องค์สำคัญยิ่งในการปฏิบัติ

        อุเบกขา ที่จะกล่าวในเบื้องต้น ณ บัดนี้ คือ อุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ องค์แห่งการตรัสรู้    ส่วนอุเบกขาในความหมายหรือนัยยะอื่นๆ เช่น อุเบกขาในฌาน, อุเบกขาเวทนา และอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ จะมี Link ในตอนท้ายบท

 สารบัญ

        อุเบกขาในโพชฌงค์ ที่หมายถึง การมีจิตหรือก็คือการมีสติเป็นกลางวางทีเฉย ที่หมายถึง การมีสติโดยการไม่เข้าไปแทรกแซง ด้วยการสำรวม กล่าวคือระวังไม่เอนเอียงเข้าไปแทรกแซงด้วยความคิดนึก ด้วยความชอบหรือชัง  หรือด้วยความยินดีหรือยินร้าย  หรือด้วยอาการของการคิดนึกปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด หรือกริยาจิตใดๆ ในเรื่องหรือกิจที่สติไประลึกรู้เท่าทันนั้นๆ ที่ปัญญาพิจารณาเห็นแล้วว่าจักก่อให้เกิดทุกข์(ดังเช่น การเห็นเวทนา หรือเห็นเหล่าจิตที่เป็นโทษดังเช่นที่แสดงในสติปัฏฐาน๔ ) หรือผลอันเกิดขึ้นนั้นๆสมควรแก่เหตุ  และพึงปฏิบัติตามธรรมหรือตามควรแก่เหตุนั้นๆแล้ว,    เป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และปฏิบัติด้วยความเพียรยิ่ง และเป็นหลักสำคัญยิ่งในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันในทุกขณะจิตที่รู้เท่าทัน  ไม่ใช่การปฏิบัติเฉพาะเวลาปฏิบัติพระกรรมฐานเท่านั้น  ต้องปฏิบัติให้เป็นประจำสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน จวบจนเป็นมหาสติ  อันเกิดขึ้นและเป็นไปดังสังขารที่เกิดจากการสั่งสมในปฏิจจสมุปบาท เพียงแต่ไม่ได้เกิดแต่อวิชชา แต่กลับเกิดขึ้นมาจากวิชชาโดยตรง   หรืออุปมาได้ดั่งเป็นมหาสติ ดังเช่นเมื่อตากระทบตัวอักษร จิตก็มีสติทำงานรู้เข้าใจในความหมายของอักษรในบันดลนั่นเอง  ลองพิจารณาดูโดยอาศัยกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ แล้วจะพบว่าการอ่านหนังสือออกนั้นเป็นอาการของมหาสติ เพียงแต่เป็นไปในทางโลก ไม่ได้เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ ที่สามารถทำงานหรือมันเป็นไปของมันเองด้วยความชำนาญยิ่งหรือโดยอัติโนมัติ เมื่อเกิดการผัสสะกล่าวคือเมื่อตากระทบเห็นอักษรในทันที  กล่าวคือ ต้องฝึกสติให้เชี่ยวชาญชำนาญยิ่งในการเห็นจิต ดุจเดียวกับการที่ตาเห็นอักษรนั่นเองที่พึงเกิดขึ้นได้จากการที่ฝึกฝนปฏิบัติเล่าเรียน(สั่งสม)มาเป็นอย่างดีแต่อดีตนั่นเอง

เพราะไม่ว่าจะปฏิบัติภายใต้หลักธรรมใดๆก็ตามที  ที่สุดของการปฏิบัตินั้นๆ

ต่างล้วนต้องถืออุเบกขา ในโพชฌงค์ ๗ เป็นที่สุด

จึงจักยังให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ได้เป็นที่สุด (กุณฑลิยสูตร)

        เพียงแต่ว่าในแนวการสอน  อาจสอน หรือจำแนกแตกธรรมออกไปแตกต่างกันตามครูบาอาจารย์เท่านั้น  ดังเช่น การสอนการปฏิบัติที่กล่าวว่า เมื่อเห็นจิตคิดปรุงแต่งแล้วก็ให้กลับมาอยู่กับผู้รู้ หรือการกลับมาอยู่กับสติ  ซึ่งทั้งผู้รู้ ธาตุรู้ ความจริงแล้วหมายถึงสตินั่นเอง,  เห็นจิตคิดฟุ้งซ่านก็ให้หยุดคิดนึกปรุงแต่งหรือหยุดฟุ้งซ่าน, เห็นเวทนาหรือจิตแล้วไม่ยึดมั่นหมายมั่น,  เห็นนิมิตเมื่อปฏิบัติสมถะก็อย่าปล่อยไหลเลื่อนไปกลับนิมิตนั้นๆให้กลับมาอยู่กับสติหรือผู้รู้หรือธาตุรู้,  หรือแม้แต่การปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เองก็ต้องประกอบด้วยการอุเบกขา แต่เป็นคำกล่าวว่า ไม่ยึดมั่นหมายมั่น ที่แสดงในตอนท้ายของทุกๆบรรพในสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งก็คือการอุเบกขานั่นเอง  อุเบกขาจึงยังให้วิชชาและวิมุตติสมบูรณ์ได้  ต่างๆเหล่านี้นั้น ตามปรมัตถแล้ว ล้วนเป็นลักษณาการแบบต่างๆของการปฏิบัติเพื่อการ อุเบกขา ทั้งสิ้น

         ดังนั้น อุเบกขา คือ อาการของการปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น  อันได้แก่ อาการของการหยุดคิดนึกปรุงแต่ง,  หยุดฟุ้งซ่าน,  กลับมาอยู่กับผู้รู้ หรือการกลับมาอยู่กับสติ,  ไม่ยึดมั่นถือมั่น ฯ.  ต่างล้วนสรุปแล้วเป็นลักษณาการของการอุเบกขานั่นเอง  เพียงแต่การจำแนกแตกธรรมเพื่อการอธิบายให้ตรงกับนัยของธรรมนั้นๆ หรือการใช้เพื่อการสื่อสารสั่งสอนแตกต่างกันออกไปเท่านั้นเอง   กล่าวคือ ที่ต่างก็ล้วนมีจุดประสงค์ที่สำคัญก็คือ ไม่เปิดโอกาสให้จิต ออกไปปรุงแต่ง ด้วยการไปต่อล้อต่อเถียงกับจิตตน อันเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ จิตมีโอกาสหลอกล่อเราให้ไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านต่างๆจนเกิดทุกข์  คือความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นย่อมเกิดการผัสสะกับใจ อันอาจยังให้เกิด ทุกขเวทนา ขึ้นได้จากความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นๆ  แล้วทุกขเวทนาอันเป็นทุกข์ธรรมชาตินี้นี่เอง ได้เป็นเหตุปัจจัยร่วมกับตัณหา จึงยังให้เกิดทุกข์อุปาทานอันแสนเร่าร้อนเผาลนขึ้นในที่สุด  โดยไม่รู้ตัว ก็ด้วยความไม่รู้(อวิชชา) อันเป็นไปตามปฏิจจสมุปบันธรรม

