จิตส่งใน อาการหรือกริยาจิตที่ส่งจิตหรือใจไปในกาย เฝ้าสังเกตุ จดจ้อง ทั้งในสภาพรู้ตัว และไม่รู้ตัว อยู่เกือบตลอดเวลา คือ ติดเพลินจึงคอยเฝ้าเสพรสความสุข ความสบายต่างๆอันเกิดขึ้นแต่กายที่รู้สึกได้ อันเกิดขึ้นมาจากอำนาจขององค์ฌานต่างๆ เช่น ปีติความซาบซ่านหรืออิ่มเอิบกาย ความสบายกาย

    หรือ อาการที่ส่งจิตไปในจิต คือจิตเฝ้าสังเกตุจดจ้อง ทั้งในสภาพรู้ตัวและไม่รู้ตัวอยู่เกือบตลอดเวลา คือ ติดเพลินจึงเฝ้าแอบเสพรสความสุขอันเกิดแต่จิต ด้วยอำนาจขององค์ฌานหรือสมาธิ เพราะความไม่รู้ จึงเพลิดเพลินไปในความสุขสงบ หรือปีติ,สุข,อุเบกขา,เอกกัคคตา

    หรือ อาการที่เกิดจากการหลุดไปจากองค์ฌาน  จึงเกิดอาการส่งจิตไปคอยจดจ้อง ค้นหา คอยก่อ คอยกระทำองค์ฌาน เช่นความสุข,ความสงบมความสบายต่างๆ ที่หายไปด้วยความถวิลหา,ความอยาก,    หรืออีกอาการหนึ่งคือ ส่งจิตไปคอยจดจ้องความกระวนกระวายหรืออึดอัดจากความไม่สบายกายใจต่างๆจากการหายหรือดับไปขององค์ฌานหรือความสุขสงบ โดยไม่รู้ตัว

จิตส่งใน เป็นภัยหรือให้โทษ ต่อผู้ปฏิบัติอย่างยิ่งยวด เมื่อเป็นสังขารสั่งสมตามความเคยชิน

    คนละอย่างกับกายานุปัสสนาหรือจิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔ ที่เป็นการเจริญวิปัสสนาจริงๆ ที่หมายถึง จิตคือสติ ที่ตามดู,พิจารณารู้เท่าทันกายและจิต แล้วพิจารณาหรือเจริญวิปัสสนาเพื่อให้เกิดนิพพิทา เพื่อการปล่อยวางโดยไม่ยึดมั่นหมายมั่นใดในสิ่งใดๆหรืออุเบกขา   จึงไม่ใช่อาการจิตส่งในไปแช่นิ่งอยู่ภายใน กล่าวคือจดจ่อจดจ้องแบบติดเพลินเพื่อแอบเสพรสความสุขสงบสบายต่างๆอันบังเกิดขึ้นทั้งต่อกายและจิตอย่างไม่ปล่อยวาง แม้แต่ในเวลาปกติขณะดำเนินชีวิตประจำวัน และแม้ขณะหลับ จึงไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะขณะเวลาปฏิบัติพระกรรมฐานเต็มรูปแบบเท่านั้น

    จิตส่งในเป็นกริยาจิต หรืออาการของจิตที่ติดเพลิน(ตัณหา)ในองค์ฌานต่างๆ จึงเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท คือก่อทุกข์ในที่สุด

    ส่วนนักปฏิบัติที่ปฎิบัติฌานสมาธิพร้อมทั้งเจริญวิปัสสนาไปด้วยอย่างถูกต้องและจริงใจ ไม่ติดเพลินในองค์ฌานหรือสมาธิ ก็ไม่ต้องไปกังวลให้เป็นวิจิกิจฉา

เป็นภัยต่อการปฏิบัติ

สมาธิและฌาน

 

 คลิกขวาเมนู

หลักปฏิบัติอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง

อย่าจิตส่งใน ไปแช่นิ่ง หรือเสพรส (ย่อมเพราะติดเพลิน และขาดสติ)

และอย่าส่งจิตออกนอก ไปฟุ้งซ่านปรุงแต่ง (ให้เกิดผัสสะต่างๆนาๆ อันย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาต่างๆ อันย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อุปาทานขึ้น อันย่อมต้องเป็นไปตามปฏิจจสมุปบันธรรม)

มีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า

         ".......พอเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด    เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม    เขาย่อมครุ่นคิดคํานึง ย่อมบ่นถึง ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น,  เมื่อเขาครุ่นคิดคํานึงเฝ้าบ่นถึง หมกใจอยู่กับเวทนานั้น   นันทิย่อมเกิดขึ้น   นันทิความติดใจอยากในเวทนาทั้งหลายนั่นแหละกลายเป็นอุปาทาน    เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เขาก็มีภพ   เพราะภพเป็นปัจจัยก็มีชาติ   เพราะชาติเป็นปัจจัยก็มีชรามรณะ, ความโศรก ความครํ่าครวญ  ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นผิดหวัง ก็มีพรั่งพร้อม   ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จึงมีได้ด้วยประการฉะนี้ "

พุทธพจน์ข้างต้น ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทใน มฺหาตัณหาสังขยสูตร

เป็นการกล่าวแสดงกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นของทุกข์ ที่เกิดขึ้นตามเหตุที่มาเป็นปัจจัยกัน หรือ"ปฏิจจสมุปบันธรรม"

จิตส่งใน จึงเป็นภัยต่อนักปฏิบัติ

         จิตส่งใน จิตส่องใน เป็นอาการแสดงออกของการติดสุขในฌานหรือสมาธิ,  เป็นสังขารหรือการกระทำทางจิตชนิดที่ก่อให้เป็นทุกข์อย่างยิ่งยวดในภายหน้าอย่างแน่นอน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แค่รอเวลา กล่าวคือในช่วงระยะแรกหนึ่งนั้นแลดูหรือรู้สึกว่าดียิ่ง สงบยิ่ง หรือถึงขั้นสบายยิ่ง อิ่มเอิบยิ่ง สุขยิ่ง แต่เมื่อนานวันเข้าหรือมีทุกข์จรมากระทบเข้าจะเริ่มแสดงอาการทุกข์ต่างๆ,  เป็นสังขารปรุงแต่งที่เกิดแต่อาสวะกิเลส จึงเป็นสังขารกิเลส สิ่งปรุงแต่งชนิดกระทำทางจิต ที่คอยสังเกตุ  จดจ้อง เนื่องเพราะติดเพลิน หรือเพลิดเพลินเพราะไปติดใจอยากในความสุข สงบ สบาย อันคือนันทิ(ตัณหา) จึงแสดงอาการดังนั้นโดยการคอยเฝ้า จดจ้อง หรือหมกมุ่นแช่นิ่งอยู่ภายใน และที่สำคัญยิ่งคือมักเป็นการแอบกระทำโดยไม่รู้ตัวเพื่อเสพรสอร่อยของสุขเวทนาที่เกิดขึ้นทั้งต่อกายและจิต อันเกิดขึ้นจากผลของการที่จิตเป็นฌาน,สมาธิหรือองค์ฌานต่างๆ เช่น  ปีติ(แต่เป็นแบบติดเพลิน)  สุข(แบบติดเพลิน)  เอกัคคตา(แต่เป็นแบบติดเพลินจิตจึงแช่นิ่งอยู่ภายในกายหรือจิต)  อุเบกขา(ความสงบ แต่แบบติดเพลินจมแช่ในความสงบจึงขาดสติ)  แม้แต่นิมิต  เนื่องเพราะอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริงในคุณและโทษ   อันมักรุนแรงเนื่องจากการปฏิบัติแต่สมถสมาธิแต่ฝ่ายเดียวขาดการวิปัสสนา  ซึ่งเมื่อเกิดกระทำอย่างสมํ่าเสมอจนสั่งสมเป็นสังขารในวงจรปฏิจจสมุปบาทอันหมายถึงย่อมต้องก่อเป็นทุกข์โทษภัยอย่างแน่นอน   ในที่สุดจึงเกิดภาวะของการกระทำ(สังขารขันธ์)เป็นประจำสมํ่าเสมอโดยไม่รู้ตัว และในที่สุดก็ควบคุมบังคับไม่ได้  เพราะได้สร้างสมจนเป็นสังขารอันแก่กล้าขึ้นเสียแล้ว   จนในที่สุดทั้งจิตและกายไม่สามารถแบกรับหน้าที่และผลข้างเคียงอันเกิดแต่องค์ฌานสมาธิได้  จึงเกิดอาการสติแตกขึ้นเป็นที่สุด  เป็นโทษหรือปัญหาใหญ่ตามมา   เป็นสังขารหรือการกระทำที่ส่งเสริมให้เกิดการติดเพลินในองค์ฌานต่างๆ ที่เรียกโดยทั่วไปว่าติดสุข  ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงมากเกินคาดถึง ที่มักไม่มีผู้ใดรู้  และทำให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสอันนื่องมาจากการติดเพลินไปในองค์ฌานต่างๆ ไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปในธรรมได้อีก   เพราะได้ดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทของทุกข์อันเนื่องจากการติดเพลิน(นันทิ) จนเป็นองค์ธรรมสังขารในที่สุด  จึงเป็นไปดังพุทธพจน์ข้างต้นเช่นกันโดยไม่มีข้อยกเว้น  กล่าวคือ จึงเกิดขึ้นและดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทดังนี้  และเป็นไปในลักษณาการโดยไม่รู้ตัว หรือด้วยอวิชชา   จึงดำเนินเกิดขึ้นและเป็นไปดังพระพุทธพจน์ข้างต้น ดังนี้

        ".......เมื่อเสวยสุขเวทนาจากองค์ฌาน หรือแม้ทุกขเวทนาอันเกิดจากการหวั่นไหวเลื่อนไหลหลุดไปจากองค์ฌานด้วยอาการหนึ่งอาการใดก็ดี กล่าวคือ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม   เขาย่อมครุ่นคิดคํานึง ย่อมบ่นถึง ย่อมหมกใจอยู่กับสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาอันเกิดแต่ฌานสมาธินั้น,  เมื่อเขาครุ่นคิดคํานึงเฝ้าบ่นถึง หมกใจอยู่กับเวทนาอันเกิดแต่องค์ฌานหรือสมาธิเหล่านั้น   นันทิ(ความติดใจอยากหรือไม่อยาก)ย่อมเกิดขึ้น   นันทิความติดใจอยากในเวทนาอันเกิดแต่องค์ฌานสมาธิทั้งหลายนั่นแหละกลายเป็นอุปาทาน   เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เขาก็มีรูปภพหรืออรูปภพ   เพราะรูปภพหรืออรูปภพเป็นปัจจัยก็มีชาติ   เพราะชาติเป็นปัจจัยก็มีชรามรณะ, ความโศรก ความครํ่าครวญ  ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นผิดหวัง ก็มีพรั่งพร้อม   ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จึงมีได้ด้วยประการฉะนี้ "

         จิตส่งใน มักรุนแรงในผู้ปฏิบัติแต่สมถสมาธิแต่ฝ่ายเดียว  ขาดการวิปัสสนา  จึงเกิดการติดเพลินหรือนันทิขึ้น เนื่องด้วยอวิชชา  เช่นปฏิบัติแต่สมถสมาธิล้วนๆ แต่เข้าใจไปว่าเป็นการเจริญสมถวิปัสสนาที่รวมทั้งการเจริญปัญญาแล้ว

