ไปสารบัญ

หัวข้อธรรม ๑  

 สังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕

             คลิกขวาเมนู

        สังขารขันธ์ เป็นสังขารอย่างหนึ่งเช่นกัน จึงเกิดจากการปรุงแต่งเป็นเหตุปัจจัยกันของ ขันธ์ทั้ง ๕ กับ เหตุต่างๆคือสิ่งที่กระทบ(อายตนะภายนอกทั้งหลาย)  มีความหมายเฉพาะตัวว่า

        "สังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ จึงมีความหมายว่า ธรรม(คือสิ่งทั้งปวงต่างๆ เช่น อารมณ์ทางโลกต่างๆ, ความรู้สึกหรืออาการของจิตต่างๆ) ที่ไปปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญเจตนา(ความเจตนา,ความจงใจ,ความคิดอ่าน) ให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม) ทั้งทาง ดี ชั่ว และแม้กลางๆ(ที่ใช้ในการงานในชีวิต) แสดงออกมาได้ทั้งทางกาย(กายกรรม) ทางวาจา(วจีกรรม) และทางใจก็คือมโนกรรมซึ่งก็คือความคิดนึกต่างๆอันเป็นผลที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากสังขารขันธ์นั้นนั่นเอง

        กล่าวคือเมื่อเกิดการผัสสะกันแล้วย่อมเกิดสังขารขันธ์เป็นผลในที่สุด  และสังขารขันธ์นี้นี่เองที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกรรมต่างๆขึ้นเนื่องต่อไปอีกด้วย แม้ทางใจคือมโนกรรมด้วย

..........สังขารขันธ์ anired06_next.gif สัญเจตนา anired06_next.gif มโนสังขาร  anired06_next.gif มโนกรรม(ความคิดนึกที่เกิดจากสังขารขันธ์เป็นเหตุปัจจัย)

        พูดง่ายๆ สังขารขันธ์นี้นี่เอง ที่เป็นเหตุปัจจัยขับดันให้เกิดกรรมคือการกระทำต่างๆขึ้น ทั้งความคิดนึกที่เป็นผลจากการผัสสะ(มโนกรรม) ในผู้ที่ยังดำรงขันธ์หรือชีวิตอยู่  และมโนกรรมนี้นี่เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกข์หมุนหนุนเนื่องเป็นวงจรต่อเนื่องจึงยาวนาน

        ชีวิต ย่อมเป็นสังขารอย่างหนึ่งเพราะเกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง มีเหตุมาเป็นปัจจัยแก่กันและกันอย่างหนึ่ง จึงย่อมอยู่ใต้อำนาจของธรรมนิยาม จึงย่อมมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ด้วยคงสภาพอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา  ชีวิตสามารถจำแนกอย่างหยาบๆแบบหนึ่งได้ว่า มีองค์ประกอบต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกันขึ้นเป็นชีวิตชั่วขณะๆหนึ่งนั้น จากการเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของขันธ์ทั้ง ๕ นั่นเอง  ซึ่งขันธ์ทั้ง ๕ สามารถแบ่งตามการทำงานได้เป็น ฝ่ายกายและฝ่ายจิต  ฝ่ายกายนั้นก็คือรูปขันธ์ ๑  ส่วนอีก ๔ ขันธ์ คือ เวทนาขันธ์๑ สัญญาขันธ์๑ สังขารขันธ์๑ วิญญาณขันธ์๑  ทั้ง ๔ นี้จัดอยู่ในฝ่ายจิต   ดังนั้น "สังขารขันธ์" จึงอยู่ในฝ่ายจิต แต่ถึงแม้เป็นฝ่ายจิตแต่ว่าเป็นเหตุปัจจัยไปปรุงจิตให้เกิดสัญเจตนา(ความจงใจ,ความคิดอ่าน)ที่ยังให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม)ขึ้นได้ทั้งทางกาย,วาจาและใจ โดยอาศัยรูปขันธ์   และพึงระลึกอยู่เสมอว่า ขันธ์ทั้ง ๕ จำเป็นในการดำรงชีวิต และยังต้องพึ่งพา เนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่อย่างปกติ ไม่สามารถขาดขันธ์ใดขันธ์หนึ่งได้เลย และแต่ละขันธ์ก็ทำงานตามหน้าที่ตน  การปฏิบัติทั้งปวงจึงต้องไม่ใช่การพยายามไป"ดับ"หรือไป"ละ"ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเข้า เพราะย่อมไม่ได้ผลในที่สุด  แต่ต้องเป็นการ"ดับ"หรือ"ละ"ที่"เหตุ" ก็เพื่อไม่ให้เกิดผล คือไม่ให้ทุกข์เกิดการสืบเนื่องต่อวนเวียนเป็นวงจรของความทุกข์อันยาวนาน จึงเป็นการดับ(คือไม่ให้เกิดขึ้นเนื่องต่อไปอีก)ที่ถูกต้อง  ดังอมตะวาจาที่"หลวงปู่ดูลย์ อตุโล"ได้โปรดสอนไว้ เมื่อมีผู้กราบเรียนถามท่านว่า "ท่านย้งมีโกรธ อยู่ไหม" ท่านได้ตอบว่า "มี แต่ไม่เอา"  ซึ่งดังนี้จึงเป็นการถูกต้อง จึงต้องใช้ทั้งสติและปัญญามาโยนิโสมนสิการให้เข้าใจ ดังจะกล่าวต่อไป