ข้อสำคัญในการอุเบกขา

        ข้อสำคัญยิ่งในการอุเบกขาก็คือ ต้องมีสติรู้เท่าทันธรรมหรือตามความเป็นจริงเสียก่อน(ยถาภูตญาณ)  ดังเช่น รู้ว่าเป็นทุกขเวทนามีอามิสก็รู้ว่ามี...สุขเวทนา...หรือรู้ว่าจิตมีโมหะ...โทสะ ฯ. กล่าวคือ เมื่อมีสติระลึกรู้หรือรู้เท่าทันในอาการของจิตแล้ว อาการความรู้สึก(เวทนา)ต่างๆมันย่อมไม่ได้หายไปไหนในทันทีเป็นธรรมดา แต่ต้องยึดการอุเบกขาไว้,    การที่ต้องมีสติและปัญญารู้เข้าใจในอาการของจิตต่างๆเช่นโทสะ โมหะ โลภะ ฯลฯ. หรือมีสติและปัญญารู้เข้าใจในในเวทนาต่างๆ  ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้เกิดการอุเบกขาไปในสังขารขันธ์อันดีงามอื่นๆที่จำเป็นในกิจหรืองานอันควรตามฐานะหรือหน้าที่แห่งตน  จนกลับกลายเป็นการไปหยุดคิดหยุดนึก กดข่มไปเสียทุกสิ่งโดยขาดปัญญาอันกลับกลายไปเป็นโมหะความหลงด้วยอวิชชาไปเสีย อันให้โทษรุนแรงในภายหลัง  และย่อมไม่ใช่การหยุดคิดหยุดนึกทั้งปวงด้วยคิดว่าเป็นความว่างหรือสุญญตาอย่างผิดๆ  แต่เป็นการมีสติ หยุดการคิดหรือหยุดการนึกปรุงแต่ง ด้วยการไม่เข้าไปแทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆเฉพาะในสิ่งที่สติระลึกรู้และเท่าทันแล้วว่าให้โทษนั้นๆ

        อุเบกขา เป็นกลางวางทีเฉย  มักไปเข้าใจกันเป็นนัยๆ โดยไม่รู้ตัวคือด้วยอวิชชาว่า ต้องรู้สึกสงบ หรือเฉยๆ ที่มีความหมายถึง เมื่อเกิดการผัสสะกับสิ่งต่างๆ(อารมณ์)แล้ว ควรจะต้องรู้สึกสงบ หรือเฉยๆ  ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงอุเบกขาเวทนา(อีกชื่อหนึ่งของเวทนาชนิด อทุกขมสุขเวทนา) เกิดอวิชชาเข้าใจผิดจึงเข้าใจไปว่า ต้องไม่เป็นทุกข์(ทุกขเวทนา) หรือเป็นสุข(สุขเวทนา)   จึงเป็นไปในแนวทางพยายามปฏิบัติให้รู้สึกเฉยๆคืออุเบกขาเวทนา  จึงเกิดความพยายามไปปฏิบัติในลักษณาการของการกดข่ม หรือสะกดไว้โดยไม่รู้ตัว อาจด้วยอำนาจของความเชื่อชนิดอธิโมกข์ หรือด้วยอำนาจของสมาธิหรือฌานกดข่มไว้อันเป็นเพียงวิกขัมภนวิมุตติ อันเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างมากมาย,    ดังนั้นอุเบกขาจึงมิใช่หมายถึง การที่มีอารมณ์ต่างๆมาผัสสะแล้วจะต้องรู้สึกสงบหรือเฉยๆ  ดังเช่น ตาไปกระทบรูป(รูปนี้ทำหน้าที่เป็นอารมณ์)เช่นคนที่โกรธหรือเกลียดชังเข้าแล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้สึกสงบหรือเฉยๆ หรือพยายามให้รู้สึกเฉยๆให้เป็นอุเบกขาเวทนา  หรือไปอยาก(คือเกิดตัณหา)ให้รู้สึกสงบหรือเฉยๆ หรือไม่อยาก(คือวิภวตัณหา)เป็นทุกข์เป็นร้อนด้วยทุกขเวทนา  ด้วยไม่เข้าใจว่ามันเป็นไปตามธรรมคือตามเหตุแล้วย่อมบังเกิดความรู้สึกเป็นทุกขเวทนาเป็นธรรมดา อันเนื่องมาจากสัญญาหรือความจำได้หมายรู้ในรูปที่กระทบนั้นย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา อันเป็นกระบวนธรรมการรับรู้ตามธรรมของชีวิต หรือธรรมชาติของชีวิตในการรับรู้ในสิ่งที่มากระทบคือผัสสะ  จึงเป็นสิ่งที่ต้องรู้ตามความเป็นจริงของธรรม   อันเป็นไปตามธรรมหรือมีเหตุจึงเกิดผล หรือเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมดังนี้  (แสดงตามกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ ถึงเวทนา เพื่อประกอบการพิจารณา)

ตา กระทบกับ รูป เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ความจำได้ ชนิดอาสวะกิเลส คือ ขุ่นมัวคือมีกิเลสแฝงอยู่ในรูปที่กระทบผัสสะนั้น) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา อันเป็นไปตามธรรมคือธรรมชาติของชีวิตในการรับรู้ในสิ่งที่กระทบสัมผัส คือผัสสะ

หรือ เขียนอธิบายให้ละเอียดขึ้น ก็ได้เป็นดังนี้

[อาสวะกิเลส(ความจำในกิเลสแต่นอนเนื่องอยู่) ] ดังนั้นเมื่อ ตา กระทบกับ รูป เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(อาสวะกิเลสที่จำและเข้าใจในรูปนี้ ที่นอนเนื่องอยู่ จึงเกิดขึ้น หรือเกิดการทำงานขึ้น คือผุดความจำใดๆที่ตนเคยเกิดเคยเป็นในอดีตในรูปนี้ขึ้นมานั่นเอง) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา

ดังนั้นเมื่อเกิดการผัสสะกับรูปดังกล่าว ทุกขเวทนา จึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  มีความรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ ไม่สบายใจเป็นธรรมดา  เป็นไปตามกระบวนธรรมหรือธรรมชาติ   ลองพิจารณาจากอายตนะกายที่ถูกการอย่างกระทบอย่างรุนแรง หรือกายกระทบกับกระทะร้อนๆ  ก็อาจจะเห็นแจ้งขึ้น