         อาการจิตส่งใน หรือติดเพลินในความสุขสงบสบายต่างๆ อันเกิดแต่อำนาจฌานสมาธินี้   ถ้าพิจารณาโดยหยาบๆแล้วจะไม่เห็นคือไม่สามารถเข้าใจได้  เป็นสังโยชน์เบื้องสูงหรือขั้นละเอียด คือ รูปราคะ(ข้อ ๖) และอรูปราคะ(ข้อ ๗) จึงรู้และละได้ยาก  ต้องพึงโยนิโสมนสิการโดยแยบคายจึงจะพบความจริง  ถึงแม้ว่าเมื่อแรกปฏิบัติในภายแรก ด้วยจิตเจตนาที่เป็นบุญกุศล ต้องการปฏิบัติธรรม หรือหวังถึงการดับไปแห่งทุกข์อย่างถูกต้องดีงาม  แต่เมื่อปฏิบัติไปแล้วเกิดความเบี่ยงเบนขึ้นด้วยอวิชชา

         ผู้ที่เจริญปฏิจจสมุปบาทอันเป็นกระบวนธรรมของจิตในการเกิดขึ้นของทุกข์ จะพิจารณาได้ว่าภพในปฏิจจสมุปบาทที่เกิดเมื่อใดเป็นทุกข์เมื่อนั้น ย่อมครอบคลุมถึงรูปภพอันเกิดแต่รูปฌาน และอรูปภพอันเกิดแต่อรูปฌาน กล่าวคือ เมื่อใดที่ประกอบด้วยนันทิความติดเพลินความเพลิดเพลินอันคือเกิดตัณหาในเวทนาคือสุขเวทนาความรู้สึกสุข,สงบ,สบายอันเกิดแต่อำนาจหรือกำลังของฌานสมาธิจะเกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดี เมื่อนั้นฌานสมาธิที่แม้จัดว่ามีประโยชน์ยิ่งในการปฏิบัติ เป็นองค์มรรคของการปฏิบัติ ก็จะกลับกลายเป็นมิจฉาฌาน,มิจฉาสมาธิอันให้โทษ ไม่ใช่สัมมาสมาธิหรือสัมมาฌานในองค์มรรคอีกต่อไป และเป็นตัวทำให้เกิดทุกข์ขึ้นเสียเองอย่างแสนสาหัส  จึงเป็นสิ่งที่ควรรู้เพื่อจะได้ไม่ไปปฏิบัติอย่างให้เกิดนันทิความติดเพลินจนเกิดทุกข์ กล่าวคือเกิดการติดสุขในฌานสมาธิอันยังให้เป็นทุกข์ขึ้นนั่นเอง ซึ่งมักแสดงออกด้วยอาการจิตส่งใน ดังที่จะกล่าวต่อไปโดยละเอียดเป็นลำดับ

         คงมีผู้สงสัยว่า ไม่ได้ปฏิบัติพระกรรมฐานหรือฌานสมาธิอย่างเป็นรูปแบบหรือแบบแผนแล้ว  ฌานสมาธิหรือองค์ฌานสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันทั่วไปได้ด้วยหรือ  ขอตอบเลยว่า ได้  ดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในเรื่องฌาน สมาธิ ว่าทั้ง ๒ นั้นเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิตนั่นเอง เพียงแต่ความชัดเจนแรงเข้มจนเด่นชัดที่ปรากฎเกิดให้เห็นนั้นแตกต่างกันไปเท่านั้น,    ดังนั้นยิ่งผู้ที่เคยผ่านการปฏิบัติฌานสมาธิมาแล้วจึงดำเนินชีวิตหรือประคองอยู่ในรูปฌานได้ กล่าวคือ โดยมีฌานสมาธิหรือองค์ฌานต่างๆอันเกิดแต่อาสวะกิเลสในรูปปริเทวะคือจดจำหรือสัญญาได้ในเหล่าปีติสุขสงบสบายที่เกิดขึ้น  และด้วยความชำนาญเพราะติดเพลิน จึงปรุงขึ้นหรือแฝงประกอบอยู่เบื้องหลังหรือครอบงำความรู้สึก ความคิด การกระทำอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เป็นไปโดยไม่รู้ตัวเท่านั้นในการดำเนินชีวิตอันแลดูเป็นธรรมดานั้น  หรือก็คืออยู่ในองค์ธรรมภพ(ปฏิจจสมุปบาท) ที่เรียกว่า รูปภพหรืออรูปภพนั่นเอง  และไม่ใช่ในการดำเนินชีวิตประจำวันเพียงเท่านั้น   เพราะสามารถเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ได้เจตนาแม้ในขณะหลับเช่นเดียวกับสังขารความฝันทั้งหลายเช่นกัน  อันเกิดมาแต่ความชำนาญที่สั่งสมจนเป็นสัญญาชนิดอาสวะกิเลสด้วยเหตุที่หมกมุ่นหรือหมกใจอยากนั่นเอง

         จิตส่งในนั้นความจริงแล้วก็เป็นสมาธิอย่างหนึ่งแต่เป็นมิจฉาสมาธิ กล่าวคือ จิตไปแน่วแน่อยู่กับอารมณ์คือความสุขสงบสบายที่เกิดขึ้นแก่กายหรือจิตของตนนั่นเอง  จึงเป็นการก่อสมาธิอยู่เสมอๆโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง จึงเป็นโทษขึ้นในที่สุด

         ถ้าแลดูหรือพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วก็จะรู้สึกว่าน่าจะเป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  เพราะมีคำกล่าวยืนยันแม้ในสติปัฏฐาน ๔ ว่า สมาธิเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าท่านสรรเสริญ  จึงเป็นที่เพียรพยายามปฏิบัติกันอย่างยิ่งยวด  แต่ไม่เข้าใจว่าปฏิบัติสมถสมาธิ หรือแม้แต่ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ที่ต้องนำสติ สมาธิที่เกิดขึ้น อันทำให้จิตสงบ ระงับดำริพล่าน ไม่ซัดส่าย ไปเกื้อหนุนดำเนินการวิปัสสนาให้เกิดปัญญาในการพิจารณาธรรมหรือในธัมมานุปัสสนา  จึงต้องขาดเสียซึ่งความติดเพลิน ติดเสพ ติดใจอยาก จนติดในความสงบ ความสุข ฯ. ต่างๆเหล่านั้นที่เกิดขึ้น  เพราะองค์ฌานต่างๆรวมทั้งสมาธินั้น มีอำนาจหรือสามารถทำให้รู้สึกเป็นสุขทั้งต่อกายและจิต เพราะกดทับระงับทุกข์ไว้ได้อย่างดีในระดับหนึ่งและชั่วระยะหนึ่ง เนื่องด้วยการระงับไปของเหล่ากิเลสในนิวรณ์ ๕ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบันธรรมนั่นเอง ก็เนื่องมาจากเมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงมีความแน่วแน่หรือเป็นเอกอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จึงย่อมไม่ส่งส่ายออกไปปรุงแต่งในเหล่านิวรณ์ ๕เหล่านั้นนั่นเอง จึงเกิดความสงบระงับ จึงเป็นสุข   เพียงแต่ว่าองค์ฌานทั้งหลายยังมีความไม่เที่ยง ยังเป็นสังขารสิ่งต้องปรุงแต่งเจตนากระทำขึ้นอย่างหนึ่ง จึงย่อมมีอาการไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เป็นอนัตตา จึงไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้ตลอดไป   ดังนั้นเมื่อเกิดการแปรปรวน ดังเช่น เกิดการผัสสะแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด จนจิตเกิดอาการหวั่นไหวจนเลื่อนไหลหลุดออกจากองค์ฌานหรือสมาธิด้วยอาการหรือเหตุแห่งทุกข์ใดๆก็ตาม  จึงเกิดปัญหาอันเป็นผลข้างเคียง คือ เป็นทุกข์ขึ้นต่อกายและจิตโดยไม่รู้ตัวเช่นกันอย่างรุนแรง  เพราะเหตุที่การดับทุกข์ไปจนเป็นสุขอย่างยิ่งของฌานสมาธินั้นเป็นไปในรูปแบบดังนี้

         "ในภาวะแห่งฌานที่เป็นผลสำเร็จของสมาธินั้น    กิเลสต่างๆสงบระงับไป (webmaster - เนื่องจากการสงบระงับไปของกิเลสในนิวรณ์ ๕ ไปชั่วขณะ)  จึงเรียกว่าเป็นการหลุดพ้นเหมือนกัน  แต่ความหลุดพ้นนี้มีชั่วคราวเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะนั้นเท่านั้น   และถอยกลับสู่สภาพเดิมได้  ไม่ยั่งยืนแน่นอน  (webmaster - จึงต้องมีการเจริญปัญญา ซึ่งถาวรแน่นอน) ท่านจึงเรียกการหลุดพ้นชนิดนี้ว่าเป็นโลกียวิโมกข์ (ความหลุดพ้นขั้นโลกีย์)   เป็นกุปปวิโมกข์ (ความหลุดพ้นที่กำเริบคือเปลี่ยนแปลงกลับกลายหายสูญได้)    และเป็นวิกขัมภนวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยข่มไว้ คือ กิเลสระงับไปเพราะถูกกำลังสมาธิข่มไว้  เหมือนเอาแผ่นหินทับหญ้า  ยกแผ่นหินออกเมื่อใด  หญ้าย่อมกลับงอกงามขึ้นได้ใหม่)"

(พุทธธรรม หน้า ๘๖๘ - ๘๖๙)

         เมื่อโยนิโสมนสิการต่อไปในสภาวธรรมในเรื่องกรรม หรือกฎฟิสิกส์ในเรื่องแรงก็ได้ เพราะต่างล้วนเป็นสภาวธรรมเดียวกัน คือเมื่อมีแรงกริยา ย่อมต้องมีแรงปฏิกริยาเกิดขึ้นเป็นเหตุปัจจัยกัน  เพราะเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติเช่นกัน  กล่าวคือ เมื่อมีแรงกริยาเกิดขึ้น คือ สุขจากองค์ฌานต่างๆอันสั่งสมมาจากการติดเพลินหรือติดใจอยากเพราะเป็นสุขอย่างยิ่งจึงเข้มข้นอย่างยิ่ง  จึงรุนแรงกว่าแรงกริยาทั่วๆไปที่กายและจิตเคยได้รับโดยธรรมชาติ  และไม่ดำเนินไปในทางวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาเพื่อให้เกิดนิพพิท   ดังนั้นเมื่อเกิดการกระทบผัสสะหรือหวั่นไหวเลื่อนหลุดไปเพราะเหตุอันใดด้วยความไม่เที่ยง   ตามสภาวธรรมหรือธรรมชาติจึงย่อมต้องเกิดแรงปฏิกริยาในทางตรงข้าม อันย่อมรุนแรงตามแรงกริยานั้นๆนั่นเอง  จึงย่อมต้องเกิดความทุกข์เร่าร้อนรุนแรงพอๆกับความสุขความสงบที่ได้รับยิ่งนั่นเอง

