดปรุงแต่งต่างๆเหล่านั้นก็จริงอยู่   แต่การดับไปนี้ไม่ใช่ดับอย่างสูญสิ้นบริบูรณ์  ดับหรือมรณะนี้จึงเป็นความหมายทางภาษาธรรมที่หมายถึงการหยุดทำงานไประยะหนึ่งหรือก็คือเหตุปัจจัยยังไม่ผัสสะกันหรือไม่ครบองค์ประกอบ ตามที่กล่าวไว้แล้วในปฏิจจสมุปบาท   เป็นการดับเฉพาะกิจนั้นๆชั่วขณะระยะหนึ่ง   จึงเป็นการดับไปแค่ชั่วระยะหนึ่งเพราะยังมีสัญญาความจำได้ซึ่งย่อมแฝงจำได้ในกิเลสต่างๆที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้นร่วมด้วย อันคือ อาสวะกิเลส อันคือ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส นั่นเอง  เป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะกลับมาเกิดหรือทำงานใหม่ได้ในรูปขององค์ธรรมสังขาร  นั่นเอง

         อาสวะกิเลสเหล่านี้ จึงไปร่วมเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันกับอวิชชาอีกครั้งหนึ่งในภายหน้า  จึงยังให้เกิดสังขารกิเลส  ขึ้นได้อีก  แลัวก็ดำเนินไปตามวงจรของทุกข์อีก เป็นเยี่ยงนี้อยู่ตลอดเวลา   (ดูภาพลำดับการเกิดขึ้นและเป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท)

แสดงลำดับภาพปฎิจจสมุปบาท  พร้อมทั้งอุปาทานขันธ์ ๕ ในชรา โดยละเอียด

แสดงวงจรปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดดับหนุนเนื่องเป็นวงจรต่อไป

         บางครั้งมรณะและอาสวะกิเลสที่เกิดขึ้นในอาการข้างต้นนั้น  อาจเกิดจากการเบี่ยงเบนหรือดับไปเพราะเหตุปัจจัยอื่นมาแทรก  ดังเช่น  ขณะที่รำพึงคิดนึกปรุงแต่งถึงคนรักอยู่อย่างเร่าร้อน กระวนกระวาย เผาลนด้วยไฟแห่งราคะ อยากให้เป็นไปตามความอยากหรือความพึงพอใจของตนอยู่นั้น    ความคิดอื่นๆที่สอดส่ายยังคงทำหน้าที่แห่งตนอยู่นั้นตามปกติธรรมชาติของชีวิตไปกระทบเข้ากับความคิดของบุคคลหรือเรื่องอื่นๆ  ดังเช่น แวบคิดปรุงแต่งหรือผุดขึ้นมาถึงคนที่เราเกลียดชังมากๆเพราะทำให้เราเป็นทุกข์ด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งเข้า เช่น อาจมาแย่งหรือมาพัวพันคนรัก หรือคดโกง เบียดเบียน รังแกข่มเหง เป็นต้น    วงจรปฏิจจสมุปบาทที่กำลังดำเนินไปในเรื่องของคนรักอยู่นั้นก็ถูกเบี่ยงเบนหรือแยกพรากจนดับไป  แต่ก็ยังจดจำ(สัญญา)ในสิ่งเหล่านั้นได้อยู่อย่างนอนเนื่อง(อาสวะกิเลส)     และเพราะความคิดใหม่ที่ไปกระทบถึงเขาที่เกลียดชังนั้น คือสังขาร ใหม่(ความคิดในบุคคลที่เกลียดชัง)ที่เกิดขึ้นมา ตามที่ได้เคยสั่งสมไว้เดิมในรูปอาสวะกิเลสเช่นกัน  จึงหยุดการปรุงแต่งหรือแยกพรากจากเรื่องของคนรัก  วงจรของทุกข์จึงเริ่มดำเนินและเป็นไปอีกครั้งเช่นเดิม  จึงเป็นไปเยี่ยงนี้อีกอยู่รํ่าไป

         เพราะอาสวะกิเลสและอวิชชาเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  เฉกเช่นเดียวกันกับข้างต้น   จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

         สังขารความคิดหรือธรรมารมณ์ที่สั่งสมไว้เกี่ยวกับเขาคนนั้น  อันย่อมเก็บจำในรูปอาสวะกิเลสมีความขุ่นข้องหมองใจในบุคคลนั้นๆ ย่อมผุดคิดขึ้นมาหรือเจตนาขึ้นมาเหมือนดังกระบวนการข้างต้นเช่นกัน  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้มี