        และเพราะมักไปสับสนปนเปกับ สังขารในความหมายอื่นๆ เช่น สังขารที่หมายถึงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาทั้งปวงบ้าง  หรือสังขารที่ใช้ไปในความหมายว่าร่างกายบ้างชีวิตบ้าง  ในที่นี้จะเป็นการกล่าวถึง สังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ เท่านั้น ซึ่งหมายถึง ธรรม(สภาพหรืออาการของจิต หรืออารมณ์ทางโลกในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ) ซึ่งส่งผลให้ปรุงแต่งจิตให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้นมานั่นเอง ทั้งฝ่ายดี และชั่ว อีกทั้งกลางๆที่ใช้งานทั่วๆไป ได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ(มโนกรรม)

        พึงระลึกรู้แต่เบื้องต้นเสียก่อนว่า สังขารขันธ์เป็นขันธ์ๆหนึ่งหรือกองหนึ่งๆของชีวิต และเพียงทำหน้าที่ของตนได้เพียงเท่านั้น ไม่ทำอื่น แต่ก็เนื่องสัมพันธ์กับขันธ์อื่นๆอีกด้วย,  เมื่อเป็นขันธ์จึงทำงานเป็นอิสระจากเราหรือใครๆ เพราะไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ด้วยเป็นอนัตตา จริงๆแล้วจึงควบคุมบังคับเขาคือสังขารขันธ์นั้นไม่ได้เลย  เขาเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น  จะไปควบคุมบังคับ เปลี่ยนแปลง หรือทำให้ดับสูญโดยการบังคับหรือด้วยใจปรารถนาไม่ได้เลย  ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่ยังมีโกรธ เสียใจ หดหู่ ตัณหาต่างๆ ทุกข์ใจ สุขใจ ฯ. ยังคงต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  เพียงแต่ว่าพระพุทธองค์ท่านทรงรู้แจ้งในเหล่าเหตุปัจจัยนี้อย่างแจ่มแจ้ง  ท่านจึงได้โปรดเวไนยสัตว์ ด้วยการสั่งสอนให้ทำการดับที่เหตุที่จะทำให้เป็นเหตุปัจจัยสืบเนื่องให้เป็นทุกข์ต่อไปไม่ได้  เพราะฉะนั้นจึงสามารถดับทุกข์ได้ด้วยวิธีการคือธรรมอันถูกต้อง  จึงไม่ใช่ไปกดข่ม ไม่ให้เกิด ไม่ต้องการให้มี ไม่ให้เป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นการฝืนสภาวธรรมหรือธรรมชาติอันเป็นวิสัยของโลก