วิธีสังเกตุ จิตส่งใน

         ผู้ที่จิตส่งในอยู่นั้น ถ้าไม่มีความรู้มาก่อนก็จะไม่รู้ตัว  มีวิธีสังเกตุง่ายๆว่ามีอาการจิตส่งในอันเป็นสังขารให้โทษในปฏิจจสมุปบาทหรือไม่   ให้ตั้งใจหรือสติไว้สักครู่ว่าจะไม่ทำอาการจิตส่งในไปในกาย,จิตดังที่กล่าวข้างต้น  เพียงครู่เดียวจะหลุดไปกระทำจิตส่งในทันที  ลองกี่ครั้งๆก็ได้ไม่นาน    และถ้าพิจารณาสังเกตุอย่างละเอียดถี่ถ้วนจริงๆในกริยาจิต ก็จะพบความจริงยิ่งว่า มีการแอบกระทำเองโดยไม่ได้เจตนาที่หมายถึงโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยๆครั้งมาก  กล่าวคือควบคุมบังคับไม่ให้กระทำไม่ได้  หรือถ้ามีอาการดังนี้ คือ เมื่อลองปฏิบัติไม่กระทำจิตส่งในตามที่กล่าวให้ได้สักระยะหนึ่ง  แล้วจะมีอาการไม่รู้ว่าจะให้จิตหรือใจ หรือวางจิตซึ่งอยู่สัมพันธ์กับเรามาตลอดตั้งแต่เกิดนั้นไว้ ณ ที่ใด   มีความรู้สึกเคว้งคว้าง  มีรู้สึกแปลกๆ  เหมือนไม่มีที่ยึด  เหมือนไม่มีที่อยู่  เหมือนขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปสักอย่าง  รู้สึกราวกับว่าเหมือนเปลือยเปล่า  เหตุเพราะจิตเคยชินอย่างแนบแน่นเสียแล้วกับการเกาะติดหรือติดเพลินอยู่กับองค์ฌานหรือสมาธิในรูปแบบต่างๆนั่นเอง  ดังนั้นเมื่อหยุดการกระทำจิตส่งใน จึงมีความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   ดังนั้นจึงต้องหวลกลับไปจิตส่งในอีกในที่สุดด้วยควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้เสียแล้ว เพราะเป็นไปตามอำนาจของสังขารความเคยชินที่สั่งสมโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา   เหล่านั้นเป็นอาการของจิตส่งใน ชนิดที่เป็นสังขารอันแก่กล้าอันเกิดแต่อาสวะกิเลสและอวิชชาตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอันเป็นทุกข์แล้ว   ควรแก้ไขเหตุเพราะจะสั่งสมให้กล้าแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆจนเลื่อนไหลไปกระทำโดยไม่รู้ตัวอยู่เกือบตลอดเวลาโดยธรรมชาติของจิต  และเมื่อรู้ตัวก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้เสียแล้ว   อันแลดูเหมือนเป็นคุณ เช่น ว่าทรงฌานได้เก่งเป็นวสี แต่ไม่ใช่เพราะเป็นแบบผิดๆด้วยอวิชชา จึงขาดสติ จึงติดเพลิน  จึงกลับให้โทษอย่างร้ายแรง  (อ่านรายละเอียดและการแก้ไขใน  ติดสุข และอาการต่างๆของนักปฏิบัติ)

          และมักเกิดจากความเข้าใจผิดในธรรมอยู่เสมอๆจึงทำให้การปฏิบัติเบี่ยงเบนไปโดยไม่รู้ตัวหรืออวิชชา  เช่น การไปเข้าใจว่าจิตส่งในเป็นการปฏิบัติชอบ  เพราะไม่ส่งจิตออกนอกไปฟุ้งซ่าน จึงคิดไปเอาเองว่า เป็นการปฏิบัติในสติปัฏฐาน ๔ ที่ให้จิตอยู่กับกาย,เวทนาและจิต  กล่าวคือ เข้าใจผิดไปว่าเป็นการปฏิบัติแบบสติเห็นกาย(กายานุปัสสนา) หรือสติเห็นเวทนา(เวทนานุปัสสนา) หรือสติเห็นจิตที่บางทีก็เรียกกันว่าจิตเห็นจิต(จิตตานุปัสสนา)ในสติปัฏฐาน ๔ ขยายความ,  แต่ไม่ใช่เพราะไม่ปล่อยวาง เพราะไม่รู้ตัวว่ายึดติดเสพรสของความสุขสงบอยู่   จึงไม่รู้ความจริงว่า เพราะความติดเพลินต่างหาก มีความต้องการเสพในรสอันอร่อยขององค์ฌานเป็นสำคัญแอบแฝงอยู่ เช่น ความซาบซ่าน อิ่มเอิบ ความสุข ความสบาย รวมทั้งความสงบ    และที่กล่าวกันอยู่เนืองๆของท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล "อย่าส่งจิตออกนอก" ที่มักตัดทอนกันมาถ่ายทอด  ผู้ที่ไม่รู้ ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้โยนิโสมนสิการอย่างจริงจัง จึงย่อมเกิดความเข้าใจผิดกันไป   จึงส่งจิตเข้าไปจับความรู้สึกรับรู้ต่างๆ(เวทนา)ที่เกิดจากองค์ฌาน    ความจริงท่านกล่าวไว้เต็มๆว่า "อย่าส่งจิตออกนอกไปเสวยอารมณ์" เสวยอารมณ์ก็คือเวทนานั่นเอง   อันมีความหมายที่ถูกต้องดีงาม หมายความถึง  อย่าส่งจิตออกไปภายนอกเที่ยวสอดแส่ไปทั่วหรือก็คือฟุ้งซ่านให้เกิดการกระทบสัมผัสต่างๆอันไม่ีงามเพราะย่อมต้องเกิดการเสวยอารมณ์(เวทนา)อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง   หรือแปลความหมายอย่างง่ายๆอีกอย่างหนึ่งก็คือ  อย่าส่งจิตออกนอกไปคิดปรุงแต่ง  เมื่อนำมากล่าวกันสั้นๆว่า อย่าส่งจิตออกนอก จึงเกิดการตีความกันไปเองด้วยความเข้าใจผิดไปว่า จิตส่งใน เป็นการปฏิบัติชอบที่ถูกต้อง,   และตอกยํ้าความเข้าใจผิดให้รุนแรงยิ่งขึ้นก็คือ ความเข้าใจผิดในสติปัฏฐาน เรื่องการให้จิตหรือสติอยู่กับกายหรือจิต ดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว ขยายความ  จิตอยู่กับกายหรือจิตนี้เป็นความหมายในการปฏิบัติกายานุปัสสนา,เวทนานุปัสสนาหรือจิตตานุปัสสนาที่ถูกต้องดีงาม อันเป็นการฝึกสติ   และใช้สติ พิจารณาดูและรู้เท่าทันกาย,เวทนาและจิตเพื่อให้เกิดปัญญายังให้เกิดนิพพิท  แล้วปล่อยวางหรือไม่ยึดมั่นถือมั่น   และเพื่อการเป็นเครื่องอยู่หรือเครื่องกำหนดของจิต จิตจึงไม่คิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งภายนอก    จึงไม่ใช่อย่างจิตส่งในที่เป็นการจดจ้องจดจ่อทั้งโดยรู้ตัว โดยเฉพาะไม่รู้ตัวก็ดี  เพื่อแอบเร้นเสพรสต่างๆขององค์ฌานที่อาจเกิดขึ้นขณะปฏิบัติ  อันก่อให้เกิดการติดเพลิน(นันทิ)แทนนิพพิท    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภายหลังที่เป็นการกระทำในสภาพขาดสติคือในสภาวะไม่รู้ตัว เป็นการกระทำเลื่อนไหลไปเองตามอาสวะกิเลส,สังขารที่สั่งสมไว้   จึงเกิดสภาวะจมแช่หรือติดเพลินอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว แม้ในขณะนอนหลับ

          ผู้เขียนเองก็มีความเข้าใจผิดดังที่กล่าวๆมานี้แล้วเช่นกัน จึงเคยจมแช่อยู่ในจิตส่งในไปเสพรสชาดอันแสนอร่อยขององค์ฌานต่างๆ อันมี

          ปีติ  อันยังให้ความอิ่มเอิบซาบซ่านทั้งทางกายและใจ  ขณะที่ทรงอยู่ได้   บางทีเย็นสบายซาบซ่านอิ่มเอิบ จึงชอบใจไหลเพลินไปแช่จดจ่อจดจ้องเพื่อเสพรส เมื่อเสพมากๆเข้าก็จะหนาวสะท้านขึ้นภายในจนสะท้านไปทั้งกาย  บางท่านปรุงแต่งไปว่าเจ็บป่วยไข้ทางกายไปเสียอีกก็มี แต่เกิดแต่การที่ไปยึดเวทนาอันเกิดจากองค์ฌานปีติ คือความเย็นความซาบซ่านอย่างจดจ่อภายใน แต่โดยไม่รู้ตัวเพราะความสบายใจความชอบใจ กล่าวคือจึงหมกใจเพลิดเพลินอยู่ในเวทนาที่เกิดขึ้นนั่นเอง

          สุข  อันยังให้มีความสุข,มีความสบายทั้งต่อกายและใจ  เพราะกดทุกข์คือกิเลสนิวรณ์ ๕ ไว้ได้ในระดับหนึ่งด้วยกำลังของฌานสมาธิในขณะนั้นๆ อันเป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมหรือธรรมชาติ(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิวรณ์ ๕)  จึงย่อมรู้สึกเป็นสุข  ขณะที่ทรงหรือประคองอยู่แม้อยู่ในวิถีจิตตื่น

          เอกัคคตา  ความมีจิตแน่วแน่   จิตเป็นเอกที่หมายถึงค่อนข้างแน่วแน่ แต่อยู่ในองค์ฌานต่างๆเท่านั้น และเป็นแบบแช่นิ่งภายใน ไม่เบิกบาน  หรือจิตค่อนข้างแน่วแน่แบบยึดติดในสิ่งต่างๆ    ในที่สุดจึงเกิดสังขารความเคยชินตามที่สั่งสมไว้  บางครั้งเมื่อจิตเที่ยวพล่านไปยึดติดยึดเกาะในสิ่งต่างๆที่จรมาผัสสะ เช่น ความทุกข์หรือทุกขเวทนาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นแทรกจรเข้ามา  กล่าวคือ เมื่อหาที่ยึดที่เกาะไม่ได้เพราะการเลื่อนไหลหลุดไปจากองค์ฌานด้วยเหตุอันใดก็ตาม  จิตซึ่งมีความชำนาญอย่างยิ่งยวดแล้วในการยึดเกาะหรือแน่วแน่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะจิตส่งในซึ่งโดยปกติจะเป็นองค์ฌาน   บางครั้งจึงไปยึดเกาะเวทนาพวกทุกขเวทนาที่โคจรเข้ามาผัสสะโดยธรรมหรือธรรมชาติเอาดื้อๆเสียอย่างนั้นเอง  ยึดเป็นที่อยู่ของจิตเสียดื้อๆตามความเคยชินที่สั่งสมไว้โดยไม่รู้ตัว   จึงสลัดความทุกข์นั้นๆไม่ออก  คือเป็นการกระทำขององค์ธรรมสังขารในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง  จึงเกิดการวนเวียนอยู่ในกองทุกข์นั้นๆในชราด้วยอวิชชา

          และอุเบกขา  เสพความสงบ  เป็นความสงบแต่เป็นแบบติดเพลินขาดสติขาดปัญญา   ดังนั้นบางครั้งเมื่อใครหรือสิ่งใดกระทบนิดเดียวกลับกลายเป็นเรื่องเป็นราวได้ เพราะกำลังติดสบายอยู่ในความสงบ  แล้วถูกรบกวนให้หวั่นไหวหลุดเคลื่อนออกจากความความสบาย,ความสงบ  จึงมีโทสะหรือโกรธเอาง่ายๆผิดปกติธรรมดา เพราะกำลังเพลิดเพลินแสนสบายในความสงบแล้วถูกรบกวนขัดขวางนั่นเอง