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ความจำและเข้าใจได้ ในโผฏฐัพพะชนิดนี้) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้น กล่าวคือเกิดความรู้สึกรับรู้ความเจ็บปวดจากการผัสสะนี้เป็นธรรมดา ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้นั่นเอง อันเป็นสภาวธรรมอันเป็นไปตามความเป็นจริง  ซึ่งกายทำหน้าที่ในการรับรู้ตามหน้าที่ตน  ถ้าพิจารณาต่อจนจบกระบวนธรรม ดังเช่น กายกระทบโผฏฐัพพะดังกล่าวนี้ แต่จากผู้อื่นมากระทำอย่างรุนแรง จนถึง สังขารขันธ์ เช่น จิตสังขาร ดังเช่น จิตมีโทสะ  โมหะ  โลภะ  จิตหดหู่  จิตฟุ้งซ่าน ฯ

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ความจำได้ คือ ขุ่นมัวในโผฏฐัพพะอย่างนี้) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้) เป็นปัจจัย จึงมี จิตสังขาร เช่น จิตอาจมีโทสะ หรือโมหะ ฯ.

        เพราะในช่วงปฏิบัติย่อมยังไม่เกิดมรรคผลนั้น  สัญญาชนิดขุ่นมัวหรือเจือกิเลส หรืออาสวะกิเลสย่อมยังมีอยู่เป็นธรรมดา  ดังนั้นจึงย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปดังกระบวนธรรมข้างต้น   ดังนั้นการอุเบกขา จึงมิได้หมายความว่า เมื่อเกิดการผัสสะแล้วต้องเกิดความรู้สึกชนิดอุเบกขาเวทนา(อีกชื่อหนึ่งของอทุกขมสุขเวทนา) หรือการต้องรู้สึกเฉยๆ หรือการพยายามทำให้รู้สึกเฉยๆ จะไม่ให้รู้สึกรู้สาในเวทนาเหล่านั้น(ความรู้สึกรับรู้อันเกิดแต่ผัสสะเป็นปัจจัย) หรือจิตสังขารที่เกิดขึ้นเหล่านั้น   ที่ตามความเป็นจริงแล้ว ต้องเข้าใจตามความเป็นจริงแห่งธรรมว่า ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเมื่อเกิดการผัสสะต่างๆเมื่อเป็นไปตามธรรมหรือเหตุข้างต้นที่แสดงเป็นธรรมดา,    หรือเกิดจากการผัสสะอันเกิดแต่ทวารต่างๆ ดังเช่น จากเหตุที่เหล่าธรรมารมณ์ต่างๆกระทบผัสสะใจ  จากรูปที่ตาไปกระทบผัสสะ  จากเสียงที่หูไปกระทบผัสสะ  จากรสที่ลิ้นไปกระทบผัสสะ  จากกลิ่นที่จมูกไปกระทบผัสสะ  จากโผฏฐัพพะที่กายไปกระทบผัสสะ  ที่ล้วนเมื่อผัสสะแล้ว ย่อมต้องเกิดความรู้สึกรับรู้(เวทนา)อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็พึงรู้สึกอย่างนั้นเป็นไปตามธรรม   การไปกดข่มหรือหลีกเลี่ยงก็ย่อมกระทำได้แต่เป็นเพียงครั้งเป็นคราวเท่านั้นเอง ดังเช่น การกดข่มด้วยอำนาจของฌาน,สมาธิในขณะนั้นๆ  หรือการใช้กำลังของจิตเข้ากดข่มดื้อๆเป็นเรื่องๆไป  เป็นสภาวะที่ยังไม่ถาวร ไม่เที่ยง ยังเป็นเพียงวิกขัมภนวิมุตติ  ซึ่งก่อผลร้ายได้ถ้าเกิดการติดเพลินหรือไปเข้าใจผิดว่าเป็นที่สุดของการดับทุกข์  ดังเช่น เหตุที่ทำให้ติดเพลินในฌานสมาธิ  ก็เหตุเพราะการดับทุกข์จึงเป็นสุขอันเกิดแต่ฌานสมาธินั้น  เนื่องแต่เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมชาติกับนิวรณ์ทั้ง ๕ ที่เป็นกิเลสที่ยังให้เกิดทุกข์ระดับกลางขึ้น  ดังนั้นเมื่อเป็นการระงับไปของนิวรณ์ ๕ ได้ในขณะนั้นๆในระยะหนึ่งๆอันเนื่องจากการที่จิตไปแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง(คือสมาธิ)จิตย่อมไม่ส่งส่ายไปเกิดการผัสสะให้เกิดทุกข์หรือนิวรณ์ ๕ ขึ้น  ก็ย่อมต้องเกิดความรู้สึกสงบ จึงเป็นสุข อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตานั่นเอง,  จึงมักพากันไปเกิดการติดเพลินหรือเพลิดเพลิน(นันทิ)อยู่ในความสุข สงบ ฯ. ภายในที่เกิดขึ้นจากการที่จิตเป็นสมาธิเหล่านั้น โดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา

       แม้กระทั่งสัญญานั้น ไม่เป็นอาสวะกิเลสแล้วก็ตาม คือเป็นสัญญาจำและหมายรู้ตามความเป็นจริงแล้วก็ตาม ก็ยังให้เกิดทุกขเวทนาและจิตสังขารเช่นโทสะได้  เพราะเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมนั้นเอง  ดังที่มีผู้เรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโลว่า "ท่าน ยังมีโกรธอยู่ไหม" ท่านตอบอย่างสั้นๆตามความเป็นจริงยิ่งว่า "มี  แต่ไม่เอา"  เป็นคำตอบที่ถูกต้องดีงามที่แสดงถึงหลักการปฏิบัติตามความเป็นจริงอย่างเป็นที่สุดอีกด้วย   เพราะกระบวนธรรมหรือธรรมชาติของจิตย่อมดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปดังตัวอย่างต่อไปนี้  อันเกิดแต่การกระทบของเสียงที่ไม่ถูกใจ เช่นเสียงด่าว่า

หู กระทบกับ เสียง เป็นปัจจัย จึงมี โสตวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้ถึงความไม่ชอบในความหมายของเสียงนั้นเป็นธรรมดา แต่ไม่มีกิเลส แต่ก็เป็นไปตามความจำที่จดจำและเข้าใจ) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(หมายรู้ ที่รู้ตามจริง) เป็นปัจจัย จึงมี จิตสังขาร ป็นความโกรธ ดังที่ท่านกล่าวตอบว่า มีอยู่  จึงเป็นคำตอบตามความสัจจ์ยิ่ง

