สารบัญ

       

 คลิกขวาเมนู

 ความสําคัญของปฏิจจสมุปบาท และพระไตรลักษณ์

 

 

 

 

      ปฏิจจสมุปบาทเป็นปรมัตถธรรมที่แสดงถึง กระบวนธรรมของจิต หรือกระบวนการธรรมชาติของจิตในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และกระบวนธรรมของจิตในการดับไปแห่งทุกข์, ท่านได้จําแนกออกเป็น

      แบบอนุโลม หรือ สมุทยวาร - อันเป็นหลักธรรม แสดงถึงกระบวนธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์

      แบบปฏิโลม หรือ นิโรธวาร - อันเป็นหลักธรรม แสดงถึงกระบวนธรรมของการดับไปแห่งทุกข์

      องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบสัจธรรมนี้ด้วยพระองค์เอง จนเป็นเหตุปัจจัยให้ตรัสรู้ และทรงตรัสไว้แต่คราตรัสรู้ไว้ว่า ธรรมอันลึกซึ้งมี ๒ กล่าวคือ ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน  จึงบัญญัติเปิดเผย หงายของที่คว่ำอยู่ เปิดของที่ปิดไว้ ตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าผู้มีจักษุคือปัญญาจักได้เห็น "ปฏิจจสมุปบาท" อันลึกซึ่ง เป็นธรรมที่กล่าวถึง สภาวธรรมของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพื่อใช้ไปในการดับไปแห่งทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง  ก็ล้วนเพื่ออํานวยประโยชน์แก่เหล่าเวไนยสัตว์  จึงเป็นการค้นพบก่อนตรัสรู้ แล้วจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตรัสรู้ในอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐของอริยะ,  หลังตรัสรู้ พระองค์ท่านได้ทรงพิจารณาทบทวนเรียบเรียงปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่วันแรกในขณะเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาตลอดทั้งสัปดาห์แรก  จนพระองค์ท่านบังเกิดพุทธปีติอิ่มเอิบพระทัย เปล่งพุทธอุทาน ขึ้นถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา ณ ขณะนั้น,  ซึ่งบังเกิดเป็น "พุทธอุทานคาถา" ในพระศาสนาทั้ง ๓ ครั้ง ๓ ครานั้น  ซึ่งพุทธปีติของพระองค์ท่านในครั้งนั้น ทรงแสดงถึงความปีติพระทัยในสัจจธรรมความลึกซึ้งของปรมัตถธรรม"ปฏิจจสมุปบาท" อันคือกระบวนธรรมในการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และกระบวนธรรมในการการดับไปแห่งทุกข์  จึงเป็นแก่นธรรมที่สมควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่งยวด ดังพุทธดำรัสที่ได้ตรัสไว้ตอนตรัสรู้ว่า ธรรมอันที่ลึกซึ้งมีเพียง ๒ คือ ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน   ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ(สัมมาญาณ)อันถูกต้อง เพื่อนําไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จนจางคลายจากทุกข์ได้ตามควรแห่งฐานะตน  หรือถึงที่สุดแห่งการดับสนิทไปของทุกข์อันเป็นสุข ที่สะอาด สงบ บริสุทธิ์ยิ่ง  จึงเป็นไปดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท  ผู้นั้นชื่อเห็นธรรม

(มหาหัตถิปโทปมสูตร)

พุทธอุทาน

ที่ทรงเปล่งขึ้นในเวลานั้น

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๑ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบว่า "เพราะมารู้ธรรม  พร้อมทั้งเหตุ" อันหมายถึงเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมหรือธรรมชาติขึ้นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น ล้วนเกิดแต่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน กล่าวคือ มีเหตุต่างๆมาประชุมเป็นปัจจัยอันเนื่องสัมพันธ์แก่กันและกัน จึงเกิดขึ้นได้ ไม่มีเหตุก็ไม่เกิด,  อันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จริงแท้แน่นอนเป็นที่สุดหรือปรมัตถ์   ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ต่างล้วนประกอบด้วยเหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยแก่กันและกันเช่นกัน จึงจักเกิดเป็นความทุกข์ที่บังเกิดแก่จิตหรือใจจนเร่าร้อนเผาลนดั่งนรกภูมิ ทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ขึ้นได้  (อธิบาย เหตุปัจจัย)