          ในผู้ที่ปฏิบัติแต่สมาธิล้วนๆ (แม้แต่ในผู้ที่สวดมนต์นานๆ เพราะย่อมเกิดสมาธิร่วมด้วยเป็นธรรมดาและอาจโดยไม่รู้ตัว) ที่ไม่นำพาต่อการวิปัสสนา  มักคิดหรือเข้าใจไปว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถูกต้องแล้วด้วยความเข้าใจผิด  ก็ขอให้พิจารณาในการติดเพลินในความสงบ(อุเบกขา) ความสุขสบาย(สุข) อันเกิดแต่ผลของสมาธิเช่นกัน   อันเป็นผลที่เกิดขึ้นเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว  จิตจึงไม่ส่งส่ายไปปรุงแต่งให้เกิดการผัสสะต่างๆให้เกิดทุกข์    จึงเป็นเหตุปัจจัยหรือผลให้เกิดความสงบความสบายในสภาพปลอดจากทุกข์ชั่วขณะหนึ่งๆจากการระงับไปชั่วคราวของนิวรณ์ทั้ง ๕    แต่แล้วไปเกิดการติดยึดในความสุขสงบสบายอันเกิดแต่สภาพการปลอดทุกข์  ที่ยังไม่เที่ยงจากอำนาจของสมาธิ ที่ยังเป็นวิกขัมภนวิมุตติ  ดังนั้นเมื่อจิตสงบหรือละความดำริพล่านลงแล้ว จึงต้องประกอบด้วยการพิจารณาธรรมอย่างหาเหตุหาผลคือการเจริญวิปัสสนาเพื่อใช้กำลังนั้นให้เกิดปัญญา จึงจะยังประโยชน์ได้อย่างแท้จริง   มิฉนั้นก็จะต้องเกิดการติดเพลินในความสงบ,สบายอันไม่เที่ยงอย่างแน่นอน   ดังนั้นเมื่อหวั่นไหวหรือเลื่อนหลุดออกจากความสงบความสบายเหล่านี้แล้ว จึงรู้สึกเป็นทุกข์เหมือนฌานทุกประการ

          ผู้เขียนเสพอยู่เยี่ยงนี้ อยู่ตลอดเวลาอย่างหนักหน่วงโดยไม่รู้ตัว  ก็เพราะอวิชชาความไม่รู้ตามความจริง  จึงมัวแต่งมงายคิดไปเอาเองว่าเป็นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่มีแต่คุณประโยชน์ ได้บุญได้กุศล ไม่ให้โทษแต่อย่างใด จึงเกิดวิปัสสนูปกิเลส   และเกิดปัญหาต่างๆตามมาทั้งทางร่างกายและจิตที่แสนหดหู่  ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสแทบทนไม่ไหวทั้งทางร่างกายและจิต   แต่ได้หันกลับมาดำเนินในมรรคาวิปัสสนาอันถูกต้องดีงามโดยการโยนิโสมนสิการในธรรม  แล้วเกิดความเข้าใจในธรรมต่างๆกระจ่างขึ้น  แล้วมาพิจารณาในเรื่องเหล่านี้ จึงรู้ตามความเป็นจริง เข้าใจคุณและโทษ  จึงผ่านพ้นวิกฤติเหล่านั้นไปได้  เปลี่ยนจากวิกฤติเป็นโอกาสเพราะปัญญาที่เกิดขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าการปฏิบัติที่ผ่านมานั้นเป็นการดำเนินอยู่ในวงจรของการเกิดขึ้นของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทโดยไม่รู้ตัว  กล่าวคือ เกิดนันทิการติดเพลินความสุขสงบสบายอันเกิดแต่อำนาจของฌานหรือสมาธิโดยไม่รู้ตัว  เพราะเป็นไปตามธรรมชาติของปุถุชนนั่นเอง ที่เมื่อสุขสบายก็อยากให้คงอยู่ คงเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา โดยเริ่มสั่งสมมาตั้งแต่เกิดจวบจนปัจจุบัน  หรือสั่งสมมานานจนไม่รู้ว่านานมาสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้วนั้น  จนสั่งสมเป็นสังขารอันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของปุถุชนอันแข็งกล้ายิ่งนัก  จึงไม่อยากให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นต่อนักปฏิบัติทั้งหลาย ผู้ใฝ่ความดีงาม อันเป็นทรัพยากรบุคคลอันมีค่าทั้งในทางโลกและทางธรรม จึงได้มาปฏิบัติธรรมกัน เพื่อจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่กว่าการทำทาน  ศีล  สติ  สมาธิ  คือ ก็เพื่อให้บรรลุถึงสัมมาปัญญา อันยังให้เกิดสัมมาวิมุตติความสุขอย่างแท้จริงและมั่นคง อันเป็นไปตามหลักแห่งความถูกต้องหรือสัมมัตตะ ๑๐  จึงได้กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ อันเป็นขวากหนามสำคัญอันแหลมคมยิ่งในการปฏิบัติธรรมไว้  เพื่อเป็นเครื่องรู้  เครื่องระลึก  เครื่องเตือนสติ สำหรับนักปฏิบัติ   เนื่องจากเห็นและเข้าใจและสัมผัสมาแล้วถึงความยิ่งใหญ่ของสังขารอันเกิดแต่อวิชชา และวิปัสสนูปกิเลสที่ผูกมัดปัญญาของนักปฏิบัติไม่ให้ดิ้นหลุดหนีออกจากเงื้อมมือมาร    เนื่องจากมีผู้ที่เข้าใจและกล่าวอธิบายอย่างตรงๆไว้น้อยมาก  บางคนแทบไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน  เพราะมักจะถ่ายทอดกันผ่านทางครูบาอาจารย์ผู้รู้เข้าใจธรรม และใช้เวลาในการทำความศึกษาทำความเข้าใจ

         จริงๆแล้วถ้าโยนิโสมนสิการก็พอจะเข้าใจได้อย่างง่ายๆว่า จิตส่งในนั้นเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นภัยให้โทษในที่สุด เพราะในที่สุดแล้วก็ต้องดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทอันเป็นทุกข์ อันเนื่องมาจากนันทิการติดเพลินหรือตัณหานั่นเอง  และดังพุทธดำรัสที่ตรัสไว้เกี่ยวกับเวทนา

         สุขเวทนา  ไม่ติดเพลิน   แต่กลับไปติดเพลินหรือติดใจอยากเสียในรสชาดอันแสนเอร็ดอร่อยของความซาบซ่าน ความสุข ความสงบ ความสบายต่างๆที่เกิดแต่อำนาจขององค์ฌานต่างๆ  จึงพยายามประคองให้คงอยู่ พยายามสังขารให้คงเป็นอยู่ตลอดเวลา ทั้งโดยไม่รู้ตัวและโดยรู้ตัว  เมื่อสุขเวทนาเหล่านั้นหายไปก็พยายามสอดส่อง ส่งในไปดูไปกระทำ  เหล่านั้นเป็นล้วนเป็นอาการของนันทิการติดเพลินหรือติดใจอยากอันเป็นตัณหา  จึงเป็นทุกข์ไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท

         ทุกขเวทนา  ไม่พิรี้พิไร ไม่รำพัน  ไม่โมหะ (หลง คือ ไม่รู้ตามความเป็นจริง)  เมื่อหลุดไปจากองค์ฌาน ด้วยความไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงกลับไปพิรี้พิไรี คํ่าครวญถึง ซึ่งแสดงออกโดยอาการคอยจดจ้องสังเกตุ    ตลอดจนมีวิภวตัณหาในการจดจ่อผลักไสความอึดอัด ไม่สบายต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากการหลุดไปจากองค์ฌาน   พร้อมทั้งอาการพิรี้พิไรพยายามสังขารปรุงแต่งให้เกิดองค์ฌานเพื่อเสพรสใหม่  เหล่านั้นล้วนเป็นทั้งวิภวตัณหาและภวตัณหา อันเป็นโมหะ(ความหลง)

         อทุกขมสุขเวทนา  รู้คุณ รู้โทษ   เมื่อเฉยๆอยู่ไม่ติดเพลิน   แต่เพราะความไม่รู้(อวิชชา)ก็กลับไปพยายามสังขาร สร้างขึ้น  หรือการน้อมนึกด้วยความชำนาญให้เกิดองค์ฌานต่างๆขึ้นเพื่อเสพรสโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา ความไม่รู้นั่นเอง

จึงขอกล่าวโทษ จิตส่งใน ไว้ดังนี้

         จิตส่งใน เกิดแต่การกระทำของจิต ที่กระทำต่อเวทนา(ความรู้สึกรับรู้ในสิ่งที่สัมผัส)อันเกิดขึ้นจากอำนาจของฌาน,สมาธิหรือองค์ฌานต่างๆที่นักปฏิบัติสังขาร(กระทำ)ขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง(อวิชชา)จึงเกิดการติดเพลิน(นันทิ)ขึ้นในที่สุดจนเป็นสังขารหรือสันดานเคยชินอย่างผิดๆ    หรือก็คือการหลงยึดหลงติดในเวทนาขององค์ฌาน   พอแยกออกได้เป็น ๓ อาการ

         ก่อนอื่นควรมีความเข้าใจเบื้องต้น  เกี่ยวกับธรรมชาติของจิตของปุถุชนเสียก่อน   หรือสังขารโดยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องเป็นเช่นนี้เอง  อันเกิดขึ้นแต่การสั่งสมอบรมมาตั้งแต่เกิดจวบจนปัจจุบัน  หรือสั่งสมมานานจนไม่รู้ว่าสักกี่ภพกี่ชาติมาแล้วนั้น  หรือก็คือการดำเนินไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเองอันเป็นธรรมชาติของปุถุชน  จึงต้องเป็นเช่นนี้เองเป็นธรรมดา กล่าวคือ โดยธรรมชาติของจิตแล้ว

        ปุถุชน เมื่อมีสุขเวทนาความรู้สึกเป็นสุข โดยธรรมชาติก็ย่อมชอบใจ ถูกใจ สบายใจ จึงย่อมอยากให้คงอยู่ อยากให้เป็นไป  หรือเกิดอาการอยากให้คงอยู่นานๆหรือตลอดไปนั่นเองโดยธรรมชาติ  อันล้วนเป็นตัณหาที่ฝึกปรือขึ้นโดยสภาวธรรมของชีวิตในปุถุชนที่เป็นไปเป็นธรรมดา

        เมื่อเกิดทุกขเวทนาความรู้สึกไม่ถูกใจไม่สบายใจ  ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น  ไม่อยากให้เป็นไป  อยากกำจัด  อยากเลี่ยงหนี  หรือเกิดอาการผลักไส อยากให้ไปหรือหายไปโดยเร็ว โดยอาการต่างๆนาๆนั่นเอง   หรืออยากให้เป็นไปอย่างอื่นตามใจปรารถนาแทน  อันเป็นธรรมชาติของชีวิต  อันเป็นตัณหา(วิภวตัณหา)นั่นเองโดยไม่รู้ตัวเพราะอวิชชา

        เมื่อเกิดอทุกขมสุขไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆ อันแผ่วเบา ก็ไม่รู้ตัว ไม่ใส่ใจ และไม่รู้ตามความเป็นจริง(อวิชชา)

        สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นธรรมชาติของปุถุชนที่เป็นไป  โดยตลอดเวลาทั้งขณะที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว และเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง(อวิชชา)    สิ่งเหล่านี้จึงคงเป็นไปตั้งแต่จำความได้และดำเนินสั่งสมให้กล้าแข็งเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆโดยธรรมชาติของผู้มีชีวิตเองที่ยังไม่มีวิชชาเป็นธรรมดา (หมายถึง เป็นสภาวธรรมหรือธรรมหรือธรรมชาติ จึงเป็นจริงอย่างแน่นอน เช่นนี้เอง)  คือเกิดการหลงยึดหรือติดใจอยากในสุขเวทนา หรือความไม่อยากในทุกขเวทนานั่นเอง

        เมื่อนักปฏิบัติผู้พึงประสงค์ดับทุกข์หรือจางคลายจากทุกข์ตามฐานะแห่งตน   มาปฏิบัติสมาธิหรือฌาน (ซึ่งเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น  อ่านรายละเอียดในเรื่อง ฌาน สมาธิ)  เนื่องเพราะเป็นองค์ธรรมหรือมรรคปฏิบัติอันเป็นบาทฐานหรือกำลังหรือเครื่องหนุนในการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาหรือสัมมาญาณ     และเมื่อปฏิบัติสมาธิหรือฌานอย่างได้ผล อันย่อมยังให้เกิดเวทนาความรู้สึกรับรู้ต่างๆต่อองค์ฌานต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา(ความสงบ)ขึ้นอันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา    และตามธรรมชาติของจิตดังที่กล่าวข้างต้น ถ้าชอบ หรือสบาย หรือเป็นสุข  ก็มีความอยากความปรารถนาให้คงอยู่นานๆ จึงพยายามประคองให้คงอยู่นานๆ  จึงเกิดการกระทำทางจิตอย่างเป็นประจำสมํ่าเสมอทั้งที่รู้ตัว  และที่สำคัญคือโดยไม่รู้ตัว  แม้แต่ในขณะหลับเมื่อแก่กล้าแล้ว  ที่เรียกว่าจิตส่งใน  แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะใหญ่ๆ  ที่ผู้เขียนพยายามสื่ออาการของจิตที่กระทำ หรือแอบกระทำโดยไม่รู้ตัว เพราะความติดเพลิน(นันทิ)ในช่วงแรก  แล้วเกิดเป็นองค์ธรรมสังขารที่สั่งสมเคยชินแล้วจึงกระทำเองโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากได้กระทำสั่งสมมานานหรืออย่างสมํ่าเสมอด้วยอวิชชา,   เพื่อให้เกิดความเข้าใจในอาการจิตส่งใน  จึงจำแนกออกเป็น ๓ อาการ  ดังนี้

         ๑. จิตส่งใน ไปในกาย   หมายถึง  อาการที่ส่งจิตหรือสติไปสังเกตุ จดจ้อง จับความรู้สึกสุขสบายที่เกิดขึ้นที่กาย อยู่อย่างประจำสมํ่าเสมอโดยไม่รู้ตัวและทั้งรู้ตัว เพราะชอบใจ ถูกใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากความสงบ ความซาบซ่าน สุข สงบ สบาย  กล่าวคือ จึงเกิดการติดเพลิน(นันทิ,ตัณหา)  เพราะต้องการเสพรสของความสุข ความสบายต่างๆอันเกิดขึ้นแต่กายที่สัมผัสได้  อันเกิดมาจากอำนาจของสมาธิและทั้งองค์ฌานต่างๆ เช่น ปีติ อันอิ่มเอิบทางกาย  เช่น ความซาบซ่านที่กายหรือผิวกาย  ขนลุกขนชันซู่ซ่า  ความเย็นสบาย  ความฉํ่าภายในกาย  ซู่ซ่า (เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงไปยึด จึงยังให้เกิด ข้อ๒. ปีติ ในวิปัสสนูปกิเลส)   หรือ สุข ที่ให้ความรู้สึกสบายผ่อนคลายทางกายด้วย (ข้อ๕. สุข ในวิปัสสนูปกิเลส)   หรืออุเบกขา อันยังให้เกิดความสงบกาย (ข้อ.๔ ปัสสัทธิ ความสงบกายในวิปัสสนูปกิเลส) เป็นต้น   

         อีกประการได้แก่การไปจับอยู่กับสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์คือเครื่องกำหนดหรือเครื่องอยู่ในการปฏิบัติสมาธินั้นๆ เช่น ลมหายใจ หมุนนิ้ว กระับังลม คำบริกรรมต่างๆ แต่เป็นไปโดยขาดสติ กล่าวคือ เป็นการทำไปเองโดยไม่รู้ตัว  ดูราวกับว่าดีเป็นมหาสติ แต่กลับไม่ใช่เพราะไม่ได้ประกอบด้วยสติเป็นสำคัญ แต่เป็นไปอย่างไหลเลื่อนขาดสติ เป็นไปตามองค์ธรรมสังขารตามที่สั่งสมหรือเคยชินอันประกอบด้วยกิเลสในปฏิจจสมุปบาท   

         ๒. จิตส่งใน ไปในจิต  หมายถึง  อาการที่ส่งจิตหรือสติ ไปสังเกตุ จดจ้อง จดจ่อกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่จิตหรือความรู้สึกทางใจของตนเองทั้งโดยไม่รู้ตัวและทั้งรู้ตัวแต่เพราะความชอบใจ ถูกใจเป็นอย่างยิ่ง  อันเนื่องมาจากความสบายอันเกิดแต่องค์ฌาน ปีติ อันมีอาการอิ่มเอิบทางใจด้วย (ข้อ๒.ปีติ ในวิปัสสนูปกิเลส)   และ สุข ที่ให้ความรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย เป็นความสุข (ข้อ๕. สุข ในวิปัสสนูปกิเลส)    หรืออุเบกขา ความรู้สึกสงบ (ข้อ.๔ ปัสสัทธิ ความสงบกายใจ และข้อ๙. อุเบกขา ในวิปัสสนูปกิเลส)  หรือเอกัคคตา จิตค่อนข้างแน่วแน่แต่เป็นแบบจดจ่ออยู่แต่ในองค์ฌานอย่างไม่ลดละ (ข้อ๗. ปัคคาหะ และข้อ๘. อุปัฏฐานะ ในวิปัสสนูปกิเลส) รวมถึงนิมิตจากการน้อมนึก(อันยังให้เกิด ข้อ๑.โอภาส  และข้อ๓.ญาณอันเกิดจากนามนิมิต ในวิปัสสนูปกิเลส)    และยังเนื่องเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสข้ออื่นๆตามมาอีกด้วย   กระบวนจิตที่เกิดขึ้นของจากการติดเพลินของทั้ง ๒ ข้อนี้ จึงเป็นไปในลักษณะดังนี้

อวิชชา สังขาร อันย่อมเป็นสังขารกิเลสด้วยอวิชชาและอาสวะกิเลส คือฌานสมาธิที่สังขารปรุงขึ้นแม้โดยไม่รู้ตัวเพราะติดใจในความอร่อย  วิญญาณ นาม-รูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนาเป็นสุขเวทนาจากอำนาจของสมาธิและฌาน คือความสงบ ความสุข ความสบายต่างๆ นันทิเกิดการติดเพลินขึ้นอันคือตัณหา อุปาทาน ยึดเอาไว้ให้คงอยู่ ภพ คือรูปภพหรืออรูปภพตามที่สังขารขึ้นโดยไม่รู้ตัว ชาติ การเกิดของทุกข์ ชรา จึงวนเวียนกระทำต่างๆแต่ล้วนแฝงอยู่ในอำนาจของฌานสมาธิโดยไม่รู้ตัว ดังนี้  จนมรณะคือดับไป และโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส......แล้วก็วนเวียนเกิดวงจรของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทขึ้นใหม่ได้อีกเสมอๆ......

         ๓. จิตส่งใน เพราะการหวั่นไหวหรือเลื่อนไหลหลุดจากองค์ฌาน,สมาธิ เช่น ความสงบ หมายถึง  อาการที่ส่งจิตไปภายในกายหรือจิต  อันเกิดขึ้นเนื่องมาจากการหลุดออกจากสมาธิหรือองค์ฌาน,สมาธิต่างๆ  เป็นผลที่เนื่องมาจากการติดเพลินคือนันทิ   อันมีเหตุปัจจัยเพราะสังขารอันเกิดแต่องค์ฌานนั้นไม่เที่ยง เป็นกฎธรรมชาติหรือสามัญลักษณะอยู่แล้ว   อย่าลืมว่าแม้แต่ฌานก็เป็นสังขารที่ต้องปรุงแต่งกระทำขึ้นอย่างหนึ่งจึงมีความไม่เที่ยงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปตามปรารถนาได้ตลอดไป เพียงได้ในบางสภาวะเท่านั้น  ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ตลอดเวลา  จึงเกิดๆดับๆเป็นธรรมดา และโดยเฉพาะเมื่อมีทุกข์จรมากระทบจนหวั่นไหวเลื่อนหลุด  ก็ย่อมเกิดอาการหลุดไปจากสมาธิหรือองค์ฌานเป็นธรรมดา ซึ่งจะก่อให้เกิดความกระวนกระวายจากความปรารถนา(ภวตัณหา)  หรือวิภวตัณหาความไม่อยาก อันเกิดขึ้นจากการดับไปของความสงบ สุข สบายต่างๆมาเป็นความอึดอัด  ความหงุดหงิด  ความเจ็บปวด จากการหลุดไปนั้นๆอันเป็นผลข้างเคียง   จึงยิ่งจิตส่งในไปสังเกตุจดจ้องในอาการต่างๆเหล่านั้นอย่างถี่บ่อยอยู่ตลอดเวลา เพราะความถวิลหาในสุข,รำคาญในทุกข์โดยไม่รู้ตัว   และยังมีการพยายามสังขารให้เกิดฌานหรือองค์ฌานอยู่ตลอดเวลาเนื่องด้วยความปรารถนาและกระวนกระวายที่ความสุขสงบสบายทั้งหลายเหล่านั้นได้หายไป    จึงยิ่งเกิดอาการจิตส่งในรุนแรงขึ้นไปเป็นลำดับไปคอยจับจ้องสังเกตุอาการแปรปรวนต่างๆเหล่านั้น  จึงยิ่งสั่งสมให้สังขารของการจิตส่งในนั้นแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว,    อาการหลุดไปจากฌานหรือองค์ฌานสมาธินั้น พอกล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้   