        วิญญาณ  อันย่อมเป็นมโนวิญญาณใหม่   เนื่องจากสังขารใหม่  ที่เกิดขึ้นนั้น    อันเกิดขึ้นและเป็นไปโดยอาการธรรมชาติของชีวิตอีกเช่นกัน   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้มี

        นามรูป  กล่าวคือ เมื่อวิญญาณในเรื่องใหม่เกิดขึ้น  นามรูปจึงพร้อมด้วยองค์ประกอบที่จะทำงานในกิจหรือสังขารอันใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้มี

        สฬายตนะ  ที่รับหน้าที่นี้อันคือ ใจ หรือจิต จึงย่อมเข้ามาทำงานตามหน้าที่ต่อธรรมารมณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นในเรื่องคนที่เราเกลียด  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้มี

        ผัสสะ  เมื่อใจพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่แห่งตน จึงเกิดการผัสสะอย่างสมบูรณ์ขึ้น  คือ มีสังขารในเรื่องคนที่เกลียดชัง + สฬายตนะคือใจ + มโนวิญญาณ เป็นกระบวนการธรรมของชีวิตที่สมบูรณ์   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิด

        เวทนา  เมื่อเกิดการผัสสะขึ้น  เขาผู้นั้นย่อมเกิดความรู้สึกรับรู้(เวทนา)ในสังขารสิ่งที่ผุดขึ้นมานั้น คือ ความคิดเรื่องคนที่เกลียดชัง เป็นธรรมดา อันเป็นไปตามธรรมชาติ  และอย่างแน่นอนว่า เวทนานี้ย่อมมีอามิส กล่าวคือ ความจำ(สัญญา)ได้ในความเกลียด ในสิ่งที่เขาบุคคลนั้นทำให้เราเป็นทุกข์ต่างๆ  อันคือ อาสวะกิเลส(อุปายาส)นั่นเอง  ดังนั้นเวทนาที่เกิดขึ้นนี้ จึงย่อมเป็นชนิด ทุกขเวทนา  และย่อมต้องมีอามิส(กิเลส)แอบแฝงอย่างแน่นอนอันเป็นผลมาจากอาสวะกิเลสความจำได้ในเรื่องต่างๆที่เขานั้นทำให้เป็นทุกข์ขุ่นข้อง ขัดเคือง(อุปายาส)   จึงย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด

        ตัณหา  เมื่อรับรู้ความรู้สึกของสังขารในเรื่องที่เกลียดชังแล้ว  จะหยุดไปได้หรือ  เหมือนดั่งยิงปืนออกไปแล้ว จะสั่งลูกปืนให้หยุดวิ่งได้หรือ  ลูกปืนย่อมวิ่งไปตามธรรมของมันจนหมดกำลังนั่นแล   ดังนั้นจิตย่อมต้องทำหน้าที่ของตนต่อไปเป็นธรรมดา  ในสภาวะเช่นนี้จึงย่อมเกิดวิภวตัณหา ความไม่อยาก  หรือไม่อยากให้เกิด  ไม่อยากให้เป็นไป  ไม่อยากให้คิดถึงในสังขารเหล่านี้   ความปรารถนาหรือตัณหาชนิดวิภวตัณหาจึงเป็นไปในรูปความไม่อยากให้เกิด ให้มี ให้เป็น    หรืออาจเกิดตัณหาความอยากให้เขาบุคคลนั้นที่คำนึงถึงได้รับทุกข์อันหนึ่งอันใดร่วมอีกด้วยก็ได้   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้มี