กล่าวคือ เกิดขึ้นและเป็นไปตามที่ท่านกล่าวไว้นั้นจริงๆ   แต่ไม่เอาจึงมีความหมายอันสำคัญยิ่ง ที่หมายถึง มีสติ(เห็นเวทนานุปัสสนาหรือจิตตานุปัสสนา)แล้วไม่เอาไปยึดถือ  หรือไม่เอาไปคิดนึกปรุงแต่ง  หรือไม่เอาไปฟุ้งซ่านปรุงแต่ง กล่าวโดยสรุปก็คืออุเบกขานั่นเอง  ดังนั้นแม้เกิดทุกขเวทนาที่ไม่ถูกใจและจิตสังขารที่เป็นโทสะหรือโกรธแล้วก็ตาม  อันเกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติเป็นธรรมดาของกระบวนการรับรู้ของชีวิต  เป็นไปในลักษณาการของขันธ์ ๕ ที่ยังคงมีอยู่ จึงต้องเกิดการรับรู้ขึ้นเป็นไปตามธรรมเป็นธรรมดา,  แต่เมื่ออุเบกขาเสียแล้ว จิตสังขารนั้นก็จบลง ณ ที่นั้น  แบบค่อยๆมอดดับไปซึ่งย่อมไม่รวดเร็วดังการเกิด  แต่เมื่อไม่ต่อความยาวสาวความยืดให้เกิดการปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านไปในอารมณ์นั้นๆอีกให้เกิดตัณหา อุปาทาน  ภพ  ชาติ  ชรา อันเป็นอุปาทานทุกข์ ที่เป็นทุกข์จริงๆที่เร่าร้อนเผาลน ที่พระองค์ท่านต้องการให้ดับสนิทไปในทางพระพุทธศาสนา  ซึ่งไม่ใช่ทุกข์ธรรมชาติอีกต่อไปที่แม้เป็นทุกข์บ้างตามธรรมหรือตามธรรมชาติก็จริงอยู่ แต่ไม่เร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายเยี่ยงอุปาทานทุกข์

       ในกรณีที่เกิดแต่กายกระทบโผฏฐัพพะอย่างรุนแรง  ถ้าพิจารณาโดยแยบคาย จะเห็นเด่นชัดจนเกิดปัญญาจักขขึ้นได้ว่า ต้องเป็นเฉกเช่นนี้เองเป็นธรรมดา

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ(อย่างแรง) เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้น เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(จำได้ในทุกข์กายนั้น) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่สามารถเป็นอื่นไปได้  ลองตีแขนตัวเองอย่างแรงๆดู ก็จะเห็นเด่นชัดขึ้น  ตีแรงๆครั้งใดก็เกิดทุกขเวทนาความรู้สึกเจ็บปวดที่ไม่สบายกาย ไม่ชอบใจทุกครั้งทุกทีไป ไม่เป็นอื่น   พึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคายพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้โดยละเอียดและแยบคายว่า เป็นทุกขเวทนาจริงๆกล่าวคือไม่สบายกาย ไม่ชอบใจเป็นธรรมดา  แต่ขาดเสียซึ่งความเร่าร้อนเผาลนจนเป็นทุกข์อุปาทาน  เพราะไม่ได้เกิดตัณหา  อุปาทาน จนเป็นทุกข์อุปาทาน,  ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเพียงทุกขเวทนาหรือทุกข์ธรรมชาติของชีวิตอันมีมาแต่การเกิดนั่นเอง  พึงโยนิโสมนสิการว่า พึงมีผู้หนึ่งผู้ใดหลีกหนี หลบพ้นได้หรือ?  เป็นเช่นนี้เอง เป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง

       ในกรณีที่เกิดแต่กายกระทบโผฏฐัพพะอย่างรุนแรง โดยบุคคลอื่นมากระทำโดยไม่เต็มใจ

กาย กระทบกับ โผฏฐัพพะ(อย่างแรง) เป็นปัจจัย จึงมี กายวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ชนิดขุ่นมัวในทุกข์กายนั้น) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่สามารถเป็นอื่นไปได้   ผู้อื่นตีแรงๆครั้งใดก็เกิดทุกขเวทนาความรู้สึกเจ็บปวดที่ย่อมไม่ชอบใจทุกครั้งทุกทีไป ไม่เป็นอื่น  แต่มักเกิดตัณหาชนิดวิภวตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี จนเป็นอุปาทานทุกข์ที่เร่าร้อนแลมีกำลัง  จนเกิดจิตสังขาร แช่งชักหักกระดูกในใจ  ถ้ารุนแรงก็อาจร่วมด้วยวจีสังขารถึงขั้นเกิดการด่าทอต่อว่า หรืออาจร่วมเกิดกายสังขารร่วมด้วยถึงขั้นลงมือลงไม้ก็เป็นได้

       ในกรณีที่เกิดแต่ธรรมารมณ์ชนิดความคิดแฝงกิเลสมากระทบใจ  ก็ดำเนินเป็นไปเฉกเช่นเดียวกัน  ดังนี้

คิด กระทบกับ ใจ เป็นปัจจัย จึงมี มโนวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ความจำหรืออาสวะกิเลส ชนิดขุ่นมัวในความคิดนึกนั้น) เป็นปัจจัย จึงมี ทุกขเวทนา ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