        สังขารขันธ์ คือ ธรรม(เช่น สิ่งต่างๆ, อารมณ์ทางโลกต่างๆ) ที่ไปปรุงแต่งจิต ให้เกิดสัญเจตนา(ความคิดอ่าน,เจตนา)ในการกระทำ(กรรม)ต่างๆทุกอย่าง ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว และแม้กลางๆโดยทั่วไปในชีวิต  หรือก็คือ สภาพที่ปรุงแต่งใจ ให้เกิดความคิดอ่านหรือความจงใจในการกระทำต่างๆ ทั้งในทางดี หรือชั่ว หรือกลางๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เช่น รัก โลภ โกรธ หลง เกลียด กลัว สติ ฌาน สมาธิ ปัญญา ศรัทธา เมตตา ยินดี ยินร้าย สุขทางใจ ทุกข์ทางใจ หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน กังวลใจ แม้แต่อุเบกขา(ไม่ได้หมายถึงข้อธรรม แต่หมายถึงอารมณ์ทางโลกแบบเฉยๆ หรือความรู้สึกเฉยๆ หรือความรู้สึกกลางๆโดยทั่วไป เป็นหนึ่งในอาการหรือความรู้สึกอย่างหนึ่งของจิตในเจตสิก ๕๒) เช่น เกิดเจตนาความคิดอ่านหรือจงใจอย่าง เฉยๆ(ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย,หรือกลางๆ)เช่น ในการทำงาน พูดจา การเดินเหิน ฯลฯ.

        ดังนั้นแม้สังขารขันธ์เป็นฝ่ายจิต แต่ส่งผลให้เกิดกรรม(การกระทำต่างๆ)โดยอาศัยการพึงพาอาศัยกันกับรูปขันธ์หรือกายได้  ด้วยเป็นเหตุเป็นปัจจัยปรุงแต่งจิตให้สัญเจตนาคือเจตนา,ความจงใจ,ความคิดอ่านต่างๆ ให้เกิดการกระทำต่างๆ(กรรม)ตามที่จงใจไว้ได้ทั้งในทางกาย วาจา และใจ ทางใจก็เรียกว่ามโนกรรม

        เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ทางโลกจะเรียกสังขารขันธ์กันทั่วๆไปให้เข้าใจง่ายว่า "อารมณ์ทางโลก" ก็คงได้ แตกต่างกันตรงเพียงอารมณ์นั้นไม่เน้นกล่าวไปถึงเจตนาหรือสัญเจตนา  อารมณ์ทางโลก ที่หมายถึง สภาพความเป็นไปของจิต หรือความรู้สึก หรืออาการของจิต ในชั่วขณะๆหรือช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ นั้น เช่นอารมณ์โกรธ(โทสะ) ก็คือ สภาพของใจหรือความรู้สึกในขณะนั้นๆที่ประกอบหรือปรุงแต่งด้วยความโกรธความขุ่นข้อง(โทสะ)  ถ้ากล่าวเพิ่มเจตนาเข้าไปก็คือสังขารขันธ์นั่นเองซึ่งทำให้เกิดคิดอ่านกระทำในสิ่งต่างๆที่มักประกอบไปด้วยความโกรธความขุ่นข้อง ซึ่งย่อมส่งผลต่อการการกระทำหรือแสดงออกมาต่างๆได้ ทั้งในทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ดังเช่น เกิดเจตนาคือจงใจทางกายจึงเกิดการลงไม้ลงมือทำร้ายต่างๆ  ทางวาจาเกิดเจตนาคือจงใจกระทำทางวาจาได้แก่การด่าทอ ต่อว่า เสียดสี  ส่วนทางใจนั้นเมื่อเกิดเจตนาคือจงใจหรือคิดอ่านต่างๆทางใจได้แก่การคิดร้าย หรือก่นด่า สาปแช่งในใจต่างๆนาๆ  ซึ่งจะดำเนินไปในช่วงเวลาขณะนั้นๆตราบเท่าที่ถูกครอบงำหรืออยู่ใต้อำนาจของสังขารขันธ์ชนิดโทสะความโกรธนั้นอยู่ กล่าวง่ายๆคือ การกระทำหรือการแสดงออกต่างๆมักประกอบด้วยโทสะนั่นเอง ซึ่งจะดำเนินไปชั่วระยะที่ครอบงำอยู่ จนกว่าจะดับไป  ดังนั้นอารมณ์ทางโลกเมื่อร่วมด้วยสัญเจตนา(เจตนา)แล้วก็คือสังขารขันธ์นั่นเอง ดังนั้นบางทีอาจใช้สังขารขันธ์บ้างอารมณ์บ้างตามกรณี