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๒ แสดงถึงพุทธปีติในสัจจธรรมที่ทรงพบว่า "เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย"อันหมายถึงการที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นพบต่อไปว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันล้วนต้องเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆมาประชุมกัน แม้กระทั่งความทุกข์  ดังนั้นถ้าดับหรือทําให้เกิดความสิ้นแห่งปัจจัยบางสิ่งหรือบางประการลงเสียได้  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นแม้กระทั่งความทุกข์ก็ย่อมไม่สามารถประชุมรวมตัวกันจนเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันจนเป็นอุปาทานทุกข์หรือความทุกข์ที่เกิดแก่ใจขนิดเร่าร้อนเผาลนได้  อันย่อมต้องดับสลายหรือถูกทําลายไปเพราะความสิ้นไปแห่งเหตุปัจจัยนั้นเอง

        ใน พุทธอุทานคาถาที่๓ แสดงถึงพุทธปีติอิ่มเอิบในสัจจธรรมที่ทรงค้นพบนั้นว่า"ย่อมสามารถกําจัดมารและเสนาเสียได้  ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทําอากาศให้สว่างฉนั้น" อันแสดงถึงความปีติพระทัยในการที่ทรงทราบว่า เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจในธรรมนี้และนําไปปฏิบัติด้วยความเข้าใจนั้น  ย่อมมีคุณอันยิ่งใหญ่ในการกําจัดเสียซึ่งบรรดามารและเสนาอันคือเหล่ากิเลสตัณหาอุปาทาน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอันยังให้เกิดอุปาทานทุกข์ออกไปเสียได้  อันจักยังให้จิตหรือชีวิตนั้นสว่างไสว ประดุจดั่งพระอาทิตย์อุทัยอันยิ่งใหญ่ที่ทอแสงให้ความสว่างเจิดจ้าและอบอุ่นแก่โลกและชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้

        ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่กล่าวถึงกระบวนการทางกายและจิตในอันที่ทํางานเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันเป็นลำดับขั้น จนเป็นผลให้เกิดความทุกข์ และดับทุกข์ด้วยเช่นกัน,  อันแสดงเหตุปัจจัยใดๆบ้างที่เป็นเหตุเป็นผลหรือเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน  อันเมื่อรู้เมื่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยนั้นแล้ว ก็กําจัดเหตุปัจจัยบางปัจจัยนั้นออกไปเสีย ตามกําลังจริต,กําลังสติและปัญญาของผู้ปฏิบัติ  อันย่อมทําให้ความทุกข์นั้นต้องดับหรือขาดความสมดุลย์ ไม่สามารถเป็นปัจจัยกันคือไม่สามารถก่อตัวขึ้นเป็นอุปาทานทุกข์อันแสนเร่าร้อนได้  ประดุจดั่งท่านไม่เพิ่มฟืนหรือดึงฟืนออกจากกองไฟ ไฟนั้นย่อมมีอาการค่อยๆมอดลง...มอดลง...จนดับไป ในที่สุด   ซึ่งอุปาทานทุกข์นี้แหละที่มนุษย์ทุกผู้นาม"รู้สึกเป็นทุกข์"กันอยู่เป็นมายาจิต เพียงแต่ไม่รู้แยกแยะไม่ออก เพราะยังไม่มีวิชชา จึงถูกมันครอบงํามาตลอดทุกกาลสมัย  จนบังเกิดมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์นี้ ที่ได้ทรงเปิดเผยความลับของธรรมชาติหรือสภาวธรรมนี้ให้บันลือไปทั่วทุกโลกธาตุ เพื่อเป็นหลักชัยแก่ชีวิตของผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ และผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ ในทุกฐานะเพศไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาส, ตามกําลังสติ, ปัญญา, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา และความเพียรของผู้ปฏิบัตินั้นเอง อันได้ผลตั้งแต่จางคลายจากทุกข์ตามควรแห่งฐานะตน จนถึงการดับสนิทไปแห่งทุกข์, อันเป็นดั่งพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

ความเพียรพยายามพวกเธอต้องทําเอง  ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้บอกเท่านั้น

(ธรรมบท ๒๕/๔๓)