        ดังนั้น อุเบกขา เป็นกลาง วางทีเฉย ในโพชฌงค์หรือใช้ในการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ จึงหมายถึง การระลึกรู้เท่าทันตามความเป็นจริง แล้วมีเจตนาความตั้งใจ วางใจหรือจิตให้เป็นกลาง ที่มิได้หมายความว่าเป็นกลางอย่างชนิดต้องรู้สึกเฉยๆด้วยอุเบกขาเวทนา  แต่เป็นกลางวางเฉยที่หมายถึง เป็นกลางโดยการตั้งใจไม่เข้าไปแทรกแซงปรุงแต่งในกิจหรือเรื่องนั้นๆต่อไปคือปล่อยวาง กล่าวคือ เมื่อสติระลึกรู้เท่าทันเวทนา(เช่น ทุกขเวทนา,สุขเวทนา,อุเบกขาเวทนา ฯ. - เวทนานุปัสสนา) หรือรู้เท่าทันจิต(จิตสังขาร เช่น ความคิดฟุ้งซ่าน,โทสะ,โมหะ ฯ. - จิตตานุปัสสนา) ที่เกิดขึ้น  จากการที่สิ่งต่างๆจรมากระทบ(ผัสสะ)ไม่ว่าจากทวารใดๆเป็นเหตุก็ตาม อันมี ตา หู จมูก ลิ้น  กาย  ใจ,   ก็เพียงรับรู้ตามความเป็นจริง  ในความรู้สึกเช่นทุกขเวทนา หรือจิตสังขาร เช่น โทสะ ฯ.ใดๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น   รู้สึกอย่างไรก็ย่อมรู้สึกเช่นนั้น อันเป็นไปตามธรรมหรือเหตุ   ไม่กดข่มหรือไม่ปรุงแต่งใดๆ เช่นมีจุดประสงค์ปรุงแต่งเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกเช่นทุกขเวทนาขึ้น   แต่ให้มีสติ  รู้เท่าทัน แล้วหยุดไม่ปล่อยให้ความคิดเลื่อนไหลไปคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านไปกับเวทนาหรือจิตสังขารนั้นๆต่อไปอีก โดยการเป็นกลาง วางทีเฉยด้วยการไม่แทรกแซงด้วย กริยาจิต หรือ ถ้อยคิดปรุงแต่ง ใดๆในเรื่องเหล่านั้น   กล่าวคือ ไม่เอนเอียง ไม่แทรกแซงไปคิดนึกปรุงแต่งไปทั้งในทางดีหรือชั่ว ดั่งเช่น  ถูกหรือผิด  บุญหรือบาป  อดีตหรืออนาคต  ใกล้หรือไกล  ละเอียดหรือหยาบใดๆทั้งสิ้น   ซึ่งก็คือการหยุด กริยาจิต ตลอดจนการคิดนึกปรุงแต่งหรือการฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งในอารมณ์เหล่านั้นนั่นเอง  การอุเบกขา ระลึกรู้เท่าทันตามความเป็นจริงในเวทนาหรือจิต แล้วเป็นกลางวางทีเฉย  ฟังดูแล้วเห็นว่า หลักปฏิบัติอันยิ่งใหญ่ช่างแลดูง่ายแสนง่าย  แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ปฏิบัติได้ยากแสนยาก จึงต้องเพียรสั่งสมอบรมปฏิบัติ   แรกปฏิบัติย่อมยากเย็นแสนเข็ญเป็นธรรมดาเพราะเป็นการฝืนสภาวธรรมของสังขารกิเลสอันสั่งสมมาอย่างยาวนานตามดังวงจรปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือ ตั้งแต่เกิดจำความได้จวบจนปัจจุบัน  หรือยาวนานจนไม่รู้ว่าสั่งสมมานานสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้วนั้น ที่ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา   แรกปฏิบัติใหม่ๆจึงอาจต้องอาศัยธรรมต่างๆเป็นเครื่องช่วย ดังที่กล่าวไว้ในเรื่องทุกขังในพระไตรลักษณ์  กล่าวคือ เมื่อมีสติระลึกรู้เท่าทันเวทนาหรือจิตแล้ว อาจอาศัยอิริยาบถบดบังทุกข์หรือการแยกพรากช่วยเบี่ยงเบนบดบัง จนกว่าจะดับไป กล่าวคือ ให้จิตไปอยู่กับสิ่งอันควร ดังเช่น มีสติอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม หรือสติปัฏฐาน ๔ ขยายความ,  หรือเมื่อระลึกรู้เท่าทันแล้ว พุทโธ กำกับอย่างมีสติ  หรือจะอยู่กับการบริกรรมอย่างมีสติว่า อุเบกขาเป็นกลาง วางทีเฉย ด้วยการไม่เอนเอียงแทรกแซงสอดแส่ด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆในเรื่องนั้น   หรืออิริยาบทอื่นๆ อันครอบคลุมถึงอยู่ในกิจหรืองานอันควรตามหน้าที่ตน  หรือคิดในเรื่องอันควรอื่นๆ เช่น การพิจารณาธรรม ที่เราเรียกกันว่า มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ดังเช่น การเห็นเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์บ้าง(เวทนานุปัสสนา) หรือการเห็นจิตโทสะ โมหะบ้าง(จิตตานุปัสนา) อันยังให้เกิดปัญญาญาณอีกด้วย  แต่เมื่อเชี่ยวชาญชำนาญขึ้นจากการสั่งสมอบรมด้วยความเพียร  เมื่อรู้เท่าทันตามความจริงแล้ว ก็อุเบกขาเป็นกลางวางทีเฉยเสียดื้อๆ  ไม่ต้องเยิ่นเย้อต่อความยาวสาวความยืดใดๆอีกต่อไป  กล่าวคือ ไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับจิต  ไม่เปิดโอกาสให้จิตหลอกล่อออกไปปรุงแต่งให้เกิดการผัสสะขึ้นนั่นเอง

เวทนาหรือจิตสังขารที่ก่อให้เกิดทุกข์เหล่านั้น  เมื่อระลึกรู้เท่าทันอันประกอบด้วยปัญญา

แล้วอุเบกขาได้ ก็จักเกิดอาการค่อยๆมอดลง...มอดลง...มอดลง...จนดับไป  

ให้เห็น  ให้รู้ประจักษ์  ได้เฉพาะตน(ปัจจัตตัง)ในที่สุด

การเกิดวิภวตัณหาต่อทุกขเวทนาเหล่าใด  ย่อมยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้นเป็นธรรมดา  หรือ

การเกิดภวตัณหาต่อสุขเวทนาเหล่าใด  ก็ย่อมยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้นเป็นธรรมดา เช่นกัน

การปล่อยให้เลื่อนไหลไปคิดนึกปรุงแต่ง ยังผลให้เกิดเวทนาขึ้นอีก อันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันก่อทุกข์ขึ้นเนื่องต่อไปนั่นเอง

        เหตุที่ต้องอุเบกขา  ก็เพราะทุกๆความคิดปรุงแต่งหรือจิตฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งนั้น  ล้วนยังให้เกิดเวทนาขึ้นอีกทุกทีทุกครั้งไปตามธรรมหรือเหตุ  อันย่อมเป็นไปดังกระบวนธรรมของจิตดังนี้เป็นธรรมดา

คิดปรุงแต่ง กระทบกับ ใจ  มโนวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี สัญญา(ความจำ) เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา

กล่าวคือ ย่อมยังเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนาขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องจากทุกๆความคิดที่เกิดขึ้นนั้น ดังเช่น เกิดทุกขเวทนาอันเป็นทุกข์ธรรมชาติขึ้นอย่างต่อเนื่องกันไป   และที่สำคัญยิ่ง   เวทนาเหล่านั้นยังอาจเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นในที่สุด จากการคิดนึกปรุงแต่งต่างๆเหล่านั้น   จึงยิ่งทำให้เวทนาเหล่านั้นแปรปรวนไปเป็นเวทนูปาทานขันธ์หรือเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน ที่ยิ่งแสนเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวายกว่าทุกข์ธรรมชาติ(เวทนา)อีกมากนัก  อันล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามวงจรการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง

        การระลึกรู้เท่าทันตามความเป็นจริงในเวทนาหรือจิต  แล้วจึงอุเบกขา ก็เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งเช่นกัน  เพราะมิฉนั้นจะเกิดความเคยชินตามที่สั่งสมอย่างผิดๆ(สังขารกิเลส)ในการไปหยุดความคิดอันดีงามอื่นๆในการดำเนินชีวิตในภายภาคหน้า  กลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืม ไม่รู้หน้าที่หรือกิจอันควรไปเสีย

        อนึ่งการแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นความคิดอันจำเป็นในการดำรงชีวิต(ขันธ์ ๕)  หรือสิ่งใดที่เป็นคิดนึกปรุงแต่ง หรือจิตส่งออกนอกไปปรุงแต่ง หรือฟุ้งซ่านออกไปภายนอก(กาย เวทนา จิต ธรรม) อันก่อให้เกิดทุกข์ จะบังเกิดได้อย่างถูกต้อง ต้องเกิดแต่ความเข้าใจหรือภูมิรู้ภูมิญาณ อันจักบังเกิดขึ้นได้จากการโยนิโสมนสิการ  เพราะย่อมไม่สามารถหยุดคิดหยุดนึก คือไปยึดความว่างจากการคิดทั้งปวงว่าเป็นทางพ้นทุกข์นั่นเอง

        การอุเบกขาหรือตัตรมัชฌัตตตานั้น เป็นหนึ่งในเจตสิก ๕๒(ข้อที่ ๓๔) อันเป็น สังขารขันธ์   ชนิดจิตตสังขารอย่างหนึ่ง จึงต้องประกอบด้วยสัญเจตนา ที่หมายถึง มีเจตนาหรือความจงใจหรือคิดอ่านที่จะกระทำขึ้น  ไม่ใช่จะเกิดขึ้นมาได้เองเฉยๆ  แล้วกระทำหรือปฏิบัติอย่างไรเล่า ?  ก่อนอื่นจึงต้องมีสติรู้เท่าทัน  แล้วมีเจตนากระทำเนื่องมาจากความรู้เข้าใจในธรรม(ปัญญา)  จึงกระทำโดยการไม่เอนเอียงไม่แทรกแซงด้วยถ้อยคิดปรุงแต่งหรือกริยาจิตใดๆ  เป็นสังขารขันธ์การกระทำการปฏิบัติที่มีคุณยิ่งอนันต์  จึงสามารถฝึกฝน สามารถปฏิบัติได้   อันเป็นสิ่งที่ควรภาวนา คือทำให้เจริญ ให้มี ให้เกิด ให้เป็น (ภาเวตัพพธรรม)   ในขั้นต้นนั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องเจตนากระทำหรือฝึกปฏิบัติที่ แม้ทำได้ยากแสนยากจริงๆ    จึงต้องหมั่นเพียรยิ่งในการฝึกฝนอบรม  จนในที่สุดเป็นความเคยชิน หรือสังขารที่สั่งสมไว้ ดังเช่น สังขารในปฏิจจสมุปบาท เพียงแต่มีแตกต่างอันยิ่งใหญ่ตรงที่มิได้เกิดแต่อวิชชา  แต่กลับก่อเกิดขึ้นมาจากวิชชา,  กล่าวคือ เมื่อเป็นสังขารอันสั่งสม  ไว้แล้ว ก็จะเหมือนกับสังขารขันธ์อื่นๆที่ได้สั่งสมไว้ เช่น การอ่านหนังสือ การว่ายนํ้า การขี่จักรยาน  บุคคลิก ฯลฯ. อันสามารถผุดขึ้นมากระทำเอง หรือกระทำเองโดยอัติโนมัติในที่สุด หรือโดยความเชี่ยวชาญชำนาญยิ่งนั่นเอง   อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิตอันยิ่งใหญ่เช่นกัน  ที่สามารถฝึกฝนอบรมได้   หรือก็คือมหาสติ   นั่นเอง อันเป็นไปเพื่อการดับทุกข์อย่างถูกต้องดีงามนั่นเอง  ข้อสำคัญการอุเบกขานี้เกิดจากสติระลึกรู้ตามความเป็นจริงหรือธรรมหรือปัญญานั่นเอง  ไม่ใช่คิดนึกสิ่งใดก็จักอุเบกขาแต่ฝ่ายเดียว อันจักกลายเป็นอุเบกขาในวิปัสสนูปกิเลส(ข้อ ๙)ไปเสีย

        สติและปัญญา ต่างก็ล้วนเป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารหรือมโนสังขารเช่นกัน  จัดอยู่ในอาการของจิตในเจตสิก ๕๒ ข้อที่ ๒๙ และ๕๒  จึงเป็นสิ่งที่ต้องมีสัญเจตนาหรือเจตนาหรือความจงใจในการกระทำเช่นกัน  และด้วยความเพียรยิ่งเช่นกัน

        อุเบกขาในโพชฌงค์ จึงเป็นการหลักปฏิบัติที่สำคัญยิ่งเป็นที่สุด  เป็นองค์สุดท้ายในโพชฌงค์ ๗ ในการยังให้เกิดวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์  หรือการดับไปแห่งทุกข์ให้บริบูรณ์ ที่หมายถึง การปฏิบัติโดยการ เป็นกลางวางทีเฉย กล่าวคือรู้สึกอย่างใดก็อย่างนั้นเป็นธรรมดา แต่ต้องไม่เอนเอียง ไม่แทรกแซงไปปรุงแต่งไปฟุ้งซ่าน ด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตอย่างใดในอารมณ์นั้นๆ  กล่าวคือไม่ไปยึดมั่นหมายมั่น ไม่ปรุงแต่งแม้ใน ดี-ชั่ว  สุข-ทุกข์  บุญ-บาป  อดีต-อนาคต  ถูก-ผิด  เขา-เรา ฯลฯ.ใดๆ  เพราะล้วนเป็นการเอนเอียงไปแทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิต ดังเช่น เราถูกเขาผิด เราดีเขาชั่ว ฯลฯ.  ต่างล้วนเป็นมารยาของจิต อันย่อมยังให้เกิดเวทนาขึ้นจากการผัสสะตามการฟุ้งซ่านปรุงแต่งนั้นๆ  อันจักเป็นปัจจัยให้เกิดทุกขเวทนาอย่างต่อเนื่อง และถ้ามีตัณหาเกิดขึ้นต่อเวทนาใดเวทนาหนึ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานทุกข์ขึ้น หรือเกิดอุปาทานทุกข์เผาลนต่อเนื่องแบบ เกิดดับ เกิดดับ....ไปอย่างยาวนาน  จนรู้สึกราวกับว่าต่อเนื่องเป็นชิ้นเป็นอันเดียวกัน  ทั้งๆที่เกิดขึ้นและเป็นไปในลักษณาการเกิดดับ...เกิดดับ.....