        อุปาทาน  เมื่อเกิดความรู้สึกไม่อยากในบุคคลนั้น  จิตจะอยู่นิ่งเฉยต่อความไม่อยากที่เกิดขึ้นนั้นย่อมเป็นไม่ได้   จิตจึงต้องทำหน้าที่ของมันต่อไปโดยธรรมชาติของปุถุชนเพื่อให้ความไม่อยากหรือไม่ติดใจอยากเหล่านั้นบรรลุผล   กล่าวคือ จิตย่อมเกิดปฏิกริยา หรือกริยาจิตที่สนองตอบต่อวิภวตัณหาที่เกิดขึ้นแล้วนั้น   กล่าวคือ สร้างกริยาทางจิตที่มีเป้าหมายก็เพื่อให้บรรลุผล คือ ให้เป็นไปตามความยึดมั่นหมายมั่นในความความพึงพอใจของตัวของตนขึ้น ในที่นี้ความพึงพอใจจึงเป็นไปในรูปแบบที่ไม่ต้องการพบเห็นเสวนาหรือคำนึงถึง  หรืออาจต้องการให้บุคคลนั้นได้รับทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะให้ตัวตนของตนพึงพอใจได้รับการสนองนั่นเอง   ดังนั้นเขาผู้นั้นจึงย่อมเกิดความยึดมั่นถือมั่นอยากให้เป็นไปตามตัณหาที่เกิดขึ้นนั้น เพื่อสนองตอบความพึงพอใจของตัวของตนที่เกิดขึ้น  เพื่อให้การสนองตอบนั้นสัมฤทธิ์ผล เขาผู้นั้นจึงตั้งใจที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้มี

         ภพ  อันเป็นที่อยู่ของจิตหรือภาวะความตั้งใจตกลงใจของจิต ที่เกิดขึ้นมาเนื่องจากอุปาทานดังกล่าว จึงเป็น กามภพ แต่เป็นไปในชนิด โทสะ ไม่ต้องการในรูป  ไม่ต้องการในเสียง  ไม่ต้องการในรส  ไม่ต้องการในกลิ่น  ไม่ต้องการในสัมผัส  ในบุคคลที่เกลียดชังนั้น   หรือจะพิจารณาว่าเป็นวิภวตัณหาก็ได้   และอาจมีโมหะ(ความหลง)ร่วมด้วย ที่อาจมีความต้องการอื่นๆให้เขาผู้นั้นได้รับทุกข์พิบัติใดๆก็ตาม  เพื่อสนองความพึงพอใจของตัวของตนเป็นใหญ่   จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด

        ชาติ  เขาผู้นั้นจึงเริ่มเร่าร้อน เป็นทุกข์  กระวนกระวาย เผาลนด้วยวิภวตัณหาความไม่อยาก  กล่าวคือสัญญาจำหมายรู้ต่างๆ(สัญญูปาทานขันธ์ในชาติ)ล้วนเป็นไปตามความพึงพอใจของตัวของตนโดยไม่รู้ตัว   หรืออาจแฝงด้วยความอยากอันใดก็ตาม เช่น อยากให้เขาผู้นั้นได้รับทุกข์ภัยพิบัติใดๆเป็นต้น   ด้วยความไม่เป็นไปตามความปรารถนาหรือความพึงพอใจเหล่านั้น  อันคือ ทุกข์  ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในจิตของเขาผู้นั้น  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้มี

        ชรา  เกิดความคิดต่างๆนาๆขึ้นมา  อันคือการคิดปรุงแต่ง ที่ล้วนถูกครอบงำแล้วด้วยอุปาทาน  จะหยุดก็หยุดไม่ได้เสียแล้วเพราะกำลังของอุปาทาน อันแรงกล้า  จึงวนเวียนคิดนึกปรุงแต่งเนื่องสัมพันธ์อยู่แต่ในเรื่องของบุคคลที่เกลียดชังนั่นเอง ตลอดจนสิ่งอื่นหรือความคิดอื่นๆที่หลุดเข้ามาในขณะภพนี้ ย่อมได้กำลังของโทสะไปบ้าง ไม่มากก็น้อย เป็นธรรมดา  จึงแสดงความคิดปรุงแต่งชนิดเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ ที่เนื่องสัมพันธ์กับบุคคลที่เกลียดชังได้ดังนี้

                 ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอเลยหนอ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๒)

                 มันช่างไม่รู้สึกตัวว่าเลวเลยหนอ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๓)

                 ทำยังไงให้มันโกรธไม่มีความสุขหนอ  (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๔)

                 ทำอย่างไรให้คนอื่นเกลียดมันด้วยหนอ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๕) อันเป็น

                 (มองเห็นอะไรสักอย่าง) ช่างขวางหู ขวางตา จริงหนอ (คิดปรุงแต่งแทรกเข้ามา จึงรับอิทธิพลของภพโทสะ จึงเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ไปด้วย)

                 อยากให้มันตายๆไปจริงหนอ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๖)

                 เราดีอย่างนี้ ยังแกล้งยังโกงเราลงเลยหนอ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๗)