        ความทุกข์นั้นเป็น"ปฏิจจสมุปบันธรรม" อันคือธรรมหรือสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุปัจจัย มาประชุมกัน เป็นปัจจัยแก่กันและกันเพียงชั่วขณะระยะหนึ่ง เพราะล้วนไม่เที่ยง ทุกขัง อนัตตา ดังนั้นเมื่อเราต้องการดับทุกข์ เราจึงควรศึกษาให้เกิดปัญญาญาณหรือเรียกง่ายๆว่าความเข้าใจถึงใจ อันจักเกิดขึ้นอย่างมั่นคงได้จากการพิจารณาธรรมโดยละเอียดและแยบคายเท่านั้น(โยนิโสมนสิการ), เพื่อจะได้เกิดกําลังของปัญญา หรือสัมมาญาณในการตัดวงจรหรือวัฏฏะแห่งทุกข์ที่หมุนสืบเนื่องกันอยู่ตลอดกาลนานให้ขาดสะบั้น หรือแม้เคลื่อนช้าลง...ช้าลง...เป็นลำดับ.

        สามารถกล่าวได้ว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเหตุปัจจัยให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยะสัจอันเป็นผลให้เป็นแนวทางคําสอนและแนวทางปฏิบัติ,  จริงๆแล้วปฏิจจสมุปาทและอริยสัจ ตลอดจนแก่นธรรมทั้งหลายในพุทธศาสนานั้นต่างล้วนเป็นหลักธรรมเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาท ก็จักเกิดปรากฎการณ์ดังที่ท่านได้ตรัสไว้

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท  ผู้นั้นชื่อเห็นธรรม

และเป็นแก่นธรรมหรือสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันถูกต้องสมดั่งพุทธประสงค์,  จึงจักยังให้มีความเข้าใจใน อริยสัจ ไตรลักษณ์ และแก่นธรรมต่างๆได้อย่างถ่องแท้ เพราะเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วสมดั่งพระพุทธดํารัส.

 

ปฏิจจสมุปบาท

ปรมัตถธรรมเพื่อความจางคลายจากทุกข์

และดับทุกข์ อันเป็นสุขยิ่ง

เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เหตุแห่งทุกข์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติแท้ๆ)นั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด

อันไม่มีสิ่งใด หรือผู้ใดควบคุมบังคับได้อย่างจริงแท้แน่นอน จึงควรใฝ่ใจปฏิบัติ,ศึกษา

เมื่อเหตุแห่งทุกข์นั้นมาเยือนโดยสภาวะธรรม(ชาติ) ก็จักไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

หรือจางคลายจากทุกข์นั้นๆ

อันยังให้เกิดปรากฎการณ์ที่พระอริยะเจ้ากล่าวอยู่เนืองๆว่า

เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

blue_red_1.gif

คลิ๊ก เลื่อนลง      

คติธรรม

จิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนาเป็นเหตุ

เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์  

ผลของจิตมีตัณหาปรุงแต่งเวทนา

เป็นทุกข์อุปาทาน          

สติเห็นกาย,เวทนา,จิตสังขารหรือธรรม

เป็นมรรคปฏิบัติ            

ผลของสติเห็นกาย,เวทนา,จิต,ธรรม

เป็นนิโรธอันพ้นทุกข์     

พนมพร คูภิรมย์

คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา

อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น  เพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เครื่องพิจารณา

อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย  จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่   อันมี

อิทัปปัจจยตา

: แสดงธรรมอิทัปปัจจยตาที่ว่า  เพราะเหตุนี้มี  ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น,  เพราะเหตุนี้ดับ  ผลนี้จึงดับ

ปฏิจจสมุปบาท

: เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว อาจเกิดตัณหาความทะยานอยากหรือความไม่อยากต่อเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น   จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้น

สังขาร อันเกิดจาก อาสวะกิเลส เป็นเหตุปัจจัยร่วมกับ อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์อุปาทาน (รายละเอียดใน ปฏิจจสมุปบาท)

อริยสัจ

: อันมี   ทุกขอริยสัจ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์             สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์,

           นิโรธคือการพ้นทุกข์                                         มรรคคือทางปฏิบัติให้พ้นไปจากทุกข์

สติปัฏฐาน๔

: ทางสายเอกในการปฏิบัติ  อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน  สติเห็นธรรมใดก็ปฏิบัติธรรมนั้น

สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔(เห็นเวทนาในเวทนา), อันคือมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจ ในเวทนา

สติเห็นจิตตสังขาร(คิด,โทสะ ฯ.) หรือ จิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔(เห็นจิตในจิต) อันคือสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน จิตหรือจิตสังขาร(ความคิด ความนึก)

สติเห็นกาย หรือ กายานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (เห็นกายในกาย) อันคือฝึกสติและมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน กายหรือกายสังขาร เช่น สักว่าธาตุ๔ ฯลฯ.