                     หลุดจากองค์ฌานเมื่ออยู่ในองค์ฌานต่างๆเป็นระยะเวลานานๆ   ทั้งฌานและองค์ฌานทั้งหลายยังเป็นเพียงสังขารอย่างหนึ่งอยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์  จิตไม่สามารถสังขารไว้ได้เนื่องจากความล้าความไม่เที่ยงอันเป็นสภาวธรรมชาติของสังขารทั้งหลายทั้งปวง   การสังขารหรือออกแรงกระทำทางจิตย่อมมีความล้าเป็นธรรมดาแต่ไม่สังเกตุเห็น   จึงเกิดอาการเจ็บปวด เจ็บป่วยต่างๆ  หรือทรมาน  อึดอัด หดหู่อย่างรุนแรง อันล้วนเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น  แต่ก็ไม่รู้เหตุว่าเป็นเพราะการหลุดไปจากองค์ฌานเนื่องด้วยอวิชชา  จึงยิ่งหลงเพียรพยายามสังขารให้เกิดฌานหรือองค์ฌานหรือความสงบ จึงน้อมนึกระลึกถึงในความสงบหรือองค์ฌานอยู่ตลอดเสมอๆตลอดเวลา  ซึ่งถ้าน้อมได้ผลก็หายไปเพียงแค่ชั่วระยะหนึ่ง    และด้วยอวิชชาเมื่อเกิดอาการข้างเคียงเหล่านี้ขึ้น มักพาลเข้าใจผิดไปว่า เป็นเพราะสาเหตุอื่นๆตามแต่จะปรุงแต่งกันไปต่างๆนาๆ ว่าแก่บ้างละ ว่าเจ็บป่วยแต่กายบ้างละ ฯลฯ.   และถึงรู้ก็แก้ไขไม่ได้อย่างถาวรเสียแล้วด้วยสมถะ  ไม่อยู่ในอำนาจที่ควบคุมได้อีกแล้ว เพราะเป็นสังขารกิเลสเสียแล้ว ที่สามารถกระทำเองโดยไม่รู้ตัวควบคุมไม่ได้  จึงเกิดปัญหาต่างๆขึ้น  จึงเป็นๆหายๆอยู่เยี่ยงนั้น   และมีความถี่และรุนแรงขึ้นไปเป็นลำดับๆ   จนสติแตกในกรณีที่เพียรอย่างผิดๆ ยิ่งมุ่งกระทำเพื่อแก้ไขจนเกินพอดีก็ยิ่งเกิดอาการต่างๆมากขึ้นจนทนไม่ไหวในที่สุด!  วิกลจริตเป็นที่สุด   ต้องแก้ไขก่อนรุนแรงจนเสียผู้เสียคนด้วยวิธีวิปัสสนาให้เกิดปัญญาและนิพพิทเท่านั้น

         การหลุดจากองค์ฌานอันเนื่องมาจากผัสสะต่างๆทางโลก แล้วเกิดความไม่พึงพอใจ  คือเกิดจากทุกข์ต่างๆจรมากระทบ ดังทุกขอริยสัจทั้งหลาย อันเป็นสภาวธรรมชาติยังคงมีเกิดเป็นอยู่เช่นนั้นเอง  ดังเช่น ความเจ็บป่วย การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ฯ. เหล่านี้   จิตที่ค่อนข้างแน่วแน่จดจ่ออยู่ภายในหรือในองค์ฌานอันใดอันหนึ่งโดยไม่รู้ตัวนั้นจึงหวั่นไหวเคลื่อนหลุดไป เมื่อถูกกระทบ จึงเกิดอาการโทสะฉุนเฉียวได้ง่ายๆเมื่อถูกกระทบจนหวั่นไหว ผิดวิสัยหรือจริตธรรมดาของตน  และก่อให้เกิดอาการไม่สบายทั้งใจและกายต่างๆอีกเช่นกัน  (อาการความเจ็บป่วย อึดอัด ตลอดจนจิตอันหดหู่ และเหตุผลว่าทำไมจึงเจ็บปวด ป่วยใข้เป็นธรรมดา  และวิธีแก้ไข  อ่านรายละเอียดได้ใน  ติดสุข และอาการต่างๆของนักปฏิบัติ )   กระบวนจิตที่เกิดขึ้นของจากการติดเพลินแล้วเลื่อนไหลหลุดออก  จึงเป็นไปในลักษณะดังนี้

อวิชชา สังขาร อันย่อมเป็นสังขารกิเลสด้วยอวิชชาและอาสวะกิเลส คือฌานสมาธิที่พยายามสังขารปรุงขึ้นแต่ไม่สำเร็จ ด้วยมีทุกข์หรือเกินกำลังเสพ  วิญญาณ นาม-รูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา แต่เป็นทุกขเวทนาที่เกิดจากการหลุดออกจากความสงบความสุขความสบายต่างๆของสมาธิและฌาน ที่ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ   ตัณหา อยากให้เกิดขึ้นอีก อุปาทาน ยึดมั่นกระทำให้เกิดขึ้นตามความปรารถนาคือตัณหาข้างต้นนั้น ภพ คือวิภวตัณหาในทุกขเวทนาขึ้นโดยไม่รู้ตัว ชาติ การเกิดของทุกข์ ชรา จึงวนเวียนกระทำต่างๆแต่ล้วนแฝงอยู่ในอำนาจของอุปาทานโดยไม่รู้ตัว ดังนี้  จนมรณะคือดับไป และโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส......แล้วก็วนเวียนเกิดวงจรของทุกข์ปฏิจจสมุปบาทขึ้นใหม่ได้อีกเสมอๆ......

         เหตุที่เมื่อจิตส่งในจนติดเพลินในฌาน,สมาธิ จนเป็นสังขารอันเกิดแต่อวิชชาแล้ว   เมื่อหลุดจากฌานหรือองค์ฌานต่างๆแล้วเกิดอาการเจ็บปวด เจ็บป่วยต่างๆนาๆนั้น    ก่อนอื่นต้องมีความเข้าใจว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่นั้น   ขันธ์ทั้ง๕ ที่เป็นเครื่องอำนวยในการยังชีวิตประกอบด้วยฝ่ายกายและจิต(หรือรูปและนาม)  ที่ต่างทำงานประสานสัมพันธ์อย่างอาศัยซึ่งกันและกันหรือเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอยู่อย่างแนบแน่นกลมกลืน โดยอาศัยวิญญาณ  ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ยกเว้นแต่เมื่อตายแตกดับไป (พึงยกเว้นการแยกออกให้เห็นทางปัญญา  อันเป็นวิถีของวิปัสสนานั่นเอง)

     ---->                          ---->  

กาย           วิญญาณ          จิต

    <----                           <---- 

          ดังนั้นเมื่อจิตเกิดอาการต่างๆ ย่อมส่งผลถึงกายอย่างแน่นอน  เพราะจิตบงการการคัดหลั่งของสารชีวเคมีในกายได้เช่นกัน (อ่านรายละเอียดในติดสุข)   หรือพิจารณาดูแต่ หู กระทบ เสียง ที่ใครด่าใครว่าแรงๆ จะเห็นกายสั่นเทิ้ม    เมื่อ หู กระทบ เสียง ที่คนชม กายก็ออกอาการหน้าแดง    ตา กระทบ หนังสือเรื่องเศร้า กายก็หลั่งนํ้าตา  กล่าวคือทั้งตา หู จมูก ลิ้น กายนั้นล้วนส่งผลต่อจิตทั้งสิ้น แล้วจิตก็ส่งผลนั้นต่อกายดังกล่าว,  คิด เรื่องทุกข์ๆ กระทบใจ เกิดอาการกายอ่อนเปลี้ย สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นต้น  เพราะกระบวนการต่างๆเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยฝ่ายจิตอันมี วิญญาณต่างๆ  สัญญาจำ  เวทนา  สัญญาหมายรู้  อันล้วนเป็นกระบวนการของฝ่ายจิตทั้งสิ้น  เพียงแต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำจนเคยชินยิ่งจนไม่รู้ตัว   ดังนั้นเมื่อจิตส่งในจนจิตเกิดอาการแปรปรวนต่างๆแล้วจึงยังผลส่งถึงกายอย่างแน่นอน จึงเกิดอาการต่างๆแปรปรวนได้ตามฌานวิสัยของนักปฏิบัติอันเป็นอจินไตย มีอำนาจรุนแรงกว่าธรรมดามากนัก

         บางทีปฏิบัติสมาธิและฌาน และกระทำจิตส่งในมาเป็นเวลานานแล้ว  แต่ก็ไม่เห็นโทษด้วยความไม่รู้และคิดว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นๆ เช่น คิดว่ากายเป็นเหตุตามแต่จะปรุงแต่ง     ส่วนในบางท่านก็บอกว่าปฏิบัติมาตั้งนานแล้วแต่ไม่เห็นเป็นอะไร สงบ เบาสบายดีอยู่  จึงยิ่งไม่ยอมเชื่อโดยไม่รู้ว่า เหตุที่ยังไม่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นเพราะท่านอยู่กับสมาธิหรือองค์ฌานอย่างบางเบาในขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งย่อมจะแก่กล้าขึ้นไปเป็นลำดับโดยการเลื่อนไหลไปตามธรรมชาติของจิต   หรือจิตยังไม่เป็นสมาธิเลยจนสัมผัสความสงบ หรือฌานจนสัมผัสองค์ฌานต่างๆได้ จึงยังไม่เกิดอาการจิตส่งใน  หรือเป็นบุคคลที่โชคยังดีคือมีเหตุที่ก่อทุกข์มากระทบยังมีแต่น้อยอยู่(แต่ย่อมไม่เที่ยง) แต่เมื่อใดที่มีทุกข์ทางโลกเข้ากระทบรุนแรงเมื่อไร จนจิตเคลื่อนหรือหวั่นไหวเลื่อนไหลจนหลุดออกจากความสงบจากองค์ฌานต่างๆหรือสมาธิ เช่นความสงบ(อุเบกขา) ก็จะแสดงอาการต่างๆได้ทันที  หรือกล่าวง่ายๆก็คือแค่รอช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง  เพราะได้ทำเหตุก่อไว้แล้วแต่โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง จึงย่อมยังให้เกิดผลเป็นธรรมดา เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม ไม่เป็นอื่นไปได้

         ในทางโลกนั้น  การอมทุกข์หรือวิตกกังวลมากๆจนมีอาการต่างๆทางกายและจิตนั้น   โดยปกติก็กระทำคล้ายๆกับพวกจิตส่งในไปในองค์ฌาน   แต่เป็นไปในลักษณะจิตส่งในไปในเวทนา(ความรู้สึก)อันเกิดแต่ความคิดอันเป็นทุกข์  อย่างวนเวียนไม่รู้จักหยุดหย่อน ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลานั่นเอง จนจิตนั้นเป็นมิจฉาสมาธิหรือมิจฉาฌานชนิดหนึ่งขึ้นในที่สุดโดยไม่รู้ตัว(อันมีองค์ฌานที่แตกต่างกันไป)  สาเหตุคือการคิดที่เป็นทุกข์  รู้ก็รู้อยู่ แต่ให้หยุดคิดหยุดปรุงอย่างไรก็หยุดไม่ได้ เหตุเพราะเป็นสังขารอันเกิดแต่อวิชชา(ปฏิจจสมุปบาท)อันสั่งสมฝึกหัดโดยไม่รู้ตัวอย่างชํ่าชองจนแรงกล้าเคยชินเสียแล้ว  สังขารความคิดเหล่านั้นจึงผุดขึ้นบ่อยๆและกระทำอย่างต่อเนื่องด้วยความเคยชินโดยไม่รู้ตัวและควบคุมไม่ได้ คิดปรุงแต่งวนเวียนไม่รู้จักหยุดหย่อน คือการเกิด วิตก(ยึดกำหนดในความคิดนั้นๆ) วิจาร(เคล้าจิตหรือแน่วแน่ไปกับความคิดนั้นๆ) อย่างในฌานนั่นเอง จนจิตเป็นมิจฉาสมาธิหรือมิจฉาฌานอย่างหนึ่ง จึงสามารถเกิดนิมิตภาพ นิมิตเสียง และนามนิมิตต่างๆได้เช่นกัน   จนบางครั้งต้องใช้ฤทธิ์ของยาเข้าไปช่วยหยุดการปรุงแต่งต่างๆนาๆโดยการกดระบบประสาทการรับรู้ต่างๆบางอย่างเสีย  แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็กำเริบขึ้นเหมือนเดิม    บุคคลที่มีอาการดังนี้ และผู้ที่รู้ตัวว่าติดเพลินองค์ฌานต่างๆ เช่น ติดสุขจากจิตส่งใน ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะฝึกฌานสมาธิในช่วงนั้นๆอย่างเด็ดขาด เพราะจิตเป็นสมาธิหรือฌานอยู่แล้วในที แต่อย่างผิดๆ    ถ้าจะปฏิบัติต้องปฏิบัติแต่วิปัสสนาล้วนๆด้วยปัญญาเท่านั้นและด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง คือการพยายามใช้ความคิดพิจารณาวนเวียนอยู่ในการพิจารณาธรรมแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ทำสมาธิและถ้าเกิดความเข้าใจ(ปัญญา)บางอย่างได้จนเกิดนิพพิท   ซึ่งก็จะหายเป็นปกติได้อย่างถาวร    สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ล้วนเกิดขึ้นแต่จิตเป็นเหตุปัจจัยโดยตรงทั้งสิ้น เป็นอาการจิตส่งในอย่างหนึ่งทางโลกๆนั่นเอง