        ถ้าไม่รู้ว่าจะให้จิตอยู่ในสิ่งใด มีความรู้สึกว่าเคว้งคว้างไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ก็ให้กำหนดอยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ขยายความ หรือที่กล่าวกันสั้นๆว่า ให้มีสติอยู่กับกายหรือจิต หรือมีสติอยู่กับรูปหรือนาม (แต่ต้องไม่ใช่จิตส่งใน) อันเป็นเครื่องอยู่ ที่หมายถึง มีสติรู้เท่าทัน หรือเพื่อการพิจารณา แล้วปล่อยวาง (ถ้าเป็นการพิจารณาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการไม่ปล่อยวาง) ที่ยังประโยชน์ยิ่งในการดับทุกข์  ไม่เป็นทุกข์โทษภัย และยังให้เกิดการสั่งสมปัญญาในการดับทุกข์อย่างถาวร

        อุเบกขา จะปฏิบัติได้ผลอย่างดียิ่ง  เมื่อกอบด้วยองค์ธรรมอีกทั้ง๖ ในโพชฌงค์ ๗  เป็นเหตุปัจจัยเครื่องสนับสนุนร่วมกัน  อันมี  สติ๑  เป็นปัจจัยเครื่องหนุน ธัมมวิจยะ๑  เป็นปัจจัยเครื่องหนุน วิริยะ๑  เป็นปัจจัยเครื่องหนุน ปีติ๑   เป็นปัจจัยเครื่องหนุน ปัสสัทธิ๑  เป็นปัจจัยเครื่องหนุน สมาธิ๑  เป็นปัจจัยเครื่องหนุน อุเบกขา

        ถ้าโยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาท หรือสติปัฏฐาน ๔ หรือในธรรมใดก็ตามที  กล่าวคือเมื่อเกิดปัญญาความเข้าใจธรรมอย่างถูกต้องดีงามแล้ว  เมื่อปฏิบัติต้องประกอบด้วยสติในการระลึกรู้เท่าทันอย่างต่อเนื่อง(สัมมาสมาธิในการดับทุกข์)  และองค์อุเบกขาด้วยทุกครั้งไป   เพราะตราบใดที่ยังคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านไปภายนอก(กาย เวทนา จิต ธรรม) หรือจิตส่งออกนอกไปคิดปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ย่อมเกิดการผัสสะ ซึ่งย่อมยังให้เกิดเวทนาอันเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาติทุกครั้งทุกทีไปเป็นธรรมดา (ศึกษารายละเอียดการเกิดขึ้นและเป็นไปทุกครั้งที่มีการกระทบผัสสะได้จากเรื่องขันธ์ ๕) จึงย่อมยังให้เกิดเวทนา ดังเช่นเกิดทุกขเวทนาอย่างต่อเนื่อง อุปมาดั่งการปาก้อนหินลงนํ้าอย่างไม่หยุดหย่อนนั่นเอง ผิวนํ้าอันอุปมาได้ดั่งจิตจึงเกิดการกระเพื่อมหวั่นไหวด้วยเวทนาทุกครั้งทุกทีไปที่มีการกระทบ  ผิวนํ้าหรือจิตจึงไม่สงบราบเรียบจากการกระทบ เกิดการกระเพื่อมหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องตราบใดที่ยังไม่หยุดการขว้างหรือการปรุงแต่ง  กล่าวคือลองพิจารณาว่าเมื่อขว้างหินลงนํ้าย่อมเกิดการกระเพื่อมจากการกระทบกันเป็นธรรมดา ไม่เป็นอื่นไปได้  อย่างมากก็แค่มีความแตกต่างกันในความแรงค่อยของการกระทบ อันเป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งเท่านั้น

ขว้างก้อนหินลงน้ำ ๑ ครั้ง  อุปมาดั่งการคิดปรุงแต่ง ๑ ครั้ง ย่อมเกิดการผัสสะกัยจิตหรือกระทบกับผิวน้ำ  ให้เกิดการกระเพื่อมหรือเกิดเวทนาขึ้น ๑ ครั้ง เช่นกัน  

ดังนั้นเมื่อปาก้อนหินหรือปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน หรืออยู่เนืองๆ

ผิวนํ้าจึงย่อมเกิดการกระเพื่อมเหมือนดั่งจิตที่เกิดเวทนาขึ้นอย่างไม่ขาดสาย  แลดูเหมือนว่ากระเพื่อมต่อเนื่องกัน  ทั้งๆที่ตามความจริงแล้ว

เกิดขึ้นและเป็นไปในสภาวะ เกิดดับ...เกิดดับๆ....จากก้อนหินแต่ละก้อน หรือแต่ละความคิด   แต่เนื่องจากเพราะไม่ปล่อยวาง โดยการอุเบกขานั่นเอง

กล่าวคือ ขว้างหินลงนํ้า อย่างไรเสียย่อมต้องมีการกระเพื่อมเป็นธรรมดา (ห้ามได้ไหมละ?)   

จะไม่ให้ผิวนํ้ากระเพื่อมหรือไม่ให้เกิดเวทนา ย่อมเป็นไปไม่ได้

 สามารถทำให้กระเพื่อมมากน้อยถี่ห่างต่างกันเท่านั้น   ส่วนการหยุดการขว้างเสีย ก็อุปมาดุจการหยุดปรุงแต่งหรือการอุเบกขา เป็นสิ่งที่กระทำได้นั่นเอง

ผิวนํ้าหรือจิต  จึงย่อมสงบราบคาบลงเป็นลำดับ

        และเวทนาที่เกิดอย่างหลากหลายจากการปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านเหล่านั้น ย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้น อันจักทำให้เกิดทุกขเวทนาที่ประกอบด้วยอุปาทาน(เวทนูปาทานขันธ์)อันย่อมแสนเร่าร้อนเผาลน วนเวียนยิ่งกว่าทุกข์ธรรมชาติเดิมเสียอีก   จึงต้องมีองค์อุเบกขาเป็นการปฏิบัติควบคู่กำกับไปด้วย  เป็นการดับเหตุก่อ ที่จะยังก่อเหตุให้ต่อเนื่องสืบไปนั่นเอง  ดังในสติปัฏฐาน ๔ นั้น ในทุกๆท้ายบรรพหรือบท ท่านก็ใช้คำว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆในโลกนี้  ซึ่งมีจุดประสงค์หรือมีความหมายเดียวกันกับอุเบกขาในโพชฌงค์นั่นเอง  การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็คือการปฏิบัติในแนวทางปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อเข้าใจและระลึกรู้เวทนาหรือจิตที่เกิดขึ้นตามวงจรแล้วก็ตาม  ก็ต้องหยุดคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่าน  หรือก็คือการอุเบกขาเป็นที่สุดนั่นเอง