อารมณ์ + เจตนา = สังขารขันธ์

        สังขารขันธ์ เช่น อารมณ์หดหู่ สภาพใจหรือความรู้สึกที่มีอาการหดหู่ จึงเกิดสัญเจตนา(เจตนา)หรือจงใจหรือคิดอ่านไปปรุงแต่งให้กระทำการต่างๆ ที่มักประกอบไปด้วยความหดหู่ เหี่ยวแห้งใจ ในช่วงนั้นๆ เช่น ความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆที่มักประกอบด้วยความหดหู่  การกระทำต่างๆด้วยความหดหู่เหี่ยวแห้งใจนั้นเช่นคิดสั้น สักแต่ว่าทำ  หรือพูดจาประกอบด้วยความหดหู่

        อารมณ์กังวล สภาพของใจที่มีความวิตกกังวล จึงเกิดการกระทำหรือคิดอ่านที่ประกอบด้วยความกังวล เช่น การกระทำวนเวียนด้วยความกังวลใจ หรือย้ำพูด ย้ำคิด ย้ำทำ วนเวียนในสิ่งนั้นๆด้วยความกังวล เป็นทุกข์ เป็นห่วง ระวัง ฯ.

        อารมณ์กลัว  อารมณ์ฟุ้งซ่าน ฯ. ก็เป็นไปในลักษณาการเฉกเช่นเดียวกัน

        (ในทางธรรมแล้ว อารมณ์ หมายถึง สิ่งที่จิตไปกำหนดหมายหรือยึดเหนี่ยวในขณะหนึ่งๆ,  ส่วนในทางโลก อารมณ์ หมายถึง สภาพความเป็นไปของจิต หรือ ความรู้สึกในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ เช่น สภาพของจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรืออารมณ์โกรธในช่วงระยะหนึ่งๆนั่นเอง  จึงต้องทำความเข้าใจในทั้งสองความหมายให้ถูกต้อง และต้องแยกแยะให้ออกเมื่อกล่าวถึงอารมณ์ว่าหมายถึงความหมายใดด้วย)

        สังขารขันธ์ หรือจิตกองนี้นี่เอง จึงเป็นตัวกำหนดให้เกิดความคิดอ่านหรือเจตนา(สัญเจตนา)ไปปรุงแต่งทำให้เกิดกรรม(การกระทำ)ต่างๆ ได้ทั้งทางดีและชั่ว และกลางๆที่ครอบคลุมแม้ในการดำเนินชีวิตทั่วๆไปอีกด้วย รวมทั้งมโนกรรม จึงมีความสำคัญมาก เป็นสิ่งที่ควรมีสติรู้เท่าทัน เป็นธรรมที่พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสสอนไว้ใน จิตตานุปัสสนา ใน สติปัฏฐาน ๔ อีกด้วย กล่าวคือ ให้มีสติเห็นคือรู้เท่าทันในสังขารขันธ์ ที่ยังให้เกิด"มโนกรรม" อันมีทั้งคุณและโทษและแม้กลางๆในการดำเนินชีวิตนั่นเอง ดังพระองค์ท่านทรงกล่าวถึง สังขารขันธ์ที่ยังให้เกิดมโนกรรมที่ควรรู้เท่าทันแล้วไม่ยึดถือ หรือละเสีย ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯ. ซึ่งถ้าไม่ปล่อยวางแล้ว ย่อมให้โทษแก่ผู้ไปยึดถือยึดมั่นนั่นเอง