สติเห็นธรรม ดังเช่น ธรรมานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (เห็นธรรมในธรรม) หรือสติเห็นปฏิจจสมุปบาท  สติเห็นคือรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ  เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)อันสําคัญยิ่งในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

     แล้วเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา) โดยการไม่เอนเอียงไปคิดนึกปรุงแต่งทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ  กล่าวคือไม่ไปยึดทั้งในด้านดี(กุศล)หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ  อันต่างล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์ในที่สุดโดยไม่รู้ตัว

 

 

 พระไตรลักษณ์

           สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนสิ้น(สังขาร-สิ่งปรุงแต่ง) มีสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ที่ล้วนต้อง "เป็นเช่นนี้เอง",  คือ ล้วนเกิดมาแต่เหตุปัจจัยอันมาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัย(สนับสนุน)แก่กันและกันชั่วขณะหรือระยะหนึ่ง ตัวตนที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที ล้วนเป็นเพียงมวลหรือกลุ่มหรือก้อน(ฆนะ)ของเหตุต่างๆเหล่านั้นที่มาเป็นปัจจัยนั้นๆ   ตัวตนเหล่านั้นจึงขึ้นอยู่กับเหตุหรือสิ่งที่มาเป็นปัจจัยกัน  จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวตนที่หมายถึงเราหรือของเรา  และเพราะความที่เกิดแต่เหตุปัจจัย  อันต้องอาศัยเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกัน หรือมาประชุมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน

           จึงเพียงแลดูดุจประหนึ่งว่าเป็นสิ่งๆเดียว, แต่ก็มิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง   จึงมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองแฝงอยู่โดยธรรมหรือธรรมชาติ  จึงมีสามัญญลักษณะหรือลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ ประการดังนี้

           ล้วน "อนิจจัง" มีอาการความไม่เที่ยง  มีอันต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาการธรรมดา,  จึงไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้ตลอดไป

           ล้วน "ทุกขัง" มีความคงทนอยู่ไม่ได้   จึงเกิดสภาวะเสื่อมไปเป็นอาการธรรมดา และดับไปเป็นที่สุด

           ล้วนเป็น "อนัตตา" ไม่มีตัวไม่มีตน ที่เป็นแก่น เป็นแกน อย่างถาวรแท้จริงได้ตลอดไป กล่าวคือตัวตนของตนนั้นล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยอันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)มาประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกัน อันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันชั่วขณะหนึ่ง ดุจดั่งแสงแดด แว่นขยาย และเชื้อไฟ(ขยายความ),  แต่เมื่อเหตุปัจจัยหลากหลายต่างๆอันมาประชุมกันเหล่านั้น มีอันต้องแปรปรวน, เสื่อม และดับด้วยเหตุอันใด อันต้องเป็นเช่นนั้นเอง, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น จึงต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้นด้วย    ธรรมทั้งปวงเมื่อไม่มีตัวตนแท้จริง จึงล้วนไม่ใช่อะไรๆของใครๆได้อย่างแท้จริงทั้งสิ้น นั่นจึงล้วนเป็นเหตุให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริง  ล้วนแล้วเป็นไปตามธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง

           ดังนั้น แม้กระทั่งตัวตน,ของตน ที่แอบหลงแอบยึดมั่นถือมั่นตามความพึงพอใจของตัวของตนนั้น จึงล้วนไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่างแท้จริง  ล้วนต้องแปรปรวน เสื่อม และดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น