                 ดีแล้ว ที่ถูกเขาโกงเขาแกล้งเอาบ้าง (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๘  แต่คราวนี้ยังให้เกิดเวทนูปาทานขันธ์เป็นสุขเวทนา)

                 แกล้งยังไงดี   ด่าซะให้เข็ดดีไหมหนอ  ทำอย่างนั้นดีไหมหนอ  ฯลฯ. และอาจเกิดเป็นสังขารขันธ์ชนิดกระทำทางกาย ลงมือลงไม้กันก็ได้

                 เป็นไปเยี่ยงนี้  อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีสติรู้เท่าทัน   หรือรู้เท่าทันแต่ไม่สามารถหยุดได้เสียแล้วเพราะกำลังของอุปาทาน  อันแรงกล้า  เหล่านี้เป็นไปโดยอาการธรรมชาติของปุถุชนผู้ยังไม่มีวิชชา

.....ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ  รูปูปาทานขันธ์ + ใจ + วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif เวทนูปาทานขันธ์ → มรณะ → อาสวะกิเลส →..... 

                        อุปาทานขันธ์๕  อันคือ คิดปรุงแต่งในชราอันเป็นทุกข์              

                สังขารูปาทานขันธ์ * เช่น คิดที่เป็นทุกข์            สัญญูปาทานขันธ์    

            ในวงจรล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะล้วนถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว

        สิ่งต่างๆเหล่านี้ คือขันธ์๕ที่ล้วนถูกครอบงำแล้วด้วยอิทธิพลของอุปาทาน อันคือ อุปาทานขันธ์๕ ซึ่งย่อมล้วนแฝงอยู่ด้วยความอยากให้เป็นไปความพึงพอใจของตัวตนเองที่จะได้รับเป็นสำคัญโดยไม่รู้ตัว   จึงวนเวียนคิดปรุงแต่งอยู่เยี่ยงนี้เกือบตลอดเวลา เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งคิดปรุงแต่งมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้เร่าร้อน กระวนกระวายขึ้นเป็นทวีคูณ  ด้วยความไม่อยากให้เกิด  ไม่อยากให้เป็น  อยากให้เป็นไปตามที่ตัวตนพึงพอใจเท่านั้น  มากขึ้น..มากขึ้นไปเป็นลำดับตามการคิดปรุงแต่งดังเช่นข้างต้นนั่นเอง

        เมื่อมีการเกิดแล้วย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยังให้เกิดมรณะร่วมด้วย   เมื่อเกิดการคิดนึกปรุงแต่งไปต่างๆนาๆ ในที่สุดก็ต้องดับไปตามพระไตรลักษณ์  อันเกิดขึ้นเพราะมีการเบี่ยงเบนหรือบดบังหรือดับด้วยเหตุอันใดก็ตาม เช่น การทำงาน  ทำกิจวัตรต่างๆ  ความเหนื่อยอ่อน  กล่าวคือ มีเหตุปัจจัยอื่นมากระทบเบี่ยงเบนไปนั่นเอง ฯลฯ.

         เมื่อเกิดมรณะการดับไปของอุปาทานขันธ์๕ ที่คิดปรุงแต่งต่างๆเหล่านั้นก็จริงอยู่   แต่การดับไปนี้ไม่ใช่ดับอย่างสูญสิ้นบริบูรณ์  ดับหรือมรณะนี้จึงเป็นความหมายทางภาษาธรรมที่หมายถึงการหยุดทำงานไประยะหนึ่ง ตามที่กล่าวไว้แล้วในปฏิจจสมุปบาท   เป็นการดับเฉพาะกิจนั้นๆชั่วขณะระยะหนึ่ง   จึงเป็นการดับไปแค่ชั่วระยะหนึ่งเพราะยังมีสัญญาความจำได้ซึ่งย่อมแฝงจำได้ในกิเลสต่างๆร่วมด้วย อันคืออาสวะกิเลส  นั่นเอง  ที่พร้อมจะกลับมาเกิดหรือทำงานใหม่ได้

         อาสวะกิเลสเหล่านี้ จึงไปเป็นเหตุปัจจัยร่วมกับอวิชชาอีกครั้งหนึ่ง   จึงยังให้เกิดสังขารขึ้นใหม่อีกในภายหลังได้ แลัวจึงดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท  เป็นเยี่ยงนี้อยู่ตลอดเวลา

แสดงกระบวนธรรมปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้นจากอายตนะภายนอกเข้ากระทบโดยตรง