         เหตุที่ผู้ที่รู้ตัวว่าติดเพลินอยู่ในองค์ฌานต่างๆเช่น ติดปีติ ติดสุข ติดสงบ จิตแช่นิ่ง จากจิตส่งในแล้วยังไม่สมควรปฏิบัติฌานสมาธิ  ก็เหตุเพราะความเคยชินที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิมนั่นเองเป็นเหตุ  เมื่อปฏิบัติไปก็มักจะไหลเลื่อนไปอยู่ในองค์ฌานหรือจิตส่งในอย่างเดิมๆนั่นเอง โดยไม่รู้ตัว  ควรแก้ไขตามที่เขียนไว้ในเรื่องติดสุข และปฏิบัติแต่ทางปัญญาหรือวิปัสสนาไปก่อน

         สภาวะที่เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งของจิตส่งใน คือ โดยปกตินั้นจิตมักจะอยู่ในสภาพสั่งสมจนเคยชินต่อการยึดเกาะอยู่ในองค์ฌานต่างๆอยู่ ทั้งในอาการรู้ตัวและไม่รู้ตัว  เมื่อมีอาการถอนหรือหลุดไปจากองค์ฌานขึ้นมาเนื่องจากเหตุปัจจัยใดๆก็ตามเพราะฌานนั้นไม่เที่ยง  จิตที่ตามปกติวิสัยของผู้ที่จิตส่งในนั้นอาศัยเกาะยึดอยู่กับองค์ฌานเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะหรือเครื่องอยู่ของจิตจนเป็นสันดานหรือสังขาร  จึงย่อมมีอาการเคว้งคว้าง  บางทีจึงไปคว้ายึดเกาะเอากับทุกขเวทนาไม่ว่าจากทางกายหรือจิต  หรือความทุกข์ตรงๆเลยที่จรมาหรือแทรกหลุดเข้ามาและเพราะความเคยชินที่สั่งสมจนชำนาญอย่างยิ่งยวดโดยไม่รู้ตัว  จึงไปยึดเกาะในสิ่งต่างๆเหล่านั้นแทนอย่างเหนียวแน่นหรือแน่วแน่โดยไม่รู้ตัว  จนรู้สึกเป็นทุกข์และหดหู่อย่างมากๆ  มากกว่าปกติธรรมดามากนัก เพราะแน่วแน่จดจ่อวนเวียนสั่งสมเพิ่มทุกข์อยู่ตลอดเวลาและยาวนาน  สลัดออกได้ยากมาก  ไม่สามารถปล่อยวางได้  (ซึ่งโดยการปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นเมื่อรู้เห็นเท่าทันในเวทนาหรือจิตแล้วอุเบกขาในโพชฌงค์คือปล่อยวาง  ไม่ใช่การจดจ้องวนเวียนปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านไม่ปล่อยวาง)   อาการเปรียบได้ดังคนที่เรือแตก ลอยคอโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้าง เมื่อเจอสิ่งใดลอยผ่านมาจะดีชั่วก็ต้องคว้าไว้ก่อนเป็นวิสัยปุถุชนนั่นเอง     ด้วยเหตุดังนี้  นักปฏิบัติที่กระทำจิตส่งใน และรู้คุณรู้โทษดีแล้วและต้องการแก้ไขก็ขอให้หาข้อมูลธรรมะอันถูกต้องดีงาม ถูกจริต ตระเตรียมไว้เมื่อเกิดอาการดั่งเรือแตกขึ้นเมื่อหยุดการกระทำจิตส่งใน  ดังเช่น ขันธ์๕  ปฏิจจสมุปบาท  ไตรลักษณ์   อริยสัจ  ฯลฯ. เพื่อไว้พิจารณาแบบหาเหตุ หาผล แบบวางใจเป็นกลาง วางความเชื่อความเข้าใจเดิมๆลงชั่วขณะหนึ่งให้ได้ จุดประสงค์ก็เพื่อให้เป็นเครื่องอยู่หรือเครื่องเกาะของจิต แทนการยึดเกาะในองค์ฌานต่างๆหรือความทุกข์ต่างๆ   ก็จะไม่รู้สึกเคว้งคว้างดุจดั่งลอยคอในห้วงสมุทรอันเวิ้งว้าง  และข้อสำคัญยิ่งคือทำให้เกิดภูมิรู้ภูมิญาณขึ้นทีละเล็กทีละน้อยสั่งสมขึ้น อันยังประโยชน์อย่างแท้จริงในภาคหน้า  และ/หรือ ใช้การเปลี่ยนอริยาบถเข้าช่วยถ้ารู้สึกว่าแช่เลื่อนไหลมากๆ แต่อย่าให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง  เช่น เปลี่ยนการทำงานจากที่จดจ่อ  ขยับเปลี่ยนท่ากริยาบ้าง เป็นต้น

        จิตของผู้ที่ติดฌานสมาธิ  จึงเป็นมิจฉาฌานสมาธิ  จิตจะมีสภาพอุปมาดังลิง ที่ชอบยึดเกาะหลักเป็นสันดานหรือโดยธรรมหรือธรรมชาติ อันหลักนั้นย่อมหมายถึงองค์ฌานนั่นเอง คือ ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา  ปกติจึงยึดเกาะอยู่ในหลักองค์ฌานเหล่านี้เป็นสันดาน  เมื่อพลาดท่าหลุดจากหลักเหล่านี้ด้วยเหตุธรรมชาติอันใด  ก็ติดนิสัยสันดานโดดยึดเกาะในสิ่งอื่นๆที่หาได้ในทันที   จึงไปยึดเกาะเวทนาหรือความทุกข์ต่างๆโดยไม่รู้ตัวเป็นประจำ  จึงกลายเป็นโทษ์ทุกภัยโดยไม่รู้ตัว   ส่วนผู้ที่ปฏิบัติสมาธิผิดๆก็มักไปยึดเกาะกับความสงบ(อุเบกขา)เป็นธรรมดาเช่นกัน  เมื่อถูกกวนหรือถูกเร้าด้วยเหตุอันใดอันเป็นสภาวะธรรมที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จิตหวั่นไหวเคลื่อนหลุดก็มีโทสะอย่างง่ายๆทันที

         ดังนั้นนักปฏิบัติที่เมื่อปฏิบัติฌานสมาธิแล้ว มีความรู้สึกว่า ปฏิบัติแล้วดี จิตใจผ่องใส อิ่มเอิบ คลายไปจากทุกข์   แต่ทำไมบางครั้งจึงมีโทสะง่าย ขาดเหตุผล  มีจิตกร้าว มีมานะสูงกว่าปกติธรรมดาเสียอีก  ก็ขอให้พิจารณาให้ดีๆ(โยนิโสมนสิการ)ว่าเกิดแต่ดังที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่

        โยนิโสมนสิการโดยแยบคาย อาการจิตส่งในโดยอาศัยปฏิจจสมุปบาท ก็พอจะเข้าใจได้อย่างง่ายๆว่า ทำไมจึงก่อเป็นทุกข์ในที่สุด  เพราะเกิดตัณหาในรูปนันทิคือการติดเพลินหรือติดใจอยากต่อเวทนาที่เกิดขึ้นนั่นเอง   หรือเรียกว่าการไปหมกมุ่นยึดเวทนา    หรือเวทนาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัจจัยจึงเกิดนันทิ(ตัณหา)คือการติดเพลินในองค์ฌานต่างๆอันเป็นการดำเนินไปในวงจรปฏิจจสมุปบาท อันคือวงจรการเกิดขึ้นของกองทุกข์นั่นเอง    ส่วนของเหล่าพระอริยเจ้านั้น ท่านขาดเสียซึ่งนันทิ จึงเป็นเพียงเครื่องอยู่อย่างหนึ่งเท่านั้นเอง หรือเป็นขันธ์๕ ธรรมดา  ที่ยังคงมีองค์ฌานทั้งหลายครบถ้วนบริบูรณ์

         ผู้ที่จิตส่งในอยู่ เมื่อละจากจิตส่งในได้ ก็จะพบกับจิตที่นุ่มนวลควรแก่การใช้งาน จิตเบิกบาน กายใจเบาสบายกว่าเดิมได้ด้วยตนเอง(ปัจจัตตัง)  ไม่แช่นิ่ง ไม่จิตเก่ง ไม่จิตกร้าว  ภาวะตึงเครียดเจ็บป่วยทั้งทางกายและจิตก็จะหายไป    ข้อควรรู้ในช่วงแรกๆที่หยุดจิตส่งในอย่างได้ผล มักจะมีอาการง่วงซึมเซาเป็นธรรมดา  และเมื่อหยุดการส่งในและการแช่นิ่งได้นานพอสมควรจะเริ่มมีอาการระคายเคืองที่ตา  ตลอดจนมีเหงื่อออกมากกว่าธรรมดา ขอให้เข้าใจด้วยว่าอาการเหล่านี้แสดงนิมิตหมายที่ดี อย่าได้ไปเป็นกังวลฟุ้งซ่านไปแต่อย่างใด    และขอให้เข้าใจเสียด้วยว่าถ้าตั้งอยู่ในความประมาท คือคิดว่าหายดีแล้วก็จะกลับมาเป็นใหม่ไม่รู้ตัว  เพราะการแก้ไขนี้เป็นการแก้ไขแบบทางโลก  ถ้าเลิกจิตส่งในอาการทั้งทางกายและใจลงไปได้อาการทุกข์ทรมานต่างๆก็จะลดลงไปอย่างมากทันตาเห็น   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องพิจารณาธรรมให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งให้เกิดกำลังอันเนื่องมาจากปัญญา จึงจักเป็นการหายไปอย่างถาวรได้  มิฉนั้นก็จะกำเริบเสิบสานขึ้นมาใหม่โดยการเลื่อนไหลกลับไปสู่สภาวะจิตส่งในได้อีกในที่สุด โดยไม่รู้ตัว

         อีกข้อหนึ่งที่ควรระวังอย่างยิ่งยวด  การที่ปล่อยให้จิตส่งในไปจับที่ความเบาสบาย นิ่มนวล ที่เกิดขึ้นจากการหยุดจิตส่งในหรือเกาะติดองค์ฌานต่างๆนั้น   ซึ่งจิตจะนุ่มนวลเบิกบานดีกว่าเดิม  จึงเผลอส่งจิตไปจดจ้องคอยดู คอยรู้ คอยเห็นเข้าไปอีก  ในที่สุดก็จะเกิดอาการจิตส่งใน ซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นมาอีกโดยไม่รู้ตัว