        แต่สังขารขันธ์นั้น  พระพุทธองค์ทรงอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า เป็นดั่งต้นกล้วย อันแม้ต้นแลดูทั้งอวบ ทั้งใหญ่  แลดูเผินๆแล้วน่ามีคุณค่าประโยชน์เฉกเช่นไม้ใหญ่มีค่าทั้งหลาย  แต่แท้จริงแล้วกลับไม่มีสาระ คือไม่มีแก่นแกน ไม่มีกระพี้  ไม่มีสาระใดๆดังที่เห็นเพียงผิวเผินๆ คือไม่มีแก่นแกนหรือกระพี้ที่ให้ความแข็งแรงเป็นประโยขน์ ดังเช่นไม้ใหญอันมีค่า่อื่นๆ (เปรียบเทียบขันธ์ ๕ กับสังขารอื่นๆ)

        เพราะสังขารขันธ์ ก็เป็นสังขารที่หมายถึงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างหนึ่ง จึงย่อมไม่เที่ยง(อนิจจัง)  สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์(ทุกขัง)เพราะความที่คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  จึงย่อมมีความแปรปรวน มีการเปลี่ยนแปลง แปรปรวน จึงแปรสภาพอยู่เสมอๆเป็นธรรมดา ดังนั้นควรหรือ ที่จะไปยึดถือเสียว่า สังขารขันธ์หรืออารมณ์ทางโลกนั้นๆ "เป็นเรา เป็นของเรา เป็นอัตตาตัวตนเเรา" อีกทั้งมันต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนา เมื่อไปยึดถือเสียแล้ว จึงย่อมเป็นทุกข์เมื่อไม่เป็นไปตามปรารถนา

        สังขารขันธ์ต่างๆ นี้เองที่ยังให้เกิด เจตนา(สัญเจตนา) คือความจงใจ คือเกื้อหนุนผลักดันให้คิดอ่าน หรือครอบงำ ให้เกิดการกระทำ(กรรม)ในสิ่งต่างๆขึ้นได้ ทั้งดี ชั่ว กลางๆ ผ่านทางกาย(กายกรรม) วาจา(วจีกรรม) หรือใจ(มโนกรรม) ในชั่วขณะหนึ่งๆ

ซึ่งพอจะเขียนเป็นสมการ ให้แลดูพอให้เข้าใจง่ายๆ ในการกระบวนธรรมการทำงานสัมพันธ์กันของขันธ์ทั้ง ๕

                                                      ผัสสะ

ธรรมารมณ์    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป ใจ  มโนวิญญาณ  anired06_next.gif  สัญญาจํา   เวทนา  สัญญาหมายรู้   สังขารขันธ์  [ anired06_next.gif เกิดสัญเจตนา(เจตนา,จงใจ) anired06_next.gif กรรม (คือ การกระทำต่างๆทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ] เป็นไปตามสัญเจตนาที่เกิดจากสังขารขันธ์

 