        คำว่าไม่แทรกแซงด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆ   ถ้อยคิดหมายถึงความคิดความนึกไปปรุงแต่งหรือไปฟุ้งซ่าน  ส่วนคำว่ากริยาจิต  หมายถึงอาการการกระทำของจิต ดังเช่น การไปจดจ่อ ไปจดจ้อง ไปพัวพันหรือการไปโฟกัสในเวทนา(เช่น ทุกขเวทนา)หรือจิตเช่นความคิดที่เกิดขึ้นเหล่านั้น    อันพึงควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า หมายถึงการปฏิบัติในชีวิตประจำวันหรือกระทำเป็นประจำสมํ่าเสมอ    อันพึงยกเว้นในขณะวิปัสสนาหรือธัมมวิจยะพิจารณาธรรมนั้น เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพึงกระทำ แต่เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นเวทนาหรือจิตคิดนึกปรุงได้ชัดเจนตามความเป็นจริงเท่านั้น ดังเช่น ในการโยนิโสมนสิการ หรือสติปัฏฐาน ๔

สรุป

        อุเบกขาในโพชฌงค์  ประกอบด้วยทั้ง สติ สมาธิ และปัญญา กล่าวคือ มีสติระลึกรู้เท่าทันในเวทนาคือสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์(เวทนานุปัสสนา)  หรือการมีสติระลึกรู้เท่าทันจิต กล่าวคือ จิตมีราคะ หรือจิตมีโทสะ หรือจิตมีโมหะ หรือจิตฟุ้งซ่าน หรือจิตหดหู่ ฯ.(จิตตานุปัสสนา) กล่าวคือมีสติระลึกรู้เท่าทันธรรมที่เกิดขึ้นแก่จิตอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามที อันย่อมส่งผลให้เป็นไปตามธรรมคือสิ่งที่มาผัสสะนั้นๆ เป็นธรรมดา กล่าวคือย่อมเกิดสุข ทุกข์ หรือจิตมีโทสะ ฯ. ตามการผัสสะนั้น  แล้วมีสมาธิที่หมายถึงการมีจิตตั้งมั่น โดยการเจตนาสำรวมคือระวัง ด้วยการไม่เอนเอียง ไม่เข้าไปแทรกแซงคิดนึกปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านไปในกิจนั้นๆ  ไม่ยึดมั่นไปว่า ถูก-ผิด, บุญ-บาป, ดี-ชั่ว ฯ. ด้วยปัญญาที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งยิ่งจากการพิจารณหรือโยนิโสมนสิการในปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์ ๕ ว่า การแทรกแซงปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านต่อไปนั้น ย่อมยังให้เกิดการผัสสะอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ขึ้นสืบเนื่องต่อไป  เมื่อขาดการแทรกแซงปรุงแต่งหรือเหตุก่อเสียแล้ว ย่อมขาดการสืบเนื่องต่อไป และดับไปด้วยอำนาจอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นที่สุดโดยธรรมคือธรรมชาติ   เมื่ออุเบกขาดังนี้ด้วย สติ สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่และต่อเนื่อง ย่อมเป็นสังขารที่สั่งสมจนเป็นมหาสติขึ้นในที่สุด  อันย่อมทำให้จางคลายจากทุกข์ได้เป็นลำดับ จนถึงขั้นดับทุกข์เป็นที่สุด

        สำหรับผู้ที่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทได้ดีแล้ว กล่าวคือ เห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้นได้เป็นลำดับอย่างถูกต้องแล้ว  ก็สามารถใช้อุเบกขาในตำแหน่งต่างๆที่สติควรระลึกรู้เท่าทัน ดังนี้

        ๑. เมื่อสติรู้เท่าทันเวทนา ในองค์ธรรมเวทนา  แล้วอุเบกขา (ดูรูปประกอบ)

        ๒. เมื่อสติเท่าทัน อุปาทานสังขาร(จิตตสังขาร)ดังในภาพประกอบ  แล้วอุเบกขา (ดูรูปประกอบ  "อุปาทานสังขาร" ที่อยู่ต่อจาก "ชาติอันคือสัญญูปาทานขันธ์")

        ๓. เมื่อสติรู้เท่าทัน อุปาทานเวทนา หรืออุปาทานสังขาร(จิตตสังขาร) ในวงจรชรา(วงจรเล็กสีแดงที่กระพริบอยู่)  แล้วอุเบกขา (ดูรูปประกอบ)

การอุเบกขาให้ได้ผลยิ่ง

        ๑. ต้องมีญาณ คือความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เนื่องจากเป็นกำลังของจิตอันสำคัญยิ่งให้ปฏิบัติลุล่วงอย่างได้ผล ว่าทุกข์ล้วนแต่มีเหตุมาเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้น ดังความเข้าใจ(ญาณ)อันพึงเกิดขึ้นจากการเข้าใจในปฎิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา หรือ ขันธ์ ๕

        ๒. ต้องมีสติรู้เท่าทันจิต คือ สติปัฏฐาน ๔ นั่นแล จนเป็นมหาสติ

        ๓. ต้องหมั่นปฏิบัติอยู่เนืองๆ  จนเป็นมหาสติอีกอย่างหนึ่งนั่นแล

การปฏิบัติ ไม่ใช่การหยุดคิดหยุดนึกทั้งปวง แต่คิดแล้ว ให้มีสติรู้เท่าทันว่าเป็นจิตตสังขารเยี่ยงไร  และหยุดแต่การคิดนึกปรุงแต่ง กล่าวคืออุเบกขาเสียนั่นเอง

จึงไม่ใช่การหยุดคิดหยุดนึกโดยการไปอาศัยอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งดังเช่นในสมาธิ

หรือแม้แต่ไปยึดในความว่างเป็นอารมณ์อย่างผิดๆ

จนเกิดความสุขสบายเป็นวิกขัมภนวิมุตติ  จึงเข้าใจผิดไปว่าเป็นการหลุดพ้นอย่างถูกต้อง

โพชฌงค์ ๗ ยังให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ

 

 

hit counter