         ในขณะที่กำลังเป็นอุปาทานทุกข์  คิดวนๆเวียนๆเร่าร้อนเผาลนอยู่ในเรื่องของบุคคลที่เราเกลียดชังอยู่นั้น ดังข้างต้น หรืออาจดับลงไปแล้วก็ตาม    สฬายตนะส่วนอื่นๆก็ยังทำหน้าที่รับรู้การกระทบสัมผัส(ผัสสะ)ของเขาได้อยู่เป็นธรรมดาของชีวิต  (สภาวะธรรมของชีวิต)  ดังเช่น ขณะนั้นมีโทรศัพท์เข้ามาด่าว่า หรือได้ยินเสียงคนที่เขานินทาว่าร้าย,ด่าว่าต่างๆนาๆ    วงจรปฏิจจสมุปบาทที่กำลังดำเนินเป็นทุกข์ในเรื่องคนที่เราเกลียดชังอยู่นั้น   ก็ถูกเบี่ยงเบนหรือเกิดการแยกพราก ขาดการสืบต่อเนื่อง(สันตติ) จึงมรณะดับไปและเก็บจำเป็นอาสวะกิเลส    และเสียงที่ได้ยินนินทาว่าร้ายเรานั้น จึงเป็นปัจจัยไปหนุนเนื่องให้วงจรปฏิจจสมุปบาทดำเนินต่อไปอีก    เสียงนั้นกระทบเข้าหูโดยตรงๆ มิได้เกิดแต่เราสังขาร  หรือผุดขึ้นมาเองดังเช่นที่ผ่านๆมา   เมื่อเกิดการผัสสะที่องค์ธรรมสฬายตนะโดยตรงคือที่หู   สฬายตนะส่วนนั้นคือหูจึงทำหน้าที่ของตนตามธรรม   จึงย่อมเกิดโสตะวิญญาณขึ้นรับรู้การกระทบของเสียงนั้นอันเป็นไปตามธรรม(ชาติ)ของชีวิต    นามรูปจึงครบองค์พร้อมทำงานในหน้าที่ในเรื่องใหม่ที่จรมา  เช่นเดิมอีกเช่นกัน    ดังนั้นจึงดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทเช่นเดียวกัน ดังนี้

         เพราะอาสวะกิเลสและอวิชชาเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  เฉกเช่นเดียวกันกับข้างต้น   แม้มิได้เป็นเหตุปัจจัยโดยตรงดังสังขารความคิดข้างต้น  แต่เมื่อถูกกระตุ้นเร้าจากการผัสสะโดยตรง จึงเกิดสังขารขันธ์เช่นความคิด ที่ไปกระตุ้นหรือเร่งเร้าอาสวะกิเลสให้เกิดขึ้นโดยตรงๆ จึงส่งผลเป็นลูกโซ่ไปตามวงจรเช่นกัน  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้

         สังขาร อันเกิดขึ้นเนื่องจากสังขารขันธ์คิดข้างต้นไปกระตุ้นเร้า   โสตะวิญญาณจึงย่อมเกิดขึ้นตามธรรมเป็นธรรมดา    นามรูปจึงครบองค์ประกอบบริบูรณ์ในการทำงานในกิจที่จรมา  ผัสสะหรือกระทบนั้น  จึงตื่นตัวพร้อมทำงานเช่นเดียวกันกับกระบวนการจิตตามที่กล่าวมาแต่เบื้องต้นเช่นกัน    สฬายตนะทั้งหลายจึงตื่นตัวทำงานตามหน้าที่แห่งตนร่วมไปด้วย   จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

         ผัสสะ การประจวบกันของปัจจัยทั้ง๓ คือ หู + เสียง + วิญญาณ  ครบองค์ธรรมของการเกิดผัสสะนั่นเอง  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

         เวทนาขึ้นเป็นธรรมดาเช่นกัน   และเพราะนามรูปเมื่อตื่นตัวแล้วดังที่กล่าวข้างต้น จึงย่อมทำหน้าที่จดจำในสัญญาต่างๆหรืออาสวะกิเลสได้เป็นธรรมดาเช่นกัน  เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นจึงเป็น ทุกขเวทนามีอามิส  อันเนื่องมาจากอาสวะกิเลส ชนิดอุปายาสคือขุ่นข้องคับแค้นใจ จึงไม่เป็นที่ถูกใจเป็นธรรมดา  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

         ตัณหาชนิดวิภวตัณหา อุปาทาน ภพ กามภพ ประกอบด้วย โทสะ ชาติ......