อาการของจิตส่งในประกอบไปด้วย

จิตส่งในไปเพราะความติดเพลิน เนื่องจากความติดใจอยาก

จิตส่งในไปเพราะอวิชชา ความไม่รู้ตามความเป็นจริง

จนเป็นสังขารที่สั่งสม  จิตจึงกระทำเองโดยไม่ตั้งใจ แทบทุกขณะจิต เมื่อขาดสติหรือเผลอตัว จึงทั้งไม่รู้ตัวและควบคุมไม่ได้

ข้อคิด

เมื่อมีอาการจิตส่งในอยู่เนืองๆ โดยควบคุมไม่ได้  นั่นแสดงว่าติดสุขอันเป็นวิปัสสนูปกิเลสเสียแล้ว มีผลร้ายอย่างแน่นอน

หลักปฏิบัติอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง

อย่าจิตส่งใน ไปแช่นิ่งหรือเสพรส (ย่อมเพราะติดเพลิน และขาดสติ)

และอย่าส่งจิตออกนอก ไปฟุ้งซ่านปรุงแต่ง (ให้เกิดผัสสะต่างๆนาๆ อันย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาต่างๆ อันย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์อุปาทานขึ้น อันย่อมต้องเป็นไปตามปฏิจจสมุปบันธรรม)

สิ่งที่น่ารู้

การมีสติรู้เท่าทันว่า จิตส่งใน เป็นจิตตานุปัสสนาอย่างหนึ่ง กล่าวคือ มีสติรู้เท่าทันจิตคือจิตสังขารว่า เป็นมหรรคตคือจิตเป็นฌานนั่นเอง แล้วปล่อยวางคืออุเบกขาเสีย

ข้อคิด

         โดยทั่วไปแล้วถ้าเราไปหาหมอเพื่อขอคำแนะปรึกษาว่า ควรรับประทานอาหารอะไร  หมอทุกๆคนย่อมแนะนำโดยหลักพื้นฐานทั่วไป คือให้รับประทานอาหารครบทุกหมู่อย่างแน่นอน   แต่ควรมีความเข้าใจด้วยว่าคำแนะนำนั้น ย่อมหมายถึงคนโดยปกติทั่วๆไป  จึงอย่าเถรตรง เพราะย่อมมิได้หมายครอบคลุมถึงผู้ป่วยบางโรคบางราย  ที่อาจต้องยกเว้นอาหารบางหมู่ลง เพื่อประกอบการรักษา    ในกรณีเดียวกันกับการปฏิบัติ  โดยทั่วไปก็มักไปกราบไหว้หลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ ตลอดจนศึกษาจากการอ่านตามสื่อต่างๆ เพื่อขอคำแนะแนวในการปฏิบัติ  ทุกท่านทุกองค์ย่อมแนะให้เจริญในศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติ  แต่การปฏิบัติสมถะสมาธิและการบริกรรมแม้เป็นสิ่งที่ดีที่สมควรปฏิบัติแก่นักปฏิบัติโดยทั่วไป  แต่ในนักปฏิบัติบางท่าน เช่น มีอาการทางจิต  หรือติดสุขหรือองค์ฌานต่างๆนั้น  ก็ต้องละเว้นเป็นการชั่วคราวเช่นเดียวกันกับผู้ป่วยที่พึงต้องละเว้นอาหารบางชนิดเป็นธรรมดา  จนกว่าจะแก้ไขอาการต่างๆให้ดีขึ้น   จึงควรพึงเจริญปัญญาแต่ฝ่ายเดียวไปก่อน.....(พนมพร)

 ธรรมข้อคิด

จาก บุญ กับ กุศล โดย ท่านพุทธทาส

..................................ในการเจริญสมาธิก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ สมาธิเอาบุญก็ได้   เอากุศลก็ได้   สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับคนโน้นคนนี้ที่โลกอื่น  ตามที่ตนกระหายจะทำให้เก่งกว่าคนอื่น   หรือสมาธิเพื่อการไปเกิดในภพนั้น ภพนี้  อย่างนี้เรียกว่า สมาธิเอาบุญ หรือ ได้บุญ เพราะทำใจให้ฟู ให้พอง ตามความหมายของมันนั่นเอง(webmaster-บุญ แปลว่า ความใจฟู ความอิ่มเอิบ)  ซึ่งเป็นของที่ปรากฏว่า ทำอันตรายแก่เจ้าของถึงกับต้องรับการรักษาเป็นพิเศษ หรือ รักษาไม่หายจนตลอดชีวิตก็มีอยู่ไม่น้อย   เพราะว่าสมาธิเช่นนี้มีตัณหาและทิฎฐเป็นสมุฎฐาน(webmaster-เป็นไปตามวงจรปฏิจจสมุปบาท คือ ตัณหา และ ทิฏฐิที่หมายถึงทิฏฐุปาทานอันคืออุปาทาน จึงต้องเกิดทุกข์ในที่สุด)  แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุด ก็เพียงได้เกิดในวัฏสงสารตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น  ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน     ส่วนสมาธิที่มีความมุ่งหมายเพื่อการบังคับใจตัวเอง(webmaster-สมาธินี้จึงหมายถึงมีความตั้งใจมั่น จึงมิได้มีความหมายถึงสมถสมาธิแต่ฝ่ายเดียว) ให้อยู่ในอำนาจเพื่อกวาดล้างกิเลสอันกลุ้มรุมจิต ให้ราบเตียน ข่มขี่มิจฉาทิฎฐิอันจรมาในปริมณฑลของจิต  ทำจิตให้ผ่องใส  เป็นทางเกิดของวิปัสสนาปัญญา อันดิ่งไปยังนิพพาน เช่นนี้เรียกว่า สมาธิได้กุศล ไม่ทำอันตรายใคร ไม่ต้องหาหมอรักษา ไม่หลงวนเวียน ในวัฎสงสาร จึงตรงกันข้ามจากสมาธิเอาบุญ

ธรรมข้อคิด

หลักเกณฑ์การปฏิบัติสมาธิ - ปัญญา  (๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑)

พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโ

         "หลักใหญ่ให้จิตสงบได้นั้นแหละของดี   เพียงจิตสงบเท่านั้นก็ตัดความกังวลวุ่นวาย   ซึ่งเคยประจำจิตเสียดแทงจิตออกได้โดยลำดับลำดา  จนถึงกับเป็นขั้นสบาย   เพราะฉนั้นผู้ภาวนาเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จึงมักขี้เกียจในการพิจารณาธรรมทั้งหลายด้วยปัญญา   นอนจมอยู่กับสมาธินั้นเสียไม่ออกพินิจพิจารณา  สุดท้ายก็เข้าใจว่าความรู้ที่แน่วแน่แห่งความเป็นสมาธิของตนนั้นเป็นมรรคผลนิพพานไปเลย   ในข้อนี้ผมเคยเป็นแล้ว  จึงได้นำมาอธิบายให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ   ว่าสมาธิต้องเป็นสมาธิ    ปัญญาต้องเป็นปัญญา   เป็นคนละสัดเป็นคนละส่วน  เป็นคนละอันจริงๆ  ไม่ใช่อันเดียวกัน   หากเป็นอยู่ในจิตอันเดียวกันนั่นแล  เป็นแต่เพียงไม่เหมือนกัน............ผู้ที่เป็นสมาธิ   ถ้าไม่ออกพิจารณาทางด้านปัญญา   จะเป็นสมาธิอย่างนั้นตลอดไป   จนกระทั่งวันตาย   ก็หาเป็นนิพพานได้ไม่   หาเป็นปัญญาได้ไม่  ต้องเป็นสมาธิอยู่ตลอดไป   นี่ละท่านจึงสอนให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา   มีความจำเป็นอย่างนี้ให้ทุกๆท่านจำไว้ให้แม่นยำ   นี่สอนด้วยความแม่นยำด้วย   สอนด้วยความแน่ใจของเจ้าของ เพราะได้ผ่านมาแล้วอย่างนี้   ติดสมาธิก็เคยติดมาแล้ว..........."

จาก ทุกข์  โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

.........เราพิจารณาทางวิปัสสนา  มันต้องเป็นอย่างนั้น  ต้องยกขันธ์ขึ้น  คือยกกองทุกข์ขึ้น   อันของไม่มีนั้นไม่ใช่วิปัสสนา  เงียบสงบไปหมดเลย   ว่างเปล่าสูญหมด   (แล้วจะ)เอาอะไรมาพิจารณา  (ก็มัน)ไม่มีเรื่องพิจารณา  พิจารณาสูญก็เลยสูญไปหมด   สูญไม่ทราบอะไรต่ออะไร  ว่างก็เลยว่างหมด  ไม่ทราบอะไรต่ออะไร  เงียบไปหมดไม่มีอะไร   แล้วจะเอาอะไรมาพิจารณา (webmaster-หมายถึงเข้าไปสงบเงียบอยู่ในสมถสมาธิ โดยไม่ได้วิปัสสนา)   เมื่อไม่มีเรื่องพิจารณา  ปัญญามันก็ไม่เกิด   มันก็ไปสงบ  อยู่เฉยๆ   ความสงบ  นี้ไม่ใช่มันอยู่ไปตลอดชีวิต  ไปสักครู่สักพัก สักชั่วโมงสองชั่วโมงอย่างดีที่สุด  กลับออกมาก็ของเก่า  ทุกข์ทั้งหลายมีอยู่อย่างไรก็มีอยู่เท่าเก่า    ถ้าหากไม่ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างว่านี้แล้ว  ไม่เข้าถึงสัจจะของจริง  ไม่เห็นของจริง  อย่างดีที่สุดเมื่อทุกข์มากๆ  ก็เข้าไปสงบหลบหลีกทุกข์เสีย(หลบเข้าไปในฌานสมาธิชั่วระยะเท่านั้น  แต่ถ้านานๆเข้าก็ต้องเลื่อนหลุด)  ท่านพูดไว้อีกนัยหนึ่ง  ผู้ชอบความสงบคือหลบทุกข์  ไม่ใช่นักสู้นักรบ  ผู้ที่ต่อสู้คือวิปัสสนาค้นคว้าอย่างอธิบายมาแล้ว  นั่นเป็นนักสู้นักรบ  สู้รบมันต้องประจัญหน้ากันกับข้าศึก  แพ้ชนะมันจึงค่อยเห็น..........................

ข้อคิด แนวทางปฏิบัติ

หลักปฏิบัติ สมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน)

- ให้หยุดคิดหยุดนึกทั้งปวง  มีแต่สติหรือจิตตั้งมั่นอยู่แต่ในอารมณ์ อันมีกำลังยิ่ง

หลักปฏิบัติ วิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน)

- ให้หยุดแต่การคิดนึกปรุงแต่ง  แต่มีแต่สติหรือจิตอยู่กับการคิดพิจารณา(ใช้ปัญญา)ในเหล่าธรรมอันเป็นกุศล อันเป็นปัญญายิ่ง

หลักปฎิบัติ สมถวิปัสสนา

- เมื่อปฏิบัติสมถสมาธิ(สมถกรรมฐาน)เป็นกำลังแล้ว ให้เจริญวิปัสสนา(วิปัสสนากรรมฐาน) จึงยังทั้งกำลังและปัญญาอันยิ่งๆขึ้น

พนมพร

 

 

กลับหน้าเดิม

 กลับสารบัญ

 

 

hit counter