           เพราะต้องแปรปรวน เสื่อมและดับไปเป็นอาการธรรมดา ทําให้ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง(อนัตตา)  จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นทุกข์ถ้าไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทานความพึงพอใจของตัวของตน เพราะความที่ควบคุมบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้อย่างจริงแท้แน่นอนนั่นเอง เพียงดูประหนึ่งสามารถควบคุมบังคับได้ในบางเหตุปัจจัยจนก่อให้เกิดความสมปรารถนา จึงก่อให้เกิดมายาจิต ไปหลงคิด,หลงยึดว่าอยู่ภายใต้อํานาจ สามารถควบคุมบังคับได้  แต่แท้จริงแล้วไม่สามารถควบคุมได้อย่างจริงแท้แน่นอน, แต่ต้องแปรปรวนไปตามสภาวธรรม(ชาติ)อย่างจริงแท้แน่นอน  อันล้วนเป็นไปตามสภาวธรรม(ธรรมชาติ)แท้ๆ

นี้คือแก่นธรรมของพระไตรลักษณ์

ควรหมั่นพิจารณา(ธัมมวิจยะโดยการโยนิโสมนสิการ)   เพี่อให้บังเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ว่า

สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตลอดจนตัวตนของเรา

ล้วนอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)อันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น

แก่นของอนัตตานั้นมิได้อยู่ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน,  แต่หมายถึงขั้นปรมัตถ์

ที่ตัวตนไม่เป็นแก่นแกนถาวรอย่างแท้จริง เหตุเพราะเกิดแต่เหตุปัจจัย

จึงไม่สามารถควบคุมบังคับให้คงอยู่ในสภาพเช่นนั้นๆได้อย่างถาวรและตลอดไปอย่างแท้จริง

เมื่อรู้ด้วยปัญญา และรู้เท่าทันด้วยสติ ตามความเป็นจริงแห่งธรรมเช่นนี้ จนเกิดนิพพิทา

จึงไม่เป็นทุกข์ จากการไปอยากด้วยตัณหา หรือไปยึดด้วยอุปาทาน

(พนมพร คูภิรมย์)

 

 จงเห็นในสังขารทั้งปวงว่าเป็นของไม่เที่ยง   มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์    มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นอนัตตา

 

ดูภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทที่มีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ากระทบ คลิกที่นี่

 

ดูภาพวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบขยายความโดยพิศดาร คลิกที่นี่ 

(ควรมีความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทพอสมควร เพราะใช้วงจรปฏิจจสมุปบาทและขันธ์๕ เข้าอธิบายรายละเอียด เป็นครั้งแรกในโลกที่มีการบันทึก)

ประมวลภาพ วงจรปฏิจจสมุปบาท ทั้งหมด

 

แก่นธรรม

แม้ทุกข์ของขันธ์ ๕ ทั้งใจและกาย อันคือเทุกขวทนา  อันเป็นสภาวธรรม(ธรรมชาติ)ของชีวิต

ยังคงมีอยู่เป็นธรรมดา    แต่เราปฏิบัติก็เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อนเผาลน

กล่าวคือ

เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีผู้รับผลทุกข์นั้น

หรือ

เหตุแห่งทุกข์นั้นมีอยู่ แต่ทุกข์นั้นทําอะไรใจไม่ได้

 

จริงๆแล้วที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุกข์กันอยู่ทุกๆขณะจิตก็คือ "ทุกข์อุปาทาน"นี้นั่นเอง

เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงจําแนกไม่ออก

 

ยินดีให้เผยแพร่ ส่วนหนึ่งส่วนใด ข้อเขียน ข้อความ ทั้งหลายทั้งปวง ในรูปแบบต่างๆได้ โดยไม่สงวนสิทธิใดๆทั้งสิ้น

 

ปฏิจจสมุปบาท

กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์

 

หาอ่านและปรับปรุงข้อธรรมที่เกิดขึ้นได้ใน

www.nkgen.com

nkgen.com

 

สนับสนุน โดย เอ็น.เค.จี. เอ็นจิเนียริ่ง  

แจ้ง Email เมื่อหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลง  


 it's private by ChangeDetection

 

กลับสารบัญ

 

 

 

hit counter

 

สนับสนุนโดย N.K.G. Engineering Co.Ltd.

webmaster

 

 

ปฏิจจสมุปบาท

พระไตรลักษณ์

อนัตตา   อัตตา