         แล้วชราอันหมายถึงความแปรปรวนก็เกิดขึ้น  เกิดความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆขึ้นมา  อันคือการคิดปรุงแต่งที่ล้วนถูกครอบงำแล้วด้วยอุปาทาน  จะหยุดก็หยุดไม่ได้เสียแล้วเพราะอุปาทานอันแรงกล้า   จึงวนเวียนคิดนึกปรุงอยู่แต่ในเรื่องที่เขานินทาด่าว่าเรานั่นเอง ดังเช่น

         มาด่ากูทำไม (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๒)

         ยังกับตัวเองดีนักนี่ (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๓)

         ด่าซะดีไหม (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๔)

         เราไม่ได้ไปนินทาด่าว่าคุณ แล้วมาด่าว่าเราทำไม (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๕)

         ตอบโต้ด่าทอกลับไป และ ลงมือลงไม้ทะเลาะวิวาทกัน (คิดปรุงแต่ง อันเป็น อุปาทานขันธ์ ๕ ลำดับที่ ๖) เกิดเจตนา(สัญเจตนา)เป็นอุปาทานสังขารขันธ์ทางวาจา และทางกายออกมา อย่างใดอย่างหรือทั้งสองอย่างร่วมขณะเดียวกันก็ได้

         กระบวนจิตจึงดำเนินการคิดปรุงแต่งเยี่ยงนี้อยู่เรื่อยๆ  เป็นไปโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่ก็ห้ามใจไว้ไม่อยู่เพราะกำลังของอุปาทาน  และยังไม่มีวิชชา  จนในที่สุดก็ดับไป(มรณะ)พร้อมทั้งเก็บจำเป็นอาสวะกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตอีกต่อไป   การดับไปด้วยเหตุอันใดก็ดี เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น  แล้วก็เกิดวงจรของทุกข์ขึ้นใหม่ได้อีกเป็นธรรมดา

         ดังเช่น  หลังจากผ่านไปแล้ว ๑-๒ ชม.เกิดชรา-มรณะและอาสวะกิเลสในเรื่องที่มีคนมานินทาด่าว่าไปแล้ว หมายถึง วงจรปฏิจจสมุปบาทดับหรือหยุดการเกิดๆดับๆที่หมุนเวียนเป็นวงจรลงไปชั่วขณะจิตหนึ่ง   อยู่ในสภาวะปลอดจากอุปาทานทุกข์อยู่ขณะนั้นก็จริงอยู่   แต่ตาก็บังเอิญไปสอดส่ายกระทบกับรูปถ่ายของคนรักที่ตั้งไว้  วงจรของทุกข์ในเรื่องของคนรักที่เพิ่งจะดับไปก่อนหน้านี้ไม่นานก็อาจเริ่มขึ้นใหม่อีกได้  เป็นไปดังตัวอย่างที่๓ในเรื่องหูกระทบเสียงนั่นเอง    หรืออาจเกิดแต่สังขาร ใหม่ผุดขึ้นมาได้เองดุจดั่งดังพรายอากาศอันผุดขึ้นมาจากโคลนตมที่หมักหมมได้ที่แล้วใต้ท้องธาร   หรืออาจเจตนาปรุงแต่งขึ้นมาเองด้วยความไม่รู้(อวิชชา)ในโทษก็ได้ในเรื่องต่างๆนาๆ    จึงเป็นแรงหนุนเนื่องให้เกิดการขับดันวงจรของทุกข์เป็นไปอย่างเกิดๆดับๆเยี่ยงนี้อยู่ตลอดเวลา

         ดังเช่น อาจเกิดอาสวะกิเลส เช่นปริเทวะในสุข คือมีความรู้สึกหรือความจำถึงรสชาดอาหารอันเอร็ดอร่อยผุดลอยขึ้นมา จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยร่วมกับอวิชชาอีกครั้ง   จึงเกิดสังขารปรุงแต่งถึงอาหารที่อร่อยถูกใจใดๆขึ้นมา   จึงต้องออกไปแสวงหาสนองความอยากตัณหานั้นๆ   ถ้าไม่ออกไปแสวงหาก็เร่าร้อนกระวนกระวายใจ   อันล้วนเป็นการดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทโดยไม่รู้ตัว  และแม้เป็นสุขเพราะได้ตามปรารถนา แต่เก็บสั่งสมเป็นอาสวะกิเลสเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆมา

         หรือ เกิดอาสวะกิเลส เช่นปริเทวะในสุข อันเกิดแต่เพศสัมผัสผุดลอยขึ้นมา อันอาจมีเหตุปัจจัยจากกายอันสมบูรณ์ร่วมด้วยก็ได้  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยร่วมกับอวิชชา  จึงเกิดสังขารปรุงแต่งถึงเพศสัมพันธ์อันเร่าร้อนแบบใดๆ หรืออาจปรุงแต่งถึงใครๆขึ้นมา  จึงต้องแสวงหาสนองความอยากตัณหานั้นๆ   ถ้าไม่แสวงหาก็เร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายใจปรุงแต่งไปต่างๆนาอันดำเนินไปในองค์ธรรมชรานั่นเอง  อันล้วนเป็นการดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทโดยไม่รู้ตัว  ถ้าแม้เป็นสุขเพราะได้ตามปรารถนาที่สังขารขึ้นก็จริงอยู่  แต่ก็ย่อมเก็บสั่งสมเป็นอาสวะกิเลสเพิ่มเติมให้กล้าแข็งเข้าไปและยังให้เกิดขึ้นอีกในภายหน้าอย่างวนเวียนอยู่ตลอดเวลา  เรียกว่าเป็นเหตุไม่ให้จบสิ้น  จึงวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์เยี่ยงนี้

         ชีวิตของปุถุชนจึงดำเนินวนเวียนเป็นวงจรเยี่ยงนี้อยู่เกือบตลอดเวลา  จนเข้าพักผ่อนนอนหลับ  อาสวะกิเลสก็ยังตามไปผุดไปรังควานขึ้นโดยไร้เจตนาในขณะหลับ เป็นความที่เป็นสภาวธรรมของชีวิตอย่างหนึ่งในการผุดนึกจำขึ้นมาได้เอง หรือการเกิดขึ้นมาจากการแอบแฝงกระตุ้นเร้าโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่กายเป็นเหตุ  เมื่อผุดนึกฝันขึ้นมาก็คือสังขารอย่างหนึ่งเฉกเช่นความคิดนั่นเอง  จิตที่คิดไปว่าหลับไหลเวลานอนหลับ  ก็ทำงานตามหน้าที่ตน  กล่าวคือย่อมดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทได้ แม้ในขณะที่หลับอยู่

[อาสวะกิเลส อวิชชา] จึงเป็นเหตุให้เกิด สังขารกิเลสคือความฝันอันเป็นเหตุหรือธรรมารมณ์ที่แฝงกิเลส มโนวิญญาณ นาม-รูป  สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา  ตัณหา  อุปาทาน  ภพ  ชาติ  ชรา แล้ววนเวียนปรุงแต่งเร่าร้อนนอนเหงื่อโทรมกาย หรือฝันหวานอันเร่าร้อนอยู่ในแม้ความฝัน มรณะ  อาสวะกิเลส... ...ฯ.