กล่าวคือ

ความคิด(ธรรมารมณ์) เมื่อกระทบกับ ใจ  ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด มโนวิญญาณ (โดยธรรมหรือธรรมชาติ คือยังไงก็ต้องเกิดบังคับบัญชามันไม่ได้ กล่าวคือตั้งแต่มโนวิญญาณไปแล้ว ล้วนเป็นไปตามกระบวนธรรม(ตามธรรมชาติ)ทั้งสิ้น ไม่อยู่ในอำนาจของใครแม้ตัวเรา ดุจดั่งลูกธนูที่หลุดออกจากแหล่งไปแล้วนั่นเอง) การประจวบกันของเหตุปัจจัยทั้ง ๓ ทางธรรมเรียกว่า ผัสสะ จึงเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิด สัญญา ความจำต่างๆ ในธรรมารมณ์หรือข้อมูลสิ่งต่างๆในความคิดนั้นขึ้นมาได้เอง  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา การรับรู้ต่างๆที่ย่อมต้องเกิดขึ้นจากการเสวยคือรับรู้ในสิ่งที่กระทบนั้นโดยธรรมคือธรรมชาติ เป็นสุขจากการผัสสะหรือสุขเวทนาบ้าง  หรือเป็นทุกข์ระคายเคืองจากการผัสสะหรือทุกขเวทนาบ้าง  หรือเป็นอทุกขมสุขเวทนาบ้างตามสัญญาจำที่ได้สั่งสมมานั้นๆ  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด สัญญาหมายรู้,วิเคราะห์,ประมวลผล ในคิดนั้นๆขึ้นอีกครั้งเอง จึงเป็นเหตุปัจจัยจึงเกิดผลเป็น สังขารขันธ์ สภาพหรือสิ่ง ที่ปรุงแต่งใจหรืออารมณ์ทางโลก ที่ทำให้เกิดเจตนาให้กระทำในสิ่งต่างๆ ทั้งดี ชั่ว กลางๆ  จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสัญเจตนาคือความจงใจหรือความคิดอ่านไปผลักดันให้กระทำในสิ่งต่างๆ ในช่วงระยะเวลานั้นๆ  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการกระทำต่างๆขึ้นได้ ทั้งทางกาย วาจา หรือใจ อันเป็นไปตามความเจตนาหรือความคิดอ่านนั้นๆนั่นเอง  กระบวนธรรมทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติ อีกทั้งฝึกฝนสั่งสมดำเนินมาแต่แรกเกิด จึงจำต้องใช้ปัญญาคือการโยนิโสมนสิการไล่เป็นลำดับจึงเห็นแจ้งขึ้นได้เท่านั้น

         สังขารขันธ์ สภาพต่างๆหรืออาการต่างๆของใจ ได้แก่ อารมณ์ทางโลกทั้งหลายนั่นแหละ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง(โมหะ) ความหดหู่  ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญใจ  ความกังวล ความกลัว ความเดือดร้อนใจ(กุกกุจจะ) ความซึมเซา  สติ  ความมีจิตแน่วแน่  ปัญญา  สมาธิ  จิตหลุดพ้น  จิตเป็นกลางๆ  ปีติ(ความปลาบปลื้ม)  ความพอใจ(ฉันทะ) ความสุขใจ ความทุกข์ใจ  ความริษยา ความยินดียินร้าย ราคะ ดีใจ เสียใจ เฉยๆ ฯ. อีกทั้งหลายในเจตสิก ๕๐ (เจตสิก ๕๒ ยกเว้น เวทนากับสัญญาเท่านั้น)  ซึ่งสังขารขันธ์หรืออาการหรือสภาพของจิตทั้งหลายเหล่านี้จึงย่อมล้วนส่งผลให้เกิดเจตนาและเกิดกรรมหรือการกระทำต่างๆในที่สุด ซึ่งย่อมได้อิทธิพลเป็นไปตามสภาพของจิตที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆนั่นเอง

         ดังนั้นเมื่อเกิดสังขารขันธ์ อันเมื่อปัญญาเห็นว่าให้โทษหรือสมควรแก่เหตุ จึงควรปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นหมายมั่นใดๆ ด้วยการอุเบกขา คือวางใจเป็นกลาง วางใจเฉยเสียนั่นเอง ด้วยการไม่เอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด(ความคิด,ความนึก) หรือกริยาจิตใดๆ(ยินดี ยินร้าย ชอบ ชัง ถูก ผิด ชั่ว ดี แม้กระทั่งบุญ บาป)ในเรื่องหรือเหตุนั้นๆ เพราะถ้าไม่ปล่อยวางย่อมส่งผลให้เกิดการกระทำต่างๆทั้งทางกาย วาจา ใจ ไปตามสัญเจตนานั้นๆอย่างแน่นอน เพราะความที่ย่อมต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถควบคุมบังคับมันได้ด้วยเป็นอนัตตา  แต่ถ้าหากยังไม่มีกำลังของปัญญา(ปัญญาพละ)อันเกิดจากการพิจารณาอย่างละเอียดและแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)จนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งดียิ่งว่า เมื่อเกิดการปรุงแต่งต่อไปแล้วย่อมเกิดการผัสสะให้เกิดเวทนาและสังขารขันธ์ต่างๆอันย่อมทำให้เป็นทุกข์เนื่องต่อ หรือวนเวียนเป็นวงจรต่อไปอีก ย่อมไม่ค่อยได้ผล  หรือถ้าสังขารขันธ์นั้นรุมเร้ารุนแรงหรือสติไม่พอ การอุเบกขาก็อาจยังไม่มีปัญญาพละ จึงทำไม่ได้อย่างที่ควรอีกเช่นกัน  ก็ให้ใช้วิธีเปลี่ยนอารมณ์ เป็นการทำให้เกิดการปล่อยวางไม่ยึดถือได้เป็นการชั่วคราว ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง

 

แสดงกระบวนธรรมของจิตแบบขันธ์ ๕ ที่เกิดการคิดนึกปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน จิตจึงทำงานวนเวียนเป็นวงจร

จนอาจก่อให้เป็นทุกข์ในที่สุดได้

ธรรมารมณ์   +   ใจ    anired06_next.gif  มโนวิญญูาณ    anired06_next.gif  เวทนาขันธ์   

       (ขันธ์ทั้ง ๕  อันเกิดวนเวียนจนป็นทุกข์)          

สังขารขันธ์ เช่นมโนกรรมความคิดนึก       สัญญาขันธ์   

เกิดขึ้นวนเวียนเป็นวงจร จนอาจก่อเป็นทุกข์ในที่สุด  

 

หรือเมื่อเป็นทุกข์เร่าร้อนดังอยู่ในวงจรปฏิจจสมุปบาทแล้ว

เมื่อยิ่งปรุงแต่งวนเวียนจึงเป็นวงจรของอุปาทานขันธ์ ๕ จึงยิ่งเร่าร้อนเผาลนและยาวนานจนสลัดไม่หลุด

          →ตัณหา→อุปาทาน→ภพ→ ชาติ รูปูปาทานขันธ์   +  ใจ   +   วิญญูาณูปาทานขันธ์  anired06_next.gif   เวทนูปาทานขันธ์ มรณะ อาสวะกิเลส เป็นวงจรใหม่         

  อุปาทานขันธ์๕ อันเกิดวนเวียนอยู่ในชรา อันเป็นทุกข์      

สังขารูปาทานขันธ์ เช่นมโนกรรมคิดที่เป็นทุกข์     สัญญูปาทานขันธ์    

ในชรา ล้วนเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะเกิดจากอุปาทานสังขารขันธ์ อันถูกครอบงําโดยอุปาทานแล้ว

 

        จงจำไว้ให้ดี  ทั้งเวทนาและสังขารขันธ์(อารมณ์)ทั้งหลาย เช่น ความทุกข์ ความโกรธ ความเศร้า หดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ. ต่างๆ ยังคงมีอยู่ เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ไม่ได้หายไปไหน  มีหน้าที่เพียง มีสติรู้เท่าทัน และด้วยปัญญาที่รู้ว่าอันใดให้โทษหรือสมควรแก่เหตุแล้ว  ปล่อยวางด้วยรู้ว่า สักว่าเป็นเช่นนี้เอง ด้วยอาการอุเบกขาเสีย ด้วยการวางใจเป็นกลาง วางทีเฉย ไม่เอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งด้วยถ้อยคิดใดๆใน"มโนกรรม"ต่างๆที่เกิดขึ้นจาก"สังขารขันธ์หรืออารมณ์"นั้นๆ  มันก็ไม่สามารถเนื่องให้เป็นเหตุก่อต่อไปอีกได้  แล้วมันก็จะเสื่อมดับไปด้วยอำนาจธรรมนิยามเอง นั่นเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติ

 

หัวข้อธรรม

 

กลับหน้าเดิม

 

กลับสารบัญ