         ชีวิตของปุถุชนทั่วไป  จึงดำเนินและเป็นไปเยี่ยงดังนี้อยู่เรื่อยๆแทบตลอดเวลา   ด้วยอวิชชาจึงไม่เคยคิดจะหยุดหรือดับวงจรแห่งทุกข์เหล่านี้ลงเลย   วันหนึ่งๆจึงเกิดได้หลายสิบหลายร้อยครั้ง   และบางครั้งก็ไปดำเนินอยู่ในชรา  อันเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายอย่างยาวนานด้วยอุปาทานเวทนา(เวทนูปาทานขันธ์)ที่เกิดๆดับๆด้วยการปรุงแต่งวนเวียนชั่วโมงแล้วชั่งโมงเล่า เกิดดับๆๆ อยู่เยี่ยงนั้น  กล่าวคือ เกิดวงจรปฏิจจสมุปบาทที่หมุนเวียนหนุนเนื่องแบบเกิดๆดับๆเป็นวงจรหมุนเวียนที่หนุนเนื่องดังเกลียวคลื่นในท้องทะเลอยู่แทบตลอดเวลา   เนื่องเพราะเป็นทั้งธรรมชาติของชีวิตและก็เป็นสิ่งๆเดียวกันกับธรรมชาติฝ่ายก่อให้เกิดทุกข์กล่าวคือดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทเช่นกัน   โดยไม่รู้ไม่เข้าใจกันนานเนื่องมาแต่โบราณกาล   จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง  ได้ตรัสรู้เห็นธรรมชาติของทุกข์(อุปาทานทุกข์)ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย   ท่านจึงได้ตรัสไว้เมื่อคราวตรัสรู้ใหม่ๆและพิจารณาว่าจะเผยแผ่ธรรมของท่านหรือไม่ ธรรมของท่านนั้นเป็นเรื่องสวนกระแส   กล่าวคือ ทวนกระแสของทางโลกหรือธรรมชาติของปุถุชนที่พากันแสวงหาทุกข์โดยไม่รู้ตัวเป็นธรรมดา  กล่าวคือ ไหลเลื่อนไปตามกิเลสตัณหาอุปาทานเป็นธรรมดา  อุปมาดั่งนํ้าย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ตํ่าเป็นธรรมดา   พระองค์จึงทรงใช้ธรรมของพระองค์ เพื่อสร้างธรรมชาติของชีวิตขึ้นใหม่  กล่าวย่อๆก็คือ โดยอาศัย สติ  สมาธิ  และปัญญา   เพื่อสร้างสมสังขารใหม่อันมิได้เกิดแต่อวิชชาความไม่รู้  แต่ล้วนเกิดจากวิชชา  ของพระองค์ท่าน   แล้วได้ตัดสินพระทัยนำมาเปิดเผยแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลายในที่สุดด้วยพระมหากรุณาธิคุณ  ที่ทรงเล็งเห็นว่ายังมีบุคคลที่มีปัญญาดุจเป็นบัวพ้นนํ้าพ้นจากการเป็นอาหารของเต่าหอยปูปลานั้นยังพอมีอยู่   จึงยอมทนตรากตรำพระวรกายตลอดระยะเวลา ๔๕ ปี ภายหลังตรัสรู้จวบจนเข้าสู่พระปรินิพพาน ในการเผยแผ่พระศาสนา   ก็ล้วนเพื่อยังประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ให้จางคลายจากอุปาทานทุกข์  ตามฐานะแห่งตน  จนถึงดับสนิทไปจากอุปาทานทุกข์  ทั้งปวงนั่นเอง

ข้อคิด

ในขณะที่ อุปาทานขันธ์๕ ที่ดำเนินอยู่ใน ชรา แรงกล้ามาก   จนไม่สามารถถืออุเบกขา โดยการไม่แทรกแซงไปคิดปรุงแต่งได้

ก็เนื่องมาจากเวทนาอันมีอามิสหรือกิเลสอันแรงกล้าในเรื่องนั้นๆ

จึงย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาและอุปาทานอันแรงกล้าตามไปด้วย

จึงคิดนึกปรุงแต่งวนเวียนหยุดไม่ได้ ทั้งๆที่มีสติรู้ตัว  ก็เพราะกำลังอุปาทานอันแรงกล้าได้ครอบงำเสียแล้ว

ให้ใช้การพิจารณาธรรมที่ยังให้เกิดนิพพิท เช่น พระไตรลักษณ์  มรณัฐสติ  โลกวิปัตติสูตร  ชราสูตร  ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ.

หรือเบี่ยงเบนแยกพรากไปในสิ่งอื่นๆ    อย่าพิจารณาในอุปาทานทุกข์ที่เกิดขึ้นรุนแรงขณะนั้นตรงๆ

ไม่มีประโยชน์อาจมีโทษ   เพราะอาจหลอกล่อ ก่อให้เกิดการปรุงแต่งต่อไปต่างๆนาๆ

จนจมแช่เลื่อนไหลอยู่ในกองทุกข์ของอุปาทานขันธ์๕ อันเป็นทุกข์โดยไม่รู้ตัว

การย้อนระลึกภพชาติในอดีต   ไม่ใช่เพื่อการพิรี้พิไร รำพัน ครํ่าครวญ หรือปริเทวะ

แต่เพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เพื่อให้เกิดปัญญา

เพื่อการพิจารณา(ธรรมวิจยะ) หรือกระทำการโยนิโสมนสิการ

เมื่อทุกข์กำลังเผาลนควรทำอย่างไร

 

 

 

 กลับสารบัญ

 

 

 

 

hit counter

นับคน . คอม : Realtime counter สำหรับคนไทย